พระอาจารย์
7/20 (550322B)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
22 มีนาคม 2555
(ช่วง 1)
(หมายเหตุ : แทร็กนี้แบ่งโพสต์เป็น 2 ช่วงบทความ)
พระอาจารย์ – ใจไม่คิด ไอ้ที่คิดน่ะจิต ...ใจคือรู้ ...รู้มั้ยว่านั่ง มันต้องคิดมั้ยว่านั่ง ไม่ต้องคิดก็รู้ได้ว่านั่ง ใช่มั้ย ไม่เห็นต้องคิดเลย
ก็รู้ลงไปว่านั่ง
ก็รู้ลงไปว่าแข็ง ก็รู้ลงไปว่าตึง ไม่เห็นต้องคิดเลย เห็นมั้ย จิตก็คือตัวคิดนั่นแหละ
ตัวที่เกินจากรู้ไปน่ะ ...ก็ให้ทัน แล้วไม่คิดต่อ
หยุดมันไม่ได้หรอก...แรกๆ
น่ะหยุดไม่ได้หรอก ยิ่งหยุดยิ่งเครียด ยิ่งบังคับยิ่งเครียด ...ก็ให้รู้ว่าคิด
แต่ไม่คิดต่อ ให้รู้ว่ามีความคิด แต่ไม่ไปจดจ่ออยู่กับความคิด
ไม่ไปจดจ่ออยู่ที่คิด
ก็ให้มาจดจ่ออยู่ที่กาย เข้าใจมั้ย ไม่จดจ่ออยู่ที่อารมณ์
ไม่จดจ่ออยู่ที่ความอยาก ถ้าไปจดจ่อกับมันอย่างนั้น...เดี๋ยวเสร็จมัน ถ้าไปจดจ่อที่ความคิด
เดี๋ยวคิดไม่จบ
แต่ถ้าไม่จดจ่ออยู่กับมัน ชั่งมัน มันอยากคิดฉวัดเฉวียนอยู่ภายใน อย่าไปสนใจมัน อย่าไปจดจ่อตั้งใจดูมัน ...ก็มาจดจ่ออยู่ตรงนี้ ก้อนนี้กองนี้
เพราะนั้น กลาง...ก็คือไม่คิดน่ะแหละ ไม่เลือก
ไม่เอาถูกเอาผิด ไม่หาเหตุหาผล
มีกายมั้ยล่ะ มีกายก็ปฏิบัติได้ ...รู้บ่อยๆ กลับมารู้กายบ่อยๆ กำลังทำอะไรอยู่ รู้มั้ย ...ต่อไปแค่รู้ มันก็หยุดคิดแล้ว ...แล้วก็จะรู้เองน่ะ จิตมันเป็นตัวให้เกิดทุกข์ แล้วจะไปคิดทำไม
ที่มันไม่เลิกไม่ละ เพราะมันไม่รู้ว่าคิดเป็นทุกข์ ก็ถ้ามันรู้แล้วว่าคิดเป็นทุกข์ มันไม่คิดหรอก ...แต่ตอนนี้มันยังไม่รู้ คิดมากทุกข์มาก
คิดไกลทุกข์ไกล คิดลึกทุกข์นาน เอาดิ ลองไปดู ไม่คิดเลยไม่ทุกข์
ถ้าสมมุตินั่งสมาธิ ขัดสมาธิเพชรซักครึ่งชั่วโมงแล้วเมื่อย ถ้าลองคิดๆๆ คิดจะทำยังไงดี นี่ อยู่ได้ไม่นานก็เอาออก ...ถ้าลองไม่คิดน่ะ ชั่งหัวมันๆ ไม่คิด
ไม่สน ก็อยู่ได้นานกว่าหน่อยนะ ใช่มั้ย
เวทนาก็เท่ากันน่ะแหละ ...แต่อย่าได้คิดนะ อย่าได้ฟุ้งซ่านนะ ว่าจะทำยังไงดี ว่าอันนี้จะแก้ยังไงดี
หาเหตุหาผล หาถูกหาผิด ...เอาเหอะ ไม่เกินห้าวิ...เอาขาออกล่ะ
แต่ถ้าไม่คิด ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้กับมันน่ะ
นั่นแหละ อาจจะอยู่ได้นาน อาจจะเป็นครึ่งชั่วโมง..เพิ่มขึ้นก็เป็นได้ ....ถึงยังมีความยึดมั่นถือมั่นเกิดขึ้นๆ
แต่ไม่คิดต่อ ก็มีแต่รู้...ว่าปวด
ฝึกไปเอง...จะเข้าใจ จำแนกธาตุ
จำแนกขันธ์ จำแนกสภาวะ ...ไม่ต้องคิด มันปรากฏยังไงก็รู้แค่นั้น พอแล้ว ไม่อย่างนั้นมันไม่ภาวนา
