พระอาจารย์
7/21 (550322C)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
22 มีนาคม 2555
(ช่วง 2)
(หมายเหตุ : ต่อจากแทร็ก 7/21 ช่วง 1
เออ มันเริ่มเห็นอย่างนี้ ...นั่น
แล้วไอ้นี่มันกายรึเปล่าวะ ไม่เห็นมันว่ามันเป็นกายเลย มันมีชื่อติดไว้มั้ย ...ไม่มีอ่ะ ก็เห็นว่ามันเป็นแค่อะไรอย่างหนึ่งที่ปรากฏอยู่ลอยๆ
แล้วมันเป็นธุระของใครมั้ย
มันเป็นของใครมั้ยนี่ ไอ้ที่ลอยๆ อยู่ เดี๋ยวก็แข็ง เดี๋ยวก็อ่อนนี่ ...มันจำเป็นมั้ยที่จะต้องเอามาเป็นภาระ
มันบอกมั้ยว่ามันเกิดขึ้น
มันตั้งอยู่เพื่อใคร ...เปล่า เป็นธรรมชาติของมันน่ะ เดี๋ยวมันก็ตั้ง เดี๋ยวมันก็ดับ
เดี๋ยวมันก็เกิดใหม่ เดี๋ยวก็ตั้ง เดี๋ยวก็ดับ เดี๋ยวก็เกิดใหม่
ไม่ได้ว่าตั้งมาให้ใคร
ไม่ได้ตั้งให้ใครสุข ไม่ได้ตั้งให้ใครทุกข์ ไม่ได้ตั้งให้ใครได้หน้าได้ตา
ไม่ได้อินังขังขอบกับใคร
กูตั้งของกูเงี้ย..เมื่อมีเหตุปัจจัย เอ้า ลมพัดมา กูก็วูบนึงให้เห็น ...เนี่ย
ปรากฏวูบนึง มันก็ไม่รู้ด้วยว่าเย็นนะ เย็นนี่จิตยังว่าบอกว่าเย็นอยู่นะ
มันก็เป็นอย่างนี้
มันเป็นหน้าที่ของใคร ฮึ
มันเป็นหน้าที่ของเราเหรอ มันเป็นเรื่องของเราเหรอ มันครอบครองได้เหรอ
มันบอกว่าดีมั้ย มันบอกว่าไม่ดีมั้ย
เนี่ย ธรรม ที่ปรากฏ
ด้วยความสงบและเป็นกลาง ไม่ใช่เป็นเราและของเรา ใช่มั้ย ...อะไรเกิดๆ ดับๆ นี่
อยู่ดีๆ ไปเหมาว่านี่ของเรา เรื่องของเราเหรอ ตึงๆ เนี่ย
เอ้า ถึงมันไม่เกิดมันไม่ดับ
มันตั้งอยู่นี่เอ้า ตึงๆ นี่ใคร มันบ่งบอกมีอัตตลักษณ์ตรงไหนไหม
มีชื่อติดอยู่ตรงตึงมั้ย ในความรู้สึกว่าตึงนั้น มันเป็นชายเป็นหญิง
เป็นใครเป็นของใครมั้ย
นั่นแหละ เห็นมั้ย
เมื่อใดที่จิตเป็นหนึ่งนะ ไม่คิดนะ มันจะเห็นอย่างนี้ ...เห็นลงไป รู้ลงไป ดูลงไป
ซ้ำลงไป มันจะไม่แจ้งได้อย่างไร มันจะไม่แจ้งในความเป็นจริงในกายได้อย่างไร
เพราะอะไร ทำไม ...เพราะกายไม่เคยปิดบังความจริงอันนี้
เขาแสดงความเป็นจริงมาตั้งแต่เราได้รูปนี้มาเลยตั้งแต่เกิด
ผิดแต่ว่าเราน่ะไม่เคยดูมันเลย
ไม่เคยสำเหนียก ไม่เคยแยบคาย ไม่เคยโยนิโสมนสิการ
กับสิ่งที่ปรากฏมาตั้งแต่เกิดจนตาย
มัวแต่ไปหาปัญญาที่ไหนก็ไม่รู้ เถียงกัน หาวิธีกันเข้าไป …ทั้งๆ ที่ว่าเสพซ้องข้องอยู่กับก้อนธาตุก้อนธรรมมาตั้งแต่เกิดยันตาย
บางคนไม่รู้สาระ ไม่เข้าใจเลยว่า เนี่ย
เขาแสดงธรรม เขากำลังสั่งสอนเรา ...เขากำลังสั่งสอนจิตเรา ให้มันเป็นจิตรู้
ว่ากูนี่คือใคร กูนี่เป็นมึง ของมึงมั้ย
มัวแต่ไปหาอะไรที่มันเกินตัว
