วันพฤหัสบดีที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

แทร็ก 7/16 (1)



พระอาจารย์
7/16 (550316A)
16 มีนาคม 2555
(ช่วง 1)


(หมายเหตุ :  แทร็กนี้แบ่งโพสต์เป็น  2  ช่วงบทความ)

พระอาจารย์ –  อยู่กับโลก มันก็ต้องทำงาน ไม่มีวันพักหรอก ...เพราะมันไม่เคยพอ มันมีแต่ความขาดตกบกพร่องอยู่เสมอ ...งานภายนอกนี่

หมดเรื่องนั้นก็มีเรื่องนี้ หมดเรื่องนี้ก็ทำเรื่องนั้น ...บ้านยังต้องถูทุกวันเลย ถูครั้งเดียวก็ไม่ได้นะ ...งานมันเลยไม่จบ ตราบใดที่ยังเกิดมาอยู่ในโลก มันก็ต้องทำงาน

มันก็เลย...บางคนก็อ้างว่าติดงาน ...งานมันไม่ติดเราหรอก เราน่ะไปติดงาน ไปติดว่ามันยังไม่เสร็จ ว่ายังไม่พอ ว่ามันยังไม่แล้ว ...มันก็ไม่แล้วอยู่แล้ว เสร็จวันนี้ พรุ่งนี้ก็ไม่เสร็จ

พระพุทธเจ้าถึงสอนว่า มันมีงานที่จบอยู่...คืองานภาวนานี่  งานภาวนานี่มันมีวันจบ ถึงแม้จะดูเหมือนยาก ลำบาก ทำได้ยาก ...แต่มันมีวันจบน่ะ

ไอ้งานที่ว่าสบายๆ งานภายนอก อยู่เฉยๆ หรือว่าทำนู่นทำนี่เล็กๆ น้อยๆ ไปนี่ มันไม่จบ ...สบายแต่มันไม่จบ แล้วก็มาเกิดมาตาย หางานทำกันต่อไปใหม่

มันไปอยู่กับความสบาย มันก็เลยต้องมาเกิดมาทำกันต่อ มาเรียนต่อ มาทำงานต่อๆ เพราะมันไม่จบ ...นี่ มันน่าเบื่อ เป็นทุกข์ ไม่จบไม่สิ้น คาราคาซัง

ต้องภาวนามากๆ เป็นการทำงาน...งานภายใน ...ซึ่งผลของงานนี้ก็คือปัญญาความรู้แจ้งเห็นแจ้ง  ความเข้าใจในกาย ความรู้ความเข้าใจในจิตในใจ

ถ้ามันทำงานในองค์มรรค ทำงานในศีล สติ สมาธิปัญญา...นี่เป็นการงาน  มันก็เกิดความรู้ความเข้าใจ...เป็นผลของงานที่มากขึ้นตามลำดับ

เมื่อยิ่งรู้ยิ่งเข้าใจ ก็หมายความว่า...การมาทำงานภายนอกก็ยิ่งน้อยลง สั้นลง ...ไม่ติดค้าง ไม่เกาะเกี่ยว ไม่ห่วงโลก ไม่ติดโลก ไม่อาลัยกับโลกได้มากขึ้น

แต่ถ้าไม่ทำงานภายใน ละเลยงานภายใน  มันก็จะห่วงโลก อาลัยโลก อาลัยงาน ... อนากุลา จ กัมมันตา การงานคั่งค้าง การงานไม่แล้วไม่เสร็จ ...เป็นภาระ 

นั่นก็ยังไม่ได้ทำ นี่ก็ยังไม่สำเร็จ นั่นก็ยังไม่ถึง นั่นก็ยังไม่ได้ นั่นก็ได้นิดเดียว นั่นก็ยังได้ไม่ดีพอ ...มันก็มีแต่เรื่องก่อเกิดใหม่ๆ ขึ้นไปเรื่อยๆ

ความหิวกระหาย ความดิ้นรนในการงานภายนอก ในการที่จะได้มาซึ่งวัตถุ แล้วก็ได้มาซึ่งเวทนาหรืออารมณ์ความสุข หรือความพอใจนี่...มันไม่จบ

เพราะทุกสิ่งทุกอย่าง...ที่มันได้มาเป็นความสุข ได้มาเป็นวัตถุข้าวของ เหล่านี้ นี่ มันเป็นสิ่งที่เนื่องด้วยโลกทั้งนั้น ...เป็นของที่มีอยู่ในโลก

