พระอาจารย์
7/15 (550305E)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
5 มีนาคม 2555
ผู้ถาม – ท่านครับ มีคำถามครับ ... คือมันจะมีความรู้สึกว่า จะต้องทำให้มันมีสติบ่อยๆ
แล้วมันไม่ดีที่ว่ามันหลงไปบ่อยๆ มันจะรู้สึกว่าเป็นทุกข์กับไอ้ที่มันหลงไปบ่อยๆ
พระอาจารย์ – ใช่
ผู้ถาม – จริงๆ เราควรจะ
เหมือนกับว่าตัดความคิดนั้นทิ้งไป แล้วก็กลับมารู้ตรงปัจจุบัน
พระอาจารย์ – ใช่
ผู้ถาม – มันเป็นยังไงก็ช่างมัน
ตอนนี้ถ้ามันรู้ก็โอเค
พระอาจารย์ – ใช่ ให้มันรู้ทัน
แล้วก็กลับมารู้ตรงนี้เลย ...อย่าไปดีใจเสียใจกับสิ่งที่มันเกิด ที่มันดับไปแล้ว แค่นั้นเอง ...แค่รู้ตัว รู้ทัน แค่นั้นน่ะ
มันก็จะเห็นเองว่า ลักษณะอาการของการจมไปในความหลง
จมไปในเรื่องราวที่เกิดขึ้น ด้วยความหลงความเผลอความเพลิน มันก็ดับไปเลย ...อย่าไปทอดแห ลงอวน งมหาถูกหาผิดอะไรกับมัน
ก็กลับมารู้ตัว ...สลัด สลัดทิ้ง สลัดทิ้งเลย
แล้วก็กลับมารู้ตรงนี้
ผู้ถาม – แล้วเราจำเป็นที่จะต้องฝึกตัวเองให้มีสติบ่อยๆ
พระอาจารย์ – ใช่ ...ต้องทำ
ต้องเจริญขึ้น ต้องเตือนตัวเองบ่อยๆ เตือนตัวเองบ่อยๆ "มึงจะไปลงนรกหรือไง
มึงอยากเกิดอีกรึไง มัวแต่คิดอยู่นั่นน่ะ" ... มันจะได้กลับมารู้อยู่อย่างนี้
นี่พูดได้เตือนได้ บอกมัน สอนมัน ว่ามันได้ ...เพื่อให้มันกลับมารู้ตัว
ไม่หลงไปกับความเคยชินเดิมๆ ...เช่นกำลังครุ่นคิดในการหาทางแก้นั้นแก้นี้ก็ว่า "มันจะคิดไปหาโลกหาธรรมอะไร ไม่มีประโยชน์"
นี่ ก็ต้องบอกก็ต้องเตือนมัน
กลับมาอยู่กับรู้กายรู้ใจไว้ตรงนี้ ...อย่าไปจริงจังกับโลกจนเพลิดเพลิน หลงเข้าไป
กระโจนลงไปเล่นกับมัน บางครั้งมันก็เป็นความเคยชิน หน้าที่การงาน บางทีก็ไปหมกมุ่น
เข้าใจคำว่าเข้าไปหมกมุ่นไหม ...ด้วยความจงใจบ้าง ด้วยความเคยชินบ้างก็ตาม ต้องเตือนตัวเองให้กลับมารู้ไว้ ที่กลัวมันจะเสียหาย มันจะไม่ได้ผล...ช่างมัน
ก็เตือนมัน ...อยากมาเกิดอีกรึไง อยากมาเอาร่างกายนี้แก้ไขต่อรึไง อยากมาได้รูปได้นามนี้แก้ไขต่อในข้างหน้า...ที่ปัญหาในโลก ...มันไม่มีที่จบหรอก
เพราะโลกมันไม่เคยเต็ม โลกมันคือความขาด โลกมันคือความบกพร่อง ...บ้านนี่กวาดทุกวันถูทุกวัน เพราะฝุ่นมันลงทุกวันเหมือนกัน มันไม่เคยสะอาด...เที่ยงเลย เห็นมั้ยงานการในโลกนี้มันไม่จบหรอก
ปัญหาก็ไม่จบหรอก ...ถึงเราแก้ได้เดี๋ยวปัญหาใหม่ก็มาอีก มันก็อย่างนี้ ...จะไปจริงจังอะไรกับมันมากมาย จนละเลยกายใจ ...ก็เตือน บอก สอน แล้วก็รู้ไว้ กลับมารู้ กลับมาอยู่ตรงนี้
ตรงนี้
ไม่ได้อะไร ไม่ได้ก็ไม่แก้อะไร อยู่ตรงนี้ เดี๋ยวมันรู้เอง ...สอน เตือน
