วันอังคารที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

แทร็ก 7/21 (2)


พระอาจารย์
7/21 (550322C)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
22 มีนาคม 2555
(ช่วง 2)


(หมายเหตุ :  ต่อจากแทร็ก 7/21  ช่วง 1

พระอาจารย์ –  แล้วไอ้ตรงที่อยู่ตรงนี้ เดี๋ยวก็ส่าย เดี๋ยวก็เปลี่ยนไปเป็นอย่างนี้ เดี๋ยวก็เปลี่ยนไปเป็นอย่างนั้น เดี๋ยวก็เปลี่ยนจากตึงเป็นไหว เดี๋ยวก็เปลี่ยนจากไหวเป็นร้อน เอ้า จากร้อนมาเป็นลมเข้าลมออก

เออ มันเริ่มเห็นอย่างนี้ ...นั่น แล้วไอ้นี่มันกายรึเปล่าวะ ไม่เห็นมันว่ามันเป็นกายเลย มันมีชื่อติดไว้มั้ย ...ไม่มีอ่ะ ก็เห็นว่ามันเป็นแค่อะไรอย่างหนึ่งที่ปรากฏอยู่ลอยๆ

แล้วมันเป็นธุระของใครมั้ย มันเป็นของใครมั้ยนี่ ไอ้ที่ลอยๆ อยู่ เดี๋ยวก็แข็ง เดี๋ยวก็อ่อนนี่ ...มันจำเป็นมั้ยที่จะต้องเอามาเป็นภาระ

มันบอกมั้ยว่ามันเกิดขึ้น มันตั้งอยู่เพื่อใคร ...เปล่า เป็นธรรมชาติของมันน่ะ เดี๋ยวมันก็ตั้ง เดี๋ยวมันก็ดับ เดี๋ยวมันก็เกิดใหม่ เดี๋ยวก็ตั้ง เดี๋ยวก็ดับ เดี๋ยวก็เกิดใหม่

ไม่ได้ว่าตั้งมาให้ใคร ไม่ได้ตั้งให้ใครสุข ไม่ได้ตั้งให้ใครทุกข์ ไม่ได้ตั้งให้ใครได้หน้าได้ตา ไม่ได้อินังขังขอบกับใคร 

กูตั้งของกูเงี้ย..เมื่อมีเหตุปัจจัย เอ้า ลมพัดมา กูก็วูบนึงให้เห็น ...เนี่ย ปรากฏวูบนึง มันก็ไม่รู้ด้วยว่าเย็นนะ เย็นนี่จิตยังว่าบอกว่าเย็นอยู่นะ มันก็เป็นอย่างนี้

มันเป็นหน้าที่ของใคร ฮึ มันเป็นหน้าที่ของเราเหรอ มันเป็นเรื่องของเราเหรอ มันครอบครองได้เหรอ มันบอกว่าดีมั้ย มันบอกว่าไม่ดีมั้ย

เนี่ย ธรรม ที่ปรากฏ ด้วยความสงบและเป็นกลาง ไม่ใช่เป็นเราและของเรา ใช่มั้ย ...อะไรเกิดๆ ดับๆ นี่ อยู่ดีๆ ไปเหมาว่านี่ของเรา เรื่องของเราเหรอ ตึงๆ เนี่ย

เอ้า ถึงมันไม่เกิดมันไม่ดับ มันตั้งอยู่นี่เอ้า ตึงๆ นี่ใคร  มันบ่งบอกมีอัตตลักษณ์ตรงไหนไหม มีชื่อติดอยู่ตรงตึงมั้ย ในความรู้สึกว่าตึงนั้น มันเป็นชายเป็นหญิง เป็นใครเป็นของใครมั้ย

นั่นแหละ เห็นมั้ย เมื่อใดที่จิตเป็นหนึ่งนะ ไม่คิดนะ มันจะเห็นอย่างนี้ ...เห็นลงไป รู้ลงไป ดูลงไป ซ้ำลงไป มันจะไม่แจ้งได้อย่างไร มันจะไม่แจ้งในความเป็นจริงในกายได้อย่างไร

เพราะอะไร ทำไม ...เพราะกายไม่เคยปิดบังความจริงอันนี้ เขาแสดงความเป็นจริงมาตั้งแต่เราได้รูปนี้มาเลยตั้งแต่เกิด 

ผิดแต่ว่าเราน่ะไม่เคยดูมันเลย ไม่เคยสำเหนียก ไม่เคยแยบคาย ไม่เคยโยนิโสมนสิการ กับสิ่งที่ปรากฏมาตั้งแต่เกิดจนตาย

มัวแต่ไปหาปัญญาที่ไหนก็ไม่รู้ เถียงกัน หาวิธีกันเข้าไป ทั้งๆ ที่ว่าเสพซ้องข้องอยู่กับก้อนธาตุก้อนธรรมมาตั้งแต่เกิดยันตาย

บางคนไม่รู้สาระ ไม่เข้าใจเลยว่า เนี่ย เขาแสดงธรรม เขากำลังสั่งสอนเรา ...เขากำลังสั่งสอนจิตเรา ให้มันเป็นจิตรู้ ว่ากูนี่คือใคร กูนี่เป็นมึง ของมึงมั้ย

