วันเสาร์ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

แทร็ก 7/16 (2)


พระอาจารย์
7/16 (550316A)
16 มีนาคม 2555
(ช่วง 2)


(หมายเหตุ :  ต่อจากแทร็ก 7/16  ช่วง 1

พระอาจารย์ –  ก็อาศัยพระคอยเตือนคอยบอก ให้มาเดินทางนี้ดู 

แรกๆ มันเริ่ม มันก็ลำบากหน่อย ...เพราะมันเป็นทางที่เราไม่คุ้นเคย ยังเดินไม่ถึงที่สุดเลยนะ ไม่รู้ว่าปลายทางมันจะเป็นนรกหรือจะเป็นนิพพานกันแน่

ก็ไม่รู้ ...มีแต่คนมาบอกว่าดีนะ ใช่นะ ไม่กลับมาเกิดอีกนะ เดินครั้งเดียวแล้วจบเลยนะ ไม่มีเดินเข้าเดินออกๆๆๆ จนเคยชินน่ะ ...มันไปแล้วมันไม่ถอย

เพราะนั้นไอ้คนที่ไปแล้วนี่ไปลับ ไม่กลับมาเลย ไปแล้วสูญหายเข้ากลีบเมฆไปเลย เป็นอย่างนั้น ...มันก็เลย...เอ๊ กูจะไปดีมั้ย ...แล้วระหว่างทางมันไม่เคยเดิน มันก็จะลังเล กล้าๆ กลัวๆ มืดๆ ลูบๆ คลำๆ

แต่ถ้าเดินด้วยความอดทน บากบั่น ขยันหมั่นเพียร ไม่ท้อถอย ...มันจะคุ้นเคยกับทางนี้เอง จะชำนาญทางขึ้น ตาเริ่มเห็นแสงสว่าง ก็เริ่มลืมตาขึ้น เห็นทางได้ชัดเจนมากขึ้น เพราะปลายทางมันเป็นแสงสว่าง

เพราะนั้นการเก็บเบี้ยเก็บออมไปทีละเล็กทีละน้อย มันก็เหมือนกับขยับเข้ามาในองค์มรรค ...เพราะมรรคนี่ เข้าแล้วกลับไม่ได้ ...มันไม่ถอยน่ะ

แต่ถ้าไม่เดินต่อมันก็หยุดอยู่ตรงนั้น แล้วถึงมันไม่หาย ไม่ใช่ไปๆ มาๆ ...แต่มันจะไม่มีความชำนาญ

เพราะนั้นพอมันเดินมาถึงจุดๆ นึงนี่ ที่เป็นช่วงระยะหนึ่งแล้ว ...มันจะมีแสงสว่างอยู่ตรงนั้น เหมือนมีไฟส่องทางอยู่ข้างทางพอให้เห็นชัดเจน ...มันจะเกิดความสว่างชัดเจนในทางเดินข้างหน้า

เนี่ย ท่านเรียกว่าชัดเจนในองค์มรรคพอมันชัดเจนในองค์มรรค มันเห็นแสงสว่างแล้วมันก็เห็นว่าข้างหน้าเป็นอะไร ...ซึ่งมันจะเทียบได้กับไอ้ที่กูเดินมาล้านครั้งมันมีอะไร ก็เห็นว่าไม่เหมือนกัน

พอมันเห็นว่าต่างกันแบบลิบลับคนละขั้วเลย ...คราวนี้ ไอ้ลักษณะที่เขาเรียกว่ารับจ๊อบ วิ่งรอกน่ะ..เดี๋ยวกูมาทางนี้ เดี๋ยวกูก็ไปทางนู้น เดี๋ยวกูก็มาทางนี้ เดี๋ยวก็ไปทางโน้น ...นี่คือรับจ๊อบ

ไอ้นั่นก็เสียดาย ไอ้นั่นก็ยังอาวรณ์ ...มันคุ้นเคยน่ะ ที่มันคุ้นเคยมา เหล่านี้ ...นี่ มันก็เริ่มจะไม่คุ้นเคย ไม่ทำความคุ้นเคย แล้วไม่อยากจะไปคุ้นเคยกับมัน

มันก็จะมาทำความคุ้นเคยตรงนี้ ...เพราะตรงนี้สว่าง สะอาด ผ่องใส บริสุทธิ์ หมดจด ไม่มีทุกข์ ...มาชั่งน้ำหนักดูแล้ว เลิศกว่า ประเสริฐกว่าแน่ๆ ...นี่ มันก็จะละความเคยชินเดิมๆ