เพื่อให้มันอยู่ตรงนี้ ...และเมื่อรักษาสติกายใจได้ต่อเนื่องแล้ว
ก็รักษาให้ดี ให้มันคล่อง ให้มันคล่องแคล่ว อยู่ทนทายาท ทนทาน
ทำสติให้ต่อเนื่อง
รักษาใจให้ต่อเนื่อง อยู่กับใจนานๆ อยู่กับปัจจุบันนานๆ ยิ่งนานยิ่งดี ไม่ต้องกลัวยึด ...ให้ยึดไปเลยปัจจุบันนี่ เพราะเรากลัวมันไม่ยึดปัจจุบัน นี่แหละที่กลัว
ไอ้ที่สอนให้ภาวนาคือให้มายึดปัจจุบันไว้ก่อน มันจะได้อยู่กับปัจจุบัน ...เพราะธรรมชาติของจิตไม่รู้น่ะ มันไม่เคยอยู่กับปัจจุบันหรอก มันลืมอย่างเดียวคืออยู่กับปัจจุบันน่ะ
อยู่ได้แป๊บเดียวก็ไปแล้ว โดยธรรมชาติของจิตไม่รู้นะ
ต้องให้มันยึดปัจจุบันมากๆ
ด้วยองค์ภาวนา องค์สติ องค์สมาธิ ...มันจะได้ล้างนิสัย อนุสัยเดิม
คือความเคยชินของการหลง การเผลอ การเพลิน ...ก็ล้างให้แรงเหมือนกัน แล้วให้แรงกว่า
มันจึงจะหยุดอยู่
เมื่อมันหยุดอยู่แล้ว
การรู้เห็นตามความเป็นจริงในปัจจุบันก็จะค่อยๆ ชัดเจน ...เมื่อมันชัดเจนแล้วคราวนี้
จิตปรุงแต่งมันจะน้อยลง
อำนาจพลังแห่งการกระชากลากถูให้ออกนอกปัจจุบันมันก็จะน้อยลงด้วย
อำนาจของความเผลอความเพลิน ด้วยอำนาจของความอยาก-ความไม่อยากก็จะน้อยลง ...ไม่ทันที่จะออกไปไกลมันก็รู้ตัว แล้วก็หันหลังกลับได้เร็ว โดยที่ไม่พะว้าพะวง
ไม่ละล้าละลังคิดหน้าคิดหลัง
มันทิ้งเลย เหมือนทิ้งแบบไม่มีเยื่อใยได้เลย คือกลับมาอยู่ตรงนี้ได้ทันที ... นั่นน่ะคืออำนาจของปัญญา ...ถ้าปัญญาเกิดขึ้นมันก็เร็วขึ้น
ถ้าปัญญาไม่เฉียบไม่คมไม่แหลม มันฟาดแล้วก็เหมือนมีดมันทื่อน่ะ มันเถือไม่ขาด ...แต่ถ้าปัญญามันเฉียบแหลมกล้าคม มีดมันคมน่ะ ปื้บ ขาด...ขาดก็คือ...กลับมาตรงนี้โดยที่ไม่เหลียวหลัง มาอยู่ตรงนี้
เห็นมั้ย มันไม่อาลัยอาวรณ์ ไม่ห่วงหน้าพะวงหลัง รักลูกห่วงเมีย
รักเมียห่วงลูกห่วงหลานห่วงเหลนห่วงโหลน นั่นมันจะห่วงหลายห่วงเลย เพราะมีดมันทื่อ
ปัญญาไม่คม
ไม่ต้องพิจารณาอะไรมาก นั่นน่ะ ปัญญาไม่คม ...เพราะมันละไม่ขาด ไม่ยอม
อาวรณ์ คิดมาก มีเหตุมีผลมารองรับ เดี๋ยวอย่างงั้น เดี๋ยวอย่างโง้น เดี๋ยวอย่างงี้ ...อู้ย นั่น มันไม่สะเด็ดน้ำ
เพราะนั้นถ้ารู้ตัวบ่อยๆ ฝึกบ่อยๆ มันจะปึ๊บ...ขาดตรงนั้นๆ ...อะไรจะเกิด อะไรจะไม่เกิด ช่างหัวมัน ไม่สนใจ ไม่ส่งจิตไปคิดต่ออีก ...ขาดตรงนี้
รู้ตรงนี้ พอแล้ว ...อะไรจะเกิด เออ ยอมรับมันไป อะไรก็ได้ ...นั่น แค่นั้น
ปัญญา ญาณ มันจะไว มันจะหน้าด้านหน้าทน ทิ้งโลกได้โดยไม่อาลัยอาวรณ์
โลกเขาไม่ทิ้งเราหรอก
มีแต่เราน่ะต้องทิ้งโลก โลกเขาไม่เคยห่วงเราหรอก มีแต่เราน่ะคอยไปห่วงโลก
