วันอังคารที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

แทร็ก 7/18


พระอาจารย์
7/18 (550316C)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
16 มีนาคม 2555


พระอาจารย์ –  ภาวนามันอยู่ที่ใจรู้ใจตื่น ภาวนามันอยู่ที่เท่าทันอาการของจิต เห็นการโลดแล่นไปของจิต แล้วไม่ตามอาการโลดแล่นของจิต แล้วมาสงบตั้งมั่นอยู่กับกายใจ

เพราะกายใจคือความสงบ เพราะกายใจคือที่สงบ เพราะกายใจคือที่พึ่งในขณะที่สงบอยู่กับกายใจ ก็ศึกษาสำเหนียกกายใจตลอดขันธ์ ...กายคือใคร กายคือของใคร กายเป็นอะไร หรือกายไม่ได้เป็นอะไร 

ยิ่งเห็นกายชัดตามความเป็นจริง จิตยิ่งน้อยลง ทะเยอทะยานน้อยลง ซ่านออกไปน้อยลง ฟุ้งเฟ้อเห่อเหิมน้อยลง ทุรนทุรายน้อยลง ทุกข์น้อยลง

เอหิปัสสิโก  เพราะนั้นพระพุทธเจ้าถึงบอกว่าเอหิปัสสิโก ธรรมของท่านนี่ ท่านไม่ได้บังคับ แต่ท่านน้อมให้คนทดลองดูเอง  ใครจะทำก็ได้ ใครไม่ทำก็ได้ท่านไม่ว่า

ท่านให้เป็นเอหิปัสสิโก แล้วแต่สัตว์บุคคลนั้น จะยอมน้อมกายวาจาใจมาลองน้อมนำเอาไปปฏิบัติหรือไม่ มีผลงานยืนยันการันตีอยู่แล้ว ท่านยืนยัน

เพราะนั้นการอยู่ในองค์มรรค เบื้องต้น ท่ามกลาง ที่สุด ... ง่ายที่สุดคือระลึกรู้อยู่กับกายปัจจุบัน ยืนเดินนั่งนอน ให้รู้อยู่แค่นี้ ให้ตรงอยู่แค่นี้ ...รู้อยู่เท่านี้ กำลังทำอะไร อะไรเป็นสิ่งที่ถูกรู้ อะไรเป็นสิ่งที่รู้

กายเป็นสิ่งหนึ่งที่ถูกรู้ ผู้รู้คือใจที่รู้อยู่เห็นอยู่ ...ว่ากายกำลังยืนเดินนั่งนอน เย็นร้อนอ่อนแข็ง ไหวไปไหวมา นิ่ง ขยับ เหยียด คู้ เคลื่อน ยืด หยุ่น เป็นแท่ง เป็นก้อน เป็นกอง

เวลานอนก็อย่าเพิ่งรีบหลับ อย่าเพิ่งอยากหลับเร็วๆ ดูก้อนที่มันกองเขละอยู่นั่นน่ะ มันมีความรู้สึกทาบทั้งตัว มันรู้สึกได้ชัดเลยว่ามันเป็นก้อนอะไร เหมือนกองอะไร

จนมันเห็นกาย รู้สึกตามความเป็นจริงในกาย ว่าเป็นเหมือนท่อนฟืนที่ตายแล้ว แรกๆ เวลาเห็นเหมือนท่อนฟืนมันยังสดอยู่ เดี๋ยวมันก็มีกิ่งมีใบมีตาแตกอยู่นะ

แต่ดูไปดูมาฟืนมันแห้งเลย มันเป็นท่อนอะไรก็ไม่รู้ ก้อนอะไรก็ไม่รู้ กองอะไรก็ไม่รู้ ของใครก็ไม่รู้ นั่น มันจะเห็นความเป็นจริง...เป็นแค่ความรู้สึก อะไรก็ไม่รู้

