พระอาจารย์
7/19 (550322A)
22 มีนาคม 2555
(ช่วง 1)
(ช่วง 1)
(หมายเหตุ : แทร็กนี้แบ่งโพสต์เป็น 3 ช่วงบทความ)
พระอาจารย์ – ผลของการไม่ติดต่อ...มันก็ไม่ต่อเนื่อง ...ท่านถึงบอกว่าต้องมีความเพียร
เพราะว่าการเดินไปในมรรคนี่ มันเป็นทางที่ไม่คุ้นเคย
มันก็จะไปแต่ทางที่มันคุ้นเคยแบบเดิมๆ
ที่มันเป็นอนุสัย ปล่อย ตามสบาย ไหลช่างมัน ไม่สนใจกลับมารู้กลับมาดู …มันเป็นอาการปกติของนิสัยมนุษย์
ทำตามความพอใจ เพลิน ใจลอย
ลอยไปกับความคิด ลอยไปกับเรื่องราว อดีต อนาคต ภาพฝันหวาน ...พวกเนี้ย
มันเป็นความเคยชินของมนุษย์ทุกคนแหละ มันเป็นทางที่มันคุ้นเคย ประจำ
แต่มรรคน่ะ มันเป็นทางที่ไม่คุ้นเคย
ไม่เคยเดิน มารู้ก็..เดินได้นิดๆ หน่อยๆ มันก็กลับไปทางเดิม ...นี่ถึงว่าต้องมีความเพียร
ตั้งใจ ใส่ใจใหม่ ขยัน จนเกิดผลตามลำดับ
ถ้ามันเกิดผลแล้วมันก็ขยันเองน่ะ
ถ้ามันยังไม่เกิดผลนี่ เดี๋ยวมันก็ปล่อย ปล่อยให้ไหล ปล่อยให้สบาย อยู่กับสบาย ทำอะไรตามสบาย..สบายแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว
สบายแบบไหลตามกระแสโลกไป
ก็ต้องเป็นเรื่องของตัวเองแท้ๆ
ใครก็ช่วยไม่ได้ ...มันอยู่ที่ความขยันพากเพียรของตัวใครตัวมัน มรรคก็เจริญขึ้น ...เมื่อเจริญขึ้น ชัดเจนในองค์มรรค ก็ชัดเจนตามความเป็นจริง ตามเหตุและปัจจัย
มันชัดเจนเรื่องของเหตุและปัจจัย ว่ามันไม่ใช่เรื่องของใคร
ไม่ได้เป็นภาระ ธุระของใคร …แม้แต่เรื่องของขันธ์ห้า
ก็ไม่ได้เป็นธุระ หรือไม่ได้เป็นภาระของใคร
นี่ ให้มันจดจ่อ ใส่ใจ ตั้งใจ มีสติรู้ทั่ว รู้พร้อม รู้ทันอาการของขันธ์ห้า เรื่องของกาย เรื่องของจิต
เรื่องของผัสสะ..ทุกขณะไปนี่ ...มันก็จะเห็น ซึมซาบ สำเหนียก ความเป็นจริงของขันธ์
ว่ามันเป็นแค่อาการเกิด ตั้ง
แล้วก็ดับ..เกิด ตั้ง แล้วก็ดับ ...มันไม่ใช่เป็นธุระของใคร
ไม่ได้เป็นหน้าที่ของใครด้วยซ้ำ ครอบครองก็ไม่ได้ จับจองก็ไม่ได้
มันเกิดแล้วมันก็ดับของมันอยู่อย่างนี้
มันก็ไม่ใช่ธุระของใคร ในการเกิดขึ้น
ในการตั้งอยู่ ในการดับไป ...ในการยืนเดินนั่งนอน ในความคิด ในเสียงที่ได้ยิน
ในกลิ่นรสที่สัมผัส มันก็เกิด ตั้งอยู่ชั่วคราว แล้วก็ดับไป
มันไม่ได้เป็นของใคร
มันไม่ได้หน้าที่ของใคร ไม่ได้เป็นภาระของใคร ...มันก็ดับไป
แล้วก็เกิดมีเหตุปัจจัยมากระทบสัมผัส มันก็เกิดขึ้นใหม่ ตั้งขึ้นมาใหม่ แล้วก็ดับ ...สุดท้ายก็ดับไป
เพราะนั้น
