วันเสาร์ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2559

แทร็ก 7/22 (1)



พระอาจารย์
7/22 (550330A)
30 มีนาคม 2555
(ช่วง 1)


(หมายเหตุ  :  แทร็กนี้แบ่งการโพสต์เป็น  2  ช่วงบทความ)

พระอาจารย์ –  ธรรมน่ะ มันมีแค่สองหมวด...รวมแล้วมีแค่สองหมวดใหญ่...กายกับใจ แค่นั้นแหละ  รู้กายกับรู้ใจแค่นั้น นอกนั้นไม่ต้องไปสนใจอะไร ไม่ต้องไปมากเรื่อง..เรื่องมาก 

เรื่องต่างๆ ที่มันเกิดขึ้นน่ะ รู้ตรงไหนก็ละตรงนั้น เห็นอะไรก็ละตรงนั้น ไม่ต้องไปใส่ใจ ไม่ต้องไปหาเหตุหาผล ไม่ต้องเอาถูกเอาผิด ...กลับมารู้อยู่เห็นอยู่ที่กายปัจจุบันใจปัจจุบันตามความเป็นจริง 

แค่นั้นน่ะ...พอแล้ว ...ทุกอย่างที่มันเรื่องมาก..มากเรื่อง เพราะจิต...จิตไปหมาย จิตไปให้ค่า จิตไปสร้างเหตุและผล จิตไปกำหนดถูกผิดขึ้นมาทั้งหมด 

เมื่อเกิดอาการอะไร ...สติทันแล้ว ละเลย กลับมาอยู่กับสิ่งที่มันมีอยู่แล้ว เป็นกลางอยู่แล้ว...กายกับใจ อยู่แค่นั้นน่ะ พอแล้ว ...เรื่องราวมันก็ไม่มี เพราะมันไม่มีเรื่อง 

คำว่าเรื่องราวไม่มี เพราะจริงๆ มันก็ไม่มีเรื่องอะไรหรอก จิตน่ะมันไปสร้างเรื่องทั้งหมด ...จะเป็นอะไรก็ตาม ภายในภายนอก อย่าไปค้น อย่าไปหา อย่าไปกำหนดอะไร 

กลับมารู้อยู่ที่กายที่ใจ ลมหายใจเข้าออกก็ได้  ยืนเดินนั่งนอน อิริยาบถใหญ่ อิริยาบถย่อยก็ได้ ...มันมีตลอดเวลาอยู่แล้ว ไม่ต้องไปดูอะไรออกนอกเหนือนี้ ไม่ต้องไปหาความรู้อื่นนอกเหนือนี้ 

มันรู้มากจนเกินพอแล้ว มันรู้จนหลง รู้จนวน รู้จนจับอะไรไม่ได้แล้ว ...มากเรื่อง มากธรรมก็มากเรื่อง ...ทั้งหมดล้วนเป็นสังขารธรรมทั้งหมด 

ไม่ต้องไปเอาถูกเอาผิด ไม่ต้องไปหาเหตุหาผลในสังขารธรรม  สัพเพ ธัมมา อนัตตาติ...จำไว้  ธัมมา อนัตตาติ...ธรรมทั้งหลายทั้งปวงมันไม่มีตัวไม่มีตนหรอก

จะไปหาความจริงอะไรกับมัน จะไปรู้อะไร ... ไม่ต้องรู้อะไร  ความจริงของมันคือดับ ...เมื่อเราไม่เอาจิตไปหมายกับมัน มันก็ดับ..ดับตรงนั้นแหละ ...มันไม่มี  

ที่มันมีเพราะจิตมันยังเข้าไปว่าอยู่ เข้าไปกำหนด เข้าไปหมาย เกิดความหมายมั่นกับมัน ...มันจึงดูเหมือนมี ดูเหมือนเป็น

เพราะนั้นเมื่อใดที่จิตมันหยุด มันอยู่  มันไม่ไป มันไม่มาแล้วนี่ ...ก็จะเห็นว่ามันมีอะไรเหลืออยู่ตรงเนี้ย ก็ให้อยู่ตรงนั้นน่ะ อยู่ตรงที่มันปรากฏอยู่...เป็นก้อนนั่นน่ะ 

ตรงที่มันเป็นก้อน ตรงที่มันเป็นยืด เป็นหยุ่น เป็นซ่าน เป็นเหนียว อ่อน แข็ง อะไรก็ดูมันไป รู้กับมันแค่นั้นน่ะ ...อย่าให้จิตมันส่ายแส่ไปหาอะไรดู