เป็นกองนึงเปลี่ยนไปแปลงมา เปลี่ยนหน้าเปลี่ยนตากันไป สลับสับเปลี่ยนกันไป แต่ก็หนีมันไม่ได้ ต้องอยู่กับมัน ทนอยู่กับมันไป แต่ว่าไม่ใช่ธุระกงการของใคร ...มันเป็นท่อนไม้ที่เราถืออยู่เท่านั้นเอง

เรียนรู้ไป เห็นกายไป แค่นี้แหละ จนกว่ามันจะเห็นว่า... "ก็มันเป็นท่อนฟืน แล้วกูจะไปแบกมันทำไม กูก็ทิ้งเลย"  ...แต่ตอนนี้ยังทิ้งไม่ได้ก็แบกกันไป

แต่ถ้าไม่เห็นกายเห็นใจในปัจจุบัน นี่ มันไม่ใช่แค่แบกท่อนฟืนนะ มันเข้าไปสิงในท่อนฟืนซะอย่างนั้น 

ฟืนกับเราเลยเป็นอันเดียวกันซะอย่างนั้นน่ะ ...กลายเป็นของเดินดินดิ้นได้ไปเลย เหมือนของดิ้นได้ที่มีชีวิตจิตใจอยู่ในท่อนฟืนนี้ซะอย่างนั้น

พอรู้ตัวใหม่มันก็ "อ้อ เป็นท่อน" แต่ว่ายังมีชีวิต ดูเหมือนสดอยู่ ...เห็นมั้ยว่ามันยังพร้อมที่จะเข้าไปสิงสู่อยู่นะ ก็ต้องแยกรู้บ่อยๆ เห็นบ่อยๆ กายใจ ยืนเดินนั่งนอน ทุกอิริยาบถ ทุกปัจจุบันขณะ

จนฟืนนี่มันแห้งๆๆ เข้าไปสิงไม่ได้แล้ว เป็นแค่ก้อนธาตุก้อนธรรมหนึ่งจริงๆ ...จิตมันเห็นอย่างนั้น เชื่ออย่างนั้น ยอมรับอย่างนั้น...จิตมันยอมๆ

มันยอมเพราะอะไร ...เพราะรู้ตามความเป็นจริง  มันก็ล้างไอ้ความไม่รู้ตามความเป็นจริงคืออวิชชาออกไป ความเชื่อความเห็นที่เป็นมิจฉาทิฏฐิก็ลดน้อยถอยลงไป

เหลือแต่สัมมาทิฏฐิ...คือเห็นตามความเป็นจริงว่ามันคืออะไร มันไม่คืออะไร มันไม่เหมือนอย่างที่เราเคยเข้าใจหรือเคยเชื่อแล้ว ...จิตมันยอมๆ

มันยอม มันก็ถอยออก วางออก ผ่อนออกมา ...จิตที่มันเข้าไปขวนขวาย เข้าไปหมาย เข้าไปมั่น เข้าไปถือ เข้าไปครอง เข้าไปยึด เข้าไปเกาะ เข้าไปเกี่ยว ...มันก็ไม่เอาแล้ว 

และระหว่างนั้นมันก็จะหาเรื่องต่อไปที่ให้เอา ...ก็ต้องเรียนรู้กับมัน ละวางจางคลายไปเรื่อย เท่าทันไปเรื่อย ...จนมันยอมหมด จิตมันยอมหมด

เพราะมันรู้แล้วว่า..ไม่มีอะไร ไม่มีอะไรเป็นของเรา ไม่มีอะไรเป็นเรื่องของเรา ไม่มีอะไรเป็นเราในสามโลกธาตุนี้ ...นั่นแหละ จิตมันหมดที่ไป ยอมหมดแล้ว ยอมแพ้ศิโรราบ

หยุดกึกเลย ไม่ไปไม่มาแล้ว อยู่ในที่เป็นหนึ่ง อยู่ในปัจจุบัน รวมอยู่ที่ใจรู้ใจเห็น ...เสมือนแผ่นดิน เหมือนหน้าผา เหมือนก้อนหิน ตั้งมั่นเหมือนแผ่นดิน

