วันจันทร์ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

แทร็ก 7/17 (2)


พระอาจารย์
7/17 (550316B)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
16 มีนาคม 2555
(ช่วง 2)


(หมายเหตุ :  ต่อจากแทร็ก 7/17  ช่วง 1

พระอาจารย์ –  เห็นมั้ย เริ่มจากเกาะฝั่งกายใจมานี่ เหลือแค่นี้จริงๆ ...เบี้ยบ้ายรายทางทิ้งหมด ญาติมิตร  คุณค่าในสังคม ความนับหน้าถือตา ความดีความเลว บุญบาป คำชมคำด่า สิ่งที่จะได้ สิ่งที่จะไม่ได้

มันทิ้งมาเรื่อยๆ เบี้ยบ้ายร้ายทางนี่ มันทิ้งมาหมด เกาะสองข้างฝั่งกายใจมาตามลำดับ ...อาศัยมักน้อยสันโดษในธรรมนี่ เรื่อยมาๆๆ ...จนไม่มีธรรมให้ยืนอยู่

บอกแล้วไงมันเหลือยืนอยู่แค่ฝ่าตีน เอาตีนเหยียบปิด ยกตีนเปิด นี่ ตรงตาน้ำ เหลือแค่ฝ่ามือนิ้วก้อยปลายเข็ม ... แต่เปิดออกมานี่ จักรวาลทั้งสากลจักรวาล

โอ้ เข้าใจแล้วๆ ...การเกิดขึ้นของสรรพสิ่ง เพราะจิตออกไปจากที่นี้ไปหมาย ...หมายอะไรได้ทั้งนั้น หมายตรงไหนเกิดตรงนั้น หมายตรงไหนตั้งตรงนั้น

ถึงตรงนี้แล้วนี่...จิตมันยอมรับมาโดยตลอดนะ ยอมรับตัวมันเองมาตลอด มันเห็นแล้วก็ยอมรับ ...ท่านเรียกว่า จิตเห็นจิต...จนจิตแจ้ง เห็นจิตจนแจ้งจิต

เพราะนั้นจิตเห็นจิต จนเห็นความแจ้งในจิต...ว่าที่สุดคืออะไร มาตามลำดับ มันถึงยอมรับน่ะ ไม่ขวนขวายสร้างเงื่อนไขหรือจิตขึ้นมาโต้ตอบ ถกเถียง ต่อต้าน

แม้แต่จิตหนึ่งก็ไม่มีต่อต้านด้วยอำนาจของความปรุงจากความไม่รู้ ...นั่นแหละ ที่สุดของความสงบ เพราะธรรมชาติที่แท้จริงคือความสงบในตัวของมันเอง

อยากรู้มั้ยสงบยังไง ...ไปนั่งดูความรู้สึกในกาย จะเห็นความสงบในความรู้สึกนั้น เห็นความเงียบในความรู้สึกที่มันปรากฏขณะนั้น

อยากเห็นความสงบของใจมั้ย ...ไปรู้อยู่ๆ ดูที่รู้อยู่ตรงนั้น มันไม่มีการปรุงแต่งใดๆ เป็นอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งขึ้นมา ...นั่นน่ะความสงบมันมีอยู่โดยธรรมชาติของกาย-ใจอยู่แล้ว

เพราะธรรมชาติเขาอยู่ด้วยความสงบ อยู่บนความเป็นสันติ อยู่ด้วยความไม่มีความหมายมั่นในตัวตนของมันเอง  เรียบ อยู่ด้วยความราบเรียบ ไม่อ้อนวอนร้องขอใดๆ เลย

ธรรมทั้งหลายทั้งปวงเป็นอย่างนี้ นี่คือลักษณะของธรรม...โดยไม่แบ่งแยก ว่ากายมีลักษณะอย่างนี้  ใจมีลักษณะอีกอย่างนึงไป มันเป็นอันเดียวกัน เป็นลักษณะเดียวกัน

มันตั้งอยู่บนความสะอาด สว่าง สงบ เป็นกลาง บริสุทธิ์ หมดจด...ทั้งตั้งแต่การเกิดขึ้น หมดจดตั้งแต่การตั้งอยู่ หมดจดตั้งแต่ความดับไป