มัวแต่ไปหาอะไรที่มันเกินตัว เข้าใจคำว่าเกินตัวมั้ย คือเกินตัวนี้ เกินใจนี้ นี่ เกินตัว ...ใครเกินตัวมากเท่าไหร่...เก่ง ใครรู้มากกว่านี้เท่าไหร่...เก่ง ใครเห็นอะไรประหลาดมหัศจรรย์พิสดาร...เก่ง

นี่ เชื่อกันว่าอย่างนั้น ... แต่เห็นกายตามความเป็นจริง...ไม่เคยเห็นเลย  ...มันไปเห็นกายตรงไหนก็ไม่รู้ แล้วมันว่าอันนั้นจริงกว่าอันนี้

รู้ลงไปในที่อันนี้ เห็นลงไปในที่อันนี้ ไม่ต้องหาที่อื่น ไม่ต้องไปหาอันอื่น ปฏิบัติซ้ำลงไป รู้ลงไป ซ้ำลงไป "กาย-ใจๆ" เป็น motto ไปเลย (motto = คติ, คำขวัญ, หลักในใจ)

แล้วมันเหลือแค่นั้นเองจริงๆ ให้มันเหลือแค่นั้นจริงๆ นอกนั้นไม่มีอะไร ...แล้วมันจะซึมซาบเป็นปัจจัตตังเอง ว่านอกจากกายใจแล้ว สามโลกธาตุนี้ไม่มี ไม่มีอะไรในสามโลกธาตุนี้เลย

แล้วกายใจที่อยู่นี้ สุดท้ายกายก็ไม่มี


โยม –  เหลือแต่ตัวรู้ตัวเดียวอย่างที่พระอาจารย์ว่านั่นหรือ

พระอาจารย์ –  สุดท้ายผู้รู้ก็ไม่มี ...เพราะเมื่อใดที่รู้ดวงนี้มันไม่จำเป็นจะต้องไปรู้ว่ามีอะไร ไอ้ตัวที่มันจะต้องรู้ว่ามีอะไร คือตัวที่เป็นอวิชชาห่อหุ้มมัน มันถึงจะต้องไปหาอะไรมารู้

เมื่อใดที่มันหาอะไรมารู้ไม่ได้แล้ว ตัวนี้จะไม่มี ตัวที่ห่อหุ้มใจที่แท้จริงนี่ มันจะไม่มีหน้าที่ ...ถ้ามันยังมีหน้าที่หมายความว่ามันยังหาอะไรที่จะรู้อยู่

อะไรกูก็หาหมดแล้วว่าไม่มีอะไรให้รู้แล้ว ไม่มีอะไรให้รู้แล้ว ...เพราะมันไม่มี เพราะมันเป็นอนัตตา เพราะมันไม่มีตัวตนที่แท้จริง ...ตัวที่ห่อหุ้มใจไว้แล้วก็พาใจไปพาใจมานี่...มันหมด

เพราะนั้นกรงขังที่ขังใจ ก็แตก ถูกทำลาย ใจก็คืนสู่สภาวะเดิม ...ใจนี่เป็นอิสระโดยธรรมชาติอยู่แล้ว แต่มันถูกห่อหุ้ม เหมือนถูกกักขังโดยปริยายด้วยความไม่รู้


โยม –  ที่พระอาจารย์เคยบอกผมว่า ก็เพราะไอ้รู้นี่ มันก็เหลืออยู่ภพเดียว ใช่ไหมครับ

พระอาจารย์ –  ใช่ แค่นั้นแหละ จนมันหมดหน้าที่ คือมันรู้จนไม่มีอะไรให้รู้แล้ว ว่าทั้งหมดนี่ ไม่มี คือไม่มีอะไรจริง

แม้แต่กายนี่ วูบนึง เห็นมั้ย ตัวตนของมันน่ะ แข็งตรงนี้ แค่ชั่วคราวน่ะ ปรากฏแค่เป็นนิมิตชั่วคราว เดี๋ยวก็หาย เอ้า แล้วตัวตนของกายล่ะ เอ้า มาเป็นเย็นแทน เห็นมั้ย

งั้นตัวตนก็เป็นเย็นสิ ตัวของกายก็เย็น เอ้าเย็นเปลี่ยนอีก เออ แล้วตัวตนของกายมันคืออะไรกันแน่วะเนี่ย ...ไม่มี มันจะเห็นเลยว่ากายอนัตตา คือไม่มี ว่างน่ะ ตัวตนที่แท้จริงของกายจริงๆ คือว่าง

เพราะนั้นไอ้ที่มันวูบๆ วาบๆ ขึ้นมานี่ อาศัยเนื่องด้วยเหตุและปัจจัย ชั่วคราวหนึ่งๆ นานบ้าง ช้าบ้าง ถี่บ้าง ซ้ำบ้าง แต่ว่าชั่วคราว แล้วหายๆๆ ...นั่นแหละตัวตนที่แท้จริง...ไม่มี

มันซ้ำลงไปที่กายตัวเดียวนี่แหละ แก้ได้หมด บอกให้ ...แต่ระหว่างที่กำลังทำความแจ้งในกาย เดี๋ยวจิตมาแล้ว บั้บๆๆ จะอย่างนั้น จะอย่างนี้

ละ ชำระ ...  ละ ชำระจิตๆ เอ้า จิตดับอีกแล้วจิตทุกข์นี่ มันจะเหลืออะไร ฮึ ถ้ามันรู้อยู่อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้ มันจะเหลืออะไรในสามโลกธาตุนี้ หือ ไม่เหลืออะไรให้มันจับจองหรอก

