พระอาจารย์
7/17 (550316B)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
16 มีนาคม 2555
(ช่วง 1)
(หมายเหตุ : แทร็กนี้แบ่งโพสต์เป็น 2 ช่วงบทความ)
พระอาจารย์ – ความต่อเนื่อง
มันเป็นตัวที่พาให้ขันธ์ คือกาย วาจา ทำความสืบเนื่องกับโลก ผสมพันธุ์ แพร่พันธุ์
แตกหน่อก่อเชื้อไปหมดเลย
ถึงบอกว่า...จิตนั่นแหละพาเกิด
จิตนั่นแหละพาตาย จิตน่ะพาขึ้นสวรรค์ จิตน่ะพาลงนรก จิตก็พามาเป็นมนุษย์
แล้วก็จิตพาไปเป็นเดรัจฉาน ...จิตทั้งนั้นแหละ
กาย...ตายแล้วตายเลย ... ดินคือดิน น้ำคือน้ำ ไฟคือไฟ ลมคือลม ...เขาไม่ได้มาผูกพันข้องเกี่ยวกันข้ามภพข้ามชาติหรอก
แต่จิตนั่นแหละไปเกาะเกี่ยวเอารูป
เอาดินเอาน้ำเอาไฟเอาลม มารวมกัน...เป็นคนได้ เป็นหมาได้ เป็นสัตว์ได้ หรือไปเป็นเปรต
อสุรกาย เทวดา อินทร์ พรหม อรูปพรหม
จิตนั่นแหละไปก่อไปดึงเอาธรรม
ที่เรียกว่าเป็นสังขารธรรมมาผสมปนเปกัน ก่อร่างสร้างรูปขึ้นมา จับต้องได้บ้าง
จับต้องไม่ได้บ้าง รูปหยาบบ้าง รูปละเอียดบ้าง รูปประณีตบ้าง ...ได้หมด
แต่เมื่อหมดวาระแล้ว
รูปนั้นดับไปเป็นธรรมดา ไม่หลงเหลืออะไร ไม่ได้ผูกพันกับอะไร ...เพราะตามความเป็นจริงเขาเป็นธรรมหนึ่ง..ที่เป็นกลางไม่ได้เป็นใครของใครโดยธรรมชาติ
จิตไม่รู้พาเกิด
จิตไม่รู้พาไปสู่ความไม่หมด ไม่จบ ไม่สิ้น ...แล้วจะเอามันไว้ทำอะไร
มันน่ะเป็นตัวพ่อแม่ที่จะแพร่พันธุ์ลูกหลานเหลนโหลน “เรา” ไปข้างหน้าข้างหลังไม่จบไม่สิ้น เห็นมั้ย
ถ้ามันชัดเจนในมรรค องค์มรรค
ว่ากายเป็นมรรคใจเป็นมรรค ไม่มีอะไรในมรรคนอกจากนี้ ...ก็เดินอยู่ท่ามกลางความว่างจากความปรุงแต่งของจิตสังขาร
มีหรือมันจะไม่ชัดเจน
มีหรือมันจะไม่สว่าง มีหรือมันจะไม่เข้าถึงที่สุดขององค์มรรค
ถ้าคนไม่เคยฝึก
จับไปนั่งอยู่ในป่าคนเดียว มันเหลือแต่กายใจมั้ยล่ะ...ไม่มีอ่ะ ...มีแต่คิดๆๆ อยากๆๆๆ
เรื่องนั้นเรื่องนี้ๆ เรื่องคนนั้น คนนี้ คนโน้น
ทั้งๆ ที่ว่ากายมันนั่งหัวโด่อยู่ท่ามกลางลำเนาป่าเขา
ใจก็สิงสถิตอยู่ภายในเป็นประธานนั่งแท่นอยู่ไม่รู้ไม่ชี้กับอะไรทั้งสิ้น ...แต่มันมีอะไรไม่รู้เต็มไปหมด
เต็มถึงขั้นไหน ...ถึงขั้นทนอยู่ไม่ได้
ทนอำนาจ พลัง