แล้วก็หยั่งลงไว้ที่กาย สมมุติว่ากายนี่ แล้วก็หยั่งดู หยั่งลงไปที่ใจ...ที่รู้ที่เห็น  อย่าให้มันไปหมายที่อื่น อย่าให้จิตมันไปหมายอะไร ...ให้ทัน ...ไม่ได้ห้าม แต่ให้ทัน ให้ทันจิต อย่าตามมันไป 

จิตมันบอกว่ามันจะไปหาความรู้อย่างนั้นอย่างนี้ มันจะไปหาความก้าวหน้า ความเจริญในธรรม มันจะไปหาความรอบรู้ในธรรม ...มันไม่ได้บอกอย่างเดียวว่า มันไปหาทุกข์ มันพาไปหาทุกข์...ทุกข์ทั้งนั้น 

ก็ต้องละ ...รู้เท่าทันว่าจิตมันไป เริ่มจะไป กำลังจะไป ไปคลุกไปเคล้า ไปมัวไปเมาอยู่กับมัน  ก็ต้องรีบสลัดออก กลับมายืนอยู่ในหลัก ในฐานกายใจไว้ ...แล้วปัญหามันจะน้อยลงเอง

มันไม่เข้าใจอะไรหรอก ...แต่มันไม่มีปัญหา มันจะหมดปัญหาไปเลย กับรูป กับเสียง กับกลิ่น กับรส มันจะเป็นอาการที่เรียกว่า ไม่ต้องไปกำหนดว่าอะไรคืออะไร มันเป็นสักแต่ว่าผ่านไปผ่านมา 

เพราะจิตไม่ได้เข้าไปหมายอะไรเลย มันมีเหมือนไม่มี มันไม่มีก็เหมือนมี มันเป็นอย่างนั้น เพราะจิตไม่หมาย ...เมื่อจิตไม่หมายแล้วจิตไปอยู่ไหน ...จิตก็เป็นหนึ่ง จิตเป็นหนึ่งอยู่ท่ามกลางกายใจ 

นั่นแหละ มันหยุด มันนิ่ง มันระงับ...ระงับจากความปรุงแต่งในธรรมทั้งหลายทั้งปวง เข้าใจมั้ยว่าจิตมันระงับจากความปรุงแต่งในธรรมทั้งหลายทั้งปวง

ธรรม...เขาเป็นธรรมของเขาอยู่แล้ว ธรรม...เขาเป็นธรรมชาติของเขาอยู่แล้ว ธรรม...เขาเป็นธรรมดาของเขาอยู่แล้ว ...มีแต่จิตนั่นแหละ ที่จะเข้าไปปรุงแต่งกับธรรมนั้น...ด้วยความไม่รู้ ...แต่มันคิดว่ามันรู้ 

ท่านถึงเรียกว่าจิตไม่รู้ ท่านจึงว่าจิตมันโง่ แต่มันอวดฉลาด ...แล้วเราก็ตกอยู่ภายใต้อำนาจของจิตไม่รู้นี้ ไปมากับมัน เอามันเป็นตัวนำ เอามันเป็นตัวชี้นำ เอามันเป็นตัวพาดำเนินทั้งในทางโลก ทั้งในทางธรรม 

พอมาปฏิบัติธรรมก็เอาจิตนำ เอาความคิดนำ...การกระทำตาม ...พออยู่ในโลกก็เอาจิตนำ ในการดำเนินชีวิต ทำ พูด คิด แสวงหา หน้าที่การงาน ...จิตเป็นตัวนำหมด

ผู้นำทางคือผู้หลง คือจิตหลง จิตไม่รู้ ...เพราะนั้นผลที่มันออกมาทั้งหมดน่ะ จึงเป็นทุกข์ทั้งสิ้น ...แม้มันจะบอกว่าเป็นสุขก็ตาม 

มันมีความดับไป มันมีความไม่จีรัง มันไม่มีความครอบครองถือครองได้ในอาการต่างๆ นานา ที่มันรู้สึกว่า ทำตามอาการของจิตแล้วมันได้ผลมา ...สุดท้ายก็ครอบครองไม่ได้

จะดีขนาดไหน รู้สึกว่ามันเป็นของดีขนาดไหน ได้ของดีขนาดไหน ...ก็ดับ แล้วก็เป็นทุกข์ ...จะรู้ธรรมเห็นธรรมละเอียดถี่ถ้วนขนาดไหน เข้าใจว่าพิจารณาได้ ...ก็ดับ แล้วก็เป็นทุกข์