ถ้าเหมือนแผ่นดินแล้วนี่หมายความว่ายังไง ...เอาไข่ปาโป้ง ไข่แตกหรือดินแตก? ...ไข่แตก  ...ก็มีแต่ความดับ อะไรมาถึงกระทบ มันเห็นแต่ไม่มีอะไร ดับหมด

พอมันอยู่ตรงนี้...ไม่ไปไม่มา ตั้งมั่นตรงนี้  อะไรมันก็แตกหมดดับหมด ไม่มีอะไร ไม่มีตัวตนหลงเหลืออยู่เลยในสิ่งที่มากระทบสัมผัสสัมพันธ์

ไม่อยากให้มันดับมันก็ดับ เพราะมันเหมือนแผ่นดิน ...ไม่มีอะไรมาทำลายแผ่นดินนี้ ดับหมด โดยธรรมชาติมันเป็นอย่างนั้น เพราะใจเป็นของที่ไม่เกิดไม่ดับ นั่นแหละใจเหมือนแผ่นดิน ไม่เกิดไม่ดับ

แต่ทุกอย่างที่มากระทบมัน เกิดดับๆ ไม่มีตัวตน ไม่มีตัวตนที่แท้จริง ว่าง-ดับ ว่าง-ดับๆๆ ...จิตมันจะไปหมายอะไรดี หมายในความว่างยังไง หมายเอาอะไรมาถือครองอะไร

มันก็รู้ด้วยตัวของมันเอง...กูจะอยู่ทำไม ...มันก็สมควรตายซะอย่างนั้น ตายจากความปรุงแต่ง ที่จะไปหมายในธรรมใดธรรมหนึ่ง หรือไปหมายอะไรกับธรรมหนึ่ง

เพราะนั้นก็เคี่ยวเข็ญ อบรม ขยัน พากเพียร อดทน...สำคัญ หยุดอยู่กับปัจจุบัน...สำคัญ  มีแค่กายใจ เหลือแค่กายใจ...พอแล้ว เท่าเนี้ย มรรคเจริญ 

เจริญในธรรม ...เพราะธรรมมีอยู่แล้ว ไม่ต้องหา ไม่ต้องสร้างขึ้นมาใหม่ ...แต่ไอ้ที่ต้องหาต้องสร้างขึ้นมานี่ คือทางเข้าไปเห็นธรรม คือมรรค

เพราะอะไร ...หลังห้าพันปีทางนี้จะถูกปิดหมด ...ธรรมมีอยู่นะ แต่ทางที่เข้าไปเห็นธรรมตามความเป็นจริงนี่..ไม่มีอีกต่อไป ถูกปิด ...ต้องรออีกนู่น ไม่รู้กี่ล้านปี

กว่าจะมีพระพุทธเจ้ามาค้นเจอทางนี้อีก แล้วก็มาเผื่อแผ่เจือจาน แนะนำ...ว่าทางนี้มี ธรรมนี้มีอยู่แล้ว แต่ทางนี้ต้องอย่างไรจึงจะเห็นธรรมนี้ตามความจริง

เพราะนั้นที่เราภาวนากัน...คือภาวนาเพื่อให้มรรคนี่เจริญมากๆ ...เมื่อมรรคเจริญขึ้น มันก็จะเห็นธรรมตามความเป็นจริงมากขึ้นๆ

ธรรมมีอยู่แล้ว...ไม่ต้องหาไม่ต้องค้นหรอก เขาปรากฏอยู่ ...เพราะนั้นทุกอย่างที่ปรากฏอยู่นี้ เป็นธรรมหมดเลย  …แต่ว่าที่นอกจากนี้...ไม่เป็นธรรม