ของความคิดความปรุงแต่งไม่ได้ ...อยากละก็ละไม่ออก อยากให้มันหยุดมันก็ไม่ยอมฟัง อยากจะนั่งทำสมาธิให้มันสงบ
มันก็ไม่สงบ มันก็ไม่หยุด
พุทโธๆ ก็แล้ว จนพุทโธ่ โธ่ๆ โธ่โว้ย ไม่เอาแล้ว ...นั่น
มันไม่เข้าใจในองค์มรรค ถ้ามันไม่อยู่ในองค์มรรค ...มันก็จะไปอยู่ที่ความคิด
หรือการกระทำกับความคิด แล้วก็จะทำยังไงกับความคิด
แต่ว่าในขณะที่มันกำลังไปทำยังไงกับความคิด
ทำยังไงกับอารมณ์อยู่นั้น ...ขณะนั้นน่ะ มันลืมกาย มันลืมใจรู้ มันลืม...มันออกนอกมรรค
มันไม่อยู่ในมรรค
เพราะนั้นการกระทำทั้งหมดเพื่อจะเอาชนะอารมณ์หรือความคิด จึงเป็นเรื่องที่นอกองค์มรรคหมด มันจึงไม่เป็นไปด้วยความสงบ
ละ วาง จาง คลาย หรือความเข้าใจรู้แจ้งเห็นจริง หรือเกิดปัญญาที่เป็นญาณทัสสนะ
แต่ถ้าฝึก ถ้ามีความเข้าใจว่า...สติสมาธิปัญญาที่แท้จริงคืออะไร ...แล้วอะไรเกิดขึ้นในนี้..ไม่สน มันจะมากขึ้น
มันจะน้อยลง..ไม่สน มีสติระลึกดำรงทรงมั่น..อยู่ที่กายกับใจ นั่ง..รู้ ยืน..รู้ เดิน..รู้ แค่นี้
รักษาองค์มรรคให้มากที่สุด อยู่ในกรอบของมรรค
อย่าไปสนใจท่ามกลางกายใจนั้นมีอะไรปรากฏ มันหายไป
มันมากขึ้น มันจรไปจรมา..ไม่ต้องใส่ใจ ...นี่เป็นเบื้องต้นของการจะเข้าไปทำความชัดเจนในมรรค
เหมือนเราอยู่ก้นอ่าวไทย จะมาหาต้นน้ำปิง ...ก็ดูน้ำที่ทวนมาจากอ่าวไทยขึ้นมาน้ำปิงซิ
มันขนาดไหน น้ำหนักของน้ำ มวลของน้ำ
กระแสของน้ำที่มันหลั่งไหลถาโถมนี่...มันแรง
ห้ามก็ไม่ได้ แก้ก็ไม่ได้
ทำให้มันน้อยลงก็ไม่ได้ ทำให้มันหยุดก็ไม่ได้ ... ก็ไม่ทำ ..ไม่ทำแล้วยังไง ..ก็ว่ายน้ำทวนขึ้นมา ดูเกาะฝั่งไว้ อย่าขึ้นบก...เดี๋ยวหลงป่า จะไม่เจอต้นน้ำ ...อย่าหาทางลัด..ไม่มีทางลัด
น้ำมันมาทางไหน ต้นน้ำก็มาจากเส้นทางนี้แหละ นี่ทวน เกาะฝั่งไว้..กายใจเป็นฝั่ง แล้วก็อาศัย "อดทน" ...เพราะอารมณ์ ความคิด ความอยาก ความโกรธโลภหลง ก็ยังมีหลั่งไหลถาโถมอยู่ภายในนั่นแหละ
แต่ที่มีพร้อมกันอยู่ตรงนั้นคือ...มีกายมีใจอยู่ด้วย
มีรู้อยู่กับกายใจตรงนั้นด้วย ...นี่เป็นฝั่งของมรรคขนาบไว้ นั่นแหละทวน..และอดทน เพราะไอ้การที่อยู่ตรงนั้นน่ะเป็นทุกข์นะ
อดทนเป็นทุกข์ ...อาศัยอดทนเป็นทุกข์กับมันนี่ ในการพากเพียรที่จะรู้กายรู้ใจ...โดยไม่ไปหาทางอื่น ไม่หาทางแก้หาทางหนี ...ก้มหน้าก้มตาว่ายทวนขึ้นมา