เพราะนั้นเมื่อมันดับไปด้วยความหมดจดในตัวของมันเอง นั่น มันไม่มีอะไรโยงใยหลงเหลืออยู่ ...ท่านเรียกว่า "ดับ" มีความดับไป ด้วยความสง่างาม ไม่มีมลทินในตัวของมันเลย

แล้วอะไรเป็นตัวที่ยังมีมลทิน อะไรเป็นตัวที่ทำให้เกิดมลทิน อะไรเป็นตัวที่ยังให้หลงเหลือ ค้างคาอยู่

จิต...เป็นตัวเกาะเกี่ยวไว้ หมายไว้ รั้งไว้ จำไว้ คาดไว้ ผูกไว้ ประคองไว้ รักษาไว้ หวงแหนไว้ จึงมีมลทินกับธรรม ...ซึ่งความเป็นจริงธรรมนั้นไม่มีมลทินในตัวของธรรมที่ปรากฏหรือดับไปเลย

เพราะนั้นมลทินสิบประการ ท่านเรียกว่า “สังโยชน์” ...สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส กามราคะ ปฏิฆะ รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา

นี่คือมลทิน เป็นเหตุให้เกิดมลทินในธรรม เป็นเครื่องเหนี่ยวรั้ง เกาะเกี่ยว ผูกมัด ยึดมั่นถือมั่น กับธรรมที่ปรากฏ ...ตั้งแต่กายออกไปถึงสามโลกธาตุ

กิเลสคือมลทิน ความไม่รู้เป็นเหตุให้เกิดมลทิน ...เขาดับไปแล้วก็ไม่ยอมดับ รูปผ่านไปแล้ว เสียงเขาหมดไปแล้วตั้งแต่ขณะนั้น มันก็ไม่ยอม ...ใครไม่ยอม

ก็รูปเขาผ่านไปแล้วตั้งแต่ขณะที่เรานั่งรถหรือว่าเดินผ่าน ...นี่ รูปดับไปแล้ว แต่อะไรที่มันไม่ยอมดับ ...เพราะนั้นไอ้ที่เหลืออยู่เป็นมลทิน เป็นความไม่จริง

แต่มันยังบอกอยู่ว่าจริง...นี่คือปัญหา ...แล้วมันไม่ยอมทิ้ง เพราะมันยังคิดว่าจริงอยู่ แล้วยังจริงต่อไปอีก ...นี่คือกิเลสความซ้ำซาก ดื้อด้าน ไม่ละ ไม่ปล่อย ไม่วาง

เพราะมันไม่เห็นเหตุที่ให้เกิดมลทินนี้ด้วยปัญญา  เพราะมันไม่เห็นว่ามลทินนี้เป็นปัจจัยให้เกิดทุกข์ด้วยปัญญา ...มันจึงไม่ยอมปล่อย มันจึงไม่ยอมวาง

เพราะนั้นการปฏิบัติธรรมนี่ ง่ายที่สุดเลย...รู้ตรงไหน..วางลงตรงนั้น  เห็นอะไร..วางลงตรงนั้น  นั่นน่ะง่ายที่สุด...แต่ก็เป็นสิ่งที่ทำได้ยากที่สุดเลยสำหรับพวกเรา

ก็ว่า "อาจารย์ก็สอนแต่ให้วาง แล้ววางยังไงล่ะ  ก็ผมก็อยากวาง แต่มันวางไม่ได้น่ะ" ...นั่น ง่ายแต่ยาก

แต่พอมันเข้าใจแล้ว วางเป็นแล้ว ปล่อยเป็นแล้ว ง่ายมากเลย ไม่เห็นยากเลย ...ก็ไม่ไปแยแสใยดีมัน แค่นั้นแหละ ...ต่างคนต่างอยู่ ต่างคนต่างเกิด ต่างคนต่างตาย ต่างคนต่างมีกรรมเป็นเจ้าของ

เห็นมั้ย ไม่ใช่เรื่อง...ที่จะไปแช่งชักหักกระดูก หรือไปสนับสนุนเยินยอ แล้วเขาจะดีขึ้นหรือเลวลงตามที่เราไปแช่งชักหักกระดูกหรือยกยอโอบอุ้มเขา