นอกจากนี้คือ...นอกจากปัจจุบันนี้ นอกจากกายใจตรงนี้ นอกจากสิ่งที่มากระทบกายตรงนี้เดี๋ยวนี้ ...ให้ถือว่าไม่มี ไม่จริง อย่าไปเชื่อจิตที่มันจะไปสร้างความเห็นใดความเห็นหนึ่งขึ้นมา

อยู่กับภาวนา อยู่กับรู้ตัว อยู่กับกายใจ ...นั่นแหละ เป็นที่อยู่ของนักปราชญ์ เป็นที่อยู่ของผู้ปฏิบัติ เป็นที่อยู่ของผู้มีปัญญาและจะมีปัญญามากขึ้น

อย่าไปอยู่ที่อื่น อย่าไปหาที่อื่น อย่าไปเอาอะไร อย่าไปหาอะไร นอกจากกายใจตรงนี้ เดี๋ยวนี้ ...ด้วยสติ ยืนรู้ นั่งรู้ เดินรู้ ขยับรู้ นิ่งรู้ ไหวรู้ เย็นรู้ อ่อนรู้ ตึงรู้ เมื่อยรู้ คันรู้

มันทำอะไรก็รู้ หัวใจเต้นก็รู้ มันกึ๊กๆ กั๊กๆ กึกๆ กักๆ ข้างในก็รู้ กินดื่มลิ้มรสก็รู้ กลืนก็รู้ เคี้ยวก็รู้ กึกๆๆๆ เสียงฟันกระทบอาหารกึกกักกรอบแกรบก็รู้

นั่น ธรรมทั้งนั้นที่ปรากฏในปัจจุบัน ชัดเจน ...รู้แค่นั้นแหละพอแล้ว ไม่ต้องไปรู้ที่อื่น  นอกนั้น เกิน เฝือ วุ่นวาย มากเรื่อง เรื่องมาก ...เรื่องมากแล้วก็มากเรื่อง มากเรื่องแล้วก็เรื่องมาก 

เรื่องมาก-มากเรื่อง...ก็สงสัย  มีอยู่แค่นั้นแหละ ไม่เห็นมีอะไรเลย  เดี๋ยวได้-เดี๋ยวไม่ได้ เดี๋ยวเกิด-เดี๋ยวไม่เกิด ...จะไปเอาห้าเอาสิบอะไรกับมัน 

เนี่ย ตรงนี้...นั่งรู้ เดี๋ยวก็ขยับ ก็รู้ ...นี่ จริงทั้งนั้น ปัจจุบันกายนี่ ...แล้วไอ้ที่มันไหวๆ นิ่งๆ ขยับ พยักเพยิด มันเป็นอะไรกึกๆ กักๆ น่ะ ...ก็โยนิโสแยบคายตรงนี้ให้ชัดเจน 

มันมีอาการตรงไหนที่บ่งบอกว่าเป็นเรา มันมีอาการตรงไหนที่บ่งบอกว่าเป็นของเรา มันมีอาการตรงไหนที่บ่งบอกว่าเป็นคน มันมีอาการตรงไหนที่มันบ่งบอกว่ามันเป็นหญิงเป็นชายเป็นสวย-ไม่สวย

นั่นแหละ หยั่งลงไปให้มันเห็นธรรมที่เรียกว่ากาย ...กายเป็นธรรมยังไง เป็นแค่สิ่งหนึ่งที่ปรากฏ เป็นแค่สักแต่ว่าอาการหนึ่งที่ปรากฏ ...ซ้ำลงไปๆ 

ไม่ต้องไปดูที่อื่น ไม่ต้องไปหาที่อื่น ไม่ต้องไปหาธรรมอันอื่น ...พอแล้ว  รู้แค่นี้ก็แจ้งหมดสามโลกธาตุแล้ว ...แล้วจะมีอะไรมาปิดบังธรรมที่มันเป็นธรรมเดียวกันได้

