วันพฤหัสบดีที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

แทร็ก 7/19 (2)


พระอาจารย์
7/19 (550322A)
22 มีนาคม 2555
(ช่วง 2)


(หมายเหตุ :  ต่อจากแทร็ก 7/19  ช่วง 1

พระอาจารย์ –  เพราะนั้นว่า มรรคนี่มันเป็นทางที่แต่ละคนน่ะไม่คุ้นเคย ไม่เหมือนทางโลก ...อย่างถนนสายนึงนี่ เราเดินมาล้านๆๆ ครั้งนี่ หลับตาเดินยังเดินได้เลย

เพราะอะไร ...ก็มันเดินมาจนจำได้ทุกเม็ดกรวดเม็ดทราย  นั่นแหละคือความเคยชินหรืออนุสัยของมนุษย์ ไม่รู้เนื้อรู้ตัวมันก็ใช้ชีวิตอยู่ได้ ขับรถขับรา เดินไปซื้อข้าวของ มันไม่รู้เนื้อรู้ตัวมันก็ทำได้

เพราะมันเคยชิน มันคุ้นเคย ...ไม่เห็นจะต้องกำหนดรู้ ไม่เห็นจะต้องมีสติระลึกรู้ มันก็ทำได้ มีชีวิตอยู่ได้..จนตาย ...เนี่ยคือความเคยชิน ท่านเรียกว่าเป็นอนุสัย

นั่นแหละ มันเดินคุ้นเคยในทางเส้นนี้เป็นประจำ จนหลับตาเดินมันยังเดินได้  แล้วแต่ละคนมันก็เดินในเส้นทางนี้ คุ้นเคย เคยชิน กลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกัน เป็นปุถุยาโน เป็นความเชื่อความถือในโลกในประเพณี

แต่พอมาเริ่มปฏิบัติ...มรรคนี่ มันเป็นอีกเส้นทางนึง มันไม่ใช่เส้นทางเดียวกันหรอก มันคนละเส้นกัน มันทวนกัน นี่ สติสมาธิปัญญา ระลึกตั้งมั่น เป็นกลางอยู่กับปัจจุบัน

เพราะนั้นพอเริ่มเดินไปปุ๊บ มันไม่เคยเดินนี่ ก็เก้ๆ กังๆ ลังเลสงสัย ไม่รู้ว่าจะได้มั้ย ไม่รู้ว่าจะเจออะไร ไม่รู้ว่าทางนี้จะเจอนิพพานถึงนิพพานจริงมั้ย ...มองไปก็ยังมืด

มันก็...ไม่เอาแล้ว ไปในทางคุ้นเคยเดิมดีกว่า ...มันก็หันหลังกลับ มาเดินอย่างเดิม..มันสบายดี  เพราะมันคุ้นเคย หลับหูหลับตาเดินก็ยังเดินได้

คือเดินด้วยความมัวเมา หลง เดินไปด้วยความมืดบอด มืดมัว มันก็เดินได้  มันรู้สึกว่า..ไม่เห็นเป็นทุกข์เลย สบายดีออก สบายใจ ใช้ชีวิตตามสบาย

แล้วก็ทุกข์ ...แล้วก็ถือว่าทุกข์เป็นเรื่องที่ใครๆ เขาก็เป็นทุกข์กันทั้งนั้น ก็นึกปลอบใจตัวเองไป แล้วก็ดันทุรังต่อไปในทุกข์นั้น แก้ด้วยวิธีการต่างๆ นานา ...มันเป็นความเคยชินทั้งนั้นน่ะ

พอตายปุ๊บ...หมดวาระตรงนี้ กลับมาเกิดใหม่ ...มันก็มาเดินวนในเส้นทางเดิมอยู่อย่างนี้ เป็นไปอยู่อย่างนี้...วนเวียนนับภพนับชาติไม่ถ้วน

ถึงบอกมนุษย์นี่เกิดมามันไม่กลัวทุกข์นะ ไม่รู้ด้วยว่าทุกข์ ไม่เห็นเป็นทุกข์ ไม่เห็นรู้สึกว่ามันเป็นทุกข์ ใครเขาบอกว่ามันเป็นทุกข์ ก็ไม่เห็นทุกข์เลย ...นี่ ความเคยชินมันปิดบังทุกขณะ