ขันธ์น่ะมันเป็นแค่การประชุมรวมตัวกันขององค์ประกอบหรือสิ่งแวดล้อมที่พอควร ...ถ้ามันพอควรกัน พอดีกัน เหตุนั้นก็ปรากฏขึ้นมา
ตั้งอยู่..ตามกำลังของปัจจัยแวดล้อมนั้น แล้วก็ดับ
เมื่อหมดเหตุ
เมื่อหมดปัจจัยที่มาผสมรวมกัน มันก็ดับ ...นี่ ขันธ์ห้า คือมันเป็นการประชุมกัน
รวมตัวกันชั่วคราว แล้วก็เกิดเป็นเหตุนั้นบ้าง เหตุนี้บ้าง สลับหมุนเวียนไป
บ้างก็เป็นรูป บ้างก็เป็นนาม
บ้างก็เป็นสมมุติเรียกเอาว่า ยืนบ้าง เดินบ้าง นอนบ้าง เย็นบ้าง ร้อนบ้าง อ่อนบ้าง
แข็งบ้าง คิดบ้าง จำบ้าง ที่เราเรียกว่าอาการ
เหล่านี้คือมันมีเหตุปัจจัยพอดีกันอย่างไร
ประชุมรวมตัวกัน ...มันก็ปรากฏเป็นลักษณะอาการนั้น ตั้งขึ้นมาชั่วคราว …ขันธ์เป็นของชั่วคราวอย่างนี้ และการเกิดขึ้น การตั้งอยู่ของมัน ก็ไม่ใช่ธุระกงการของใคร
ถึงแม้ว่าจะเป็นธุระกงการ..ด้วยความไม่รู้ก็ตาม ด้วยความอยาก-ความไม่อยากก็ตาม ที่จะดึงให้ไปทำเป็นอะไรขึ้นมาด้วยเจตนาใดเจตนาหนึ่ง
สุดท้ายมันก็ตั้งอยู่ชั่วคราวแล้วก็ดับไป ครอบครองไม่ได้อยู่ดี
ความเป็นจริงของขันธ์น่ะ..มันเป็นอย่างนี้ ...แล้วความเป็นจริงของขันธ์นี่ เขาไม่เคยปกปิดความเป็นจริงนี้เลย
เขาแสดงความเป็นจริงอยู่ตลอดเวลา เขาแสดงอยู่ต่อเนื่องตลอดเวลา
แต่คราวนี้ว่าสัตว์บุคคลนั้นน่ะ
ไม่เคยสังเกต ไม่เคยดู ...ไม่เพียรระลึก ไม่มีความเพียรที่จะระลึกรู้ดูมัน เห็นมัน...ด้วยความต่อเนื่อง เป็นกลาง
เพราะฉะนั้น
ความจริงที่ขันธ์เขาแสดงนี่ เขาแสดงความเป็นจริงของขันธ์..ในปัจจุบันเท่านั้น ...เพราะความเป็นจริงของขันธ์นี่...มีแค่ในปัจจุบัน
ถ้าไม่มาเป็นผู้สังเกต ผู้รู้
ผู้เห็นอยู่ในปัจจุบันของขันธ์นี่ มันก็จะไม่แยบคายในขันธ์ ...ก็เรียกว่าไม่เห็นขันธ์ตามความเป็นจริง
เมื่อไม่เห็นขันธ์ตามความเป็นจริง
มันก็จะเห็นขันธ์ตามที่มันอยากจะเห็น ตามที่มันอยากจะให้เป็น ...แล้วมันเชื่อว่าขันธ์มันเป็นอย่างนั้น
มันเชื่อว่ากายต้องเป็นอย่างนั้น
มันเชื่อว่าอารมณ์ต้องเป็นอย่างนั้น ต้องไม่เป็นอย่างนี้ มันก็จะเชื่ออย่างนั้นน่ะ ...นั่น เขาเรียกว่ามัวเมา ลุ่มหลง ไม่รู้จริง ไปเอาสิ่งที่ไม่จริงมาเป็นของจริง
มันก็ทุกข์สิ ทุกข์มันก็อยู่ตรงนั้นแหละ
ไปเอาของไม่จริงมาเป็นของจริง ...คิดว่าพรุ่งนี้จะเจออะไร จะได้อะไร แล้วมันไม่เจอมันไม่ได้...ก็เป็นทุกข์แล้ว
เนี่ย มันไปคิด มันไปหวัง มันไปคาด
มันไปอยู่กับความไม่จริงในอดีตอนาคตนี่ แล้วมันไม่ได้...เมื่อถึงกาลปัจจุบันที่ปรากฏตามธรรมนั้น