เมื่อใดที่ยังเสียดายอารมณ์ หรือว่าสิ่งที่มันอยู่ในโลก มันก็ต้องมาเกี่ยวข้อง...ด้วยการมีรูปมีนาม มีกายมีจิตมีใจมาเกิดตายใหม่ ...เพื่อมาเสวยอารมณ์ในโลกหรือข้าวของในโลกนี้ต่อไป

สุขนิดเดียว..แต่ทุกข์นี่เท่าภูเขาน่ะ ...มันไม่หลาบ มันไม่จำ  มันไม่จดจำ มันไม่เข็ดหลาบ ...เพราะว่าไอ้ที่สุขนิดนึงนั่นน่ะ...มันปิดบัง

อย่างจะไปเที่ยวที่ไหนสักที่นึงนี่ เขาว่าวิวสวย ขับรถไปแทบตาย ให้ได้เห็นแค่นั้นน่ะ พอใจแล้ว ...แต่ระหว่างทางนี่เหนื่อยแทบตาย ต้องฝ่าความลำบากมรสุมหุบเขาหุบเหว

เรียกว่าไม่รู้จะตายข้างทางก่อนจะไปเห็นรึเปล่านะนี่ ...แต่เพื่อจะได้ไปเห็นนิดเดียวแค่นั้น มันพอใจแล้ว “นี่ถึงตายก็คุ้ม” มันว่าของมัน ...อะไรอย่างนี้

มันติดน่ะ มันติดตราตรึงใจอย่างนั้น  มันก็เลยเป็นเครื่องเกาะเกี่ยว ...ไม่ไปไหนอ่ะ ขอเกิดตายอยู่ในโลกนี้ เพื่อมาดูมาเห็น มามีความสุข...แค่นิดนึงน่ะ

แต่ทุกข์นี่...มากมายมหาศาล ...ระหว่างมีชีวิตอยู่น่ะ มีสุขมากกว่ามีทุกข์มั้ยล่ะ  เดี๋ยวก็เรื่องนั้น เดี๋ยวก็เรื่องนี้ เดี๋ยวก็คนนั้น เดี๋ยวก็คำพูดคนนี้ เดี๋ยวก็เหตุการณ์นั้น เดี๋ยวก็เหตุการณ์นี้

แต่อารมณ์ที่น่าใคร่ ที่น่าพอใจ ที่เป็นสุขน่ะ มีนิดเดียวในระหว่างนั้น หาความสุขไม่ค่อยเจอน่ะ 

พอได้ก็เหมือนกับเป็นไส้เดือนเกี่ยวเบ็ดมัดติดเหยื่อ...เป็นเหยื่อล่อ ให้มีแรง มีกำลังในการหลงเพลิดเพลินแสวงหาต่อไป หน้าด้านหน้าทนกับกองทุกข์ต่อไป

กว่ามันจะรู้ตัว กว่ามันจะหันหัวเรือกลับมาเจริญสติสมาธิปัญญา มันก็ไปนู่น ไปรู้ตัวเอาตอนใกล้ตาย กำลังจะตาย มันทุกข์ ...ก็เริ่มนึกถึงพระ เริ่มนึกถึงการภาวนาแล้ว

โทษทีเหอะ หมดเวลาแล้ว...ตายซะก่อน พอตายปุ๊บ...ยังไง  ลืม..ลืมหมด เพราะถ้าตายแล้วมันต้องลบสัญญาความทรงจำ ลืมเลือนหมด มาเกิดใหม่ก็เริ่มสัญญาใหม่

ก็เริ่มมาสร้างสัญญาใหม่ สร้างความรู้ขึ้นใหม่ ลืมของเก่าหมดแล้ว เคยสุขเคยทุกข์ที่ผ่านมานี่ มันไม่สามารถจะรู้ข้ามภพข้ามชาติได้ ...แล้วมันก็หลงต่อไปอีก มารู้ตัวตอนใกล้ตายอีก ...ก็หมดเวลาอีก

เพราะนั้นในระหว่างที่มีชีวิตอยู่นี่ ก็ถึงได้ว่าต้องมีพระ...คอยบอก คอยชี้นำ คอยนำทาง คอยเตือน คอยให้สติ คอยให้เกิดศรัทธาปสาทะในการขวนขวาย 