ถ้าไม่เห็นในธรรมเดียวกัน ถ้าไม่เห็นในธรรมนี้ แจ้งในธรรมนี้ มันก็ไม่แจ้งในธรรมอื่นหรอก เพราะว่าธรรมเป็นเรื่องเดียวกันหมด

ถ้าแจ้งในธรรมนี้แล้ว...ธรรมโน้นๆๆ แจ้งหมด ...เป็นเรื่องเดียวกันหมด...รูปนามกายใจ  

เพราะนั้นขันธ์ห้าก็เหลือเป็นแค่รูปธรรมนามธรรมเกิดดับสลับกันแค่นั้น ไม่มีใคร หาความเป็นใครไม่ได้ เป็นกลาง เป็นสภาวะ เป็นแค่การประชุมรวมตัวกันขึ้นคราวนึงๆๆ ปัง-ดับๆๆ 

นั่นแหละคือการประชุมกันของขันธ์ ...อย่างพอนั่งปุ๊บ..มีการประชุมกัน ปุ๊บ ความรู้สึกเด่นชัดว่าแข็ง ... นี่ การรวมกันสังขารขันธ์ แล้วก็...ปัง ดับ

พอมีลมพัด เกิดสัมผัสตรงนี้ขึ้น ก็รวมตัวขึ้นเป็นความรู้สึกว่าเย็น...ปังแล้วก็ดับ  ขันธ์ห้ารวมกันก่อให้เกิดสภาวะที่ชัดเจนขึ้นมาว่าแข็งว่าเย็น ...นี่ มันเป็นธุระของใครมั้ย

ขันธ์คือการประชุมกันด้วยอาศัยเหตุและปัจจัยชั่วคราว แล้วก็ดับไปเมื่อหมดเหตุปัจจัยนั้นๆ ...มันเป็นใคร มันเป็นเรื่องของใคร มันครอบครองได้ยังไง มันจับจองได้อย่างไร มันเข้าไปควบคุมได้อย่างไร

นี่ๆ มันเห็น มันเห็นขันธ์ห้า...เริ่มจากกายนี่ มันก็เข้าใจ  

เมื่อมันเข้าใจ เมื่อจิตมันเห็นตามความเป็นจริงอย่างนี้แล้วนี่  จิตที่มันจะไปบ้าบอคอแตก หมายมั่นด้วยความหลงผิดหลงเพลิน ด้วยความโง่ ด้วยความมิจฉานี่ ...มันไม่เอาแล้วๆ

มันไม่โง่กับสิ่งนั้น  มันไม่โง่อย่างนั้นอีกแล้ว ไม่มีความเห็นตามไปอย่างนั้นอีกแล้ว ว่านี่สวย นี่ดี ว่านี่เป็นเรา ว่านี่เป็นชายเป็นหญิง ว่านี่เป็นคน ...มันไม่มีน่ะ

มันหาอะไรไม่ได้เลยในการไหว การเคลื่อน การเลื่อน การขยับ ใช่มั้ย มันเถียงไม่ได้ ใครจะมาเถียงได้ ...ธรรมนี้เป็นสิ่งจริง เป็นสิ่งแท้ ไม่มีอะไรจะมาบิดเบือนได้เลยในธรรมนี้

เพราะนั้นธรรมเป็นใหญ่ เป็นที่สุด เป็นที่ตัดสินถ้าเอาความคิด เอาความเห็น เอาความเชื่อมาตัดสิน มันไม่จบ  แต่ถ้าจบลงที่ธรรมเดียวนี่...จบ เป็นตัวตัดสิน เป็นเอก เป็นหนึ่ง เป็นที่ยุติ

ให้มันยุติตรงนี้บ่อยๆ จิตมันไม่ไปเองน่ะ ไม่ก่อเกิด ไม่ขวนขวาย ไม่กระเหี้ยนกระหือไปไหนมาไหน ...ทุกข์มันจะน้อยลงไปตามลำดับเองน่ะ