ปิดบังว่า...ทุกข์น่ะมีอยู่ทุกลมหายใจเข้าออก  หายใจเข้าไม่ออกนี่ทุกข์แล้ว หายใจออกแล้วไม่เข้าก็ทุกข์ ดูเอา ทุกข์นี่มันมีอยู่ตลอดเวลา มันต้องทนอยู่ฝืนอยู่..ทนอยู่ฝืนอยู่ตลอดเวลา ...นี่ ทุกขสัจ

แล้วเหตุต่างๆ ในโลกนี่ก็เป็นไปด้วยความไม่สามารถคาดเดาได้  เหตุปัจจัย ใครจะไปรู้อะไรจะเกิด อะไรจะไม่เกิด อะไรจะเกิดหรือไม่เกิดตอนไหน ...มันไม่รู้ได้หรอก เลือกไม่ได้ มันควบคุมไม่ได้

ถ้าขยันอบรมสติ ศีล สมาธิ ปัญญา ให้ชำนาญในทางแห่งมรรค ...นี่ วิถีแห่งความรู้แจ้ง วิถีแห่งความหลุดพ้น วิถีแห่งการไปสู่จุดที่สิ้นสุด

แต่ทางการเกิดการตายนี่..ที่เดินกันอยู่ในทางเดิมนี้ทุกวันนี่ ...นั่งสบาย ยืนสบาย เดินสบาย สุดท้ายก็ตายไปเปล่าๆ ...นี่ มันเป็นวิถีที่ไม่สิ้นสุด

สุดท้ายก็กลับมาเกิดใหม่..แล้วก็ตายใหม่ แล้วก็เกิดใหม่แล้วก็ตายใหม่ ซ้ำซากอยู่อย่างนี้ ...กระดูกกองท่วมภูเขายังไม่เท่ากับการเกิดตายในแต่ละสัตว์มนุษย์เลย

เกิดใหม่ก็ลืม ไม่รู้ ไม่เห็นทุกข์เลย ...นู่น จะไปรู้ทุกข์ จะไปเห็นทุกข์ ตอนจะตาย ใกล้ตายแล้ว เวทนามันแสนสาหัส หรือว่าร่างกายมันบอบช้ำหมดสภาพ ระยะหนึ่ง ...แล้วก็ตายไป แล้วก็ลืมไป

เพราะนั้นการภาวนานี่ มันไม่ใช่เรื่องของพระ มันไม่ใช่เรื่องของคนมีบารมี มันไม่ใช่เรื่องของคนที่มีนิสัย ...แต่มันเป็นเรื่องของทุกคนที่จะต้องขวนขวาย

ไม่ใช่จะเอาอะไรง่ายๆ เอาแต่อะไรแบบง่ายๆ มีชีวิตอยู่กันง่ายๆ ไม่ดิ้นรนขวนขวายในการเดินในองค์มรรค

เพราะนั้นในสิ่งที่เราแนะนำบอกสอนนี่ มันก็ไม่ใช่ว่ายากเย็นเข็ญใจ ...มรรคที่เราอบรมพร่ำบอกนี่ ก็คือการมีสติรู้ตัว รู้ยืนเดินนั่งนอน รู้อยู่กับปัจจุบันกาย รู้อยู่กับปัจจุบันจิต

สม่ำเสมอ เนืองๆ ...จนเป็นนิสัย พอที่จะให้มันเท่าทันกับนิสัยเดิมๆ ที่..เดี๋ยวก็เผลอ เดี๋ยวก็ลืม เดี๋ยวก็หายไป เดี๋ยวก็หายไปกับความสุขความทุกข์ เดี๋ยวก็หายไปในความคิด

เดี๋ยวก็หายไปในเรื่องราวของสัตว์บุคคล เดี๋ยวก็หายไปในความเป็นไปของโลก เดี๋ยวก็หายไปในอดีตหายไปในอนาคต ...นี่มันเป็นความคุ้นเคย ความเคยชินเดิม