เนี่ย ไม่ใยดี ตัดช่องน้อยแต่พอตัว "ชั่งหัวมัน" ...นั่นแหละวางแล้ว

จิตมันด้านนักนี่ มันดื้อนักนี่ จะเอามาทำการแพร่พันธุ์ต่อรึไง  คิดอยู่นั่น ซ้ำซากอยู่นั่น ไม่รู้มันเป็นโรคอะไร ...เห็นมั้ย มันเป็นโรคซ้ำซาก คิดซ้ำซาก

เรื่องมันจบไปตั้งแต่หลายเดือนก่อน คิดแล้วก็คิดอีกๆ โกรธแล้วก็โกรธอีก ...โกรธครั้งเดียวมันไม่สะใจรึไง มันต้องโกรธเข้าไป หงุดหงิดเข้าไปสักล้านครั้งรึไง มันถึงจะสะใจ

แล้วมันล้านครั้งไม่พอ มันตามเอาจนตายแล้วมาเกิดใหม่ โกรธใหม่อีก ...เออ มันเป็นโรคจิต เขาเรียกว่าโรคจิต เนี่ย เพราะโรคนี้เกิดที่จิต ไม่มียาแก้ มีแต่ธรรมโอสถ คือศีลสมาธิปัญญา จึงจะเป็นยาแก้

ไปหาหมอโรคจิตก็แค่นั้นน่ะ ไปอบรมเข้าคอร์ส เข้ากลุ่ม หรือเอายาระงับประสาทไปกิน อือ เห็นมั้ย ก็บรรเทาพอชั่วคราว ด้วยการบังคับ ด้วยการกดข่ม 

มันยังไม่เข้าถึงสมมุติฐานของโรคที่แท้จริง หรือว่าต้นเหตุของโรคที่แท้จริง เนี่ย ทำไมหมอจึงต้องมี เพราะมันแก้ไม่ได้ มันแก้ไม่ได้ถึงสมมุติฐาน มันก็จึงมีคนป่วยมาตลอด 

มีพระพุทธเจ้าองค์เดียวเป็นหมอใหญ่ แก้ปุ๊บเสร็จปั๊บ หาย...สูญ  แก้ปุ๊บเสร็จปั๊บ หาย...สูญ ไม่กลับมาเลย ...เนี่ย มาหาหมอครั้งเดียว...ไปเลย ไม่ต้องมารักษาอีก เห็นมั้ย เก่งมั้ยล่ะ

แต่ไอ้ที่วนเวียนซ้ำซาก วนเวียนซ้ำซากอยู่นั่น มันยังแก้ไม่จริง ...ให้ยาแก้แล้ว ผู้เป็นโรคไม่ขยันกินยาตามเวลา ...วงเล็บว่า "ก่อนกินยาโปรดเขย่าขวดซะก่อนด้วยนะ" ถ้าไม่งั้นมันจะไม่ได้เนื้อยา เดี๋ยวเพี้ยน

เมื่อกินยาสม่ำเสมอตรงตามเวลา เคร่งครัด...โรคก็หาย  เห็นมั้ย ยาดี ยาธรรม ...แก้ที่ใจ แก้ที่จิต แก้ได้หมด ไม่กลับมามีกายมีใจมีจิตอีก นั่นน่ะแก้ได้หมด

แต่คราวนี้ว่าไอ้คนไข้มันไม่ค่อยกินยา มันดื้อในการกินยา ...ยามันไม่อร่อย มันไม่หวาน มันไม่ซาบซ่าน มันไม่มีรสชาติ  มันก็เลยเอายามาตั้งทิ้งไว้ประดับบ้าน ขึ้นหิ้งข้างฝา แล้วก็ไหว้เช้าไหว้เย็น 

“ขอเถอะ ขอไปนิพพานด้วยคนนะคะ ...ขอให้ข้าพเจ้าได้ไปนิพพานสักชาตินะครับ” ...เออ มันคงได้ไปหรอก ยาเขาให้กิน มึงเอาไปตั้งไว้ ขึ้นหิ้งไว้ เอาดอกไม้ธูปเทียนจุดบูชาเนี่ยนะ 