เคยโกรธ เคยเห็นแล้วต้องโกรธ ต้องดีใจ เห็นแล้วต้องวี๊ดว๊ายกระตู้วู้ เห็นแล้วต้องวิพากษ์วิจารณ์ เห็นแล้วต้องเปรียบเทียบหาเหตุหาผล ...ก็เริ่มไม่คุ้นเคยกับอาการนี้

“จะไปเอาห้าเอาสิบอะไรกับมัน” ...คือเคยเอาห้าเอาสิบมาหลายล้านชาติแล้ว...กูก็ยังเกิดตายๆๆๆๆ ซ้ำเก่าซ้ำเดิม ...นี่ มันรู้แล้วว่ามันไม่ใช่ของดีของงามแล้วในความคุ้นเคยเดิมๆ มันก็ถอนแล้ว

มันเริ่มมุ่งตรงลงในองค์มรรคแล้ว ชัดเจนในองค์มรรค ไม่ออกนอกมรรคแล้ว  เริ่มเข้มแข็ง เริ่มแน่วแน่ ในงานอันนี้ ...งานนี่คือการเดินไปในทางมรรค

ไอ้งานทางโลกแต่ก่อนที่เคยเป็นงานหลัก เริ่มไม่เป็นงานหลักแล้ว  เริ่มเป็นงานอดิเรก งานสำรอง แบบทำไปงั้นๆ น่ะ พอเลี้ยงตัวรอด ...ก็เปลี่ยนมาทำงานหลักอยู่ตรงนี้ อยู่ในทางมรรค เป็นหลักมากขึ้น

เพราะนั้นการภาวนาทั้งหมด เพื่อมาทำความชัดเจนในองค์มรรค...ว่าทางเดิน ว่าหนทางการปฏิบัติที่แท้จริงคืออะไร อะไรที่ปฏิบัติแล้วไปสู่ความไม่จริง...ไม่เอา ไม่ใช่ ไม่ตาม ไม่หากับมัน

อะไรที่เป็นการปฏิบัติแล้วเข้าสู่ความเป็นจริง ใช่ ถูก ตรง...เอา นี่ แล้วก็มันจะตัดสินได้ชัดเจนว่าอันไหนจริง อันไหนไม่จริง ...ที่ไม่จริงไม่เอาเลย

มันไม่เชื่อเลย ไม่ตามเลย ไม่สนใจ ไม่ใยดี ไม่แยแส ไม่จดจ่อ ไม่จดจ้อง ไม่คร่ำเคร่ง ไม่เพียรเพ่งในสิ่งนั้น ไม่คาดไม่หมายไม่หวังกับมัน ...นี่มันจะชัดเจนขึ้นไป

เพราะนั้นความลังเลสงสัยว่าทางนี้จะไปไหน ที่สุดของทางนี้คืออะไรก็ยิ่งชัด องค์มรรคก็ยิ่งชัด

และเราก็ยังยืนยันว่า มรรค...กายคือมรรค ใจคือมรรค ท่ามกลางกายใจคือทางเดินของมรรค ...ถ้ามันเหลืออยู่แค่นี้ ยิ่งเหลืออยู่แค่นี้ ชัดอยู่นี่ว่าเมื่อใดที่มันเหลือแค่กายกับใจตรงนี้ มรรคยิ่งชัดขึ้นเท่านั้น

ว่าแค่นี้จริงๆ ...นอกเนี้ย...เกิน ออกจากนี้...เกิน  เอาอะไรมาเติม เอาอะไรมาเพิ่ม เอาอะไรมาผสมลง...เกิน ...ก็ไม่เอา เอาออก  หรือถึงมันไม่ออกก็ไม่เพิ่มให้มัน จนมันหายไป ให้มันเหลือแค่กายใจ

แล้วอะไรล่ะที่มันรักษากายใจได้ ...ไม่มีอะไรอื่น นอกจากวิถีแห่งมรรค คือศีลสมาธิปัญญา สติสมาธิปัญญา มันถึงจะเหลือแค่กายกับใจ ...วิธีอื่นไม่มี

ถ้าเป็นวิธีอื่นมันจะหลายกายหลายใจ ถ้าวิธีอื่นแล้วมันจะหลายกายหลายจิต ลองดู ถ้าวิธีอื่นแล้วมันจะหลายสถานที่หลายเวลา หลายสิ่งให้เลือก หลายธรรมหลายสภาวธรรมให้ค้นหา

เพราะนั้นเมื่อใดที่มันหลายสิ่งหลายสภาวธรรมให้ค้นหา...ยิ่งงงว่ะ ยิ่งสงสัยอ่ะ ยิ่งไม่ค่อยแน่ใจ ใช่มั้ย ...แต่ถ้ามันเหลือแค่กายกับใจล้วนๆ และชัดอยู่แค่นี้ ในปัจจุบันกายอันเดียว ใจอันเดียว มันไม่สงสัยน่ะ 