ความเป็นจริงในปัจจุบันนี่ มันทุกข์ตั้งแต่เริ่มคิดแล้ว ...พอไปเจอปัจจุบันนั้น
เหตุนั้นปรากฏขึ้น ก็ทุกข์อีก ...มันทุกข์ตั้งแต่เริ่มต้น แล้วเสวยก็ทุกข์
ดับไปแล้วก็ยังอาลัยอาวรณ์หวงแหน ไม่ยอมรับ ปฏิฆะราคะยังตามอยู่อย่างนั้นน่ะ และก็ยังคาดคิดคาดหวังต่อไปข้างหน้าอีก ..ทุกข์มันก็กลบ
อุปาทานทุกข์น่ะ มันปิดบังความเป็นจริงไปหมด มันปิดบัง ...แล้วก็ดิ้นรนไปหาทุกข์ใหม่ด้วยความเคยชินของความไม่รู้ ...นี่มันเป็นความเคยชิน
แต่คราวนี้ว่าที่มันพออยู่กันไปได้นี่เพราะอะไร ...เพราะว่าบางครั้งมันก็มีความสุขมาบรรเทา ได้อารมณ์ที่มันพึงพอใจ
พอให้เป็นน้ำเลี้ยง เหมือนกับเป็นสินบน หรือเป็นรางวัลให้มีกำลังที่จะขวนขวายต่อไป
ก็แค่นั้น ก็เป็นอย่างนั้นน่ะ..มนุษย์ มันอยู่กันด้วยความเป็นอย่างนี้ ตั้งแต่เกิดจนตาย
มันก็หมุนเวียนอยู่อย่างนี้ สุดท้ายก็ตาย ตายแล้วก็หมดกันจบกัน
แต่ว่าไอ้ความไม่รู้ที่มันอยู่ภายใน
และก็ความที่มีชีวิตอยู่เพื่อแสวงหาอะไรมาทดแทนอยู่เสมอนี่...มันไม่ตาย ...มันไม่ตายมันก็พาให้กลับมาได้รูปได้นามใหม่..ตามเหตุที่เคยกระทำมา
เป็นกรรมเป็นวิบาก เป็นอกุศลกรรมมั่ง เป็นกุศลกรรมมั่ง ...มันก็มาหมุนเวียน เกิดมาก็ใช้ความเคยชินแต่เดิมๆ ที่ท่านเรียกว่าอนุสัย อาสวะ ...ก็อยู่ไป
ลอยไปลอยมา ตามเรื่องตามราว ปล่อยให้มันไป
คิดยังไงก็ทำอย่างงั้น
มีความเห็นยังไงก็ทำไปตามความเห็นนั้น กระทบอะไรสัมผัสอะไร อยากก็ทำ
ไม่อยากก็ปฏิเสธ แล้วก็หาทางดิ้นรนขวนขวายเพื่อให้ได้มาด้วยวิธีการใดวิธีการหนึ่ง
มันก็ซ้ำซากวนเวียน..ตลอดเวลาที่มันเกิดมาอยู่ในโลกนี่
ไอ้ทุกข์ที่มันวนเวียนซ้ำซากซ้ำเดิม ...แสวงหาแล้วได้บ้างไม่ได้บ้าง นี่ก็เป็นทุกข์อย่างหนึ่งแล้วที่ว่าเป็นทุกข์ใหญ่เลย
ผิดหวัง ไม่ได้ดั่งใจ
เพราะไอ้ของที่ได้ดั่งใจน่ะมันมีน้อย
ไอ้ที่ไม่ได้ดั่งใจน่ะเยอะแยะไปหมด ...มันก็มีความอึดอัดคับข้อง คับแค้น
คร่ำครวญ ปริเทวนา อาดูรอาวรณ์อยู่ตลอดเวลา ไปไหนเหมือนคนหิวโหยอยู่ตลอดเวลา
จิตมันมีความหิวโหยอยู่ภายใน ...นี่คือเป็นทุกข์ภายใน ทุกคนน่ะ..มนุษย์ทุกคนน่ะมีทุกข์อันนี้
แล้วยังมีทุกข์ของการเกิดแก่เจ็บตายอีก
ทุกข์ของขันธ์ตามความเป็นจริง คือทุกข์ธรรมชาติ ...เย็นร้อนอ่อนแข็ง เจ็บไข้ได้ป่วย
เสื่อม แก่เฒ่าชรา บังคับบัญชามันไม่ได้ หมดสภาพไปเป็นส่วนๆ ไป
อวัยวะภายในภายนอก
พวกนี้ก็เสื่อมทรามลงไปตามอายุ นี่ มันเป็นทุกข์ประจำขันธ์ ...เพราะนั้น มันวนเวียนอยู่กับทุกข์สองกองนี่แหละ..เป็นเรื่องหลักเลย