เป็นพวก save the world ...มันจะรักษาไว้ทำไม
โลกเขาไม่เคยรักษาอะไรเลย ...มีแต่เราน่ะไปห่วงไปหวงเขา ห่วงโลกหวงโลก เกรงใจโลก เกรงใจคนในโลก
เกรงใจกิเลสของคนในโลก ...ห่วงมันทำไม
เอาตัวรอด ...ภาวนานี่เอาตัวรอด ทิ้งโลก
ภาวนาแบบทิ้งโลก ไม่ได้ภาวนาแบบแบกโลกไปด้วยนะ แบกอารมณ์ในโลกไปด้วยก็แบกไม่ได้
ลูบหน้าปะจมูกมันไม่พ้นหรอก
ทิ้งเป็นทิ้ง ขาดก็คือขาด ละก็คือละ วางคือวาง
หยุดคือหยุด อยู่คืออยู่...ตรงนี้ คือตรงนี้ ... แล้วมันจะเข้มแข็งเด็ดเดี่ยวมากขึ้นๆ
ไม่หวั่นพรั่นพรึง ไม่วิตกกังวล
ไม่กลัว...ต่อการที่จะไม่ทำอะไรเลยในจิต
ไม่มีการคิด ไม่มีการปรุง ไม่มีการต่อ ไม่มีการหาเลย ...นั่น
มันอยู่ที่รู้ที่เดียวล้วนๆ เลย ...มันกล้าหาญมั้ยล่ะ
ถ้าไม่กล้าหาญจริงๆ
มันไม่ยอมหรอกนะ ... มันจะคิดหน้าคิดหลัง อ้อล้ออยู่อย่างนั้น วนอยู่อย่างนั้นน่ะ
กลายเป็นจิตซึม เศร้า หมอง เห็นมั้ย มันเกิดความหมอง ขุ่น กังวล นี่ ...ก็ต้องให้มันเฉียบขาดลงไป
แต่ว่ามันจะเฉียบขาดเองทีเดียวไม่ได้ ...มันต้องฝึกๆๆ อย่างเดียว รู้ตัวบ่อยๆ รู้บ่อยๆ แล้วก็ละบ่อยๆ ... ละความคิดบ่อยๆ ละอดีตบ่อยๆ
ละอนาคตบ่อยๆ อย่าไปเสียดายอดีตอนาคต อย่าไปเสียดายเรื่องที่แล้วมา
อย่าไปเสียดายจิตที่ยังมาไม่ถึง อย่าไปเสียดายจิตที่ดับไปแล้ว
อย่าไปเสียดายอารมณ์ที่ยังไม่เกิด อย่าเสียดายอารมณ์ที่ดับไปแล้ว ...และอย่ากลัวอารมณ์ที่ตั้งอยู่ แค่นั้นแหละ
รู้อย่างเดียว เพื่อให้รู้มันแข็งแรง
ตั้งมั่น เป็นเอก เป็นหนึ่ง เป็นกลาง ไม่หวั่นไหว ...ถ้าใจรู้ ใจตั้งมั่น
ใจไม่หวั่นไหวแล้ว มันไม่กลัวกิเลสหรอก ไม่กลัวโลก ไม่กลัวธรรม ไม่กลัวทุกข์ ไม่กลัวสุข ไม่กลัวหน้าไหนทั้งนั้น
เพราะเราไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก่อน
เพราะเราไม่รู้ว่าอะไรมันจะตั้งอยู่นาน ตั้งอยู่ไม่นาน ..ไม่กลัวอะไร รู้อย่างเดียว ...นั่น อำนาจของสติสมาธิปัญญา
แล้วมีปัญญากำกับอยู่ ...มันไม่ห่วงหาอาวรณ์กับความเป็นไปในโลก กับความเข้าไปผูกพันในโลก หรือว่าสายใยที่เคยผูกพันอยู่ในโลก
คืออารมณ์ คือความเห็นในโลก หรือความเชื่อถือในโลก
มันก็จะละไปหมด ขาดไปเอง
ทั้งสีลัพพตะ ทั้งสักกายะ ทั้งวิจิกิจฉา
มันก็เหลือแต่ใจที่เปล่าเปลี่ยวเดียวดายเป็นเอก เป็นหนึ่ง เป็นอิสระ มากขึ้นๆๆๆ
เอ้า เอาแล้ว มีอะไรจะถามมั้ย
พวกพระนี่
ผู้ถาม – ไม่มีแล้วครับ
แจ่มแจ้งดีแล้วครับ ที่ฟังนี่มันปลงหลายเรื่องเลยครับ บางทีจิตมัน...ดึงไม่ค่อยจะอยู่
ไม่ค่อยอยู่กับปัจจุบัน
พระอาจารย์ – มันไม่ใช่ว่าคนเดียวหรอก
ทุกคนน่ะแหละ ในโลกสามโลกธาตุน่ะ
