วันพุธที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

แทร็ก 7/26


พระอาจารย์
7/26 (550403C)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
3 เมษายน 2555



พระอาจารย์ –  กลับมาอยู่ในมรรค คือกายใจปัจจุบัน ...ไม่ไปไม่มาตามจิต ตามความอยาก...ที่จะหันหน้าไป หันหูไป พากายพาใจไปตรงนั้นไปตรงนี้ ไปที่นั้นไปที่นี้ 

ที่มันอยากไป ที่มันอยากได้ความสุขตรงนั้นตรงนี้ ได้ความสนุกเพลิดเพลิน ได้การพูดคุย ได้เจอคนนั้น ได้คบคนนี้ ได้รู้เห็นเรื่องราวสิ่งใหม่ๆ แปลกหน้าแปลกตา 

ได้ฟังเรื่องราวมโหระทึกพิสดารอัศจรรย์พันลึก ประสบการณ์ทางจิต ประสบการณ์ทางภาวนา ใครไปไหนมาไหน ออกธุดงค์มานี่ จะต้องเร่เข้าไปหาเขาได้อะไร เห็นอะไรมาเล่าสู่กันฟัง

มันหาเรื่องทุกข์นะนั่นน่ะ มันไม่ได้อยู่ในมรรค ...แล้วก็มาเก็บ แล้วก็มาคิด แล้วก็มาเครียด แล้วก็มากังวล แล้วก็มาหาถูกหาผิด แล้วก็มาว่าใช่หรือไม่ใช่ 

แล้วก็ไปจมอยู่กับอาการพวกนั้น ...เสียเวลาที่มันหมดไปทุกวินาที ด้วยความไร้ค่าไร้ราคา ...นั่นแหละเล่นกับขี้ หารู้ไม่ว่าเล่นขี้อยู่นะ เล่นกับไฟอยู่ แล้วก็ไฟมันเผาลน

วันเวลา ชีวิตของขันธ์ มันมอดไหม้ๆๆ ไปตามลำดับ เหมือนธูปน่ะ ...เพราะนั้นเวลาที่ผ่านไปทุกวินาทีนี่ มันกลายเป็นขี้เถ้าแล้ว ...เอาคืนไม่ได้แล้วนะ 

แต่ว่ามันควรที่ให้เป็นการบูชาคุณพระพุทธเจ้าอยู่รึเปล่า หรือว่าจุดทิ้งจุดขว้างไปซะอย่างนั้น เนี่ย ใช้เวลาที่หมดไปบูชาคุณ บูชาพระรัตนตรัย เคารพพระธรรม ...อยู่ที่กายใจก็คือการเคารพพระธรรม 

พระธรรมก็คือธรรมชาติ...ธรรมชาติที่แท้จริง ...เพราะนั้นธรรมะก็อยู่ตรงนี้ ก็อยู่ที่ธรรมชาติกายธรรมชาติใจ นี่คือธรรมะสูงสุด ...พระพุทธเจ้าก็อยู่ที่นี้ อยู่ที่ธรรมชาติสูงสุด

ไม่ใช่ไปอยู่กับสังขารธรรมจนสุดลิ่มทิ่มประตู ...มันคือสังขารธรรมที่ปรุงแต่งด้วยกิเลส สังขารธรรมที่ปรุงแต่งด้วยกิเลสของสัตว์บุคคลอื่น คำพูดคำจา การกระทำทุกอย่าง กอปรด้วยกิเลสล้วนๆ บอกให้

ในที่ทำงาน หรือแม้แต่ในวัดเอง มันก็มีเรื่องกิเลสปรุงแต่งทั้งสิ้น เพราะต่างคนต่างก็ยังอยู่ในวาระที่กำลังต่อเรือต่อแพกันทั้งนั้น ...มันก็กิเลสล้วนๆ บอกให้เลย 

บางคนก็ไม่ได้ต่อ...แต่ปากก็พูดว่าต่อ มันพูดยังไงก็ได้ กิเลสมันผีเจาะปาก หลอกคนไป หลอกคนอื่น พูดธรรมซะสูงส่งมโหระทึกพันล้าน ข้างในกลวงโบ๋ก็มี..เยอะแยะ

แล้วก็ในที่ทำงานทุกที่น่ะ แน่ๆ คือไม่มีพระอรหันต์อยู่หรอก ...มันเป็นเรื่องของกิเลสปรุงแต่งล้วนๆ การกระทำ คำพูด อารมณ์  เดี๋ยวดี เดี๋ยวร้าย  เดี๋ยวดูดี เดี๋ยวดูไม่ดี 

มันเป็นแค่อุปนิสัย ปุถุจิต ปุถุชน ที่ก่อเกิดมาจากความไม่รู้ทั้งสิ้น ...อย่าไปหลงเพลิดเพลินกับมัน อย่าไปเป็นตุเป็นตะ เอามาเป็นที่พึ่งที่ยึดที่เหนี่ยวที่รั้ง

ต้องมาเหนี่ยวรั้งอยู่ที่กายใจ เอากายใจเป็นเหมือนจุดธูปบูชาพระรัตนตรัย ให้มันมอดไปหมดไปด้วยการรู้ตัว ...แล้วมันมีเวลาอีกกี่ปีล่ะ สามสิบสี่สิบปีนี่ 

เอาว่าตีอย่างมักน้อยว่าหกสิบปีตาย อีกสามสิบสี่สิบปีไม่ถึงแล้ว แป๊บเดียว ที่ผ่านมายี่สิบสามสิบปีผ่านมานี่แป๊บเดียว ใช่มั้ย เออ แล้วถ้าเทียบดู มนุษย์กับจักรวาลนี่ เหมือนผุยผงเลยนะ 

เหมือนธุลี ไม่ได้มีอะไรเลย แล้วยังทำตัวไม่มีสาระยิ่ง ยิ่งกว่าธุลีฝุ่นผงในสากลจักรวาล ...อย่าไปนึกว่ายิ่งใหญ่มโหฬาร โห เรื่องนั้นเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่โต 

ไปนึกดูว่าชีวิตมนุษย์ในสากลจักรวาลเหมือนฝุ่นธุลีน่ะ แล้วก็สองฝุ่นธุลี มากระทบกันตึงตังๆเนี่ย ไปหมดเวลากับอะไรก็ไม่รู้ที่เหมือนธุลีกระทบกันน่ะ 

แล้วก็ไม่มีค่าอะไร มันหมดสิ้นไปหมด ตายหมดน่ะ ก็แค่นั้น ขันธ์ห้าน่ะ ...แต่เวลาหลงเพลิดเพลินไปกับมัน อู้หู ดูเหมือนยิ่งใหญ่เหลือเกินเรื่องราวนั้น การกระทำของคนนี้ 

มันยอมกันไม่ได้ มันต้องอย่างนั้น ต้องอธิบายให้เขาได้อย่างนั้น เพื่อให้ได้อย่างนี้ เราเป็นอย่างนี้ เขาจะต้องเป็นอย่างนี้ ...จริงจังเหลือเกิน เจ้าพวกธุลีดิน สะเก็ดดิน

แค่สะเก็ดดิน ผงธุลี เหมือนอะตอมหนึ่งในสากลจักรวาลแค่นั้น ...อู๊ย มันหวงแหน มันเอาเป็นเอาตาย มันยิ่งใหญ่เหมือนกับคับจักรวาลอย่างนั้น...แต่ละคน 

จิตน่ะ จิตมันสร้างความอลังการ มโหฬาร ความยิ่งใหญ่ในอัตตาตัวตนของมัน นี่ มันยิ่งใหญ่ คับฟ้าเลย มันข้ามชาติ ข้ามโลก ...ใหญ่เหลือเกิน