เข้าใจคำว่าเกินตัวมั้ย คือเกินตัวนี้ เกินใจนี้ นี่ เกินตัว ...ใครเกินตัวมากเท่าไหร่...เก่ง ใครรู้มากกว่านี้เท่าไหร่...เก่ง ใครเห็นอะไรประหลาดมหัศจรรย์พิสดาร...เก่ง
นี่ เชื่อกันว่าอย่างนั้น ... แต่เห็นกายตามความเป็นจริง...ไม่เคยเห็นเลย ...มันไปเห็นกายตรงไหนก็ไม่รู้
แล้วมันว่าอันนั้นจริงกว่าอันนี้
รู้ลงไปในที่อันนี้ เห็นลงไปในที่อันนี้
ไม่ต้องหาที่อื่น ไม่ต้องไปหาอันอื่น ปฏิบัติซ้ำลงไป รู้ลงไป ซ้ำลงไป "กาย-ใจๆ" เป็น motto ไปเลย (motto = คติ, คำขวัญ, หลักในใจ)
แล้วมันเหลือแค่นั้นเองจริงๆ
ให้มันเหลือแค่นั้นจริงๆ นอกนั้นไม่มีอะไร ...แล้วมันจะซึมซาบเป็นปัจจัตตังเอง
ว่านอกจากกายใจแล้ว สามโลกธาตุนี้ไม่มี ไม่มีอะไรในสามโลกธาตุนี้เลย
แล้วกายใจที่อยู่นี้
สุดท้ายกายก็ไม่มี
โยม – เหลือแต่ตัวรู้ตัวเดียวอย่างที่พระอาจารย์ว่านั่นหรือ
พระอาจารย์ – สุดท้ายผู้รู้ก็ไม่มี ...เพราะเมื่อใดที่รู้ดวงนี้มันไม่จำเป็นจะต้องไปรู้ว่ามีอะไร ไอ้ตัวที่มันจะต้องรู้ว่ามีอะไร
คือตัวที่เป็นอวิชชาห่อหุ้มมัน มันถึงจะต้องไปหาอะไรมารู้
เมื่อใดที่มันหาอะไรมารู้ไม่ได้แล้ว
ตัวนี้จะไม่มี ตัวที่ห่อหุ้มใจที่แท้จริงนี่ มันจะไม่มีหน้าที่ ...ถ้ามันยังมีหน้าที่หมายความว่ามันยังหาอะไรที่จะรู้อยู่
อะไรกูก็หาหมดแล้วว่าไม่มีอะไรให้รู้แล้ว
ไม่มีอะไรให้รู้แล้ว ...เพราะมันไม่มี เพราะมันเป็นอนัตตา
เพราะมันไม่มีตัวตนที่แท้จริง ...ตัวที่ห่อหุ้มใจไว้แล้วก็พาใจไปพาใจมานี่...มันหมด
เพราะนั้นกรงขังที่ขังใจ ก็แตก ถูกทำลาย
ใจก็คืนสู่สภาวะเดิม ...ใจนี่เป็นอิสระโดยธรรมชาติอยู่แล้ว แต่มันถูกห่อหุ้ม
เหมือนถูกกักขังโดยปริยายด้วยความไม่รู้
โยม – ที่พระอาจารย์เคยบอกผมว่า
ก็เพราะไอ้รู้นี่ มันก็เหลืออยู่ภพเดียว ใช่ไหมครับ
พระอาจารย์ – ใช่ แค่นั้นแหละ
จนมันหมดหน้าที่ คือมันรู้จนไม่มีอะไรให้รู้แล้ว ว่าทั้งหมดนี่ ไม่มี
คือไม่มีอะไรจริง
แม้แต่กายนี่ วูบนึง เห็นมั้ย
ตัวตนของมันน่ะ แข็งตรงนี้ แค่ชั่วคราวน่ะ ปรากฏแค่เป็นนิมิตชั่วคราว เดี๋ยวก็หาย
เอ้า แล้วตัวตนของกายล่ะ เอ้า มาเป็นเย็นแทน เห็นมั้ย
งั้นตัวตนก็เป็นเย็นสิ
ตัวของกายก็เย็น เอ้าเย็นเปลี่ยนอีก เออ แล้วตัวตนของกายมันคืออะไรกันแน่วะเนี่ย ...ไม่มี มันจะเห็นเลยว่ากายอนัตตา คือไม่มี ว่างน่ะ ตัวตนที่แท้จริงของกายจริงๆ คือว่าง
เพราะนั้นไอ้ที่มันวูบๆ วาบๆ
ขึ้นมานี่ อาศัยเนื่องด้วยเหตุและปัจจัย ชั่วคราวหนึ่งๆ นานบ้าง ช้าบ้าง ถี่บ้าง
ซ้ำบ้าง แต่ว่าชั่วคราว แล้วหายๆๆ ...นั่นแหละตัวตนที่แท้จริง...ไม่มี
มันซ้ำลงไปที่กายตัวเดียวนี่แหละ แก้ได้หมด