ตรงนี้ไม่มีที่สงสัยเลย ...เพราะความสงสัยเกิดขึ้นไม่ได้ เพราะความสงสัยคือส่วนที่เกิน คือจิตที่มันปรุงที่มันสร้าง...ไม่เอา ...ไม่เอาก็ไม่มีความสงสัยมันก็เหลือแค่นี้ กายใจ แล้วมันจะสงสัยยังไง...ไม่สงสัย

ก็บอกว่าเหลือแค่กายใจ ยังมีอะไรมาเกินตรงนี้ล่ะ นี่ มันก็ยิ่งชัดในกายใจมากขึ้น กิเลสก็เกิดขึ้นไม่ได้ เกิดได้แต่ไม่โต โตได้ก็อายุไม่ยืน ...เรียกว่า อายุสั้นพลันตาย

และถ้ามันอยู่กับกายใจได้ชัดเจนมั่นคงนี่ กิเลสมันไม่ได้ผุดได้เกิดหรอก เรียกว่ามันตายตั้งแต่ยังไม่เกิด ...เคยได้ยินมั้ย มันตายตั้งแต่ยังไม่เกิดน่ะ

แต่ถ้าไม่อยู่แค่นี้ จะเอาแค่นั้นแค่โน้นนะ ก็เรียกได้ว่าฟูมฟักกิเลส เลี้ยงดูปูเสื่อ...คิดมันเข้าไป หามันเข้าไป สร้างสรรค์มันเข้าไป คาดหมายเข้าไป หวังมันเข้าไป ...นั่นแหละฟูมฟักกิเลส เกินทั้งนั้นน่ะ

พระพุทธเจ้าถึงบอกว่ากลับเนื้อกลับตัว กลับใจซะ ยกธงขาวยอมแพ้ ...อย่าไปหา อย่าไปเอา อย่าไปมี อย่าไปเป็นกับอะไร ...เอาแค่นี้พอแล้ว เหลือแค่นี้พอแล้ว

เหลือแค่กาย ยืนเดินนั่งนอน  เหลือแค่ใจ รู้ว่ายืนรู้ว่าเดินรู้ว่านั่งรู้ว่านอน …นี่ อยู่ได้ อยู่ได้ในโลกนี้น่ะ...อยู่ได้นะ อยู่โดยไม่มีจิตคิดล่วงหน้าคิดลับหลัง คิดหาถูกหาผิด หาเหตุหาผลกับอะไร ...อยู่ได้นะ 

แต่เดี๋ยวๆ มันก็คิดมาอีกแล้วว่า 'อยู่ไม่ได้แน่ๆ เลย'  ...นั่น อย่าไปเชื่อมัน ...จริงๆ แล้วอยู่ได้นะ ...ก็มันไม่ได้อยู่กับความคิดนี่ แต่อยู่กับกายอยู่กับใจน่ะ 

นีี่ ไปๆ มาๆ มันก็จะเห็นเลยว่าไอ้ความคิดหรือจิตนี่ มันเป็นส่วนเกินว่ะ ...ซึ่งถ้าคนทั่วไปนะ มันไม่ว่าส่วนเกิน มันบอกว่านี่เป็นส่วนสำคัญเลย...ไม่ได้ ไม่คิดก็ไม่ได้ ทำงานไม่ได้ 

ไอ้นั่นมันคิดไม่เป็น ถ้าคิดไม่เป็นมันก็คิดไม่เลิก แล้วก็ไม่เลิกคิด ...แต่ถ้าคิดเป็นน่ะ มันหยุดคิดก็ได้ วางความคิดก็ได้ ไม่มีความคิดก็ได้ ใช้ความคิดก็ได้ ไม่มีปัญหากับความคิด 

แต่ส่วนมากมันใช้ความคิดไม่เป็น เพราะมันเป็นควายให้ความคิดลากจูงไป ...มันไม่ใช่คน มันเลยโง่ไง ...แต่ถ้าเหลือแค่กายใจนี่ กลายเป็นคนที่ฉลาด ไม่โง่ ฉลาดเลิศมนุษย์เลย 

เพราะนั้นการภาวนาทั้งหมด เพื่อให้มันเหลือแค่นี้ ...ไม่เห็นมันได้อะไรเลย ใช่มั้ย เมื่อใดที่เรานั่งเฉยๆ แล้วไม่มีความคิด ไม่มีอารมณ์เลยตรงนี้ มันเหลืออะไร หือ มันเหลืออะไร 