กว่าจะมาเห็นความเลวร้ายของจิต กว่าจะมาเห็นว่าทั้งหมดนี่มันเป็นความปรุงแต่ง กว่าจะเห็นว่านี่แหละศัตรูตัวฉกาจ คือความหลงผิดตัวฉกาจเลยนั่นน่ะ 

อวิชชามันทำงานเองไม่ได้ มันทำงานก็โดยอาศัยจิตสังขารเป็นมือเป็นไม้ให้มัน ...แล้วเราก็คอยเป็นเบ๊มัน...จิตเป็นนาย กายเป็นข้าทาส...ไม่ต้องว่าบ่าวน่ะ เราบอกให้เป็นข้าทาสไปเลย 

มันว่ายังไงก็ว่ายังงั้น คิดยังไงก็เป็นยังงั้น มีความเห็นยังไงก็เป็นอย่างงั้น เชื่อมันหมด ตามมันหมด ...เนี่ย มรรคมีไม่เดิน ให้เหลือแค่กายใจ ...ไม่เอาจิตไว้ 

แล้วก็ขณะที่อยู่ที่กายใจ ก็สำเหนียกลงที่กาย แยบคายลงที่กาย อย่างนี้...มันจะได้พ้นๆ กันไป มันจะได้ไม่มาเอากายเป็นธุระอีกต่อไป ...นั่นน่ะงาน

นี่งานมีไม่ทำ มัวแต่ไปหาจ๊อบ หาลำไพ่พิเศษ...ซึ่งเป็นโทษทั้งนั้น เป็นทุกข์ทั้งนั้น ...แต่มันสนุกไง มันเพลินไง มันได้อะไรหลากรส ได้รสชาติอย่างนั้น ทุกข์บ้างปนสุขบ้าง 

หวานมันบ้าง เผ็ดร้อนบ้าง หวานปะแล่มๆ อมเปรี้ยว อมเปรี้ยวอมหวาน อมเค็มอมเผ็ด ...มันรสชาติน่ะ รสชาติของจิตที่มันเข้าไปแสวงหาเวทนาที่หลากหลาย ...มันเลยไม่อิ่มไม่พอหรอก

เพราะว่าจับของอันนี้มาผสมอันนี้ ก็ได้รสชาติอย่างนี้  จับอันนี้เพิ่มปริมาณอันนั้นลดปริมาณอันนั้น ก็ได้รสชาติต่างไป ...ถามว่ามันจะจบมั้ยนี่ ไม่จบหรอก แล้วมันก็สนุกในการที่จะได้รสชาติอะไร

เหมือนแทงหวย...มีชีวิตอยู่แบบแทงหวย วันนี้จะเจออะไรวะ วันนี้จะเจอเรื่องอะไร จะเจอใคร วันนี้ใครจะชม หรือวันนี้กูจะโดนด่า นึกกะการณ์ไว้เลย จะพูดอย่างนั้น จะใช้คำนี้ 

มันก็เล็งไว้เลย หาอดีตหาอนาคต วันนี้กูจะเจออะไร ...หาไปเหอะ แต่ไม่เจออยู่อย่างนึง คือกาย-ใจๆๆ ...มัวแต่หา แล้วมันเพลินนะ มันไปของมันเองอย่างนั้น...จิตน่ะ 

จิตที่ไม่ได้ฝึก จิตที่ไม่ได้อบรม จิตที่ไม่ได้มีปัญญาคอยกำกับ ไม่มีสติสมาธิปัญญาคอยระลึก จดจ่อ สังเกต ถี่ถ้วน ส่องไว้ ...จำกัดสิทธิ์มันซะ ให้มันอยู่ในที่อันควร

พอจิตมันเป็นหนึ่งก็เรียกว่าอยู่ในที่อันควร ตรงนี้ถือว่าเป็นที่อันควร ...เพราะนั้นเมื่อจิตเป็นหนึ่งอยู่ในที่อันควร ตรงนี้ถึงว่าจิตนี้เป็นจิตที่สมควรแก่งาน เป็นจิตที่มีกำลัง เป็นจิตที่มีคุณภาพ 

เพราะมันเป็นจิตที่มีคุณภาพที่จะทำงานในองค์มรรคให้ก้าวหน้า คือต่อเรือ คือทำความรู้แจ้งในกาย ในใจ นี่ต่างหากคือจิตที่มีคุณภาพ จิตดี...จิตหนึ่งนี่จิตดี จิตเป็นสมาธิ จิตดี 

และพระพุทธเจ้าต้องการให้จิตเป็นอย่างนี้มากๆ จนตลอดเวลา จนมันเห็นคุณของตัวของมันเอง คือผลบังเกิด มีความสงบ ร่มเย็น เป็นสุข สันติ...ด้วยการที่ไม่ได้ทำอะไรเลย แค่อยู่ตรงนี้

แล้วมันก็จะหวงแหนตัวของมันเองเหมือนกัน เหมือนกับที่มันเคยหวงแหนกิเลส ...แต่อย่างนี้มันจะหวงแหนธรรม มันจะหวงแหนอารักขาธรรม เข้าใจมั้ย 

คำว่าสติ สมาธิ ปัญญา ท่านเรียกว่าเป็นอารักขกรรมฐาน เป็นอารักขธรรม คือเป็นตัวที่รักษาธรรม...ธรรมชาติที่แท้จริงไว้ ...เหมือนแม่ที่หวงลูก เหมือนเศรษฐีที่หวงเงิน 

เพราะนั้นระหว่างนี้ แม่หวงลูก เศรษฐีหวงเงิน ก็หมายความว่าแม่มันก็จะเลี้ยงลูกให้มันโตขึ้น เศรษฐีก็จะหาเงินให้พอกพูนเป็นมหาเศรษฐีธรรม...เป็นเศรษฐีแต่เศรษฐีธรรมนะ

เพราะนั้นเศรษฐีธรรม ...อะไรกระทบสัมผัสเป็นธรรม ที่จะเก็บเข้าพกเข้าห่อหมดเลย  ไม่เป็นโทษ ไม่มีอะไรใช้ไม่ได้  ไม่มีอะไรผิด ไม่มีอะไรถูก ...กูเก็บหมดเลย 

แต่เก็บเข้าเป็นธรรม ... ด่าปุ๊บ...ดี ชมปุ๊บ...ดี เห็นปุ๊บ...ดี จิตคิด...ดี จิตคิดไม่ดีปุ๊บ...รู้ ...ทุกอย่างเก็บเข้าเป็นธรรม มันจะไม่เป็นเศรษฐีธรรมได้ยังไง

เพราะนั้นปัญญามันจะหมุน ไม่ว่าสัมผัสสัมพันธ์กับอะไร  ตากระทบ หูกระทบ จมูกกระทบ จิตคิด จิตหา จิตสร้างความเห็น จิตในอดีต ...ทุกอย่างเป็นธรรมหมด เก็บเข้าพกเข้าห่อเป็นธรรมชาติหนึ่งปรากฏ 

อ้อ เห็นแล้ว ..เอ๊ ยังมีอาการติดข้องอยู่กับมัน ..อ๋อ เห็นแล้ว...ก็เป็นธรรม มาสอน มาสงเคราะห์ ให้เป็นสมบัติเป็นเศรษฐีร้อยล้านพันล้าน ไม่อับจน ไม่อับจนปัญญา ไม่อับจนมรรค 