บอกให้ ...แต่ระหว่างที่กำลังทำความแจ้งในกาย เดี๋ยวจิตมาแล้ว บั้บๆๆ
จะอย่างนั้น จะอย่างนี้
ละ ชำระ ... ละ ชำระจิตๆ เอ้า จิตดับอีกแล้วจิตทุกข์นี่
มันจะเหลืออะไร ฮึ ถ้ามันรู้อยู่อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้ มันจะเหลืออะไรในสามโลกธาตุนี้
หือ ไม่เหลืออะไรให้มันจับจองหรอก
ไอ้ที่มันยังจับจองครอบครองเพราะมันยังเหลืออะไร
มันยังมีอะไรให้จับ ถ้าไม่มีแล้วกูจะจับอะไร ...อนัตตา นั่น
หมดหน้าที่เลยอวิชชาความไม่รู้ที่มันห่อหุ้มใจ มันก็หมดหน้าที่
จะไปรู้อะไร จะไปหาอะไรมาจับ มันจะไปควานหาอะไร
ไม่มีอะไร แตก ...เขาเรียกว่าอาสวักขยญาณ ปุ๊บ ไอ้ตัวห่อหุ้มใจไว้เปิดออกหมด
ใจนี่คืนสู่อิสระ ไม่ถูกจำขัง ไม่ถูกกักขัง
เพราะนั้นว่าเดี๋ยวนี้
ใจมันก็อยู่ในสภาวะที่บริสุทธิ์ แต่มันถูกจองจำครอบไว้ด้วยความไม่รู้ แต่ว่าตัวของเขานี่ เขาบริสุทธิ์ ...ยังไงก็ทำให้ใจนี้บริสุทธิ์ขึ้นหรือทำให้ไม่บริสุทธิ์ไม่ได้เลย
เพราะนั้นไม่ใช่มาชำระกิเลสในใจนะ
ใจไม่มีกิเลสนะ ...ชำระจิตที่ไม่รู้ เนี่ยๆๆ ที่มันสร้างนั่นสร้างนี่อยู่นั่นน่ะ ...ใจเขาไม่ได้สร้างอะไรนะ แต่เขาถูกห่อหุ้มไว้
ถ้ายังมีตรงนี้ห่อหุ้มไว้
และสมมุติว่าภารกิจนี้ยังไม่สำเร็จ...แล้วดันตาย มันก็หอบลากเอาใจที่เหมือนถูกขังอยู่นี่ ไปหารูปใหม่นามใหม่
ใจนี่ทั้งที่ไม่รู้ไม่ชี้กับอะไร ...ก็ไม่ได้ว่าอยากจะไปหรืออยากมาหรืออยากเกิด แต่มันถูกจำเพาะให้ต้องไป ...นี่ถูกคุมขังไว้ในสามโลกธาตุเลยนะนี่ ความไม่รู้นี่มันปิดบังอยู่น่ะ
พอบอกให้มันมาเหลือรู้แค่นี้
มันก็เริ่มต่อต้าน ...มันหวงแหนภพ มันหวงแหนในสิ่งที่มันหาและยังหาไม่ได้
มันยังหวงแหนว่ามันยังมีอะไรที่ยังหาแล้วยังหาไม่เจออีกตั้งเยอะ
โยม – พอไปหา ก็ไม่มีอะไร
พระอาจารย์ – เออ นั่นแหละ ให้มันเห็น
โยม – คือมันก็นึกต่ออย่างนี้นะ
พระอาจารย์ – นั่นแหละ แรกๆ อาจจะมีการบอกการสอนมัน
แล้วต่อไปก็ลงเหลือแค่นี้ สุดท้ายมันลงจบอยู่แค่กายใจ
โยม – ผมปกติก็ไม่คุยกับมัน
เพราะรู้ว่าตัวเองก็ไปสอนใครไม่ได้ แต่จะคุยกับมันก็เล็กๆ น้อยๆ ...แต่เดี๋ยวนี้หลังจากฟังท่านไปแล้ว ผมคุยกับใครไม่ได้เลย มันคุยคนละเรื่อง
พระอาจารย์ – บอกแล้ว
ความเห็นของนักปฏิบัติธรรมมีหลากหลายมาก และยึดและถือ
และไม่ใช่จะเปลี่ยนแปลงกันได้ง่ายๆ นะ
โยม – ยากๆๆ ...มันต้องเจอคนสอน เจอใครสักคนที่ลงใจ
ไม่ใช่มานั่งฟังใครก็ได้หรอก
พระอาจารย์ – ใช่
แต่สุดท้ายก็กลับมาอยู่แค่นี้ อยู่กับกายใจ ...ฝึกหัดไปอย่าประมาท
……………………..

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น