นั่นแหละ เหลือแต่ของจริง กาย-ใจ แล้วก็สิ่งที่กายกระทบ รูป เสียง กลิ่น รส...ตรงนั้นเงียบๆ มันกระทบกันเงียบๆ นะ กายมันก็ตั้งอยู่เงียบๆ นะ ใจเขาก็รู้เห็นเงียบๆ นะ ...เห็นมั้ย ตอนนั้นไม่มีจิตนะ 

นี่แหละ...ของจริงนิ่งเป็นใบ้ เห็นมั้ย ของจริงนี่...นิ่ง...เงียบ 

ของไม่จริงน่ะเสียงดังจิตนี่ ...“ไม่น่าเลย ไม่ควรเลย ทำไมมันถึงพูดอย่างนี้ ทำไมมาแสดงอาการอย่างนี้ให้เรา แดดนี่ก็แรงไป ฝนก็น้อยลง” ...นี่ เสียงดังนะ ...แต่ของจริงนี่เขาเงียบนะ ถ้าอยู่กับของจริงนี่เงียบ 

แต่พวกเราชอบอยู่กับของไม่จริง ...“อย่างนั้นไม่ดีมั้ง ถ้าได้ไอ้นี่อีกหน่อยก็จะดี เอ ไอ้นี่มันเป็นธรรมรึเปล่า ได้ยินมาว่ามันไม่ใช่ มันไม่ถูกนะ ฯลฯ” ...นั่น ของไม่จริงมันโว้กว้ากๆ ...จิตทั้งนั้น...จิตเรา 

พอมีจิตน่ะ...ทุกอย่างเป็นเรา เป็นเรื่องของเรา  เสียงก็เสียงเรา เสียงคนอื่นก็เสียงเขา รูปก็รูปเขา รถราข้าวของเป็นของเรา ...จิตมันว่าเอา มันว่าอย่างนั้น มีความเห็นความเชื่อว่าอย่างนั้น ....ทั้งๆ ที่ของจริงนี่เงียบกริ๊บ

นี่ ของจริงเลยกลายเป็นของไม่จริงไปซะอย่างนั้น เพราะถูกความไม่จริงบดบัง ...และใครเป็นคนเอาความไม่จริงไปบดบัง...ก็จิตน่ะแหละ..จิตเรา ที่เข้าไปว่า ที่เข้าไปหมาย

เห็นมั้ย มันหมายเองทุกข์เองนะ ...รถราข้าวของมันทุกข์มั้ย กายทุกข์มั้ย ปวดเมื่อยเย็นร้อนอ่อนแข็ง มันบอกว่ามันทุกข์มั้ย มันมีเจตนาให้ใครทุกข์มั้ย มันว่ามั้ย ก็มีแต่ “เรา” น่ะทุกข์

แล้ว “เรา” อยู่ไหน อยู่ที่จิตเราน่ะ จิตเราว่ามันเป็นของเราไง ...มันบอกว่าขาเราเมื่อย นั่งอยู่อย่างนี้ “เมื่อยจัง” ...ขามันพูดมั้ย ใครพูด จิตใช่ไหม จิตมันว่า แล้วก็เออออห่อหมกด้วยความเคยชิน

เห็นมั้ย มันเคยชินนะ ...เขาว่าขาก็ต้องเป็นขา มันเชื่อว่าขา  แล้วอย่างนี้อาการที่มันเป็นก้อนขึ้นมาตรงนี้ที่มันเป็นเหมือนแม่เหล็กเกาะที่แท่งนี้ เขาเรียกว่า "เมื่อย"

เขาบอกว่าเมื่อย ได้รับการสั่งสอนมาว่าเมื่อย พ่อแม่ก็ว่าเมื่อย คนอื่นเขาก็บอกว่าเมื่อย เหมือนกันหมดเลย  ก็เลยบอกว่านี่คือเมื่อย ...จิตมันว่าประจำ นี่ แล้วมันไม่ชอบ

ทั้งๆ ที่ว่าของจริงเขาเงียบ ไม่ว่าอะไร ไม่มีเจตนาให้ร้ายให้ดี ให้คุณให้โทษกับใคร ...เขามีหน้าที่อย่างนี้เขาก็แสดงหน้าที่อย่างนี้ เขายังไม่หมดหน้าที่เขาก็จะตั้งของเขาอย่างนี้

เขาไม่ได้บอกว่าเขาตั้งเพื่อให้ใครสุขใครทุกข์เลย ไม่มีเจตนา ไม่มีความหมายเลย ...นี่ของจริงเขาเงียบน่ะ เขามาแบบเงียบๆ แล้วเขาก็จากไปแบบเงียบๆ


(ต่อแทร็ก 7/17)


 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น