เพราะมันค้างมันคาแค่ความคิดความเห็นน่ะ ...ทั้งหมดมันเป็นเรื่องจิตทั้งนั้น จิตมันสร้างอารมณ์ ความคิดความเห็น ความเชื่อ พวกนี้
จิตทั้งนั้นแหละ
ก็ฟังไป แล้วก็ละไป
เสียงก็ดับไปตั้งนานแล้ว จะไปเก็บไว้ทำไม มันเก็บได้ตรงไหน ...ใครเป็นคนเก็บ
กายมันเก็บรึเปล่า ใจมันเก็บรึเปล่า ใครเก็บ...ดูเอา มลทินอยู่ที่ไหน
มลทินคือสิ่งที่ค้างคา เป็นมลทินน่ะ ...มันค้างอยู่ได้ยังไง
เอาเสียงมาเป็นมลทินได้ยังไง ใครเป็นคนเก็บไว้ ...เสียงมันดับไปตั้งแต่ปีไหนแล้ว ฮึ รูปที่เห็น
มันดับไปตั้งแต่ชาติไหนแล้ว
จิตน่ะแหละมันไปแบกไว้ เข้าใจมั้ย มันไม่ยอมวาง ...กายมันเก็บไว้ตรงไหน มีที่เก็บมั้ย..กายน่ะ ใจมันเก็บไว้ตรงไหน..มันก็แค่รู้แค่เห็น
มันเก็บได้มั้ย
กาย-ใจมันเป็นแค่ทางผ่าน ...แล้วมลทินมันอยู่ตรงไหนล่ะ เต็มไปหมดน่ะ เป็นเรื่องอยู่อย่างนั้น คาอยู่อย่างนั้น ...มันคาได้ยังไง กายใจมันคาได้ยังไง ใครเป็นคนทำให้มันคา แล้วมันคาอยู่ตรงไหน
ก็ต้องละตรงนั้นสิ ก็ต้องปล่อย
ไม่ไปเอาอะไร ...ก็มันไม่มีอะไรให้เอา มันเอาได้ยังไง ...นี่คือมลทิน
สังโยชน์ทั้งสิบนี่
มันไปแบกทุกเสียงรูปกลิ่นรส ความเห็น อดีต-อนาคต นี่ จิตน่ะเป็นตัวประคับประคองไว้..ด้วยความไม่รู้ ...แล้วเราจะละได้มั้ยล่ะ กล้าละมั้ย
นั่ง..รู้ว่านั่ง แค่เนี้ย
มันไม่มีอะไรตั้งอยู่ได้หรอก ...เพราะนั้นอะไรที่เป็นเรื่องราวทั้งหมด...มันตั้งได้
เพราะมีจิตเข้าไปถือเอาไว้เป็นเรา แค่นั้นเอง
กายมันเก็บตรงไหน ทุกข์มันอยู่ตรงไหน ...ทุกข์มันมีแค่เย็นร้อนอ่อนแข็ง ปวดเมื่อย แค่นั้นแหละเป็นเวทนาประจำกาย
แล้วกายก็ไม่ได้รู้ประสีประสาอะไรกับใคร
ไม่ได้เรียกร้องอ้อนวอนอะไร มันไม่ได้บ่งบอกว่าฉันต้องการหรือฉันไม่ต้องการอะไรเลยนะนั่นน่ะ
แล้วใจก็รู้เห็นๆๆ แค่นี้
ไม่มีความอยาก ไม่มีความไม่อยากใดๆ ...เนี่ย แล้วมันจะไม่เรียกว่ากลางยังไง
ก็แค่รู้เห็นอยู่กับกาย มันไม่เรียกว่ากลาง ก็ไม่รู้จะเรียกว่ากลางอยู่ตรงไหนแล้ว เข้าใจมั้ย
ไอ้ที่มันไม่กลาง เพราะจิตนั่นแหละ ...มันไปหา มันไปเลือก มันไปอ้างเหตุอ้างผล สร้างเงื่อนไขขึ้นมา อันนั้นอันนี้
ต้องอย่างนั้นต้องอย่างนี้
จิตว่าทั้งนั้น จิตหาเรื่องทุกข์
แล้วก็เป็นทุกข์เอง หาเรื่องทุกข์แล้วก็เป็นทุกข์เอง หาเรื่องใหม่แล้วก็เป็นทุกข์ใหม่เอง ...นั่นแหละ ไม่ละไม่วาง
ก็บอกให้หยุดคิด หยุดสร้าง