เพราะนั้นก็ระลึกขึ้นมา กายอยู่ตรงไหน กำลังทำอะไร เย็นร้อนอ่อนแข็งปรากฏไหม ไหว นิ่ง ขยับ พวกนี้ เป็นการระลึกกลับมาอยู่กับปัจจุบันกาย รู้กับกายตามความเป็นจริงในปัจจุบัน

แม้จะยังไม่มีปัญญาอะไรที่เป็นกอบเป็นกำ เหมือนอย่างที่เคยอ่านมา หรือเคยได้ยินเขาพูดมาก็ตาม ...ก็ถือว่ามันเป็นการสะสมนิสัยพลวปัจจัยให้เกิดญาณทัสสนะที่แจ่มชัดต่อไปในภายภาคหน้า

แต่ถ้าปล่อยให้มันเผลอๆ เพลินๆ ไป หรือสนุกสนานไปกับเรื่องราวในอดีตอนาคตนี่ มันไม่ได้อะไร มันไร้สาระ ...มันเป็นความไร้สาระ ไม่มีสาระแก่นสาร

ถึงจะได้อารมณ์ ถึงจะได้เรื่องราว ได้ความสุข ได้ความสนุก เหมือนได้อะไรมาก็ตาม ...สุดท้ายมันก็ดับไปน่ะ  มันไม่มีสาระอะไรหรอก

มันไม่เหมือนกับการที่เจริญมรรค มีความรู้เนื้อรู้ตัวอยู่ เห็นกาย เห็นจิต เห็นการดำเนินไปของขันธ์แต่ละขันธ์ เห็นการปรากฏขึ้นมาทดแทนกันระหว่างขันธ์ใหม่ขันธ์เก่า รูปบ้างนามบ้าง

มันก็เกิดเป็นภูมิปัญญาภายใน...ที่จะเกิดสะสมเป็นพลังแห่งการรู้แจ้งเห็นจริง เพื่อความละวางจางคลาย ถอนถอยออกจากการเวียนว่ายตายเกิดต่อไปในภายภาคหน้า

มันต้องเตือนตัวเองน่ะ มันต้องคอยบอกตัวเอง มันต้องคอยสอนตัวเอง ...ถ้าไม่คอยบอกคอยเตือน คอยระลึกน้อมนำกลับมาในองค์มรรคนี่ ...ความคุ้นเคยเดิมๆ นี่มันจะถั่งโถมถาโถมมา

เหมือนเราอยู่ก้นอ่าวไทย แม่น้ำทุกสายมันก็ถั่งโถมลงมา นั่นแหละกระแส ...แล้วก็จมอยู่ในมหาสมุทรนั่น มันทวนขึ้นมาไม่ได้ มันทวนขึ้นมาถึงต้นน้ำไม่ได้

มรรค...คือการทวนกลับมาถึงต้นน้ำ จุดกำเนิด จุดเริ่มต้น คือทวนกลับมาอยู่กับปัจจุบันนั่นแหละ มันทวนกระแส ...ถ้าไม่ทวนก็จมอยู่ในมหาสมุทร

คราวนี้ว่าในมหาสมุทรมันก็มีคนแปดพันล้านคนอยู่ในมหาสมุทรนั้น มันก็ดูเหมือนเสมอกันเหมือนกันทุกคน ไม่เห็นจะต้องไปดิ้นรนขวนขวาย คนอื่นเขาก็เหมือนกันอย่างนี้

มีอารมณ์เหมือนกัน มีความรักโลภโกรธเกลียดเท่ากัน เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้ายเหมือนกัน ...แล้วก็นั่งปรับทุกข์ปรับโศกกันไป แก้ทุกข์กันแบบให้ความคิดความเห็นกันไป

มันก็พอบรรเทา พอบันยะบันยังไป ...เดี๋ยวก็ทุกข์ใหม่ แล้วก็มานั่งปรับทุกข์กันอีก ปลอบใจกันอีก  นั่นแหละ ในมหาสมุทรแห่งทุกข์ มันอยู่กัน..เป็นเพื่อนกันอย่างนั้น