เข้าใจมั้ยว่าเมื่ออยู่ในทะเลแล้ว ทุกอย่างที่มันลอยมา กูเก็บเข้าปะเรือหมดเพื่อมันจะแข็งแกร่ง เรือจะได้ไม่จม ...ไม่เลือกเลยว่า อันนั้นดี..เอา เห็นเขาว่าเรือนี่ต้องไม้ตะเคียนเท่านั้นถึงจะลอยน้ำทนน้ำ 

อุ๋ย ไอ้นั่นไม่ใช่ไม้ตะเคียน..ไม่เอา ไอ้นั่นไม่ใช่ไม้สัก..ไม่เอา ... กูเอาหมด แล้วก็เอาปะเรือ ไม่ใช่เอามาสะสมเป็นไอ้บ้าสมบัติ ...ก็ปะให้ถูกที่ถูกสถานะตามคุณภาพของมัน เรือนี่ไม่มีจม

เพราะนั้นการมาอยู่แค่กายใจนี่ ทุกอย่างที่กระทบ ทุกอย่างที่ปรากฏ มีการหยิบมาพินิจพิจารณา ใคร่ครวญ วินิจฉัย จำแนกลงในธรรมเดียวกันหมด...คือเป็นแค่ธรรมชาติหนึ่ง ไม่มีอะไรไม่เป็นธรรมๆ

เพราะนั้นมันจะไม่ไปเรียกร้องหาธรรมที่ไหน แต่มันเห็นว่า...ไม่มีอะไรไม่เป็นธรรม ...เพราะนั้นมันจะไม่มีปัญหา หรือมีเรื่องกับอะไรเลย อย่างนี้

ไอ้ที่มันมีปัญหามีเรื่องกันนี่ เพราะมันไม่เห็นเป็นธรรม ...เขามาว่าเราได้อย่างไร เราดีกว่านะ เราฉลาดกว่านะ เราปฏิบัติมากกว่านะ เราปฏิบัติปัญญาตรงกว่านะ นั่น

ทุกอย่างเป็นธรรม ไม่มีอะไรไม่เป็นธรรม  เพราะนั้นจะไปหาความเป็นธรรมที่ไหน ...เดินๆ ไป กิ่งไม้ตกใส่หัว ปึ้บนี่ เป็นธรรม...พอดีเป๊ะเลย ...ไม่ใช่ตกปุ๊บไปด่ากิ่งไม้ 

มันด่ายังได้เลย ด่ากิ่งไม้น่ะ...มึงบ้ารึเปล่า มาตกใส่กู ...ถามว่าใครบ้ากว่ากันนี่ กิ่งไม้ตกมันบ้า หรือมึงน่ะบ้า เห็นมั้ย คนนี่ จิตไม่รู้นี่ มันหาเรื่องไปทั่วนะ หมาเห่าก็ด่าหมา...กูไม่ผิดหรอก หมามันไม่ดี

เอาแล้ว พอแล้ว แค่นี้แหละ เอาแต่หลัก

โยม – อย่าเพิ่งอาจารย์ เดี๋ยวก่อน ขอต่อภาคสอง

(ต่อแทร็ก 7/27)




วันอังคารที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

แทร็ก 7/25 (2)


พระอาจารย์
7/25 (550403B)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
3 เมษายน 2555
(ช่วง 2)


(หมายเหตุ  :  ต่อจากแทร็ก 7/25  ช่วง 1

โยม –  มันเป็นแบบที่อาจารย์ว่าค่ะ คือ ทุกข์ทีหรือกระทบที มันก็กลับมาทีนึง  แล้วก็พอเริ่มได้ที่ มันก็เพลินๆ ไปอีก

พระอาจารย์ –  ความเพียรมันน้อย


โยม –  แล้วพอช่วงหลังมันเป็นอย่างนี้นะคะ แบบมันเห็นว่ามันมีมานะว่า...กูทำเป็นด้วยอ่ะ มันแยกออก เนี่ย ทำเป็นแล้ว ภาวนาเป็นแล้ว มันแยกออกมามีสองสิ่งแล้ว ...อย่างนี้นะคะ

พระอาจารย์ –  อย่าไปเชื่อมันๆ ...ถ้าภาวนาเป็นจริง ต้องเข้านิพพานได้  ถ้าภาวนายังเข้านิพพานไม่ได้ ยังไม่เห็นนิพพาน ยังไม่ถึงนิพพาน อย่ามาพูดว่าภาวนาเป็น ...คนที่ภาวนาเป็นคือคนที่เข้านิพพาน 

เพราะในระหว่างที่ยังเข้าไม่ถึงนิพพานน่ะ เรือยังมีสิทธิ์รั่วอยู่ หรือไปลอยคออยู่ตรงไหนก็ได้ ไปผิดท่าผิดทาง ยังไม่ถึงฝั่ง ..ถ้าถึงฝั่งแล้วค่อยทิ้งเรือ

เรือคือมรรค เรือคือศีล เรือคือสติ เรือคือสมาธิ เรือคือปัญญา เรือคือกาย เรือคือใจ ...เพราะนั้นถ้ายังไม่เห็นนิพพาน ยังไม่ถึงนิพพาน อย่าทิ้งเรือ 

เพราะระหว่างที่อยู่ในเรือ เดี๋ยวก็อุด เดี๋ยวก็ปะ...เดี๋ยวก็อุด เดี๋ยวก็ปะ อยู่อย่างนั้นแหละ อุดครั้งนึง ปะครั้งนึง อุดนิดหน่อย ลมพัดมาเดี๋ยวไอ้นั่นแตกไอ้นี่แตกอีก 

ก็โง่นี่ ดันหาไม้ผุมาปะ ...มันก็ฉลาดขึ้นเอาไม้ที่แข็งแรงมาปะ อุ้ย คราวนี้ยิ่งกว่าเรือเหล็กอีก ลมพายุขนาดไหนไม่มีกระเทือนน่ะ ถึงขั้นเรือเดินสมุทร ประมาณนั้นเลย

จากไอ้ที่เป็นเรือพาย เรือแจว มันก็พัฒนาเรือขึ้นไปจนแข็งแกร่งแข็งแรง แล่นฉิวไปเลย ไม่มีโคลงเคลง ...มันก็ตรงแน่ว พอถึงฝั่งแล้วก็โดดขึ้นฝั่งเลย เรือพายก็ทิ้งไว้ 

เพราะเรือพายนี่...จำเพาะใครจำเพาะมันเลยนะ ให้คนอื่นมาอาศัยก็ไม่ได้ จะไปบรรทุกแบกคนอื่นมาด้วยก็ไม่ได้ นั่น เมื่อขึ้นฝั่งได้แล้วก็ปล่อยให้เรือนั่นผุพังไป

เรียกนี่ว่า การดำเนินอยู่ในองค์มรรค ไม่อาศัยจิตไม่รู้เป็นตัวพาดำเนิน อาศัยจิตรู้ อาศัยจิตเห็น เป็นตัวนำ อะไรเกิดขึ้น...รู้ อะไรตั้งอยู่...รู้ อะไรดับไป...รู้ นี่ 

ไม่ใช่อะไรเกิดขึ้น..โกรธ ไม่ใช่อะไรเกิดขึ้น..คิด ไม่ใช่อะไรเกิดขึ้น..หา ...ไอ้อย่างนี้ใครนำใคร ดูเอาแล้วกัน อะไรมันนำ ...แล้วมันเป็นโดยอัตโนมัติเลย 

กำลังเดินจงกรมหรือกำลังนั่งสมาธิ มีใครมาร้องมาเรียกปุ๊บนี่...ปึ้กนี่ไปเลย ไม่ด่าก็ติ ไม่ติก็ตำหนิ ไม่ตำหนิก็ขุ่น ...มันไวมาก เป็นอัตโนมัติกิเลสเลยนี่ 