ไอ้ที่มันยังจับจองครอบครองเพราะมันยังเหลืออะไร มันยังมีอะไรให้จับ ถ้าไม่มีแล้วกูจะจับอะไร ...อนัตตา นั่น หมดหน้าที่เลยอวิชชาความไม่รู้ที่มันห่อหุ้มใจ มันก็หมดหน้าที่

จะไปรู้อะไร จะไปหาอะไรมาจับ มันจะไปควานหาอะไร ไม่มีอะไร แตก ...เขาเรียกว่าอาสวักขยญาณ ปุ๊บ ไอ้ตัวห่อหุ้มใจไว้เปิดออกหมด ใจนี่คืนสู่อิสระ ไม่ถูกจำขัง ไม่ถูกกักขัง

เพราะนั้นว่าเดี๋ยวนี้ ใจมันก็อยู่ในสภาวะที่บริสุทธิ์ แต่มันถูกจองจำครอบไว้ด้วยความไม่รู้  แต่ว่าตัวของเขานี่ เขาบริสุทธิ์ ...ยังไงก็ทำให้ใจนี้บริสุทธิ์ขึ้นหรือทำให้ไม่บริสุทธิ์ไม่ได้เลย

เพราะนั้นไม่ใช่มาชำระกิเลสในใจนะ ใจไม่มีกิเลสนะ ...ชำระจิตที่ไม่รู้ เนี่ยๆๆ ที่มันสร้างนั่นสร้างนี่อยู่นั่นน่ะ ...ใจเขาไม่ได้สร้างอะไรนะ แต่เขาถูกห่อหุ้มไว้

ถ้ายังมีตรงนี้ห่อหุ้มไว้ และสมมุติว่าภารกิจนี้ยังไม่สำเร็จ...แล้วดันตาย  มันก็หอบลากเอาใจที่เหมือนถูกขังอยู่นี่ ไปหารูปใหม่นามใหม่

ใจนี่ทั้งที่ไม่รู้ไม่ชี้กับอะไร ...ก็ไม่ได้ว่าอยากจะไปหรืออยากมาหรืออยากเกิด แต่มันถูกจำเพาะให้ต้องไป ...นี่ถูกคุมขังไว้ในสามโลกธาตุเลยนะนี่ ความไม่รู้นี่มันปิดบังอยู่น่ะ

พอบอกให้มันมาเหลือรู้แค่นี้ มันก็เริ่มต่อต้าน ...มันหวงแหนภพ มันหวงแหนในสิ่งที่มันหาและยังหาไม่ได้ มันยังหวงแหนว่ามันยังมีอะไรที่ยังหาแล้วยังหาไม่เจออีกตั้งเยอะ


โยม –  พอไปหา ก็ไม่มีอะไร

พระอาจารย์ –  เออ นั่นแหละ ให้มันเห็น


โยม –  คือมันก็นึกต่ออย่างนี้นะ

พระอาจารย์ –  นั่นแหละ แรกๆ อาจจะมีการบอกการสอนมัน แล้วต่อไปก็ลงเหลือแค่นี้ สุดท้ายมันลงจบอยู่แค่กายใจ


โยม –  ผมปกติก็ไม่คุยกับมัน เพราะรู้ว่าตัวเองก็ไปสอนใครไม่ได้ แต่จะคุยกับมันก็เล็กๆ น้อยๆ ...แต่เดี๋ยวนี้หลังจากฟังท่านไปแล้ว ผมคุยกับใครไม่ได้เลย มันคุยคนละเรื่อง

พระอาจารย์ –  บอกแล้ว ความเห็นของนักปฏิบัติธรรมมีหลากหลายมาก และยึดและถือ และไม่ใช่จะเปลี่ยนแปลงกันได้ง่ายๆ นะ


โยม –  ยากๆๆ ...มันต้องเจอคนสอน เจอใครสักคนที่ลงใจ ไม่ใช่มานั่งฟังใครก็ได้หรอก

พระอาจารย์ –  ใช่ แต่สุดท้ายก็กลับมาอยู่แค่นี้ อยู่กับกายใจ ...ฝึกหัดไปอย่าประมาท


……………………..



วันจันทร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

แทร็ก 7/21 (1)


พระอาจารย์
7/21 (550322C)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
22 มีนาคม 2555
(ช่วง 1)


(หมายเหตุ :  แทร็กนี้แบ่งโพสต์เป็น  2  ช่วงบทความ)

พระอาจารย์ –  กายน่ะ กายเขาไม่ว่าหรอก กายเขาไม่ว่าอะไรเลย  ใจก็ไม่ว่าอะไร...ใจก็รู้ 

ใครว่า...นั่นน่ะ ลองหาดูซิใครว่า  ใครว่านั้นว่านี้ ใครว่ามันไม่ดี ใครว่าลักษณะนี้ทนไม่ได้แน่...ใครว่า ...นั่น ให้สังเกตตรงนั้น...ตัวที่ว่าน่ะ  ...ตัวที่ว่านั่นน่ะ...ตัวที่ก่อให้เกิดทุกข์

กายไม่ว่านะ ...ต่อให้อะไรนี่อยู่เต็มไปหมด กายนี่ไม่พูดสักคำ กายไม่เคยอ้อนวอนร้องความเป็นธรรมใดๆ ทั้งสิ้น ยังไงก็ได้...ยังงั้น 