แต่พอเริ่มเดินในองค์มรรคนี่ มันก็เหมือนกับว่ายน้ำทวนกลับขึ้นมาจากก้นอ่าวน่ะ ...เหนื่อย ไม่สบาย ไม่คุ้นเคยหรอก ...ถ้าปล่อยแล้วมันสบายดี ปล่อยให้มันตามกระแส มันก็ไหลลงมาไม่ต้องออกแรง

เพราะนั้นความพากความเพียร วิริยะ นี่สำคัญ ...ถ้าไม่มีความพากความเพียร มันทวนไม่กลับ ทวนไม่ขึ้น ทวนไม่ไหว ...มันก็ปล่อย ไม่เอาแล้ว

อยู่นั่งสบายๆ นอนสบายๆ ไม่ต้องระลึกอะไร ไม่ต้องรู้อะไร ให้มันลอยเคว้งคว้างไป สบาย ...มันก็ลอยไหลไปลงมหาสมุทรแห่งทุกข์ มหาสมุทรแห่งความไม่รู้

แต่ถ้าขยันพากเพียรว่ายทวน ระลึกรู้อยู่กับปัจจุบันเสมอ ต่อเนื่องไป ...เดี๋ยวมันก็ทวนขึ้นมาถึงอยุธยา ถึงอ่างทอง ถึงสิงห์บุรี นครสวรรค์ กำแพงเพชร ตาก

แล้วเห็นมั้ย ไอ้น้ำนี่ มวลน้ำ...มันเทียบกับน้ำเจ้าพระยาที่ก้นอ่าว กับปากน้ำปิงที่กำแพงเพชร ...สายน้ำมันต่างกัน กระแสที่มันถั่งโถมมา มันไม่เหมือนกัน

เมื่อขึ้นมาถึงเชียงใหม่ ยิ่งมาถึงเชียงดาว ไปดูน้ำปิงสิ ...ไม่ต้องว่าย เอาขาเดินเอาเลย จากเชียงดาวไปถึงเมืองนะนี่ มันไม่เป็นแม่น้ำ มันไม่เป็นลำห้วย

มันเป็นสายเส้นน้อยๆ ไปจนเหลือแค่เป็นแอ่ง เหลือเป็นแค่ตาน้ำซึมขึ้นมาแค่นั้นเอง ...เห็นมั้ย ผู้ที่มีความพากความเพียร...จนมาถึง

แรกๆ มันก็หนักน่ะ กี่ชาติๆ มาแล้ว...มักจะไปไม่รอด แล้วก็ปล่อยให้ตามกระแสไป ...มันก็จมลงอยู่อย่างนั้น คละเคล้าคลุกเคล้าอยู่ในกองทุกข์ ทะเลทุกข์

พ่อแม่พี่น้อง ญาติโกโหติกา เพื่อนฝูง มันก็คือกองทุกข์ทะเลทุกข์ที่ดำผุดดำโผล่อยู่ในมหาสมุทร ...แล้วก็กวักมือเรียกกันไป คุยกันไป เล่นหัวกันอยู่ในมหาสมุทรนั้นน่ะ ทัั้งที่จะจมมิจมแหล่อยู่แล้ว

สุดท้ายกี่รอบๆ ...ตายแล้วก็มาเกิดอยู่ตรงนั้นน่ะ ตรงมหาสมุทรนั้นน่ะ ...ท่านเรียกว่าโอฆะสงสาร พระพุทธเจ้าท่านเปรียบว่าโอฆะสงสาร...เป็นทะเลทุกข์

แต่ถ้าอย่างพระโสดาบัน นู่น พอตายปุ๊บ เกิดปั๊บ...ท่านไม่ได้เกิดในทะเลทุกข์นี่  ท่านมาเกิดนี่...น้ำปิงนี่ ไม่ได้ไปเกิดในมหาสมุทรแห่งทุกข์แล้ว

ถ้าสกิทาคา ก็นี่ มาถึงเชียงใหม่ ...แล้วจนถึงเมืองนะ นี่ ยังเหลือที่ท่านทวนอีกเท่าไหร่เอง