แต่บอกว่าอัตโนมัติกิเลสน่ะ...มันต้องมาเจอกับอัตโนมัติของสติ ท่านเรียกว่ามหาสติ พอจะสูสีกัน ถึงจะสูสีเท่าทันกัน ...พูดง่ายๆ ว่าถ้าจะเป็นมหาสตินี่ มันไม่ใช่ขี้ไก่น่ะ 

ไม่ใช่แบบนั่งๆ หลับๆ  นั่งๆ เพลินๆ  นั่งๆ คิดๆ  เดี๋ยวก็ทำเรื่องนั้น เดี๋ยวก็ไปเอาเรื่องนี้แทนแล้ว เบื่อแล้ว เซ็งแล้ว ไม่เห็นได้อะไร ไปทำอะไรอื่นดีกว่า ปล่อยพัก พักก่อนๆ 

โอ้ย กิเลสมันก็นั่งตีขิมเลยกู มึงพักเลย ดี กูไม่เคยมีเวลาหยุดน่ะ บอกให้ ความไม่รู้ไม่เคยหยุดเลย ...แต่ผู้ปฏิบัตินี่...เดี๋ยวก็ขอเวลานอนก่อน เดี๋ยวก็ขอเวลาไปที่นั้นก่อน 

เดี๋ยวก็ขอเวลาไปดูแลพ่อดูแลแม่ ดูแลครอบครัว เดี๋ยวก็ขอเวลาไปทำงาน เดี๋ยวก็ขอเวลาไปหาเงินใช้หนี้ เดี๋ยวก็ขอเวลาไปทำกิจกรรมสงเคราะห์ชาวบ้าน การบุญการกุศล ว่างั้น

แล้วเดี๋ยวก็ขอเวลาไปเที่ยว ขอเวลาไปสังสันท์ผู้คนก่อน หาความสนุกสนานเพลิดเพลิน สบายหูสบายตา ผ่อนคลายความเครียด อู้ย กิเลสมันนั่งตีขิมเหมือนขงเบ้ง...เสร็จกูๆๆ

เนี่ย มหาสติจะเกิดได้อย่างไร ความเท่าทันถึงขนาดจับได้คาหนังคาเขาจะเกิดได้อย่างไร 

หมายความว่า เวลามหาสติมันจับกิเลสคาหนังคาเขา เหมือนขโมยมันกำลังลักของกิน...อ้าปาก กำลังยังไม่ทันกิน ปั๊บ...เสร็จกู นี่ มหาสติน่ะถึงทันขนาดนั้น

ไอ้นี่กินจนขี้ออกมาแล้ว ยังไม่รู้เลยว่ามันขโมยไปตอนไหน แล้วมันเอาขี้มาป้ายหน้าบ้านเหม็นไปหมดน่ะ ยังงง มันมายังไงวะ ... มหาสติไม่มี มีแต่มหาโง่ กับโคตรโง่เลย  

มันขโมยกินจนขี้หลายกองมาปาบ้านนี่ เหม็นแล้ว ยังมาร่ำร้อง แล้วเรียกร้องให้คนอื่นมาช่วย ขี้มันมายังไง ...แล้วยังโทษด้วยนะ ไอ้คนนั้นคนนี้มันเอาขี้มาป้าย

คือถ้ามันสำรวจ ถี่ถ้วน สังเกตสังกา มันจะรู้เลย...มึงน่ะแหละๆ จิต...มึงน่ะแหละ จิตไม่รู้เป็นตัวก่อ ที่ขโมยแล้วก็ขี้เอง ไม่ใช่ขี้คนอื่นเลย นั่น ...มันต้องเท่าทันถึงขนาดนั้น 

เรียกว่าไม่ได้ทันจะอ้าปากกิน จะยื่นจะงับ แค่มือหยิบจับ ...แค่จะไปหมายจะอะไรนี่ ปัง เจอปืนส่องตายแดดิ้นหมดแล้ว ไม่ได้ทำธุระหน้าที่ของมันให้เสร็จเลย

คือกรรมยังไม่ทันเกิด...โดยเจตนา มโนกรรม ยังไม่เกิด ...เพราะนั้นไม่ต้องพูดถึง วจีกรรม กายกรรม..ตายเรียบ ...นั่นแหละถึงเรียกว่าประหาร

เพราะนั้นการประหารนี่ มันจะประหารได้ในองค์มรรค เรียกว่าเป็นมรรคปหาน ...คือเท่าทันตั้งแต่ขณะแรกของการเกิดของจิต ท่ามกลางกายใจ นั่นแหละถึงจะรู้ว่าพอทานกัน 

ของพวกเราก็มี ประเภทพอทานกันน่ะ ...แต่ว่าร้อยวันพันปีจะทันครั้งนึงแบบ..ปัง-ดับ ...แล้วนอกนั้นส่วนมากก็เลื่อน ลอย ไหล หลง เผลอ เพลิน 

เข้าใจคำว่าเท่าทันทุกขณะจิตมั้ย เป็นมรรคปหานทุกขณะจิต  ไม่มีขาด ไม่มีหลุด ไม่มีบกพร่อง ไม่มีอ่อนข้อให้ ...มันเด็ดเดี่ยวกล้าหาญอยู่ตรงนั้นในที่เดียว 

ไม่สนใจอินทร์พรหมยมยักษ์ใดๆ ทั้งสิ้นเลย  จะเป็นเทวดาหน้าอินทร์หน้าพรหม จะมีพระพุทธเจ้ามานั่งข้างๆ นั่งข้างหลัง นั่งข้างบน นั่งบนหัวอะไร...ไม่สน จะอยู่ตรงนี้

เพื่ออะไร ...เพื่อจะดูขโมย จะฆ่ามัน ประหารมัน เป็นมรรคปหาน ...ขนาดไม่มีอะไร มันก็อยู่อย่างนั้น เพราะอะไร ยังไม่แน่ใจ มันซ่อนอยู่ มันหลบอยู่ตรงไหน ...นี่ ไม่ทิ้งงานเลย

ฟังเอาแล้วเทียบดู ว่าเรามีชีวิตภายนอกภายในอย่างไร สมควรแก่ธรรมมั้ย สมควรแก่ผลของการปฏิบัติธรรมรึยัง ...ถ้ายังก็อย่ามาอ้อนวอน ร้องขอ บ่น ตัดพ้อต่อว่าอะไร 

ทำเอาเอง ...ก็ต้องทำเอาเอง ไม่มีใครต่อเรือให้ ไม่มีใครพายเรือให้ได้ ...มีแต่คนบอกว่าให้ต่อเรือนะ ต่ออย่างนี้นะ แล้วจะต้องเอาท้องเรือลง ไม่ใช่เอาท้องเรือคว่ำลงน้ำไป (หัวเราะ) ...มันจมนะ 

ไอ้นักภาวนาที่ต่อเสร็จแล้วเอาเรือคว่ำไปอย่างนั้น แล้วก็ยังดันทุรังคิดว่ามันกำลังพายเรืออยู่นี่ มันไม่ได้เรื่อง ...มันก็ต้องมีคนคอยบอกว่า...อย่างนี้ๆๆๆ

บางคนต่อเรือซะดิบดี มันกลับเอาคว่ำแล้วก็ไปนั่งอยู่ใต้ท้องเรือ แล้วก็บอกว่ากำลังไป ...ไปไหนของมัน จมดิ่งๆๆๆ ไป นั่น เอาหน้าหันขึ้นไปสิ ...ไม่ใช่หันลงนรก ไม่ใช่หันดำดิ่งๆ หายไป