ตราบใดที่ยังไม่หยุดจิตให้เป็นหนึ่งในปัจจุบัน...ด้วยสติ สมาธิ ปัญญา ...มันก็ไม่สามารถจะออกจากบ่วงมารได้ ไม่สามารถจะออกจากขันธ์ได้ ไม่สามารถจะหลุดพ้นจากโลก จากขันธ์ห้านี้ได้

ความรู้ภายนอกทั้งหมด...ทิ้งหมด เหลือความรู้แค่สองสิ่ง กายใจ เป็นความรู้ เป็นสิ่งที่ต้องรู้ เป็นสิ่งที่ต้องเข้าใจ เป็นสิ่งที่จะต้องแจ้ง เป็นสิ่งที่ต้องสำเหนียก 

ถ้าเข้าใจกาย ถ้าเข้าใจใจ...แค่สองอย่างนี่ หมายความว่าเข้าใจหมดสามโลกธาตุ ...ไม่ต้องไปหาด้วย มันมีอยู่แล้ว มีอยู่ตลอดเวลา มีมาตั้งแต่เกิด 

แล้วก็เป็นสิ่งที่เราติด เราข้อง...กับกายนี้ กับการที่ไม่เข้าใจความหมายของใจนี้ นับภพนับชาติไม่ถ้วน ...ยังจะไปค้นอะไรอีก จะไปดูอะไรอีก จะไปทำอะไรกันอีก

กินอยู่หลับนอนกับมัน..จนตายนี่ ...แต่ไม่แจ้ง ไม่เข้าใจ  ยังไปหาความรู้ที่อื่นอีก ยังเอาจิตพาไปหาความรู้อันอื่นอีก ...แล้วเข้าใจว่าเป็นเรื่อง เป็นธรรม เป็นการเจริญก้าวหน้าของจิต

มันยิ่งไปสะสมความรู้ที่ผิดๆ พอกพูนขึ้นมาอีกด้วยซ้ำ เป็นมานะ เป็นอัสมิมานะ เป็นความหลงตัวเอง เป็นความมีหน้ามีตา มีตัวมีตน..สูงขึ้น ดีขึ้น หรือเปล่า...ดูเอา

มันเป็นไปเพื่อการละวางจางคลายมั้ย รู้ธรรมเห็นธรรมอะไรแล้วมันละวางจางคลายมั้ย ...ถ้ารู้ธรรมเห็นธรรมใด แล้วเกิดการวาง การจาง การคลายได้...ถูก นั่นน่ะเป็นธรรม ปฏิบัติถูก ปฏิบัติตรง

ไม่ใช่เป็นการรู้การเห็นที่ผลคือการสร้างทิฏฐิมานะ อัสมิมานะ ถือตัวถือตน ...ให้จำไว้เลยว่าผิด ยังงั้ยก็ผิด จะเป็นธรรมดีธรรมเด่ขนาดไหน ...ก็ยังผิด 

เพราะไม่ตรงตามหลักที่พระพุทธเจ้าท่านต้องการสอน ให้เลิกละเพิกถอน ความมีตัว ความเป็นตน...ของเรา ออกไป

เพราะนั้นการที่เข้ากลับมารู้ที่กายใจนี่แหละ มันจึงจะมาเรียนรู้ตั้งแต่พื้นฐานยันถึงที่สุดเลย ว่ากายนี้คือใคร กายนี้เป็นใคร กายนี้เป็นของใคร ความเป็นจริงของกายคืออะไร 

มันตั้งขึ้นทำไม มันตั้งขึ้นเพื่อใคร มีใครเป็นเจ้าของมัน หรือไม่มีใครเป็นเจ้าของมัน บังคับมันได้จริงไหม ควบคุมมันได้จริงไหม มันมีตัวมีตนที่แท้จริงของมันไหม ...รู้รึยัง เห็นมันจริงรึยัง

ถ้ายังไม่เห็นอย่างนี้จริงนะ ...อย่าไปหาเรื่องอื่นรู้ อย่าไปคิดว่าเรื่องอื่นสำคัญกว่า มีประโยชน์กว่า ละเอียดลออกว่า ดีกว่า ประณีตกว่า 

เพราะที่นี้คือฐาน กายนี่คือฐานของธรรมทั้งหลายทั้งปวง ...อยู่ในกาย รู้กายเห็นกาย รู้ใจเห็นใจนี่แหละ มันเป็นที่รวมของขันธ์ทั้งห้าหมดน่ะ ...ไม่ต้องกลัวไม่เข้าใจในขันธ์อื่น 

ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่แจ้งในขันธ์เล็กขันธ์น้อย ที่เป็นส่วนของนาม ของผัสสะ ของธรรมารมณ์ ของเวทนา ...ยืนอยู่นี่ล่ะ ตั้งหลักให้มั่น ทำจิตให้เป็นหนึ่ง อย่าส่าย อย่าหา ตามอาการของจิตที่กอปรด้วยตัณหาและอุปาทาน

จิตทั้งหลาย จิตหลายดวงออกมานี่..ที่เป็นเจตสิกออกมานี่ ...ล้วนแล้วแต่มีตัณหาและอุปาทานเป็นตัวนำ เป็นตัวบีบคั้นออกมา โดยมีโคตรมันอยู่คืออวิชชา..ความไม่รู้

เวลามันออกมา...เป็นอาการของจิตทั้งหลาย..น้อยใหญ่  ล้วนกอปรด้วยตัณหาและอุปาทาน ...ไม่มีหรอกที่เป็นจิตบริสุทธิ์ ยกเว้นพระอรหันต์เท่านั้น เพราะไม่มีอวิชชาปิดบังใจอีกต่อไป

เพราะนั้นจิตทุกดวงของท่านบริสุทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นเจตสิกอย่างไร ดูเหมือนเป็นอย่างไร เทียบเคียงกับคนในโลกเหมือนอาการนั้นอย่างไร แต่ถือว่าจิตนั้นบริสุทธิ์ เจตสิกนั้นบริสุทธิ์ 

เพราะต้นเหตุของจิตนั้นไม่ได้มาจากอวิชชา มาจากวิชชาล้วนๆ ...ไม่มีตัณหาอุปาทาน กิเลสหยาบ ละเอียด ประณีต แม้แต่อณูหนึ่งปะปน ปนเปื้อน แทรกซึมอยู่ในจิตนั้น

แต่ในระดับที่ต่ำกว่าพระอรหันต์ลงมาทั้งหมด จิตน่ะมีมลทินหมด กอปรด้วยตัณหาและอุปาทานทั้งสิ้น จะเป็นบุญก็ตาม จะเป็นกุศลก็ตาม จะเป็นอกุศลก็ตาม จะเป็นอัพยากฤตก็ตาม กอปรด้วยกิเลสล้วนๆ

ผู้มีปัญญาจึงเข้าใจ จึงเห็นโทษ เห็นทุกข์ เห็นภัย ของการที่ปล่อยให้จิตโลดแล่นไปมา ...ปล่อยให้โลดแล่นไปมานี่ก็ถือว่าผิด...ติดคุก 

แต่นี่ติดคุกยังไม่ตลอดชีวิตนะ ...ถ้าติดคุกตลอดชีวิตน่ะ คือปล่อยให้โลดแล่นไปมาแล้วยังอาศัยมันเป็นตัวนำพาไปอีก ...นี่เขาเรียกว่าจำคุกตลอดชีวิต

แต่ถ้าปล่อยจิตให้โลดแล่นไปมา โดยที่ไม่ระวังเท่าทัน ...เห็นความดับไปๆๆ เห็นความไม่มีตัวตนของมันเสมอด้วยปัญญาแล้ว ...เรียกว่าถูกกักขัง จำขังชั่วคราว 

จนกว่ามันจะแจ้ง จนกว่ามันจะชัดเจน ว่าจิตนี้แหละ คือสมุทัย..เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ ...ก็ถ้านั่งอยู่เฉยๆ มีแต่กายกับใจ แล้วไม่มีจิตไปว่าอะไรเลยนี่ มีทุกข์มั้ย จะมีใครทุกข์มั้ยล่ะ 

ให้มันเหลือแค่นั้นน่ะ ...นอกนั้นเกินมาทั้งนั้นน่ะ นอกนั้นน่ะเกิน  มันพอดีอยู่แค่นี้จริงๆ ...คำว่ามัชฌิมาหรือความพอดีนี่ มันพอดีอยู่แค่กายใจนี้จริงๆ
 
นอกนั้นเกิน ไม่บริสุทธิ์ ...ออกมาด้วยความเป็นมลทิน ออกมาด้วยความไม่รู้ ออกมาด้วยความเห็นผิด ออกมาด้วยความทะยานอยาก 

มันออกไปด้วยความไม่รู้จักพอ ออกไปด้วยความหิวโหย เหมือนยาจกขอทาน ไม่มีสิ้นสุด ...จิตไม่มีคำว่าพอ จิตไม่มีคำว่าหยุด จิตไม่มีคำว่าเต็ม จิตไม่มีคำว่าพอดี

จนกว่าปัญญามันจะเห็นถึงว่ามันพอดีตรงไหน ก็จะเริ่มเข้าในหลักของมัชฌิมาปฏิปทา ย้ำลงไป ซ้ำลงไปๆ ที่มัชฌิมาปฏิปทา ...จนแจ้งในองค์มรรค 

