วันศุกร์ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

แทร็ก 7/19 (3)


พระอาจารย์
7/19 (550322A)
22 มีนาคม 2555
(ช่วง 3)


(หมายเหตุ :  ต่อจากแทร็ก 7/19  ช่วง 2

พระอาจารย์ –  แต่เมื่อใดที่มีความพากเพียร บากบั่นเจริญสติศีลสมาธิปัญญาอยู่ในการเกิดครั้งนั้น...จะได้มากได้น้อยไม่สำคัญ แต่มันมีค่าแล้ว 

มันสะสมเป็นปัจจัย มันเป็นปัจจัยที่หนุนไปสู่...ความไม่กลับมาเกิด ความไม่กลับมาจม ความไม่กลับมามีรูปมีนามเป็นสมบัติอีกต่อไป

ไม่มีใครเกิดมาอยากภาวนาหรอก บอกให้เลย ทุกคนน่ะ ...เพราะนั้นมันก็ต้องสร้างขึ้นมาด้วยตัวเอง ...พระพุทธเจ้า ครูบาอาจารย์ พระอริยสงฆ์ทั้งหลายก็บังคับใครไม่ได้ว่าต้องภาวนานะ

เพราะมันเป็นเรื่องอย่างที่พระพุทธเจ้าท่านบอก...ธรรมะนี่เป็นเอหิปัสสิโก เหมือนกับเชื้อเชิญให้มาทดลองพิสูจน์เอาเอง ...ถ้าตัวเองไม่น้อม ไม่พิสูจน์ด้วยตัวของตัวเอง ก็บังคับกันไม่ได้

มันทำแทนกันก็ไม่ได้ ทำแล้วก็เผื่อให้ก็ไม่ได้ อนุโมทนาให้ ยกบุญให้ก็ไม่ได้  มันได้แค่อนุโมทนามันก็เป็นบุญกริยา หรือว่าผลของการกระทำที่เป็นอยู่ในโลกนี่เท่านั้น

แต่ว่าการกระทำที่อยู่ในองค์มรรคนี่ ยกให้กันไม่ได้เลย ...มันเป็นเรื่องของจำเพาะตนจริงๆ จำเพาะจิตดวงนั้น จำเพาะใจดวงนั้น ความรู้ใครความรู้มัน

จิตรู้ใครก็ไปลบจิตไม่รู้ของคนนั้นเอง จะเอาจิตรู้ของพระพุทธเจ้า จิตรู้ของพระอริยะมาลบจิตไม่รู้ของสัตว์บุคคลไม่ได้ ...ก็ได้แต่แนะนำ เชื้อเชิญ

แล้วก็ชี้แจงชี้แนะ มรรคหรือแนวทางที่จะให้สัตว์บุคคลนั้น...เกิดภาวะที่จิตรู้ขึ้นเห็นขึ้นเอง เพื่อไปลบความเห็นผิด เพื่อไปลบความไม่รู้ภายในที่เกิดจากจิตอวิชชาตัณหาอุปาทาน

อ่านเอาก็ไม่ได้ คิดเอาก็ไม่ได้ จิตรู้ไม่เกิด  นึกคิดวิเคราะห์ พิจารณาก็ไม่ได้ จิตรู้ไม่เกิด ...มันจะเกิดได้ด้วยสติ สมาธิ ปัญญา หรือไตรสิกขา หรือว่ามรรคเท่านั้น ...ต้องรู้จริงเห็นจริง ต้องรู้เองเห็นเอง

ไม่ใช่รู้จำรู้คิด ต้องรู้จริงเห็นจริง จึงจะมาล้าง จึงมาลบจิตอวิชชา จิตไม่รู้  ...นอกนั้นมันลบแบบชั่วคราว มันลบแบบหินทับหญ้า มันลบแบบปัดสวะไปให้พ้นหน้าบ้านแค่นั้นเอง