เพราะนั้นระหว่างที่พายเรือไปในมหาสมุทรนี่ มันก็จะมีผู้คนร้องระงมอยู่  ...ก็เห็นอยู่ แต่เห็นด้วยความสลดสังเวช ...ช่วยไม่ได้ ช่วยไม่ได้จริงๆ 

เห็นหมดแหละ พ่อแม่พี่น้อง คนสนิทมิตรสหาย คนที่เคยมีอุปการคุณ คนที่มีบุญคุณ คนที่เคยรักเคยชอบ คนที่เคยโกรธ คนที่เคยเกลียด เห็นอยู่ในนั้นหมดแหละ

แต่ก็จำเป็นต้องไป ...อาลัยอาวรณ์ก็มี ห่วงก็มี เมตตาสงสารก็มีอยู่ในนั้น ระหว่างที่เดินเรืออยู่ในมหาสมุทรนั้นน่ะ มันมี เยอะแยะไปหมด แล้วก็ทุกคนก็ร้องขอความช่วยเหลือทั้งนั้น

ก็บอกว่าช่วยไม่ได้ ...ช่วยได้ก็คือว่า เอาม็อตโต้ไป “กาย-ใจ” ๆๆ นั่นแหละช่วยได้ ...อย่างอื่นช่วยไม่ได้นะ จะยื่นมือไปช่วยฉุดกระชากลากถูไป ก็ไปไม่ได้ 

ธรรมนี้จำเพาะตนจริงๆ ...ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ เป็นธรรมที่จำเพาะตนจริงๆ จำเพาะกายนั้น จำเพาะใจดวงนั้น


โยม –  ยังไม่มีเรือเลยค่ะ แต่อยากช่วย (หัวเราะ) มีแต่ตายกับตายเท่านั้น

พระอาจารย์ –  ช่วยกันจม เหมือนคนจมน้ำ ว่ายน้ำไม่เป็นแล้วก็ไปช่วยเขา ก็จม ...ขณะที่จมแล้วยังไม่รู้ว่าจม ยังไปสงเคราะห์ผู้อื่น ช่วยกันอีกหลายคน ...เอ้า ยิ่งเร็วขึ้น ลงนรกเร็วขึ้น ลงไปในที่มืดมิดเร็วขึ้น

เพราะแต่ละคนคือกิเลสล้วนๆ บอกให้เลย และด้วยอำนาจของสติปัญญาพวกเรานี่ กิเลสของตัวเองยังไม่ชัดเจนเลย กิเลสของตัวเองยังไม่เหนือพ้นเลย...เจอกิเลสคนอื่นซ้ำลงมาอีกน่ะ ตายแบบเขียดย่างเลยน่ะ

แต่ก่อนตอนเราอยู่กับหลวงปู่ มีพระมาบวชจำพรรษาได้พรรษานึง มาลาหลวงปู่บอกว่า ผมขออนุญาตกลับบ้านครับ จะไปสงเคราะห์โปรดโยมพ่อโยมแม่หน่อย ท่านอยู่ที่บ้าน 

หลวงปู่ท่านก็บอกว่า จะไปให้เพิ่นสงเคราะห์เหรอ จะไปสงเคราะห์เพิ่นหรือจะไปให้เพิ่นสงเคราะห์ ...สุดท้ายก็สึก โดนพ่อแม่สงเคราะห์ซะ ...บังอาจ เข้าใจมั้ย ...อย่าเล่นกับไฟ

กิเลสเป็นไฟ ชอบเล่นกับไฟ เหมือนแมงเม่า ...ตาเป็นไฟ หูเป็นไฟ จมูกเป็นไฟ ลิ้นเป็นไฟ  ท่านถึงบอกให้สำรวมนะ...เรือยังไม่มี พายยังไม่เป็น นี่ 

สำรวมอินทรีย์หก สันโดษในธรรม อยู่ในที่ไม่คลุกคลี เอาตัวเองให้เป็นที่พึ่ง เอาตัวเองให้รอดเป็นหลัก


โยม –  พอดีขั้นอย่างนั้นไม่รู้จะมีรึเปล่า

พระอาจารย์ –  มี-ไม่มี...ไม่รู้ ...แต่นี่คือกฎ กฎตายตัวเลย ไม่อนุญาตให้วิธีการอื่นเลย ...นี่คือปาฏิโมกข์สังวร นี่คือโอวาทปาฏิโมกข์ ที่พระพุทธเจ้าท่านบอกจำเพาะเลย 

ผู้ดำเนินในเส้นทางนี้ ต้องอยู่ในโอวาทปาฏิโมกข์นี้จึงจะสำเร็จ ไม่มีทางลัดทางอื่นเลย ...ไอ้นั่นน่ะเขาหลอกเอา ไม่มีหรอก นั่งคิดเรื่องคนนั้น ช่วยคนนี้ แล้วก็บุญบารมีจะสนับสนุนเกื้อกูลส่งไปให้ได้นะ

บารมีขั้นอุปบารมี สุดท้ายต้องมาสงเคราะห์ลงเป็นปรมัตถบารมีหมด ...เมื่อลงเป็นปรมัตถ์หมายถึงทุกอย่างทิ้งหมดเลย ว่าง ดับ สูญหมด ไม่มีที่หมาย ไม่มีที่มั่น ไม่มีเพื่อใคร ไม่มีเพื่ออะไร 

ก็บอกแล้วว่ากายใจนี่คือปรมัตถสุดๆ ล้วนๆ แล้ว  มันสงเคราะห์อุปบารมีทั้งหมดเพื่อให้สงเคราะห์ลงที่กายใจ ...เพราะนั้นกว่าที่มันจะเหลือแค่กายใจนี่ ไม่ใช่แค่ว่ามาฟังเราพูดเท่านั้นได้นะ 

มันต้องเคยทำมาขนาดหนักแล้ว มันถึงจะเหลือแค่กายใจได้น่ะ ...ไม่ใช่เหลือกันง่ายๆ ได้ง่ายๆ นะ มันต้องละ ตัด ทอน มาไม่รู้กี่ภพกี่ชาติแล้ว ...ไม่ใช่ว่าฟังเราปุ๊บ แล้วไปทำได้ปั๊บเลยน่ะ

มันก็เคยอบรมกันมาทั้งนั้นน่ะ ...แต่ขี้เกียจ  มันขี้เกียจแล้วก็ไม่เกลียดขี้ ขี้เกียจแต่ชอบขี้ ชอบอยู่กับขี้ ...ขี้เกียจอยู่ในมรรค เพราะมรรคมันไม่มีขี้ ตลกดี 

มรรคไม่มีขี้...แต่ไม่ชอบ ชอบไอ้ที่มันมีขี้ที่ไม่ใช่มรรค  อันไหนมีขี้ไม่ใช่มรรค..แต่มันชอบ นั่น ตลก ...มีแต่เรื่อง มีแต่ทุกข์ มันยังไม่เข็ด มันยังไม่เบื่อ มันไม่หลาบ มันไม่จำ

ก็รู้อยู่ว่าคุยกับคนนี้แล้วจะต้องหงุดหงิด ก็ยังไปคุยกับมัน ก็รู้ว่าถ้าไปฟังมันเมื่อไหร่ก็ได้เรื่องหงุดหงิดรำคาญ หูก็คอยเงี่ยฟัง แล้วก็จะพาให้เขยิบเข้าไปใกล้ๆ จะได้ได้ยินชัดๆ ...นั่นน่ะมันชอบหาขี้มั้ยนั่นน่ะ