ให้เห็นคุณและโทษของการมีชีวิต การดำรงชีวิต การเกิดตายไม่จบไม่สิ้น ให้เห็นคุณของการภาวนา การมีสติ การสำรวจตรวจตรากายใจปัจจุบัน เพื่อไปสู่ความไม่เกิด

แล้วก็จะได้มีศรัทธาถึงขั้นน้อมนำไปปฏิบัติตาม จนเกิดผลกับตัวเอง แล้วมันก็เกิดความขยันหมั่นเพียรขวนขวายด้วยตัวเองไป นี่...เพราะนั้นการเกิดมาในโลกที่ยังมีพระอยู่ คือมีบุญแล้ว

การได้ปฏิบัติภาวนานี่ มันก็เหมือนกับเก็บเล็กผสมน้อย สะสมทรัพย์...ที่เรียกว่าเป็นอริยทรัพย์ภายใน ใครก็ขโมยไม่ได้ ใช้จ่ายเท่าไหร่ก็ไม่หมด ...มันดีอย่างนี้ 

มันก็สะสม...แต่ว่าจะมากน้อยนี่ ก็ตามแต่ความขยันหมั่นเพียร  ทำแบบเบี้ยน้อย..ก็จับจ่ายใช้สอยได้น้อย จะไปซื้อหามรรคผลนิพพานระดับสูงๆ ก็ยาก เพราะมันมีราคาแพง

แต่ถ้าสะสมไป มีน้อยใช้น้อย เกิดมาใหม่ก็สะสมใหม่ จนมันเต็มตุ่มเต็มไห จนเป็นเศรษฐี ถ้ามันเป็นเศรษฐีในอริยทรัพย์แล้วนี่ มันก็อยากได้อะไรก็ได้

เรียกว่ามรรคผลนิพพานขั้นไหนก็ได้...ถ้าเป็นเศรษฐี มหาเศรษฐีในอริยทรัพย์แล้วนี่  ...ไม่ใช่ยาจกที่มีแค่บาทสองบาท อยากได้นิพพาน อย่างนี้ ไม่ต้องหวัง ไม่มีทาง

เพราะนั้น ถ้าพอใจแค่บาทเดียว แล้วเกิดมากี่ชาติๆ ก็มีแค่บาทเดียวแค่นั้น  มันก็ไม่มีทางหรอกที่จะเข้าใกล้มรรค...ที่สุดของฝั่งมหาสมุทรแห่งทุกข์

เพราะนั้นการเก็บสะสมอริยทรัพย์ มันไม่ใช่ของยาก ...แต่มันต้องอาศัยความพากเพียร ความขยัน หมั่นทวนนิสัยเดิม แค่นั้นเอง

เพราะมันคุ้นเคยกับนิสัยเลื่อนลอย เผลอเพลิน ปล่อยกายปล่อยใจไม่รู้เนื้อรู้ตัว ทำอะไรตามอารมณ์ ทำอะไรตามความอยาก ...พวกนี้ มันเป็นความเคยชิน

เพราะนั้นการภาวนามันไม่ยาก เพียงแต่ว่า ให้ทวนความเคยชินพวกนี้...ด้วยการรู้ มีสติรู้ ในอาการที่กระทำด้วยความเคยชินนี้ ...เผลอรู้ หลงรู้ เพลินรู้ มีความอยากเกิดขึ้นทำตามความอยาก..รู้

เมื่อใดที่เราทวน...ทวนแล้วกลับมารู้ ในอาการการกระทำของกาย ของจิต ของอารมณ์ ก็เรียกว่าสะสมทรัพย์ที่เป็นอริยทรัพย์แล้ว ...แล้วมันสะสมโดยเราไม่รู้ตัวหรอกว่ามันเป็นการสะสมทรัพย์ภายในอยู่

แต่เพราะมันสะสมโดยไม่รู้ตัวนี่ เดี๋ยวมันก็ขี้เกียจทำ...เพราะมันรู้สึกว่าไม่ได้อะไร ไม่เห็นมีประโยชน์ ไม่เห็นมีคุณค่า ...มันก็จะปล่อยให้ความเคยชินเดิมๆ กลับคืนสภาพ