เพราะกายไม่มีความเป็นสัตว์เป็นบุคคล มีความสงบอยู่ในตัวของมันเอง เนี่ย ความเป็นจริง ...ใจก็มีหน้าที่ อะไรเกิดขึ้นมันก็รู้ ใจรับรู้กายปรากฏอย่างไรมันก็รู้ ไม่ได้ว่าอะไร

แต่จะมีอีกตัวนึงว่า "ไม่ยอมๆๆๆ อย่างงั้นก็ไม่นั่น อย่างงี้ก็ไม่นี่" นั่น จิต...ปรุงแต่ง  จิต...ที่ทำให้ธรรมเหล่านี้คลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริง

ว่านี้ดี ว่านี้ไม่ดี  ว่านี้ควร ว่านี้ไม่ควร  ว่านี้ใช่ ว่านี้ไม่ใช่  ว่านี้เป็นคุณ ว่านี้เป็นโทษ  ว่านี้เป็นสุข ว่านี้เป็นทุกข์ เหล่านี้ เห็นมั้ย ...จิตน่ะเป็นผู้ว่า

จิตที่เข้าไปว่านั่นแหละ มันเกิดขึ้นจากความไม่รู้...ว่านี้คือสิ่งที่ปรากฏตามความเป็นจริง ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา นี้คือสิ่งปรากฏตามความเป็นจริงว่า มันแปรปรวน มันไม่คงที่ มันควบคุมไม่ได้

เพราะไม่รู้ตามความเป็นจริง ของขันธ์ ของโลก ของกาย ของใจ ...จิตจึงทำหน้าที่หรือทำงานด้วยการสร้างอารมณ์ สร้างความหมายมั่น สร้างความเห็น สร้างสภาวะใดสภาวะหนึ่งที่มันปรารถนา

เห็นมั้ย จิตมันทำงานเพราะความไม่รู้ ไม่รู้ตามความเป็นจริงว่า มันเป็นอย่างนี้ มันไม่ใช่เรื่องของใคร มันควบคุมไม่ได้ ...มันเป็นธรรมชาติที่ปรากฏ

แล้วธรรมชาตินี้หาความเป็นสัตว์บุคคลไม่ได้ หาคนที่ควบคุมมันไม่ได้ ...เนี่ย เป็นกลาง ทุกอย่างเป็นกลาง ...แต่จิตไม่กลาง จิตไม่ยอมกลาง ไม่กลางเพราะไม่รู้

ถ้ารู้แล้วกลาง ถ้ารู้แล้วเฉย ถ้ารู้แล้วจิตมันไม่มี ...ถ้ารู้อยู่ตรงนี้ รู้อยู่กับกาย รู้อยู่กับสิ่งที่ปรากฏ แล้วไม่คิด ไม่ออก ไม่หา ไม่สร้างความเห็น ถ้ารู้แล้วจิตไม่เกิด

แต่ถ้าไม่รู้อย่างนี้...จิตเกิด ...ถ้าจิตเกิดแปลว่าทุกข์เกิด อุปาทานทุกข์เกิด อุปาทานขันธ์เกิด มีความหมายมั่นในขันธ์เกิดขึ้น ทั้งขันธ์นี้ ทั้งขันธ์หน้า

ขันธ์หน้าคืออนาคต ขันธ์นี้คือขันธ์ปัจจุบัน ขันธ์อดีตก็เกิด เนี่ย จิตมันจะเข้าไปสร้าง ไปหมายขึ้นมา ...ดังนั้น ทุกข์มันจะเป็นหย่อมๆๆๆ อยู่ภายใน ด้วยอำนาจของความไม่รู้จากจิตที่มันปรุงแต่ง

แต่เมื่อเราตะล่อมๆๆ จิตให้รวมเป็นหนึ่ง คือตั้งมั่นอยู่ในปัจจุบัน ตั้งมั่นอยู่กับกายใจปัจจุบัน นี่เขาเรียกว่าจิตเป็นหนึ่ง ...ไม่คิดซ้าย ไม่คิดขวา ไม่คิดหน้า ไม่คิดหลัง ไม่คิดถึงเหตุและผลใดๆ ทั้งสิ้น

รวมเป็นหนึ่งอยู่ตรงนี้ปุ๊บ ทุกข์ที่เป็นอุปาทานจะระงับในระดับหนึ่ง ...เมื่อทุกข์อุปาทานระงับ ด้วยสมาธิที่ตั้งมั่นอยู่ด้วยจิตหนึ่งปัจจุบันแล้ว ...ตรงนี้จึงจะเป็นปัจจัยให้เกิดปัญญา

ปัญญาเกิดยังไง ...เกิดตรงที่มันเห็นกายตรงนี้ มันเห็นใจตรงนี้ ...มันเห็นจิตหยุดอยู่ตรงนี้ แล้วมันจะเห็นว่านี้เป็นแค่หนึ่ง ไม่ใช่ใคร ไม่มีใครเป็นเจ้าของ

เป็นกองนึง เป็นก้อนนึง เป็นสิ่งนึง เป็นธรรมชาตินึง ...เนี่ย กองนี้ ที่มันเขละอยู่นี่ เป็นแท่งอยู่นี้ เป็นท่อนอย่างนี้ เป็นตึง เป็นเย็นเมื่อลมกระทบ ก็เป็นแค่นี้ หาความเป็นสัตว์บุคคลไม่ได้