เดี๋ยวก็เอาใหม่ เดี๋ยวก็ยึดมั่นถือมั่นใหม่อีก ซ้ำอีก ทวีคูณขึ้นมา เหมือนมีดอกเบี้ยทบต้นด้วยซ้ำ ...อย่างคนมาภาวนาที่วัด เจ็ดวันดี สิบห้าวันดี...กลับบ้านไปปุ๊บ มันเอาคืนเลย

อยู่วัดไม่ได้ด่าคน ไม่ได้คุย...ออกจากวัดปุ๊บนี่ โทรศัพท์นี่เป็นระวิงเลย  เพราะมันอดคุยมาตั้งหลายวัน ...เห็นมั้ย มันภาวนากันอย่างงั้น มันลบความไม่รู้ภายในไม่ได้เลย มันแค่ชั่วคราว

นี่ฟังน่ะเหมือนยาก ฟังดูเหมือนเป็นของที่ละได้ยาก ความไม่รู้ภายใน ...แต่ถ้าลงมือทำแล้วมันไม่ยาก แล้วทำให้ถูก มันก็ไม่ยาก ...ไอ้ที่มันยากน่ะเพราะมันทำไม่ตรง

ก็บอกว่าง่ายๆ ก็รู้อยู่กับปัจจุบันกาย ยืนเดินนั่งนอนยังไงก็รู้อยู่แค่กายกับใจ ให้มันเหลืออยู่แค่นั้น 

อย่างอื่นไม่ต้องไปสนใจมันหรอก ...จิตมันจะว่ายังไง จิตมันจะเอาอะไร จิตมันจะหาอะไร จิตมันจะคิดอะไร มันจะหาเหตุหาผลอะไร มันจะไปยังไง ...ไม่เอาไม่สน

กลับมารู้อยู่ที่กายกับใจ กายคือยืนเดินนั่งนอน ใจคือรู้ว่ายืนเดินนั่งนอน รู้อยู่แค่นี้ โง่ โง่เข้าไว้ ...เพราะไม่มีจิตที่คิดไปคิดมา เพราะไม่มีจิตที่ไปแสวงหาความรู้ต่างๆ มันก็เลยดูเหมือนโง่

ก็สมควรที่จะโง่ ...เพราะมันไม่มีอะไรให้รู้หรอก  ไอ้จิตที่ออกไปรู้ ออกไปหาความรู้ ออกไปหาเหตุหาผล หาธรรมะ หาเรื่องราว หาอะไรมากมายนั่นน่ะ มันสร้างขึ้นเองทั้งนั้นน่ะ

ความเป็นจริงไม่มีหรอก มันเป็นแค่สังขารธรรมที่ปรุงขึ้น เป็นมายา เป็นมายาของจิต หรือว่าจิตมันเล่นมายากลน่ะ เหมือนนักมายากล ทำของจริงให้ไม่จริง ทำของไม่จริงให้เป็นจริง

จิตมันเล่นกล แล้วก็บอกว่าได้ความรู้นั้น ได้ความรู้นี้ เห็นอันนั้น เห็นอันนี้ เกิดสภาวะนั้น เห็นสภาวะนี้ เกิดความเข้าใจอันนั้น เกิดความเข้าใจอันนี้ ...จิตมันเล่นกลให้ดู

แล้วแต่ละคนก็เอาไอ้จิตเล่นกลนั่นมาอวดคุยกัน ตามหน้าเว็บบ้าง อวดโอ่กัน รู้ธรรมอันนั้น เห็นธรรมอันนี้ เข้าใจอย่างนั้น ...เอาจิตปรุงแต่งนั่นแหละมาเร่ขายซ้ำซาก เท่านั้นเอง

ถ้าทุกคนนี่ รู้อยู่แค่กายกับใจ ...ไม่มีหรอก ไม่มีเรื่องให้พูดเลย ไม่มีเรื่องให้คุย ไม่มีเรื่องให้แสดงธรรมใดๆ ทั้งสิ้น ที่ออกนอกเหนือกายใจปัจจุบัน