ผู้ถาม – แล้วความเพียรผมมันก็ครึ่งๆ
กลางๆ ไม่ต่อเนื่องเหมือนที่อาจารย์ว่า
พระอาจารย์ – เกลี่ยให้มันสมดุล
แล้วก็ยืดยาว...สติสมาธิปัญญา
ผู้ถาม – เวลาเข้าไปหาอยู่กับพระเยอะๆ
ก็ลืมแล้วครับ ลืม ถ้าอยู่คนเดียวก็ภาวนาไป
พระอาจารย์ – ก็รู้อยู่แล้วนี่...ว่าที่ไหนเป็นที่ที่เป็นมงคล ที่ไหนไม่เป็นมงคล ที่ไหนเป็นอโคจร
ผู้ถาม – บางทีมันก็พยายามฝืนอยู่ แต่ถ้าเจอเพื่อนพระด้วยกันก็อยากจะคุย ลืมสติครับ
พระอาจารย์ – ก็รู้อยู่แล้วว่ามันเป็นเพราะความอยากหรือความไม่อยาก มันต้องรู้อยู่แล้ว ...การแก้นี่มันรู้ทางหนีทีไล่ดีอยู่แล้ว แต่ว่าไม่ทำตาม ไม่แข็ง ไม่มีความเพียร
ไม่มีความอดทน
มันก็จะตกอยู่ในกระแสความเคยชินเดิมๆ ความคลุกคลี การพูดคุย
การปรุงแต่ง ...มันก็ซ้ำซากเหมือนเดิมนั่นแหละ
การคลุกคลี
การไม่อยู่ในที่นั่งที่นอนอันสงัด การไม่เห็นนิพพานเป็นสิ่งสูงสุด
การไม่ทำความเพียร ...พวกนี้เป็นทางขัดขวางองค์มรรคทั้งหมด
การมักมาก ไม่มักน้อย การไม่ประมาณในการบริโภค พวกนี้ก็เป็นการขัดขวางในองค์มรรค ... คำว่าการบริโภคนี่คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย
การบริโภคไม่มีประมาณ ...อยากเห็นก็ดู
อยากได้ยินก็หามาฟัง อยากได้กลิ่นก็ไปหามาดม อย่างนี้ไม่ประมาณในการบริโภค
จิตมันไม่รวมอยู่ในปัจจุบันได้
นี่คือโอวาทพระปาฏิโมกข์ทั้งหมดเลย ไม่คลุกคลี
นั่งนอนในที่อันสงัด ประมาณในการบริโภค ทำบุญ ละบาป เจริญชำระจิต
เห็นนิพพานเป็นของยิ่ง ทำความเพียร มีขันติ
นี่คือโอวาทพระปาติโมกข์ที่พระพุทธเจ้าแสดงในวันมาฆะ แต่พระทำไม่ค่อยได้อ่ะ ...ขนาดพระยังทำไม่ค่อยได้เลย
พระยังไม่ยอมทำเลย โยมนี่อีกเรื่องนึง
มันก็เป็นนิสัยโลกเก่าๆ ที่ติดมาน่ะ ...แต่ว่าถ้าดำเนินอยู่ในโอวาทพระปาติโมกข์หรือว่าเป็นข้อปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้นนะ
ไม่หนีจากนี้หรอก...นอนน้อย กินน้อย พูดน้อย ภาวนามาก
มันก็โดยรวมของโอวาทปาติโมกข์เหมือนกัน
มันทำตรงข้ามกันรึเปล่าล่ะ ... ถ้าตรงข้าม มันก็เดินหันหลังให้กับองค์มรรคน่ะ
มันก็เดินเข้าไปในโลกนั่นแหละ การพูดการคุยการข้องแวะ มันมีแต่ทำให้เผลอเพลินน่ะ
มีแต่ทำให้ลืมเนื้อลืมตัว
อะไรที่ทำแล้วลืมเนื้อลืมตัว...อย่าทำ
ที่ไหนไปแล้วทำให้ลืมเนื้อลืมตัวมากขึ้น...อย่าไป
บุคคลใดข้องแวะแล้วขุ่นมัวเศร้าหมอง...อย่าข้องแวะ บุคคลใดข้องแวะแล้วจิตแจ่มใสเบิกบาน มีสติสัมปชัญญะ ข้องแวะเยอะๆ ...เป็นกัลยาณมิตร เป็นกัลยาณธรรม
………………….

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น