นี่ เพราะจิตหนึ่ง แล้วมันจึงเห็น โดยไม่ต้องคิดเลยนะ ...มันเห็น

แต่ถ้าจิตไม่หนึ่งปุ๊บ จะเริ่มแล้ว ส่าย ... “ทำไมมันร้อนอย่างนี้วะ มาคราวที่แล้วมันยังไม่ร้อนเลย อากาศมันแย่กว่าเดิมนะ” ...เห็นมั้ย พอมันเริ่มส่ายออกไปปุ๊บ จะเริ่มมีทุกข์ก่อตัวแล้ว 

เริ่มมีความขุ่นมัว เศร้าหมองเกิดแล้วนะ ถ้ายังเผลอไผลไร้สติ หรือตามซ้ำ ตามจิตที่มันไหล เป็นจิตสองสามสี่ห้าหกจนเป็นร้อยเป็นล้านดวงออกมานี่ ทุกข์มันจะสับสนปนเปขึ้น 

หงุดหงิด รำคาญ เป็นทุกข์ อึดอัด คับข้อง เศร้าหมอง ขุ่นมัว ...นี่ สติต้องเท่าทันแล้ว เมื่อรู้ตัว รู้ตัวว่าเริ่ม...เริ่มหรือกำลังเป็นทุกข์ ต้องสลัดออก สลัดอาการนี้ออก 

หมายความว่าปล่อยวางซะ กลับมารู้ตรงนี้ รู้อยู่ตรงนี้ รวมอยู่ตรงนี้ ตรงกาย ตรงรู้...ตรงกาย ตรงรู้ ตรงอยู่ในปัจจุบัน คือตรงกายตรงรู้ จิตมันก็จะรวมลงเป็นหนึ่งอยู่ตรงนี้

เมื่อมันรวมสงบตั้งมั่น เห็นจิตแน่วแน่เป็นหนึ่งอยู่ มันจะเห็นกายชัด ตามความเป็นจริง ...เป็นแค่ก้อน ไม่เห็นเป็นอะไร กายไม่ว่าอะไรเลย

แดดก็ไม่ว่า ลมก็ไม่ว่า ควันก็ไม่ว่า ควันน้อยก็ไม่ว่า ไม่มีควันก็ไม่ว่า  มันก็เป็นก้อนของมันอยู่อย่างนี้ ดีก็ไม่ว่า ร้ายก็ไม่ว่า เป็นคุณเป็นโทษ...ไม่สน ก็เป็นก้อนอยู่อย่างนี้

แต่จิตมันคอยจะว่าอยู่เรื่อยนะ ...“เรา” กับจิตนี่มันออกมาพร้อมกัน  เมื่อใดที่จิตปรุงแต่งนี่ ความเป็น “เรา” เกิดขึ้นแล้ว ...ตัวเราก็อยู่ที่จิตว่า ตัวเรื่องราวต่างๆ ก็คือจิตน่ะเป็นตัวว่า

ถึงบอกว่า เมื่อใดที่รู้ตั้งมั่นอยู่ในปัจจุบัน จากนั้นไป เห็นจิตแล้ว...ชำระ เห็นจิตแล้ว...ชำระ ...ชำระเลย ไม่ต้องเสียดาย ไม่ต้องหาคุณค่าของมัน ไม่ต้องให้มันพาไปหาคุณค่าอะไร

นี่คือความเคยชินนะ มันจะใช้จิตน่ะ...โดยเฉพาะเป็นอาการซ้อน ทำอะไรต้องคิด ทุกคนน่ะ ทำอะไรต้องคิดนะ ต้องพิจารณาให้รอบคอบให้ดี ใช้จิตเป็นตัวดำเนิน

พอเริ่มปฏิบัตินี่จะละ...ก็ละยากแล้ว ...เพราะเคยกับชีวิตมาตลอดห้าหกเจ็ดสิบปีนี่ มันอยู่กับความคิด แล้วมาได้ทุกวันนี้ก็เพราะคิดน่ะ

จะให้ละ หรือว่าจะให้วางความคิดน่ะ แหม เหมือนขนมหวานกับเด็ก อมยิ้มกับเด็ก เข้าใจมั้ย ...มันชอบ มันติด แล้วมันก็เลยบอกว่า ถ้าไม่คิดแล้วมันจะภาวนาได้อย่างไร

ถ้าไม่เกิดความรู้จากความคิดพิจารณาไว้ก่อนถ่องแท้แล้วมันจะเกิดปัญญาได้อย่างไร ...มันยังเอาปัญญาที่ได้จากความคิดมาเป็นประโยชน์อีกนะ

ต้องหักหาญน้ำใจกันแล้ว ต้องหักหาญน้ำใจกิเลสแล้ว ต้องหักหาญความไม่รู้ภายในแล้ว ด้วยการ...ไม่เอาคือไม่เอา ทิ้งคือทิ้ง วางคือวาง ปล่อยคือปล่อย

เพื่อจะรู้แค่นี้ กายนี้ใจนี้ รู้กายนี้ใจนี้ รู้แค่นี้ ...เพราะอะไร ...เพราะความจริงมีแค่นี้ เพราะความจริงมีแค่ปัจจุบันนี้ ใช่มั้ย ...ความจริงมีแค่นี้ แล้วจะไปรู้อะไรนอกจากนี้ล่ะ