เงียบ ...ถ้าดำเนินในองค์มรรคอย่างเข้มข้นเข้มแข็งจริงๆ แล้วเงียบมาก  กายก็เงียบ ใจก็เงียบ ...นี่โดยธรรมชาตินะ ดูธรรมชาติของกายเงียบมั้ย ธรรมชาติของใจก็แค่รู้แค่เห็นนะ

ไม่มีนะ ไม่ความคิดใดๆ ในรู้ในเห็นนั้นนะ ไม่มีอารมณ์ ไม่มีความอยากใดๆ ในรู้ในเห็นนั้น ต่างอันต่างเงียบ ต่างอันต่างทำหน้าที่ มีแค่นี้ มีหน้าที่ทำกันอยู่แค่นี้จริงๆ ...นอกนั้นเป็นเรื่องของจิตหมด

ถ้ามันอยู่แค่กายใจ แล้วก็เท่าทันอาการของจิตนี่ ...เมื่อเท่าทันแล้วไม่ได้เอาไว้เป็นญาติโกโหติกานี่ ก็ละสิ ชำระจิต พิจารณาจิตชำระจิต เท่าทันจิตชำระจิต

ชำระจิตคือละ ไม่ไปต่อเติมเสริมต่อเสริมแต่ง ไม่ตาม ไม่ไปหา  มันก็ละออกไป..ละออกไป ...มันก็เหลือแค่กายใจแค่นี้ มันจะไม่สงบยังไง

ไม่ต้องทำให้สงบเลย ...กายมันสงบ ใจก็สงบโดยธรรมชาติอยู่แล้ว  ไม่ต้องไปหาเลย ไม่ต้องไปสร้างเลย นี่ เพียงแต่ชำระจิตออกไป ...จิตน่ะมันจะพาให้ไม่สงบ เป็นอารมณ์

แต่โดยธรรมชาติของกายใจนี่คือเป็นความสงบสันติโดยตัวของมันเอง ขันธ์ตามความเป็นจริงก็ปรากฏตั้งอยู่ด้วยความเป็นกลาง ไม่ไปหาความเร่าร้อน

จิตน่ะมันไปหาความเร่าร้อน ไปหาเรื่อง มันชอบมีเรื่อง มันชอบได้เรื่อง มันชอบเอาอะไรมาเป็นเรื่อง กายมันเคยหาเรื่องมั้ย ใจมันเคยหาเรื่องมั้ย

ใจเขาก็ทำหน้าที่ของเขาอย่างเดียวคือรู้กับเห็น กายก็แสดงธรรมตามความเป็นจริงที่ปรากฏ ร้อนมาก็ร้อน เย็นมาก็เย็น แข็งมาก็แข็ง อุ่นมาก็อุ่น เบามาก็เบา

เห็นมั้ย เขาก็แสดงไปตามปกติขันธ์ปกติธาตุ ไม่ได้วิ่งไปหาสุขหาทุกข์อะไร ไม่ได้ขวนขวายดิ้นรนเรียกร้องอะไร ใครล่ะมันดิ้นรนเรียกร้องขวนขวาย...จิตทั้งนั้นนี่

จิตอะไรล่ะ...จิตไม่รู้ ...ถ้าจิตรู้แล้วมันไม่ไป ถ้าจิตรู้แล้วมันอยู่  มันอยู่ตรงไหน ...อยู่ตรงนี้ อยู่ที่กายนี้ อยู่ที่ใจนี้ เรียกว่าจิตหนึ่ง ...ไม่ใช่จิตสองสามสี่ห้าที่เกิดจากความไม่รู้

แต่ถ้ามันไม่ทัน แล้วก็ไปให้ค่าให้ความหมายกับมันเมื่อไหร่น่ะ...เป็นเรื่อง  ยิ่งไปพยักเพยิด เออออห่อหมกกับมันนี่...ยิ่งเป็นเรื่องกันไปใหญ่