จนไม่มีเลย จนไม่มีอาการเป็นทุกข์เกิดเลย ไม่มีใครเป็นทุกข์อีกเลยอีกต่อไป ...ก็ไม่รู้จะไปเป็นทุกข์กับอะไรดี...เพราะไม่มีเรื่องของเรา

แต่ถ้าตอนนี้นี่ ลองใครเอาอะไรไปกรีดรถสิ...ทุกข์ใช่มั้ย ...เพราะรถเราน่ะ ...รถไม่ทุกข์นะ ตาที่เห็นไม่ทุกข์นะ ...แต่“เรา” ทุกข์น่ะ ทุกข์อยู่ไหน? ...อยู่ตรงนี้

จิตมันทุกข์นะ ...รถไม่ได้ทุกข์เลย รถไม่ได้ร้องโอดโอยว่ามาทำข้อยทำไม มันไม่ว่า …แล้วใครมันเดือดร้อน ใครมันทุรนทุรายกระสับกระส่าย ใครมันไม่ยอม ...กายเหรอ ตาเหรอ หูเหรอ...ไม่ใช่

แล้วมันอยู่ไหนล่ะ ...นั่น แก้ตรงนั้น ...ถ้าไม่แก้ตรงนั้น มันก็ไปแจ้งความสิ ไปแจ้งตำรวจจับคนทำมาลงโทษสิ ...นั่น ไปแก้ตรงโน้น ไม่ได้แก้ตรงนี้ ...เห็นมั้ย ถ้าแก้ผิดมันก็ไม่จบ

อย่างที่บอก...ยาเขาให้กิน ไม่ได้เอาไปทา ก็มัวแต่ทาอยู่นั่นแหละ มันจะหายมั้ย ... มันแก้ไม่ถูกที่ ยาไม่ถูกโรค ใช้ยาไม่เป็น ...มันชอบแบบเห็นผลชัดเจน

เอาเขาติดคุกแล้วพอใจ สบายแล้ว ...รถมันก็ไม่ได้บอกว่าสบายขึ้นเพราะไอ้คนทำกูนี่ถูกจับ กูอภิเชษฐ์ พอใจอนุโมทนาด้วย ...มันไม่ว่า มันไม่มีปาก มันเงียบๆ

แล้วใครพอใจ ... “เรา” พอใจ นี่ ทุกข์หายแล้ว ... หายจริงรึเปล่า...เดี๋ยวจะกรีดให้ดู ...เห็นมั้ย กรีดใหม่ทุกข์ใหม่ๆๆ เอาดิ

นั่นแหละธรรม ตามธรรม สมควรแก่ธรรม ที่ตรงนี้ ...การแก้ก็ให้ถูกที่ถูกธรรม แก้ให้ถูกจุด  ถ้าตีน่ะตีหัว อย่าไปตีหาง เอาทีเดียวตาย ต้องประมาณนั้น

แก้ตรงที่ปัจจุบันกายใจ...กายใจใคร..กายใจมันนะ  ไปแก้ที่คนอื่นไม่ได้นะ แก้ใครแก้มันนะ กิเลสใครกิเลสมันนะ กายใครกายมัน ใจใครใจมันนะ

ตัวที่จะไปแก้คนอื่นน่ะจิตนะ ...แก้ไม่ได้ ไปแก้กิเลสคนอื่นไม่ได้ ... เพราะนั้นกิเลสคนอื่นทำยังไง ...กรรมใครกรรมมัน กัมมทายาโท กัมมพันธุ กัมมปฏิสรโณ

กรรมเป็นที่พึ่งของสัตว์โลก กรรมเป็นที่อาศัยของสัตว์ กรรมเป็นทายาท ใครทำกรรมใด กรรมนั้นย่อมส่งผลเอง ไม่ต้องแช่ง ไม่ต้องชม ไม่ต้องกรวดน้ำคว่ำขัน ไม่ต้องอนุโมทนา ไม่ต้องยถาสัพพี