ถ้ามรรคนี่ต้องเดินหนีแล้ว เห็นมั้ย มันเดินสวนทางกันน่ะ ...ก็รู้อยู่แล้วว่าถ้าเห็นมันทำอย่างนี้จะหงุดหงิดรำคาญ ก็ยังส่องตาเหลียวไปดู...มันทำอะไรของมัน แล้วมันจะทำอะไรต่อไป 

เนี่ย มันเหมือนมีแม่เหล็กดึงดูด เห็นมั้ย ...เขาไม่ได้ดึงดูดนะ จิตน่ะมันดึงดูดเขาเอง...ด้วยความไม่รู้ ด้วยความอยากน่ะ 

กว่าที่มันจะหันหน้าออกมาจากเหตุที่ให้เกิดทุกข์ภายนอก หรือว่าเสียงที่ให้เกิดทุกข์ภายนอก ...ให้หันหูหันหน้าออกมานี่ ไม่ใช่ง่ายๆ นะ 

มันต้องอบรมกัน มันต้องหักหาญกัน มันต้องแน่วแน่ มันต้องจริงจัง ใส่ใจ ...มันถึงจะหลุดจากกระแส...ทวนกระแสจนหลุดกระแส


(ต่อแทร็ก 7/26)



วันจันทร์ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

แทร็ก 7/25 (1)


พระอาจารย์
7/25 (550403B)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
3 เมษายน 2555
(ช่วง 1)


(หมายเหตุ  :  แทร็กนี้แบ่งการโพสต์เป็น  2  ช่วงบทความ)

พระอาจารย์ –  อย่าไปสงสัย...ให้ทันจิต แล้วก็ละ ...อย่าไปขยันหา มันไม่มีอะไรก็อย่าไปหา อย่าไปควาน ...ต้องให้เห็นทันอาการพวกนี้ แล้วก็ละ 

แล้วก็อยู่กับกายลอยๆ ใจลอยๆ ...แต่ไม่ได้อยู่กับใจลอยแบบเผลอเพลินนะ ...กายลอยๆ ใจลอยๆ นี่ภาษาเรานะ อย่าไปเอาว่าปล่อยให้มันลอย...ไม่ใช่นะ

เพราะนั้นว่าถ้าอยู่ตรงนี้จริงๆ นี่ มันไม่มีเรื่องเลย ไม่มีเรื่องอะไรเลย เพราะเรื่องมันไม่มี ...มันมีเพราะมีจิต มันมีเพราะจิตมันไปควานไว้ มันมีเพราะว่าจิตมันคว้าไว้ 

ยังมีภาระอีก ยังเอามาเป็นภาระอยู่ พอจิตมันหวนขึ้นเป็นสัญญาปุ๊บ เอ้า เรายังทำอันนั้นไม่แล้ว ทำอันนี้ไม่ล่วง ...มันเหมือนคาอยู่ มันคาใจอยู่ เขาเรียกว่ามันคาใจอยู่

ทั้งที่ว่ามันไม่มีอะไรคาหรอก จิตน่ะมันไปเกาะไว้ เหมือนตุ๊กแกน่ะ มันไปเกาะสัญญา ไปเกาะสังขารความปรุงแต่ง มันก็จับสต๊าฟไว้ มันก็เลยคาข้องอยู่อย่างนั้น 

มันก็เลยเป็นความหน่วง หนัก ขุ่น เป็นอารมณ์ที่ไม่หายไปไหน ...จิตนั่นแหละเป็นตัวสร้าง เป็นตัวเหนี่ยวรั้งไว้...ก็ไม่ไปจริงจัง ไม่ไปซ้ำซากจำเจอยู่กับมันน่ะ 

อย่าไปซ้ำซากจำเจนะ คิดแล้วคิดอีก หวนแล้วหวนอีก กังวลกับมันแล้วกังวลกับมันอีก นั่งก็คิดเรื่องนี้ เดินก็คิดเรื่องนี้ ยืนก็คิดเรื่องนี้ เห็นไอ้นู่นเห็นไอ้นี่ก็คิดเรื่องนี้ มันยิ่งหนาแน่น ...อย่าไปใยดีมัน

พยายามระลึกขึ้นที่กายใจๆ ไว้  เดี๋ยวก็เห็นเองว่าพวกนี้ไม่มีอะไร ...จิตมันก็หยุดทำงานที่เหมือนกับมันเข้าใจว่าตรงนั้นเป็นงานของมัน นั่น ก็จับมันมาทำงานให้ถูกงาน 

คือทำให้มันเป็นจิตรู้กับความเป็นจริงในปัจจุบันซะ เดี๋ยวมันจะรู้เองไอ้นั่นไม่ใช่งาน...ไม่มี ไม่มีอะไร ภาระก็ไม่มี เรื่องราวก็ไม่มี การติดข้องกับคนนั้นคนนี้ก็ไม่มี คนโน้นทำกับเรา คนนี้ทำ...ก็ไม่มี

ไอ้ที่มันว่ามี ไอ้ที่ยังเป็นอยู่นี่ เพราะจิตมันยังไปหมาย เข้าใจมั้ย ...กายใจมันจะไปเก็บอะไรได้ กายใจมันไปหมักหมมอะไรได้ล่ะ กายใจนี่...มันเป็นแค่ทางผ่าน

กายนี่เวลามันปวด เอ้า ปวดๆๆ เวทนาเกิด พอเวทนาหายปวดหาย ...พอหายปุ๊บ กายไม่เคยเก็บเป็นสัญญาอารมณ์ไว้ในตัวแข้งขานี้เลย มันก็หายไป 

ปวดใหม่มันก็ปวด มันก็ไม่ได้ว่าอะไร ...มันไม่ได้เก็บเป็นความรู้สึกดีใจ เสียใจ ขุ่นข้องหมองใจ พอใจไม่พอใจในอาการที่มันแปรปรวนของเวทนาที่มันไปๆ มาๆ นี้เลย 

มันเก็บตรงไหน กายมันเก็บอะไรไม่ได้เลย ...ใจก็เก็บอะไรไม่ได้ ใจก็มีหน้าที่รู้เห็นๆๆๆ  ตัวมันไม่มีเก็บอะไรเลย นั่น เพราะนั้นกายใจมันเป็นแค่ทางผ่าน 

ไอ้ที่ไม่ยอมให้ผ่านนั่นน่ะคือจิตไม่รู้ เกาะ ติด เหนี่ยว รั้ง ไปสร้างขึ้นมา ไปจับสัญญาอารมณ์ สัญญาความจำ ...ถ้ามันยังไม่มีเป็นสัญญา มันก็ไปเต้าเรื่องขึ้นมา ความน่าจะเป็น คาดเอา คะเนเอา 

แล้วก็เกาะติดไว้ เหมือนกับเป็นพระเจ้าที่มันสร้างรูปนามในตัวของมันเองได้ แล้วก็จริงจัง ...ตัวมันเองน่ะสร้างทุกข์เอง แล้วก็ตัวมันเองน่ะเป็นทุกข์เอง บอกให้เลย ด้วยความไม่รู้นี่ 

ตัวมันเองน่ะแหละเป็นตัวสร้าง แล้วก็สร้างไปสร้างมา เอ้า ตัวเองแหละทุกข์ ...แล้วตัวมันสร้างก็ไม่รู้ ตัวมันเป็นทุกข์ก็ไม่รู้  แล้วตัวมันจะออกจากทุกข์ ก็ไม่รู้วิธีออกจากทุกข์ด้วย ...มันโง่สามระดับเลย