หยุดตามจิตไป ก็ยังบอกว่าไม่ได้ๆ ...จิตว่าอีก “ไม่ได้” จิตไม่ยอม มันหวงตัวมันเองอีกเอ้า
ก็ตัวจิตนั่นแหละ...ต้นเหตุสมุทัย ...ก็นั่งอยู่เฉยๆ มันจะเป็นทุกข์ตรงไหน หือ แล้วรู้ว่านั่งแค่นี้ มันมีอะไร
มาอยู่กับความเป็นจริง
เข้าใจคำว่าความเป็นจริงมั้ย ...ก็ไม่มีความคิด ไม่มีอารมณ์ ไม่มีความรู้สึกใดๆ มันมีอะไรปรากฏอยู่ตรงนี้ หือ มีแค่รูปที่เห็น เสียงที่ได้ยิน กลิ่นที่กระทบ
เนี่ย ตอนนี้มันมีมั้ยเรื่องราวนั้นๆ น่ะ มีมั้ย ...มันไม่มี มันจบไปแล้ว ...ไอ้ที่มันมี มันเป็นสัญญา มันเป็นความจำ จิตมันจำ
เข้าใจมั้ย ...มันไม่มีจริง มันก็เป็นแค่จิตจำ เรื่องจริงมันไม่มี
เรื่องจริงมันก็มีแค่ที่นั่งตรงนี้...นี่จริง
จริงมั้ย ...ไม่ต้องจำ ไม่ต้องกลัวหรอกฟังแล้วไม่จำจะไม่เข้าใจ ...เพราะสิ่งที่เราพูดน่ะจริง
แล้วถ้าไปอยู่อย่างนี้จริง เดี๋ยวมันรู้เองว่า...ไอ้ที่เราพูดนี่
มันจะรู้ว่ามันค้านไม่ได้ บอกให้เลย ค้านไม่ได้ ...ไม่ใช่ว่าเราเก่ง
ไม่ใช่ว่าเราถูกคนเดียว...แต่นี่คือธรรม
ก็ถึงบอกว่าไม่ต้องจำ
เราไม่ได้สอนให้จำ ...เราสอนให้ทำ ให้เข้าใจตอนนี้แล้วก็ไปทำ แค่นั้นแหละ
เพราะนั้นต่อไปนี่ ไม่ต้องจำอะไรหรอก ...ไม่ต้องจำเสียงเราด้วย เดี๋ยวเสียงเราไปเอง บอกให้
เมื่อมันไปพ้องกับความเป็นจริงนั้น มันหนีไม่ได้หรอก
แล้วมันจะเอาสมมุติบัญญัติที่เคยได้ยินได้ฟังมานี่ มายืนยันการันตีในตัวของมันเอง ...เพราะนี่เป็นธรรมที่มีอยู่แล้ว
ไม่ใช่ว่าไปสร้างขึ้นมาใหม่
พระพุทธเจ้าไม่ได้หาธรรมใหม่
พระพุทธเจ้าไม่ได้ทำธรรมขึ้นมาใหม่ แต่ท่านหาวิธีเข้าไปเห็นธรรมที่มีอยู่ เท่านั้นเอง ...แล้วมาบอกวิธีที่จะเข้าไปเห็นธรรมตามความเป็นจริงนี้คืออะไร
แต่ธรรมนี้...ถึงพระพุทธเจ้าตายแล้ว
ธรรมนี้ก็ยังมีอยู่ แม้แต่ศาสนาพุทธนี้ดับสูญสิ้นไปแล้ว..ไม่มี แต่ธรรมนี้ก็ยังมีอยู่
บอกให้
ธรรมไม่ได้ไปไหน ไม่ได้ว่าไปสร้างขึ้นมา หรือมีใครทำขึ้นมา ...แต่ว่าความเป็นจริงนี้มีอยู่แล้ว มีอยู่ตลอด
เพราะนั้นเมื่อใดที่จิตมันเข้าไปเห็นความเป็นจริง
ระลึกถึงความเป็นจริงปุ๊บนี่ มันจะหวนถึงสมมุติบัญญัติที่เคยได้ยินถึงมรรค
ถึงความเป็นจริงของธรรมขึ้นมาเท่านั้นเอง
แล้วก็ทิ้งไป ...เอาแค่นี้ เรื่องของเรา เรื่องแค่นี้
อยู่ตรงนี้
เห็นมั้ย จิตนี่ ถ้าหวน ถ้ากังวล ถ้าออกนอกนี้ไป...เป็นทุกข์ ถ้าอยู่กับปัจจุบันแล้วมันไม่มีอะไรหรอก ...แล้วก็ไม่ได้อะไรด้วย
(ต่อแทร็ก 7/20 ช่วง 2)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น