มันจะอ้างธรรมเป็นเหตุ อ้างตำราเป็นเหตุ อ้างอรรถกถา อ้างบาลี อ้างคำสอนเป็นวรรคเป็นเวรไป โดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว ไม่อยู่ในปัจจุบันกายใจ

เมื่อนั้นน่ะ เตรียมตัวทุกข์ไว้เลย เตรียมตัวมีเรื่อง เตรียมตัวมีเรื่องกับคนอื่น เตรียมตัวไปสร้างความเห็น เตรียมตัวไปสร้างความเบียดเบียน เตรียมตัวไปเกิดกระทบปฏิฆะราคะได้ทันทีเลย

เห็นมั้ย จิตมันหาเรื่อง แล้วก็ได้เรื่อง..เป็นทุกข์ แต่ที่มันไปน่ะจะไปหาสุข มันคิดว่าจะเป็นสุข ..แต่ว่าที่ได้กลับมานี่..สุขก็ได้บ้าง แต่ทุกข์ก็มี..แล้วก็มากด้วย

มันก็ได้มาสองอย่างน่ะคู่กัน บอกให้ ...แต่ไม่เข็ดหรอก มันเป็นนิสัย ...แล้วก็ปล่อยจิต ตามจิตไป ดูจิตไปตามจิตไปๆ ไม่รู้จะดูไปทำไม

ดูกายรู้กาย ดูใจรู้ใจ เมื่อนั้นน่ะจะเห็นจิต ...เมื่อเห็นจิตแล้วละจิตเลย ไอ้ตัวที่จะไปจะมาน่ะ ไอ้ตัวที่จะเอาน่ะ ไอ้ตัวที่มันจะหา ไอ้ตัวที่มันจะได้ ไอ้ตัวที่มันจะไปเสวยน่ะ จิตทั้งนั้นน่ะ

ไม่เอา ไม่ต้องหาว่าดีร้ายถูกผิด มันออกมาจากความไม่รู้ทั้งสิ้น  ท่านเรียกว่าจิตสังขาร อวิชชา ปัจจยา สังขารา มันก็สังขาร ...ถ้าไม่มีจิตสังขารนะ วจีสังขารไม่มี กายสังขารก็ไม่มี

พอให้อยู่กับกายใจได้สักห้านาทีสิบนาที เอาแล้ว เดือดร้อน ...อะไรมันเดือดร้อน ฮึ ...จิตน่ะ เหมือนน้ำเดือด เหมือนกับไปปิดฝาหม้อ คล้ายกับอย่างนั้นนะ

คือมันไม่มีทางไป ...จิตน่ะจะไป มันทนไม่ได้ ต้องคิด ต้องปรุง ต้องหาอะไรมาคิด ...เนี่ย มันร้อน ร้อนมั้ยล่ะ ... ร้อน...ร้อนเพราะจิตนั่นแหละ 

ก็ไม่เอา ...ก็ต้องอดทนน่ะ กลับมาเหลือแค่กายใจ รู้ไว้ หยั่งไว้ ...หยั่งลงที่กาย หยั่งลงที่ใจไว้ จนกว่าจิตมันจะสงบระงับจากความปรุง มันก็กลายมาเป็นจิตหนึ่ง...คือสติมั่นคงในปัจจุบัน 

จิตก็จะเป็นหนึ่ง คือเป็นสมาธิตั้งมั่นอยู่ที่กายใจปัจจุบัน นี่ มันก็จิตหนึ่ง ...ถ้าจิตสองสามสี่ห้า ที่มันจะเดือดผุดออกไปข้างหน้าข้างหลังนี่ ร้อน...มันเป็นความเร่าร้อน 

เนี่ย ทางที่ไม่เคยไปน่ะ ...พออยู่ในภาวะอย่างนี้บ่อยๆ ปุ๊บนี่ มันก็ว่า "เอ้ย ไม่เอาแล้ว คิดดีกว่า ปล่อยดีกว่า ไม่เอารู้กายรู้ใจแล้ว รู้กายใจแค่นี้แล้วมันอึดอัด มันรำคาญ ทนไม่ไหว"