ถ้าไม่เข้าใจ ถ้าไม่มีปัญญา
ที่จะมาเรียนรู้มันตามความเป็นจริง แล้วก็ปล่อยวางมัน ...เพื่อจะได้หลุดพ้นออกจากความเข้ามามีเข้ามาเป็น หรือว่าเข้ามาเป็นเจ้าของขันธ์ห้านี้..ด้วยความเห็นผิด
เมื่อมันเห็นความเป็นจริงแล้วนี่
ว่าขันธ์ห้าเป็นอย่างนี้ๆๆ ไม่สมควรที่จะเข้ามาหมายครองแต่ประการใด ...จิตมันจะรู้
จิตมันจะเข้าใจ
จากจิตที่ไม่รู้ขันธ์ตามความเป็นจริงเลยด้วยอำนาจของอวิชชา ...เมื่อมันมาสำเหนียกแยบคายด้วยปัญญา มันก็เกิดภาวะที่เรียกว่าจิตรู้จิตเข้าใจเอง
เหมือนจิตมันก็เกิดไปสอนจิตเอง ว่าขันธ์น่ะเป็นอย่างนี้ๆ
อย่าไปถืออย่าไปครอง เพราะความเป็นจริงมันถือไม่ได้ มันครองไม่ได้ มันไม่ใช่ของใคร
จิตรู้มันก็ไปแทนที่
น้ำดีมันก็ไปแทนน้ำเสีย จิตรู้ก็ไปแทนจิตไม่รู้ ...ไอ้จิตไม่รู้มันก็น้อยลง
มันก็มีแต่จิตที่รู้ตามความเป็นจริง ...เมื่อมันรู้ความเป็นจริง มันก็ยิ่งปล่อย
ปล่อยขันธ์ออกไป ...ปล่อยความเป็นเจ้าของ ปล่อยความเข้าไปจับจอง เข้าไปถือกรรมสิทธิ์
เข้าไปครอบครอง เข้าไปขวนขวาย เข้าไปแสวงหา
มันก็ปล่อย มันก็ละมือ ...ละมือ
ละอาการเกาะกุม ละอาการเกาะเกี่ยว ละอาการยึดเหนี่ยว ละอาการถือ ประคอง รักษา
หวงแหน ...มันก็ปล่อย
ที่มันไม่ปล่อยเพราะมันไม่รู้ตามความเป็นจริง
ไม่มีปัญญา มันก็เกิดการหวงแหน ขวนขวาย แสวงหา เหนี่ยวรั้ง ควบคุมบังคับ ...พวกนี้เกิดจากจิตไม่รู้ทั้งนั้นน่ะ
แล้วในอาการที่กระทำไปทั้งหมดนี่
มันเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ทั้งสิ้น ...แล้วก็วนเวียนซ้ำซาก
วนเวียนอยู่ในก้อนทุกข์กองทุกข์ วนเวียนอยู่กับอุปาทานทุกข์..จนตายน่ะ
ตายแล้วก็ลืม ...พอตายแล้วนี่
มาเกิดใหม่นี่ลืมหมด ไอ้ที่เคยเกิดมา เคยเป็นทุกข์ เคยแสวงหา เคยได้บ้างไม่ได้บ้าง
เคยมีหรือว่าทุกข์ในร่างกายของขันธ์ เวทนาแสนสาหัส ...มันลืมหมด
แล้วก็มาเรียนรู้ใหม่ตอนเกิด …แต่ว่าไอ้ความหมายมั่นภายในนี่ มันเป็นนิสัย ...มันเป็นอุปนิสัยภายใน อุปนิสัยของกิเลส อุปนิสัยของความไม่รู้
มันก็เป็นตัวบงการชี้นำวิถีของการดำเนินชีวิตของมนุษย์
แล้วก็เป็นตัวชี้นำวิถีการดำเนินไปของมนุษย์..มันถูกบงการโดยความไม่รู้ทั้งสิ้น ...ก็มีแต่ทุกข์กับทุกข์ทั้งนั้นน่ะ
มันไม่ได้โดนบงการหรือว่ามีการนำไปโดยวิถีแห่งองค์มรรค
หรือวิถีแห่งความรู้แจ้ง วิถีแห่งการอยู่กับทุกข์โดยไม่เป็นทุกข์
วิถีแห่งการที่อยู่เหนือทุกข์