แต่ถ้าพวกเรานี่...ไม่ได้ฝึกฝนอบรม ไม่ได้พากเพียรนี่ ...ตายแล้วเกิดที่ไหน ... ก็เกิดที่เก่านั่นแหละ เกิดในกองทุกข์ ทะเลทุกข์อยู่นั่นแหละ

แล้วยังมามัวขี้เกียจขี้คร้านกัน ปล่อยให้มันเลยตามเลยไป ปล่อยสบาย นั่งนอนสบาย มีความอยากก็ทำตามความอยาก มีอารมณ์ก็ทำตามอารมณ์

หงุดหงิดก็พูดกล่าวตำหนิว่ากันไปพอให้มันหายอารมณ์ นั่น ทำไปตามกิเลสบังคับบงการ ...มันก็คือตายเกิดในกองทุกข์นั้น เป็นทุกข์อยู่อย่างนั้น...มันไม่ทวน

เพราะนั้นต้องทวนอยู่เสมอ กลับมาอยู่กับกายใจอยู่เสมอ รู้ตัวอยู่เสมอ ...ให้มันตายแล้วมาเกิดเหนือฝั่งหน่อย เหนือชายหาดก้นอ่าวหน่อยก็ยังดี ...นั่นน่ะเขาเรียกว่าสะสมเป็นพลวปัจจัย

แต่ถ้าตายแล้วมาเกิดแค่กรุงเทพฯ เดี๋ยวมันก็อดไม่ได้ กระโดดเล่นน้ำไปกับเขา แล้วก็จม ...มันใกล้เสียงเรียกร้องนี่ แปดพันล้านเก้าพันล้านที่ดังระงมอยู่นั่น แสงสีเสียง มันก็ดึงดูดลงไป

ยังไงก็เอาให้จนมันไม่หวน...ไม่หวนคืนลงไปในอีหรอบเก่าน่ะ

เพราะนั้นทุกคนถ้าตั้งใจใส่ใจ การภาวนานี่ ต้องตั้งใจใส่ใจจริงๆ จังๆ  เพราะเป็นสาระสูงสุด มีสาระอย่างยิ่ง ...ไม่ใช่เป็นเรื่องของบางคน ไม่ใช่เป็นเรื่องของจำเพาะคนที่เขามีนิสัยมา 

มันก็ต้องสร้างนิสัยสิ ...ไอ้คนที่เขามีนิสัย ก็เพราะเขาเคยสร้างนิสัยมาอย่างนี้ ...อย่างพวกเรานี่ก็มีทั้งนั้นน่ะ ถ้าไม่มี...มันไม่หันมาทางนี้ได้หรอก 

คราวนี้ก็อยู่ที่ว่าจะมาก-น้อยแค่ไหน สะสมยังไง ...ก็สร้างนิสัยการภาวนา การเดินในองค์มรรคต่อ จนชำนาญในองค์มรรค จนชำนาญในทาง

ถ้าชำนาญนี่ ลองเราเดินในทางที่เดินเป็นล้านๆ ครั้ง จนกระทั่งก็หลับตาเดินในองค์มรรคได้ เหมือนกันน่ะ มันชำนาญ จนแจ้ง...แจ้งในองค์มรรค

เพราะนั้น ไม่มีใครเตือนได้หรอก...นอกจากตัวเอง นะ ไม่งั้นพระพุทธเจ้าท่านก็เอาไปหมดแล้ว พาไปหมดแล้ว ไม่ให้มาจมอยู่ในกองทุกข์นี่หรอก

มันต้องเป็นไปด้วยปลีแข้งของเจ้าของ ไปด้วยความพากความเพียรของตัวเอง ไปด้วยศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา ของตัวคนนั้น สัตว์บุคคลนั้น...จนเต็มกำลัง

นั่นแหละถึงจะเรียกว่า...การเกิดมามันมีประโยชน์ มันมีค่าไม่งั้นการเกิดตายครั้งหนึ่งนี่ มันแทบจะไม่มีค่าเลย แล้วก็มาเกิดตายใหม่ๆๆ โดยไม่มีค่าอะไร


(ต่อแทร็ก 7/19  ช่วง 3)



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น