เพราะนั้นถ้ารู้อะไรที่นอกจากนี้ ถามว่าจริงมั้ย...ไม่จริงนะ มันไม่มีความจริง ...ก็บอกว่าความจริงมันมีแค่นี้ ก็มีแค่นี้...ก็รู้แค่นี้ดิ 

มันจะเอาอะไร ฮึ มันจะรู้อะไรมากกว่านี้ ...ถ้ามากกว่านี้...ไม่ใช่ ไม่ใช่ความจริง ...แล้วจะไปรู้ทำไมกับของที่ไม่จริง ไม่มีประโยชน์

เราต้องการประโยชน์จากความเป็นจริง ต้องการประโยชน์จากการรู้ตามความเป็นจริง คือต้องรู้แค่นี้ ตรงนี้ เดี๋ยวนี้ เท่านี้...พอดี ...มันพอดีแค่นี้นะ ไม่เกิน ไม่ขาดนะ

เนี่ย มัชฌิมา มันก็แค่กายใจนี่น่ะ ...เกินจากกายใจนี่ มันจะเป็นมัชฌิมาได้อย่างไร เพราะมันไม่มี ...ตรงนี้...บ้านก็ไม่มี คนที่อยู่ที่บ้านก็ไม่มี ใช่มั้ย ตอนนี้ไม่มี 

มันมีแค่นี้ ...ถ้าหดลงมาจากรูปเสียงกลิ่นรสข้างนอก อายตนะ รู้แค่นี้...ก้อนนี้กับรู้นี้ลอยอยู่ท่ามกลางอะไรก็ไม่รู้ ...มีความรู้สึกนึงกับรู้อันนึง แค่เนี้ย


จริงๆ น่ะ...เหลือแค่นี้จริงๆ นะ ...ฆ่าไม่ตาย ขายไม่ขาด ใช่มั้ย ขนาดไม่คิดไม่หาแล้ว มันก็ยังเหลืออยู่แค่นี้ ทำลายไม่ได้ด้วย


(ต่อแทร็ก 7/21  ช่วง 2)



วันอาทิตย์ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

แทร็ก 7/20 (2)


พระอาจารย์
7/20 (550322B)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
22 มีนาคม 2555
(ช่วง 2)


(หมายเหตุ :  ต่อจากแทร็ก 7/20  ช่วง 1

พระอาจารย์ –  ก็ต้องมาอยู่ในเส้นทางของมรรค...คือไม่เอาอะไร ...อยู่ตรงนี้ รู้แค่นี้ๆ 

เข้าใจคำว่า "รู้แค่นี้" มั้ย  ...เพราะมันมีแค่นี้ จะไปรู้แค่ไหนล่ะ

แต่ "แค่นี้" นี่ บอกให้...กี่ภพกี่ชาติแล้ว กว่าจะบำเพ็ญให้เต็มอยู่แค่นี้ ให้เหลืออยู่แค่นี้ ไม่ใช่ง่ายๆ บอกให้เลย ...กว่าจะเหลือแค่นี้ บำเพ็ญมานับภพนับชาติไม่ถ้วนเหมือนกัน กว่าจะเข้าสู่ปรมัตถขั้นนี้

เพราะนั้นถึงบอกว่ามันไม่ใช่ง่าย ...อย่างที่ฟังน่ะยอมรับ เข้าใจนะ...แต่ภาคปฏิบัติจริงๆ ไม่ใช่ของง่ายที่มันจะอยู่แค่นี้ เหลือแค่นี้ 

มันต้องปล่อย เข้าใจมั้ย มันต้องปล่อย ยอมปล่อยจิต ...ต้องทิ้งนิสัยเดิม สันดานเดิม หรือว่าขันธสันดาน กมลสันดาน กิเลสสันดาน 

พวกนี้หมักหมม หมักดองอยู่ภายใน จนแทบจะเป็นเนื้อเดียวกับใจแล้ว จนเหมือนกับเป็นธรรมดาเลย ...พอไม่มีสติปุ๊บ มันก็ไหลเลื่อนไป คิดเรื่องนั้นเรื่องนี้ไป

มันไม่ยอม มันยังเห็นคุณค่า มันยังเห็นสาระ มันยังเห็นผลพลอยได้ที่จะได้จากจิตคิดอยู่ 

ถึงบอกว่าเหลือ "แค่นี้"  ฟังดูง่าย แล้วก็สั้นมากเลย ลัดมากเลย ...เราบอกเลย ไม่รู้จะลัดแค่ไหนแล้ว ไม่รู้จะตรงแค่ไหนแล้ว...แต่ไม่ใช่ของง่าย

มันต้องอาศัยความพากเพียรจริงๆ และต้องมีนิสัยวาสนา และต้องคอยสำทับ กำกับอยู่อย่างนี้

เพราะอะไร ...ถ้าออกไป เดี๋ยวมันไปแล้ว ปล่อยนิดปล่อยหน่อยนะ มันสะสมออกไป ความทะเยอทะยาน ...บอกแล้วว่าจิตนี่หิว มันหิวธรรมด้วย เข้าใจมั้ย

สิ่งที่หลอกล่อมัน เป็นได้ทั้งธรรม เป็นได้ทั้งโลก ...พอมาเริ่มปฏิบัติธรรม มันก็เอาธรรมมาเป็นเครื่องล่อ

เพราะนั้น สิ่งที่เราพูด สิ่งที่เราสอนนี่...จะทำหรือไม่ทำ..ไม่สน ...แต่เหมือนยันต์กันผี มันเป็นยันต์ เข้าใจมั้ย ...เป็นความจริง 