แล้วยังอาศัยมันเป็นเครื่องพึ่งพาอาศัยได้อย่างไร ยังมัวไปจมอยู่กับความคิดความคำนึงถึงอดีตอนาคตอยู่นั่น ...มันเป็นตัวถ่วง มันเป็นตัวเหนี่ยวรั้ง มันเป็นบ่วง 

เข้าใจคำว่าบ่วงมารมั้ย...ต้องละ ต้องปลดล็อค ...เพราะอะไร  เพราะเราเคยชิน กิเลสคือความเคยชิน เราเคยชินกับการใช้ความคิดเป็นตัวนำ เราเคยชินกับความเห็นเป็นตัวนำ 

จะทำอะไรก็ต้องคิด จะทำอะไรก็ต้องมีความเห็นซะก่อน จะทำอะไรก็ต้องหาถูกหาผิดซะก่อน มันเคยชิน ...แล้วมันไม่ได้เคยชินมาแต่เฉพาะภพชาตินี้เท่านั้น มันเคยชินมาเป็นอเนกชาติ 

จึงเรียกว่ามันเป็นอนุสัย เป็นสันดาน ...ไม่ต้องสอนเลย เกิดมาปั๊บ มันจะใช้พวกนี้โดยอัตโนมัติ แล้วมันเข้าใจว่ามันเป็นอัตโนมัติด้วย ...เอะอะๆ อะไรก็คิดก่อนเลย 

มีอะไร ตากระทบรูป มีอะไรกระทบหู...คิด มีความเห็น หาถูกหาผิด  มันทำของมันโดยอัตโนมัติเลย ...แต่มันไม่ใช่อัตโนมัติที่แท้จริง เป็นอัตโนมัติของความไม่รู้ที่เคยชิน

สมมุติว่ามีถนนนี่อยู่เส้นนึง เดินไปเดินมาๆๆ สักพันล้านครั้ง เป็นไง ถนนเส้นเก่านี่ หลับตายังเดินได้เลย ไม่ต้องลืมตา ไม่ต้องสงสัยเดี๋ยวจะเจออะไร มันหลับตาวิ่งฉิวเลย ไปกลับๆๆ ได้สบายมาก 

เพราะอะไร ...เพราะมันเดินมาเป็นพันล้านครั้งแล้วถนนเส้นนี้ มันจะไม่ชินยังไง ...เพราะงั้นเกิดมาปั๊บไม่ต้องสอนเลย ด้วยความเคยชิน ความคุ้นเคยแต่ดั้งเดิม ...เรียกว่าความคุ้นเคยเป็นญาติอย่างยิ่ง 

แต่เป็นญาติกับกิเลสนะ สนิทแนบแน่นกันเลย คือคบหากันจนแทบจะเป็นเนื้อหนึ่งใจเดียวกันกับมัน ...ถึงบอกว่ามันเป็นอนุสัยที่หมักดอง อาสวะที่หมักดอง 

แล้วมันก็เลยอ้างแบบข้างๆ คูๆ ...พอปฏิบัติมารู้กายรู้ใจแล้วหยุดความคิดหยุดความปรุงปุ๊บ มันก็เลยบอกว่ามันฝืนธรรมชาติว่ะ มันฝืนตัวเอง มันไม่เป็นปกติ ...เห็นมั้ย จิตมันบอก 

ของเคยกินแล้วไม่ได้กินน่ะ มันก็ว่าผิด ...แล้วมันก็บอกนี่ไม่ใช่ธรรมชาติมัน ธรรมชาติมันต้องคิดต้องปรุง ต้องมีความเห็น ต้องรู้สิว่าอันนั้นถูกมันถึงจะเดินได้ ต้องรู้สิว่าอันนี้ผิดมันถึงจะไม่ไป

มันโง่ แล้วมันยังดื้อด้านด้วย ...มันดื้อด้านเพราะอะไร เพราะตัวมันก็จะสร้างสะสมทิฏฐิ มานะ อัสมิมานะในตัวของมันเอง ว่าต้องอย่างนี้เท่านั้นนะ อย่างอื่นไม่ได้นะ 

เพื่ออะไร...เพื่อว่าอย่ามาละ “กู” นะ มึงอย่ามาละกูนะ ...ถ้ามึงทำอาการใดอาการหนึ่งที่จะเป็นไปเพื่อให้ "กู" น้อยลง จางลง ดับไปสิ้นไปนี่ กูหวงๆ ...มันจะสร้างทิฏฐิขึ้นมาปกป้องตัวมันเอง เป็นมานะ 

แล้วถ้าไม่มีอะไร นั่งอยู่เฉยๆ ก็ลอย ก็เลื่อนลอย ก็เพลิน ไม่เพลินก็หลับ ...มันจะลงร่องของมันอย่างนี้ คือความคุ้นเคย เข้าใจมั้ย มันเป็นความคุ้นเคย

พระพุทธเจ้าบอกว่าอย่างนี้ไม่ใช่ ...การ เดินเส้นทางนี้มาอเนกชาติแล้ว ไม่จบเลย  เดี๋ยวก็ไปตรงนั้น เดี๋ยวก็ไปตรงนี้ เดี๋ยวก็ไปคาอยู่ตรงนั้น นึกว่าสุดแล้ว มันก็สุดท้ายก็วนไปวนมา กลับมาลงร่องเก่านี่

พระพุทธเจ้าถึงมาเห็นทางอีกทางหนึ่ง...เป็นทางที่ตรงกันข้ามกัน ท่านเรียกว่ามรรค ...มรรคคืออะไร โดยรวมคือไตรสิกขา  ศีล...ปกติ สมาธิ...ตั้งมั่น ปัญญาคือสอดส่อง สังเกตด้วยสติ 

แต่ทางนี้ไม่เคยเดินกัน หรือเดินน้อย ไม่บ่อย ไม่คุ้นเคย ไม่ชำนาญ  เวลาเดินไปก็...เอ๊ะ กูจะเจออะไรวะนี่ เขาบอกว่ามันจะสว่าง กูไม่เห็นมันสว่างเลย ...เอ๊า ก็มันอยู่แค่ปากทางนี่ 

ก็ไม่เอาแล้ว กูไปทางเก่าดีกว่า มันเคยชิน มันก็จะปล่อย ..เห็นมั้ย กลับไปอนุสัยสันดานเดิม คือปล่อยให้ล่องลอย ให้มัน ให้เพลิน ให้คุย ให้สนุกๆๆ สนุกไปวันๆ อยู่ไปวันๆ แบบไม่เอาอะไร

แต่มันไม่ใช่ไม่เอาอะไรแบบปล่อยวาง คือมันไม่เอาอะไรแบบเผลอเพลินไปกับมัน ...ที่ไม่เอาอะไรของมันน่ะ คือ ไม่เอาสติ ไม่เอาสมาธิ ไม่เอาปัญญา 

ก็ว่า...อยู่อย่างนี้ก็ได้ ไม่เห็นต้องเอาอะไรเลย มันไปแล้วไม่เห็นได้อะไร  มันก็จะลงร่องเดิมของมัน ...แล้วพอทุกข์ล่ะก็เอาแล้ว...มรรคอยู่ไหน หาแล้ว เริ่มแล้ว..เริ่มมาปฏิบัติ 

แต่พอปฏิบัติไปปฏิบัติ...ก็เอาแล้ว จะหวนไปร่องเดิม เนี่ย มันจะมีความเคยชินเดิมมาอยู่ตลอด ...ความเพียรมันก็ถอยเข้า-ถอยออกๆๆ ไม่ไปไหนอ่ะ