แบบว่าการใช้ชีวิตประจำวันนี่ ไม่ต้องมีสติหรอก มันทำได้ ...มันทำได้ยังไง  มันทำได้ด้วยความเคยชิน ไง ...ไม่ต้องรู้ตัวหรอก ขับรถมาถึงนี่ก็ได้ ทำงานทั้งวันโดยไม่รู้ตัวก็ได้

อะไรมามันก็ทำไปตามความอยาก ตามความคิด ตามอารมณ์ มันก็ทำได้ ...มันทำไปด้วยความไม่รู้เนื้อรู้ตัวก็ทำได้ด้วยความเคยชิน คล่อง ...นี่ ไม่ต้องสอนเลย ไม่ต้องแนะนำ มันทำด้วยความเคยชิน

เพราะอะไร ...มันเกิดมันตายมานับภพนับชาติไม่ถ้วน แล้วมันก็ใช้วิถีนี้มาเสมอ ...จนชำนาญน่ะ จนเป็นความเคยชินประจำขันธสันดาน ในกมลสันดานนี่

เหมือนกับถนน มีถนนอยู่เส้นนึงนี่ เราเดินมาสักล้านครั้ง เดินไปเดินกลับๆๆ สักล้านครั้ง  ต่อไปนี่ ครั้งที่ล้านหนึ่ง...ไม่ต้องลืมตาเดินมันก็ยังเดินได้

คือไอ้ที่เดินมานับภพนับชาติไม่ถ้วนเป็นอเนกชาติด้วยความเคยชิน หลับหูหลับตาเดินมันก็เดินได้ ไม่รู้เป็นคุณเป็นโทษมันก็ทำไป เพราะมันเคยชิน ซ้ำซากๆ วนเวียนอย่างนี้ 

นี่ กิเลสเกิดขึ้นเพราะความเคยชินอย่างนี้ มันเลยกลายเป็นของที่ละได้ยาก ...ท่านถึงเรียกว่าเป็นอนุสัย หมักหมม หมักแน่นอยู่ภายใน 

คนทั้งโลกก็อยู่ได้ โอภาปราศรัยด้วยความเป็นเหมือนกับเป็นธรรมดา เพราะต่างคนต่างเดินมาล้านๆๆๆ ครั้งทั้งนั้น มันก็อยู่ด้วยความเคยชิน เกลือกกลั้วมัวเมากับกิเลส โดยไม่รู้ว่าเป็นกิเลสด้วยซ้ำ

แต่มรรคนี่ ที่พระพุทธเจ้ามาบอก ท่านเปรียบมรรค...มรรคแปลว่าทาง ก็เป็นทางเดินเหมือนกัน...แต่มันเดินคนละทางกันกับไอ้ที่เคยชินเดิม  อันนี้เป็นอีกทางนึง ที่มันเดินคนละทางกัน

ซึ่งพวกเราไม่ค่อยเดินเส้นนี้ ถึงเคยเดินก็เดินนิดนึง ไม่บ่อย ...เมื่อเดินไม่บ่อย เดินนิดเดียวนี่ มันก็สงสัย “ใช่รึเปล่าวะ แล้วมันจะไปไหนกันเนี่ย”  ...ก็มันไม่เคยไปใช่ไหมล่ะทางนี้ 

เพราะนั้น แต่ละก้าวแต่ละย่างก็ต้องเดินด้วยความระมัดระวัง ไม่รู้จะมีอะไรข้างหน้า เพราะไม่เคยเดินน่ะ ...มรรคแรก...ต้นทางของมรรคเป็นอย่างนี้ 

แล้วมันก็..."ยากๆ ไม่เอาแล้ว" ก็นอนอยู่ตรงนั้น ไม่ถอยกลับ ก็อยู่ตรงนั้น ...แต่พอกลับไปลงร่องเดิมที่มันเคยชินล้านครั้งล้านๆๆ ชาติ โหย ....อันนี้สบายกว่า

เห็นมั้ย มันบอกว่านี่สบายกว่า ง่ายกว่า ...มันง่ายไง ก็มันง่ายสิ กูเดินมาเป็นสิบล้านครั้ง มันก็ง่าย สบายดี ...มันชอบอย่างนั้น ชอบง่ายชอบสบาย ด้วยความเคยชินตามกิเลส


(ต่อแทร็ก 7/16  ช่วง 2)



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น