เมื่อถึงเวลาคับขัน เวลาอะไรก็ตาม ...สุดท้ายมันจะกลับมาอยู่ตรงจุดนี้ นี่ จึงจะออกจากทุกข์ได้ ...เพราะนี่คือสัจจะ

แม้จะไม่เอานี้ไปทำเพื่อให้มีศรัทธา...เอาไปปฏิบัติจริงเพื่อให้เห็นผลถึงความหลุดพ้นเลยก็ตาม ...แต่มันเหมือนกับถูกประทับไว้ในส่วนหนึ่งของจิตที่รับฟังอยู่ ไม่ต้องกลัวหรอก 

จากที่เราเคยทุ่มเทแก้ปัญหาแทบเป็นแทบตายแล้วแก้ไม่ได้ สุดท้ายมันก็จะ เออ หวนระลึกว่า...เอาแค่นี้ เหลือแค่นี้พอ ทุกข์มันก็สอนเอา...ถ้าออกไปอย่างนั้นเป็นทุกข์ เป็นการเรียนรู้ เป็นเครื่องสอนจิต 

นี่ มันก็ต้องมีปัญญาประกอบ อย่างนี้ ...ชาวบ้านเขาทุกข์จะตาย ไม่เห็นมันจะมีปัญญาเลย ไม่เห็นมันจะมีความหลุดพ้นในจิตเลย ใช่มั้ย

เพราะนั้นมันต้องเคยอบรม ต้องมีปัญญา มันก็มีความรู้เป็นปัจจัตตังขึ้นมา มันมีการน้อมกลับ ระลึกกลับ...ทบทวน 

ภาวนาไม่ยากหรอก เหลือแค่กายใจ...จบ ...แม้แต่พระอริยะ พระอรหันต์ ท่านก็เหลือแค่กายใจ ท่านไม่มีอะไรนอกเหนือจากกายใจ ไม่มีอะไรเกินเลยจากกายใจปัจจุบันเลย ท่านอยู่แค่นั้น..แค่นั้นแหละ

มันไม่เป็นชิ้นเป็นอันอยู่แล้ว กายน่ะ ...แล้วแต่ชำนาญยังไง ดูไปเถอะ แล้วจะเข้าใจเอง  ไม่จำเป็นจะต้องกะเกณฑ์กับมันว่าจะต้องเห็นเป็นยังไง

เป็นลมหายใจยังได้เลย ลมชัดก็ดูลมไป เห็นลมวูบๆ ความรู้สึกเป็นลม ก็คือกายอันหนึ่ง ...ความรู้สึกว่าแข็งก็เป็นกายอันหนึ่ง แล้วแต่จะสมมุติเอา ยังไงก็ได้

ขณะที่มันรู้กายอยู่น่ะ มันไม่ไปใส่ใจกับความคิด ไม่ตาม ไม่หาเหตุหาผล ไม่หาถูกหาผิด ...รู้ยังไงก็รู้ยังงั้น รู้สึกยังไงก็รู้สึกยังงั้น

ไม่เอาความคิดเข้ามาว่า มาทาบมาทา ...มันไม่จริง มันหลอก มันหลอกให้ไปหา มันสงสัย ...เห็นมั้ย มีความคิดเมื่อไหร่ก็สงสัยเมื่อนั้นแหละ ถ้าไม่คิดก็ไม่สงสัย เห็นมั้ย

ถ้าไม่ออกไปนอก มันก็ไม่สงสัย ...มีแต่ลมหรืออะไรไม่รู้ ลมมันก็ไม่เคยบอกเลยว่ามันเป็นลม ลมมันก็ไม่เคยบอกเลยว่าเป็นเข้าเป็นออก ลมมันก็ไม่เคยบอกว่าเป็นใคร ของใครเลย

ไม่ต้องไปว่า เพราะมันไม่ได้ว่าอะไร ...ก็บอกว่ากายมันไม่ได้ว่าอะไร ใช่มั้ย ลมมันว่าอะไรมั้ยล่ะ ทำไมจะต้องไปว่าอะไรกับมัน ...โยมไปมีปัญหาอะไรกับลม หือ

จิตน่ะมันมีปัญหาอะไรกับลม มันมีอะไรกันนักกันหนากับลม ลมมันว่ามั้ย นั่น ลมมันก็เป็นความเป็นจริงที่ปรากฏ มันเป็นอะไรมันยังไม่รู้เลย ...มันก็เป็นธรรมชาติหนึ่ง

จิตนั่นแหละ คอยที่จะไปเสี้ยมไปสอน ไปต่อไปเติมไปแต่ง ไอ้นี่นอกรึเปล่า ไอ้นี่ในรึเปล่า ไอ้นี่หยาบหรือไอ้นี่ละเอียด ...มันก็ไม่ได้ว่ามันเป็นอะไร

ก็ “เรา”ๆๆๆ  ทั้งนั้น ไอ้ที่ว่าน่ะ  ก็จิตว่า...เป็น “เรา” ทั้งนั้นน่ะ... เนี่ย “เรา” อยู่ตรงไหน ...เอามาดูหน่อย

ก็บอกว่าเนี่ย...นิสัยคุ้นเคยในวิถีของความคิดและวิถีของความจำ  แล้วจะเอาวิถีคิดและวิถีจำมาแก้ปัญหา ...ฟุ้งซ่าน บอกให้เลย คือความฟุ้งซ่าน