มันจะแจ้งในตัวของมันเองว่านี่คือมรรค ออกนอกนี้ไปเป็นทุกข์ ...นั่นน่ะเขาเรียกว่าแจ้งในมรรค ทำมรรคจนแจ้ง 

ขนาดมรรคแจ้ง แจ้งในมรรคแล้ว...ยังไม่จบ ต้องเดินในองค์มรรคอีก ...เหมือนขึ้นเรือแล้ว ได้เรือแล้วในทะเลใหญ่ แต่ยังไม่ถึงฝั่ง ...ระหว่างไปในทะเลยังมีคลื่นลมแรงอีกมากมายมหาศาล 

แต่ถ้าพวกนักปฏิบัติโดยทั่วไปนี่ เหมือนคนว่ายน้ำข้ามทะเล มีแต่จมกับจม ...นี่เขาเรียกว่ายังไม่ได้องค์มรรค ยังไม่ถึงองค์มรรค 

อาศัยการเพียรภาวนาในหลักของมัชฌิมาปฏิปทา  สติ ศีล สมาธิ ปัญญา..ที่เป็นสัมมา จนแจ้งในมรรค ...นี่เรียกว่าได้ขึ้นเรือแล้ว 

เมื่อได้ขึ้นเรือแล้ว หมายความว่า พอหายใจคล่องหน่อย ...ก็ไม่ได้ว่าหมดทุกข์หมดโศกหรอก แต่ว่าหายใจคล่องหน่อย ไม่ต้องมาปากกัดตีนถีบอยู่ในน้ำ 

เดี๋ยวก็จมๆ เดี๋ยวก็ดำ เดี๋ยวก็มืด ไม่รู้จะไปทางไหนดี ไม่รู้ว่าทิศทางไหนเป็นที่ไป หันรีหันขวางอยู่นั่นแหละ ไอ้นั่นมาก็จับ ไอ้นี่มาก็จับ อะไรลอยมาก็เกาะ อะไรลอยไปก็เกาะ คว้าได้ก็คว้า

เกาะไปๆ เกาะแล้วยังไง ...มันก็ลอยไปอยู่ดีนั่นแหละ ...แต่มันลอยไปไหนล่ะ มันก็ลอยไปตามกระแส ลม ฝน น้ำในมหาสมุทรนั่นแหละ ไม่ไปไหนหรอก...วน

นั่นแหละธรรมทั้งหลายทั้งปวงนั่นแหละ มากเรื่อง..เรื่องมากอยู่นั่นแหละ ...ไอ้นั่นก็ดี ไอ้นี่ก็ใช่ ไอ้นั่นก็จริตเรา ไอ้นั่นก็ถูกกับเรา

มันถูกใจกิเลสมั้ง มันไม่ได้ถูกธรรมหรอก มันถูกกิเลส ...มันเป็นข้ออ้าง มันจึงแบ่งแยกเป็นสำนักไปหมด ...งง เรายังงงเลย

จนมันเหลือแค่กายใจนั่นแหละ..ถึงจะรู้ว่าธรรมมีแค่นี้จริงๆ ...แล้วเมื่อใดที่มันเท่าทันอาการของจิตทุกขณะ ทุกเม็ด นั่นแหละท่านเรียกว่ามหาสติ นั่นแหละเรียกว่าปหาน เป็นมัคคปหาน 

เป็นมรรคปหานเพื่อสงเคราะห์รวมลงเป็นมรรคจิต เมื่อมรรคจิตเกิดนั่นแหละมรรคญาณ ...จนอาศัยมรรคจิตมรรคญาณนั่นแหละจนถึงความเป็นวิสุทธิจิต ...ธรรมทั้งหลายทั้งปวงจึงเป็นวิสุทธิธรรม


แต่ทำไมธรรมที่เราเสพตรงนี้จึงไม่เป็นวิสุทธิธรรม ...มันมีมลทิน ...กายนี่ก็เป็นกายที่เป็นธรรมอยู่แล้ว แต่ยังมีมลทิน 

ทำไมมันถึงมีมลทิน ทำไมมันถึงไม่เหมือนกับกายพระอรหันต์ ...ก็เหมือนกันในรูปร่างรูปลักษณ์ดินน้ำไฟลมเหมือนกัน แต่ทำไมของท่านเป็นกายวิสุทธิ เป็นธรรมอันวิสุทธิ เป็นวิสุทธิธรรม


(ต่อแทร็ก 7/22  ช่วง 2)



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น