คือการมีชีวิตอยู่เหนือทุกข์
ยืนเดินนั่งนอน กินเสพด้วยภาวะที่เหนือทุกข์ หรือภาวะที่เขาเรียกว่าเป็นอริยชน …อยู่แบบอริยชน ไม่ได้อยู่แบบปุถุชน
คือท่านอยู่ในภาวะที่เหนือทุกข์
เหนือโลก ...ไม่ปฏิเสธโลกไม่ปฏิเสธทุกข์ แต่ท่านเหนือ ...เพราะมีปัญญานี่มันถึงเหนือ
ถ้าไม่มีปัญญาก็อยู่ใต้ทุกข์ ...แล้วก็ทุกข์พาไป ความไม่รู้พาไป
คิดอย่างไรทำอย่างนั้นๆ มีความเห็นอย่างไรก็เชื่ออย่างนั้น
มีความเห็นคนอื่นมาไม่ถูกกับความเห็นตัวเองก็โกรธ
มีความเห็นคนไหนถูกกับตัวเองก็ถูกใจ คือว่าความพอใจ-ความไม่พอใจ
คือมันพอใจกิเลส
มันถูกกิเลสตัวเองมั้ย นี่ กิเลสคนอื่นกับกิเลสตัวเองมันถูกกันมั้ย
ถ้ากิเลสคนอื่นไม่ถูกกับกิเลสตัวเองก็ผิด ถ้ากิเลสคนอื่นถูกกับกิเลสตัวเองก็ถูก
นี่เป็นเรื่องของกิเลสล้วนๆ ...คนในโลกก็เป็นคนที่มีกิเลส ความคิดความเห็นก็เป็นเรื่องของความไม่รู้ทั้งสิ้น
มันถึงทะเลาะเบาะแว้งกันไม่จบไม่สิ้น ยึดมั่นถือมั่นในความคิดความเห็น ...มันเลยไม่เป็นสันติ
เพราะความเชื่อ
เพราะความไม่รู้ ...มันเชื่อ..แล้วความเชื่อนี้มันออกมาจากความไม่รู้จริง ...จิตน่ะ
ที่มันแล่นไปแล่นมานี่ มันแล่นออกมา มันโลดแล่นออกมาเพราะมันไม่รู้
มันจึงออกมาหา ...เพราะมันไม่รู้ว่าข้างหน้าจะเป็นยังไง มันก็คิดอยู่นั่นแหละ หาเหตุหาผล หาความน่าจะเป็น
หาความเป็นไปได้ หาความใกล้เคียง ...มันก็คิดๆๆๆ
ทำไม ...เพราะมันไม่รู้ไงว่าข้างหน้าจะเป็นยังไง
จะเจออะไร เพราะมันไม่รู้ว่ามันจะได้สุขหรือได้ทุกข์ มันก็คิด ...จิตมันก็คิดไปคิดมา
แล้วมันก็เตรียมการไว้หมด จำลองสถานการณ์ตลอดเวลา
เหมือนเราจะไปเมืองนอกนี่ มันคิดแล้ว
จะเจออะไรมั่ง จะเป็นยังไง จะกินจะอยู่ดี จะได้พบปะผู้คนอย่างไร เป็นยังไง ...เห็นมั้ย มันคิดไปล่วงหน้านำไปเลย
ห้ามก็ไม่ได้นะ มันกังวลไปก่อนแล้ว
คิดไปก่อนแล้ว มันกังวล มันวิตก มันทุกข์ล่วงหน้าไปแล้ว …แต่พอไปถึงเวลานั้นวันนั้นจริงๆ
ไอ้ตามที่มันคิดนี่ไม่เหมือนกับความเป็นจริงเลยก็ได้
เพราะความเป็นจริงกับความคิดมันคนละเรื่องกัน ...เหตุที่ปรากฏจริงในปัจจุบันนั้นอาจไม่ใช่อย่างที่คิดเลย ...ก็คิดมาแทบตาย พอถึงเวลาจริงไม่เหมือนเลย อะไรอย่างนี้
แต่มันก็เป็นนิสัยของมนุษย์น่ะ..ที่อดไม่ได้ที่จะคิด อยู่กับความคิด แล้วก็อาศัยความคิดเป็นตัวนำไป ...เพราะนั้นมันก็เตรียมตัวทุกข์ไปก่อนเลย
(ต่อแทร็ก 7/19 ช่วง 2)


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น