แล้วยิ่งคิดยิ่งแตกกระจาย กระสับกระส่าย ...เหมือนน้ำรดหัวตอน่ะ กระเด็นไปหมด แง่ไหนก็ได้ ล้านเรื่อง เรื่องเดียวนี่มันแตกไปล้านเรื่องยังได้เลย..จิตน่ะ

ก็ต้องฝึกให้รู้ ...จนกว่าจะรู้ว่าเมื่อใดที่คิด เมื่อนั้นน่ะตั้งหน้าเตรียมตัวรับทุกข์ได้เลย

อย่าไปสนใจความคิด...ให้สนใจจดจ่ออยู่ที่กาย ...มันห้ามไม่ได้ก็ไม่ต้องห้าม แต่ว่าอย่าไปจดจ่อ จดจ้องอยู่กับมัน ไม่ใยดี ...เข้าใจคำว่าไม่ใยดีมั้ย นั่นแหละ เขาเรียกว่าปล่อยวางความคิด

รู้จักวางความคิดซะบ้าง คำว่าปล่อยวาง ไม่ได้หมายความว่า วางแล้วจะต้องดับ ...ปล่อยวางคือไม่ไปใยดีมัน ไม่ไปแบกมัน ไม่ไปหามรรคหาผลกับมัน ไม่ไปเอาคุณเอาโทษกับมัน นี่เขาเรียกว่าวางซะ

แล้ววิธีจะวางคือไม่ไปสนใจมัน ...คือจะต้องมีที่ให้มันอยู่ ... อยู่ที่ไหน...อยู่ที่กาย อยู่ที่ไหน...อยู่ที่รู้ นั่นแหละ ต้องมีที่ให้มันอยู่ 

อย่าไปอยู่กับมัน ...ถ้าไปอยู่กับมันแล้วก็เรียกว่าเข้าไปถือครอง เข้าไปหมายมั่นในจิต

เข้าไปหมายมั่นตามความคิด ทั้งในแง่บวกและแง่ลบ ทั้งในแง่ผลักออกและในแง่ดึงเข้า ทั้งในแง่ทำให้มันหายไป ทั้งในแง่ทำให้มันน้อยลง ...นั่นน่ะคือการเข้าไปถือครองทั้งหมดเลย

เพราะนั้นไม่ว่าในแง่บวกหรือลบ ทั้งนั้น คือไม่ไปสนใจใยดีนั่นแหละ เขาเรียกว่าปล่อยวาง ...มันจะฉวัดเฉวียน ฟัดเหวี่ยงของมัน ก็ไม่ใยดี ไม่ไปให้ค่าให้ราคามัน ...อย่าไปให้ค่าให้ราคามัน

ควรให้ค่าให้ราคากับความเป็นจริงในปัจจุบัน ...แล้วเราถามว่าอะไรเป็นความเป็นจริงในปัจจุบัน ...นั่งอยู่นี่ อะไรเป็นก้อนเขละอยู่ จริงมั้ย มันมีความรู้สึกปรากฏอยู่ตรงนั้นจริงมั้ย

นั่นน่ะจริง ...ให้อยู่กับความเป็นจริง อย่าไปอยู่กับความหลอกลวง หรือสิ่งที่ไม่มีจริง

เพราะนั้นจิตน่ะเป็นสิ่งที่ไม่มีจริง ...มันเกิดขึ้นมาจากความไม่จริงหรือความไม่รู้ มันเลยไปหาแต่ความไม่จริง 

แล้วก็บอกแล้ว...ถ้ามันไปหาความไม่จริงนะ มันจะเจออะไร แล้วมันจะได้อะไร ...มันก็ได้แต่ความละเมอเพ้อพก แล้วก็ฝันเฟื่อง ธรรมที่ยังมาไม่ถึง ไม่รู้จะถึงเมื่อไหร่ ...เพราะมันไม่มี เข้าใจมั้ย

มันเลยกลายเป็นเหมือนกับวิ่งไปหาเงาน่ะ เหมือนจะไปหาอะไรที่ไม่รู้มันจะอยู่ตรงไหน ...ได้ยังไง เพราะมันไม่มี ตัวมันเองยังไม่มีจริงเลย จิตน่ะ

เมื่อสิ่งที่ออกมาจากความไม่รู้ แล้วจะไปหาความรู้ ...มันจะรู้ได้ยังไง ตัวมันมีที่ไหนล่ะ ตัวมันจริงๆ มันมีที่ไหน มันไม่มีอาการใดๆ ปรากฏหลงเหลืออยู่หรอก มันไม่มีอะไร

ไอ้ที่ดูว่ามันมีๆ เพราะ “เรา” นั่นแหละ ...ถ้าอยู่ที่รู้ ก็ไม่มีจิตน่ะ เมื่อใดที่ไม่อยู่ที่รู้ นั่นน่ะจิตมี

เพราะมันไม่รู้ ความไม่รู้นั่นแหละจึงก่อให้เกิดจิต ...เมื่อใดที่รู้แล้วไม่มี จิตน่ะไม่มี จะเห็นเลยว่าจิตน่ะมันไม่มี ความเป็นจริงของจิตไม่มี ...แล้วจะเอาความไม่มีไปหาความมีได้อย่างไร


(ต่อแทร็ก 7/21)