เขาทำดีต้องได้ดี เขาทำชั่วเขาได้ชั่ว..แน่นอน ...ไม่ได้ชั่ว-ดีเพราะเราแช่งหรือเราชม เพราะจิตไปตำหนิ เพราะจิตไปชม...ไม่เกี่ยว ...ไอ้นั่นน่ะเกิน ไอ้นั่นน่ะหลง

เพราะนั้นโดยธรรมชาติของความไม่รู้นี่..ทั้งวันถ้าไม่รู้ ไม่มีสติเลยนะ มันมีแต่อกุศล จิตน่ะมันจะสร้างแต่อกุศลเป็นหลักมากกว่ากุศลนะ บอกให้ ร้อยละแปดสิบ-เก้าสิบน่ะ เป็นอกุศลหมด

มันไม่ค่อยมองโลกในแง่ดีเท่าไหร่หรอก ไม่ได้มองในแง่เป็นกุศลเท่าไหร่หรอก  มีแต่ทั้งกัด ทั้งเหน็บ ทั้งหยิก ทั้งด่า ทั้งบ่น ...แน่ะ มันมีนิดมีหน่อยจุ๊กจิ๊กอยู่ตลอด อกุศลจิตนี่

แล้วรู้มั้ย ที่มันทำนี่แล้วได้อะไร...ไม่ได้อ่ะ ...มีแต่ได้เกิดใหม่ไง แล้วก็จะได้หน้าตาที่เป็นมลทินตรงนั้น ตรงนี้ หรือได้เป็นโรคภัยไข้เจ็บอย่างนั้นอย่างนี้

นี่เป็นผลของจิตที่สร้างเรื่องเต้าเรื่องขึ้นมาเอง แล้วก็รับผลเองทั้งนั้นน่ะ ด้วยความไม่รู้เนื้อรู้ตัวแล้วจะไปโทษฟ้าโทษดินโทษอินทร์โทษพรหมที่ไหน

โทษไม่ได้ ต้องโทษจิตไม่รู้ โทษที่ไม่มีสติ โทษที่ไม่เท่าทัน โทษที่ไม่มีสมาธิตั้งมั่นอยู่กับกายใจปัจจุบัน ...นี่ ต้องโทษตรงนี้  แล้วก็แก้ไขซะ  ...ไม่ใช่รู้แล้วก็..เออ งั้นๆ น่ะ

เข้าใจแล้ว อาจารย์พูดตรง อาจารย์พูดใช่เลย ใช่เลย...แต่กูไม่ทำ อย่างนี้ไม่มีประโยชน์ ...มันต้องเอามาแก้ไขตัวเอง ประโยชน์เกิดตรงนั้น นั่น พึงน้อมนำไปปฏิบัติ ด้วยความตั้งใจและใส่ใจ

ผลจะเกิดขึ้นเอง ประโยชน์ใครทำใครก็ได้ ...ใครเดินในมรรค ใครเจริญมรรค ผลก็ได้ตามการที่รู้กายรู้ใจอยู่เสมอ รู้กายรู้ใจได้ตลอด รู้กายรู้ใจได้ต่อเนื่อง มรรคก็ต่อเนื่อง ผลก็เกิดต่อเนื่อง

ความแจ่มแจ้ง ความชัดเจน ความปล่อยวาง ความจางคลายจากทุกข์ ก็เกิดขึ้นเอง ...ไม่ต้องมาถามว่าผมถูกมั้ย หนูได้มั้ย หนูใช่มั้ย ...มันตอบเองได้น่ะ เข้าใจเองน่ะ

ใครจะมาบอกว่าผิด จะมาบอกว่าถูก มันไม่รู้จะไปเชื่อทำไม ก็เชื่อในองค์มรรค กับเชื่อในผลของการที่เจริญในองค์มรรค นั่นแหละ มันก็เติบกล้าแข็งแกร่งขึ้นมาในเส้นทางแห่งธรรม คือเส้นทางแห่งมรรค


.....................................





ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น