พอขึ้นมาถึงนครสวรรค์ นี่ น้ำที่นครสวรรค์น่ะ แม่เจ้าพระยานี่
สี่เส้นมาเริ่มต้นตรงนั้น แล้วมาเทียบกับปากน้ำธนบุรีนี่
ความแรงของแม่น้ำต่างกันแล้ว
กระแสความคิด กระแสความปรุงแต่ง กระแสกิเลส
กระแสความอยาก กระแสความไม่อยาก ที่มันหลั่งล้นอยู่ภายในน่ะ เออ มันน้อยลงไปเองว่ะ
มันจะไม่น้อยยังไง ...ก็ก้นอ่าวไทยกับนครสวรรค์
มันคนละที่กันแล้ว ...นั่นแหละผล
แต่ระหว่างเราว่ายขึ้นมานี่ ...อีกแปดพันล้านคน มันกำลังเล่นน้ำกันอยู่ที่ทะเล ลอยคอปริ่มน้ำอยู่นะ กวักมือ 'จะไปไหน
มาเล่นกันก่อน เห็นมั้ย สนุกดี เล่นสาดน้ำกัน'
สนุกดีนะ ...ทั้งที่มันกำลังจะจมแล้วนะนี่ยังว่า 'สนุกดี
จะรีบไปไหน' ...มันก็สรวลเสเฮฮากันหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส เพราะความเผลอเพลินสบายใจ ...กิเลสนะ..ไม่รู้น่ะว่ากูกำลังจมแล้วเนี่ย
นี่ทะเลนะ ...แล้วก็หาทางขึ้นฝั่งขึ้นบกไม่ได้เลย ว่ายน้ำก็เอาตีนกระทุ่มน้ำหมุนวนอยู่นั่น ไม่ได้ไปไหนเลย
เล่นสงกรานต์กันในทะเลมหาสมุทรนั้นด้วยความสนุกเพลิดเพลิน
'อย่าพึ่งไปเลย สนุกนะเนี่ย เห็นมั้ย นี่ก็ของน่ารัก นี่ก็ของน่าใคร่ นี่ก็ของสวยงาม นี่ก็อารมณ์ที่ดี เห็นมั้ย
ฉันเป็นอย่างนี้ เขาเป็นอย่างนั้น ดูสิหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใสสวยสดงดงาม'
อย่าเผลอไปฟังล่ะ เดี๋ยวลอยตามน้ำ ...ตามน้ำลงไปก็เจอน้ำแรงหน่อย
ใช่มั้ย อยู่นครสวรรค์ดีๆ แล้วลงมาถึงสิงห์บุรีได้ไง ...เพราะเสียงร้องเล่าขานข้างล่างมันดัง
เสียงไม่จริงน่ะมันดังนะ มันกรอกหูให้ดูน่าเชื่อ ...แต่ของจริง..เงียบ สงบ ระงับ เป็นเอก เป็นวิเวก เป็นสงัด
ไม่ยื่นร้องขอให้มาเชยให้มาชม ให้มาสัมผัสสัมพันธ์
ก็มีแต่เสียงเรียก คนนั้นก็เรียก
ตัวเองก็เรียก คือการให้ค่าบ้าง คิดบ้าง ..ก็ไม่เอาไม่ฟัง มันจะว่า 'ไม่ได้มั้ง มันไม่ถึงนะ ไม่ได้อะไรแน่เลย
มีหรือต้นน้ำ โอ้โห น้ำขนาดนี้กูจะถึงต้นน้ำมั้ยเนี่ย'
เนี่ย มันก็ว่ากันไปอย่างนั้น ...ของไม่จริงน่ะมันดัง แล้วก็คอยแต่เชื่อมันอยู่อย่างนั้น เดี๋ยวก็ปล่อยไหลตามไปอีก เอ้า
สิงห์บุรี ลงมาถึงอ่างทองแล้ว ...นี่ จะกลับตัวกลับใจมั้ย