มันไม่ได้น่ะ มึงต้องกินต่างหาก ...ไม่ใช่มักง่าย แล้วก็ภูมิใจว่าได้ธรรม ได้ทำบุญ ได้ไปวัด ได้ไปฟังธรรม ได้เก็บธรรมะท่านไว้ขึ้นหิ้งบูชา..ว่าท่านก็อยู่กับเรานั่นแหละ

"กูไม่อยู่นะ กูไม่อยู่กับใคร กูอยู่คนเดียว กูไม่ไปกะใคร ใครมาชวนกูไปกูไม่ไป กูจะไปอยู่กับมึงทำไม...ไม่ไป๊" ...เนี่ย มักง่าย  จะเอาง่ายๆ เอาแต่สบาย เอาแต่จะนั่งนอนสบาย 

กลัวไม่ได้นอน กลัวไม่สบาย เหนื่อย ...โอ้ย เราบอกให้..ไม่ต้องกลัวไม่ได้นอน เดี๋ยวก็ได้นอนยาวเลย คราวนี้นอนไปเลย ไม่ต้องตื่น...ตายเนี่ยน่ะ 

หวงนักห่วงนัก ที่หลับที่นอนนี่ กลัวหมอนมันไม่ได้ใช้งาน กลัวเตียงมันไม่บุ๋ม  นอนมันเข้าไป ห่วงมันเข้าไป ...ห่วงทำไม อีกไม่นานก็ได้นอนยาวเลย ไม่มีใครมาแย่งที่ด้วย

ไอ้ตอนนี้ที่ควรห่วง...คือห่วงมันไม่ตื่น เข้าใจมั้ย กลัวจิตไม่ตื่นมากกว่า แล้วยังผสมความหลับเข้าไปอีก เสียดายความหลับรึไง ...เราเสียดายอาการ “ตื่น” มีชีวิตด้วยความตื่นรู้ตื่นเห็น ใจตื่น ...เป็นผู้รู้ผู้ตื่นอยู่ 

นี่ เหมือนกับเก็บอริยทรัพย์เข้าพกเข้าห่อไว้ ...จะมามัวเสียดายความหลับทำไม กลัวไม่ได้หลับไม่ได้นอนเนี่ย ...เดี๋ยวตอนมาเกิดนี่นอนมาในท้องแม่เก้าเดือน นั่นน่ะ มันสบายดีมั้ยล่ะ 

เพราะนั้นที่ควรกลัวคือ...กลัวจิตไม่ตื่น กลัวไม่มีสติ กลัวไม่เห็นธรรมที่ปรากฏ กลัวไม่เห็นกิเลสที่มันไปเกาะกุม กลัวไม่เห็นจิตที่มันซ่านไปซ่านมา กลัวไม่เท่าทันอาการของจิตขณะที่เผลอไร้สติ

นี่ เหล่านี้น่ะน่ากลัวกว่าเยอะ เพราะมันเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดการหมุนวน หมุนเวียนในการเกิดการตาย ข้ามภพข้ามชาติ ...นับภพนับชาติไม่ถ้วน

แล้วมันจะไปไหนก็ไป ...เป็นมนุษย์ เป็นสัตว์ เป็นเปรต เป็นสัตว์นรก เป็นอสุรกาย เป็นเดรัจฉาน ในขณะที่เผลอเพลิน เพลิดเพลินไปกับความไม่รู้เนื้อรู้ตัว

มันสะสมนะนั่นน่ะ มันกำลังลงหลักปักเสาเอก เตรียมสร้างบ้านมุงหลังคาไว้ เดี๋ยวก็จะเข้าอยู่แล้ว ...จิตมันทำงานตลอดเวลา ด้วยความไม่รู้เนื้อรู้ตัว มันทำงานอยู่ตลอดเวลา

มันหา มันขวนขวาย มันสร้างภพ มันเตรียมชาติอยู่ตลอด แล้วเรามัวแต่ห่วงนอนห่วงความหลับอยู่นั่นแหละ ...กลัวจิตมันตื่นมาเห็นความเป็นจริงรึไง


(ต่อแทร็ก 7/18)



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น