ถ้าทำความพากเพียรต่อเนื่อง คือถ้าบอกว่า...กายใจคือกายใจ ไม่มีข้อต่อรอง ไม่มีความคิดความเห็นมาต่อรอง กายใจคือกายใจ เนี่ย มืดก็มืดวะ เดินไปเหอะ มันก็จะเดินเข้าไปเรื่อย 

แต่มันก็เดินเข้าไปท่ามกลางความไม่รู้อะไรน่ะ เพราะมันยังมืดตึ้บอยู่ จนกว่าจะ.."อ้อ" ...ถ้าอ้อล่ะหมายความว่าเริ่มเห็นแสงสว่างแล้ว เห็นแสงสว่างในระดับนึง

นี่ก็คือมันมีช่องทางโล่งแจ้งอยู่ตรงโน้นที่ส่องสว่างมาถึง ...โห กำลังใจนี่มาแปดสิบเก้าสิบเปอร์เซ็นต์แล้ว เข้าใจรึเปล่า พอมันเห็นอย่างงี้นี่ จิตมันจะบอกว่าให้หันหลังกลับมั้ยเล่า 

ถึงแม้ไอ้เส้นทางของเก่านั่นก็เคยคุ้นเคยอยู่ แต่เห็นตรงนี้ มันบอกมันไม่หันหลังกลับแล้ว ...โอ้ย ก็เห็นมีแต่เสียงร้องระงมระงำอยู่ข้างหลังนี่ มีแต่เรื่องมีแต่ราว 

มันมีแต่เป็นโศกเป็นทุกข์ มีแต่ภาระ มีแต่ห่วง มีแต่หวง ห่วง อาลัย อาวรณ์ เศร้าโศกโศกาอาดูร ดีใจเสียใจๆๆ เดี๋ยวสุขเดี๋ยวทุกข์ๆ ...ไม่เอาล่ะ ไม่หันหลังแล้ว ไปล่ะวะ

นี่เขาเรียกว่าไม่หันหลังกลับ ...ก็เห็นแสงแล้ว ถึงไม่รู้ว่าเดินไกลรึเปล่า ไม่เห็นว่าถนนยาวมั้ย ...แต่เห็นแสงแล้วว่าไม่ออกนอก ไม่มีทางอื่น เพราะทางนี้กับแสงนี่มันตรงเป๊ะๆ 

ตรง...นี่ อุชุ นี่เรียกว่าอุชุอยู่อย่างนี้ อุชุปฏิปันโน ...เมื่ออุชุ...ตรง มันก็ตรง...ตรงต่อนิพพาน คือความหมด  ความสิ้น ความไม่มี ...มันยิ่งไปก็สว่าง โล่ง ว่าง แจ้ง 

นั่น ไม่ต้องมีใครบอกด้วย ไม่ต้องหาคนมายืนยันด้วย ..แล้วก็ไม่ใช่ด้วยความเห็นหรือด้วยทิฏฐิใดๆ เลย ...แต่มันเห็นคาตาคาใจ อยู่อย่างนั้น ก็มันสว่าง มันแจ้งน่ะ

เพราะนั้น พวกเราอยู่กลางมหาสมุทร วัฏสงสาร ก็รีบเร่ง...การปฏิบัติภาวนานี่ ก็เหมือนนายช่างที่ต่อเรือ พวกเราก็เป็นนายช่าง ...แต่อย่าให้เป็นช่างเถอะ ต่อได้แค่กระดูกงูเรือ...ไม่เอาแล้ว ไปเล่นน้ำดีกว่า 

จะหาไม้มาตีแปะทำพื้นกระดานรองหน่อย...ก็เบื่อแล้ว หนัก ไม่เห็นสนุกเลย เหนื่อย ไปเล่นน้ำดีกว่า ใช่มั้ย ...เพื่อนเขาก็ชวนกันอยู่นี่ เฮๆๆๆ อยู่นี่ พ่อกับแม่ก็ชวน 

แล้วก็ครอบครัวเราล่ะ หน้าที่การงานก็เรียกร้องร่ำร้องขาดเราไม่ได้ กิจการเรื่องราวต่างๆ ถ้าเราไม่ทำแล้วใครจะทำ เห็นมั้ย นี่พระก็ภาระในวัดกิจการงานวัด นั่นเรือไม่ต่อแล้วกู


โยม –  มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ ค่ะ

พระอาจารย์ –  ก็ต้องมีความพากเพียร ต้องเตือนตัวเอง ว่ามาทำงานของตัวเองคือต่อเรือก่อน...นี่ภารกิจสำคัญ เพราะคำว่าต่อเรือนี่หมายความว่า มันยังไม่ได้ฝ่ามหาสมุทรไปเลยนะ เรือมันยังไม่มีเลย 

เพราะนั้นเบื้องต้นนี่คือต่อเรือให้ได้ก่อน เอาไว้ทำอะไร..เรือ ...เอาไว้นั่ง เอาไว้อาศัยไม่ต้องว่ายน้ำข้ามมหาสมุทร มันไม่จม ...นี่ พอต่อเสร็จก็ได้นั่งเรือแล้ว ไม่ตายแน่ รอดตาย 

ถ้าได้เรือแล้วรอดตาย ไม่ตายทิ้งตายขว้างแล้ว ...เอ้า จากนั้นก็พายไป ถือหางเสือเรือไว้ ไป แต่ระหว่างไปนี่ คลื่นก็มี ลมก็มี น้ำก็เข้า ...ต่อไม่ดีมันรั่วมันซึม 

ก็คอยอุดคอยยาไว้ ศีล สติ สมาธิ ปัญญา มันรั่วตรงไหน ก็ยามันเข้าไปๆ อย่าให้มันรั่วน้ำเข้า


โยม –  มันสำคัญว่ามันต่อไม่เสร็จซักที

พระอาจารย์ –  ก็มันโง่ มันไม่ทำงานที่แท้จริง ...มันไปทำงานที่ไม่แท้จริง แล้วเข้าใจว่างานที่ไม่แท้จริงเป็นงานที่ควร ...ไอ้งานนี้ กาย-ใจๆ นี่ไม่เห็นควรเลย

เราพูดนี่จนจะเป็นพวกก่อม็อบแล้ว ก็มีแค่เนี้ย “กาย-ใจๆๆ เอาม็อตโต้ไป “กาย-ใจๆๆ (หัวเราะกัน) จะไปประท้วงอยู่นี่แล้ว แต่ไอ้ผู้ชุมนุมตามนี่ไม่ค่อยมีเท่าไหร่เลย บ้าอยู่คนเดียวนี่

บอกแล้วคนที่เดินไปตามเส้นทางนี้ มีน้อยนะ และไปแล้วก็ไปเลยนะ ไม่กลับมานะ เข้าใจรึเปล่า กูไม่สนน่ะ กาย-ใจๆๆ แล้วกูเดินเข้าไปแล้วไปเลย ไม่กลับมากาย-ใจกับใครอีกแล้ว 

ก็ไปหาผู้นำประท้วงกันใหม่ต่อไปแล้วกัน มันจะพาไปไหน กูไม่รู้  เหลืองบ้างแดงบ้างเขียวบ้างส้มบ้าง กระดำกระด่างเหลืองๆ เขียวๆ บ้าง เยอะแยะไปหมดต่อไปนี่ ใครจะไปรู้

แต่ไอ้ม็อตโต้ “กาย-ใจ” นี่มันน้อยนะ คนตามก็น้อย ...มันไม่สนุก มันไม่ได้ไปเปลี่ยนแปลงระบอบระบบอะไรใครเลย ...คือกูไปของกูคนเดียว


(ต่อแทร็ก 7/25  ช่วง 2)