ไอ้ตัวรำคาญ..ทนไม่ไหว นั่นแหละจิตไม่รู้ ...มันอยากไป มันอยากไปหาเรื่อง มันอยากไปหาสุข มันอยากไปหาความสบาย มันอยากจะไปหาอะไรทำที่มันเพลิน

จิตคิดก็เพลินนะ จิตลอยนี่ก็เพลินนะ ...ไม่มีความสุขแต่มันเพลิน มันเคยชินไง ...นั่นแหละ กับดัก มันเป็นกับดัก ...แล้วเราก็ติดกับดักนี่ ไปไม่รอด

เป็นแร้วเป็นบ่วง ซ้ำแล้วซ้ำอีกๆ จนถอนตัวไม่ขึ้น ไม่หลุดพ้นออกมาจากอาการได้ ...สุดท้ายก็ตายเพราะจิตนั่นแหละ จิตก็พาไปเกิด แล้วจิตก็พาไปตาย

กายนี่ตายตรงไหนก็ตายตรงนั้น ไม่ไปเกิดตรงไหนหรอก สำคัญนี่ใจไม่ไปไม่มา ใจรู้ใจเห็นนี่ ...แต่คราวนี้ว่ามันถูกอวิชชา จิตไม่รู้นี่ มันครอบอยู่น่ะ

มันเลยเป็นลักษณะที่จำยอม ถูกบังคับน่ะ ...เขาก็ไม่ได้อยากเกิด เขาก็ไม่ได้อยากตาย โดยธรรมชาติเขาไม่ไปไม่มา แต่ว่ามันถูกไอ้ความไม่รู้นี่ครอบอยู่

ไอ้ความไม่รู้ที่มันครอบอยู่ ...พอเวลาขันธ์นี่ตาย ความไม่รู้มันก็พาใจดวงนี้ไปเกิดกับมันอีก... แล้วไอ้จิตนี่ก็พาให้เกิดรูปเกิดนาม เป็นหมาบ้าง เป็นคนบ้าง เป็นเทวดา เป็นพรหมบ้าง 

ได้หมดน่ะ...จิตนี่ จะไปไหนก็ได้ จะไปเอารูปนาม คว้ารูปนามไหนก็ได้ ...เป็นเปรต สัตว์นรก อสุรกาย เดรัจฉาน ได้หมด จิตไม่รู้นี่

เห็นมั้ย เห็นความน่ากลัวมั้ย ...แล้วยังปล่อย คิดว่าสบายดี เพลินดี...กับจิตนะ ...เหมือนกับอยู่กับเสือกับงูเห่าน่ะ แต่คิดว่ามันเป็นเพื่อนนะ ไม่ละไม่ทิ้งไม่จากกัน

ยังอาศัยอิงกัน อาศัยมันเป็นนายใหญ่ ...ทั้งๆ ที่พระพุทธเจ้าบอกว่าใจเป็นใหญ่นะ ไม่ใช่จิตเป็นใหญ่นะ ...ไปๆ มาๆ จิตเป็นนายกายเป็นบ่าว

เพราะนั้นมันต้องทวน...แล้วมันต้องทุกข์แน่ๆ ...แต่ทุกข์เพราะละ กับสบายเพราะตามมันแล้วทุกข์ทีหลังน่ะ ...เอาอะไรล่ะ 

คือถ้าทวนแล้วนี่ มันมีที่สุด มันมีที่จบ มันมีจุดจบ ...แต่ถ้าสบายแล้วก็ตามไป แล้วก็สุขบ้างทุกข์บ้างๆ ไม่จบไม่สิ้น ...จะเอายังไง

ไม่งั้นท่านไม่เรียกว่า “อเนกชาติ” หรอก พระพุทธเจ้าท่านก็บอกแล้วว่า อย่าถามว่าจุดเริ่มต้นของการเกิดอยู่ที่ไหน การเกิดแรกของมนุษย์คือตรงไหน ท่านบอกอย่าถาม ตอบไม่ได้ ...เพราะเป็นอเนกชาติ