ระหว่างนั้นก็จะมีพระเดินเลียบน้ำอยู่..คอยบอก
“เฮ้ย ว่ายขึ้นๆๆ อย่าลง” นี่คอยให้กำลังใจ ...อยากช่วยนะ แต่ช่วยไม่ได้
คือขึ้นจากน้ำแล้วไม่ลงน้ำอีกแล้ว
จะยื่นมือไปช่วยก็ช่วยไม่ได้น่ะ ...ไม่งั้นพระพุทธเจ้าเอาไปหมดแล้วสิ ทำไมท่านไม่เอาไป ...เพราะท่านช่วยไม่ได้
ได้แต่เป็นกองเชียร์ ให้กำลังใจ
“เออ อย่างนั้น ดีๆ ขึ้นไปหนึ่งคืบแล้ว
เอ้า เฮๆ ขึ้นไปๆ เออ ดีๆๆ ...ถึงแม้นั่นจะอีกเป็นพันกิโลเมตรนะจึงถึงต้นน้ำ ก็..เออ ดีๆ
แค่ว่ายทวนขึ้นมานั่นมันก็ดีใจหายแล้ว
อ่ะ หมดกองเชียร์คนนี้ตายไป
เดี๋ยวก็มีคนเชียร์ใหม่ มาคอยเดินให้กำลังใจพวกที่ว่ายทวนน้ำขึ้นมานี่ ...โอ้ย ท่านไม่ไปถูลู่ถูกังลากไอ้อีกหลายพันล้านที่กลางมหาสมุทรนั่นหรอก
บอกก็แล้ว แนะก็แล้ว ชี้ก็แล้ว มันก็ว่า “ไม่เอาอ่ะ อยู่นี่สนุกดี เฮ้ๆๆ ไม่รู้จะภาวนาไปทำไม ไม่เห็นมีประโยชน์ ” ...ทั้งที่ปากมันพะงาบๆ
กำลังจมน้ำปริ่มรอมร่อจะตายอยู่ ก็ยังร้องสนุกๆ ...พวกนี้เกินเยียวยา
แต่พวกที่เพียรว่ายทวนขึ้นมา ...เอ้ากัดฟัน มาถึงเชียงใหม่แล้ว อ่ะ ใกล้หน่อยมาถึงเชียงดาว เห็นมั้ย ข้างทาง
เห็นน้ำปิงข้างทางมั้ยขาขึ้นมา ...เนี่ย น้ำแค่หน้าแข้ง ไม่ต้องว่าย เดินเอายังได้เลย
อย่างนี้มันจะไหลลงไหม …แล้วไอ้เสียงเรียกร้องจากสาธารณชน ก็ไม่ได้ยินแล้ว ไอ้ที่เคยร่ำร้องหิวโหย โหยหา มันก็เงียบไป เดินไปเงียบไปๆ มันมีแต่ความสงบสงัด บริสุทธิ์ วิเวก สันติ เป็นกลาง...มากขึ้นๆ
ก็เดินไปชมธรรมชาติไป
มีความสุขดีพอสมควร ...จนถึงจุดนึง..อ้าว เอาตีนไปเหยียบ เฮ้ย
น้ำไม่ออก อื๋อ ยกตีนขึ้นมีน้ำออก ...อ๋อ นี่เอง แค่นี้เอง
แค่นี้เองเหรอวะ ต้นน้ำมหาสมุทรทั้งมหาสมุทร...แค่กูเอาตีนเหยียบแค่นี้ วึ้บเปิด เอ้าออก วึ้บเหยียบไว้
แค่นั้นเอง...มหาเหตุ อู้ย ที่เดินถนนล้านเส้นทางมา...แค่นี้เอง
แต่กว่าจะมาถึง “แค่นี้เอง”
นี่รากเลือด ปางตาย ...ตายแล้วตายอีกๆๆ ไม่รู้กี่ภพกี่ชาติ ที่ฝึกฝนอบรมพากเพียร
เก็บเล็กผสมน้อยนี่แหละ
จึงถึงต้นเหตุของมหาสมุทรแห่งโอฆะ
สังสารวัฏ สังสารจิต สังสารธรรม สากลจักรวาล อนันตาจักรวาล อนันตภพ ...ก็แค่นี้จริงๆ
มีแค่นี้เอง..จริงๆ
(ต่อแทร็ก 7/17 ช่วง 2)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น