จุดเริ่มต้นของจักรวาล จุดเริ่มต้นของโลกอยู่ที่ไหน ท่านบอกว่าตอบไม่ได้ ...เพราะมันไม่มีที่สิ้นสุด ไม่รู้อันไหนหัวอันไหนท้ายแล้ว

ขนาดญาณของสัพพัญญูพุทธะยังหยั่งไม่ถึงน่ะ เพราะมันเหมือนเส้นวงกลมเลย ...ไม่ต้องถามว่าเกิดตายมาเท่าไหร่ อย่านับเป็นตัวเลขเลย มันไม่มีตัวเลขให้นับได้หรอก

มันจำอะไรไม่ได้เลย เกิดแต่ละครั้งแล้วลืม ผ่านท้องพ่อท้องแม่มาปุ๊บนี่ลืมหมดแล้ว ตายแล้วลืม ...ซึ่งเขาก็ต้องให้ลืมอย่างนี้แหละ ธรรมชาติก็ต้องให้ลืมอย่างนี้

ไม่งั้นมันลำดับญาติกันตอนชาติที่แล้วมาเป็นความผูกพันกันยังไง มันก็มั่วซั่วไปหมด นี่ มันก็ลืมหมดแล้ว มันก็เลยบอกชาติหน้าไม่มี ชาตินี้ไม่มี เกิดตายครั้งเดียว ...นี่โง่ซ้ำซ้อนเลย มันเป็นอุจเฉททิฏฐิ

เพราะนั้นว่ามรรคนี่ เราไม่ได้ว่าต้องมีพิธีรีตองใหญ่โตมโหฬารเลย ...แค่ถามว่ารู้มั้ย เดี๋ยวนี้รู้มั้ย ทำอะไรอยู่รู้มั้ย กายมันทำอะไรอยู่ในอาการไหนนี่รู้มั้ย

เนี่ย แค่เนี้ย รู้บ่อยๆ เป็นสติในปัจจุบัน ไม่ต้องคิดอะไรมาก ไม่ต้องหาความรู้มีปัญญาอะไร ...รู้ตรงนี้คือปัญญา เห็นตรงนี้คือปัญญา

นี้คืออะไร ...นี้ก็คือกาย  เห็นตรงนี้ รู้ตรงนี้ คือปัญญา คือมันเห็น มันรู้ตามความเป็นจริงที่ปรากฏ นี้คืออะไร คือกาย ...อะไรเป็นกาย ดูมัน ชัดตรงไหนก็ดูมันไปตรงที่ความรู้สึกจริง

มันเป็นก้อนก็รู้สึกเป็นก้อน ก็ดูเป็นก้อน  มันรู้สึกเป็นไหว ก็ดูเป็นไหว เห็นเป็นไหว  มันรู้สึกเป็นแข็งก็รู้ว่าเป็นแข็ง มันรู้สึกว่ามันเบาก็รู้ว่าเบา มันรู้ว่าเมื่อยก็รู้ว่าเมื่อย

มันมีมั้ยล่ะความรู้สึกในกายเดี๋ยวนี้ มีมั้ย ...มันมีตลอดเวลาใช่มั้ย ดูตอนไหนมันก็เห็น ไม่อันใดก็อันหนึ่งน่ะ  ไม่ต้องคิด ไม่ต้องเอาจิตมาว่า รู้มันไป โง่ๆ ดูมันไป

เดี๋ยวมันเข้าใจเองน่ะ ...อ๋อ นี่คืออะไร กูรู้แล้ว เข้าใจแล้ว ...นึกว่าเป็นเรา อ้อ ที่แท้เป็นแค่นี้เอง ...เนี่ย มันรู้ของมัน ...อ๋อ แค่นั้นแหละ

(ต่อแทร็ก 7/20)



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น