วันจันทร์ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2560

แทร็ก 7/30 (1)


พระอาจารย์
7/30 (550411B)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
11 เมษายน 2555
(ช่วง 1)


(หมายเหตุ  :  แทร็กนี้แบ่งการโพสต์เป็น  2  ช่วงบทความ)

พระอาจารย์ –  ภาวนาไม่มีเด็กไม่มีหนุ่มไม่มีแก่ ภาวนาไม่มีเพศไม่มีวรรณะ ภาวนาไม่เลือกอะไรทั้งสิ้น ไม่อ้างอะไรทั้งสิ้น ...แก่ก็ภาวนา หนุ่มก็ภาวนา เด็กก็ภาวนา

ทำอาชีพอะไรก็ภาวนา เป็นสถานะอะไรก็ภาวนา แม่บ้าน พ่อบ้าน ลูกบ้าน อยู่ในสถานะอะไร เป็นนักเรียนเป็นหัวหน้างาน เป็นพระเป็นชี เป็นใครก็ตาม ...ภาวนาต้องไม่เลือกสถานะ

เพราะภาวนาที่แท้จริง เราก็บอกแล้วว่าอยู่ที่กายใจ เมื่อใดที่รู้กายเห็นกาย..รู้ใจเห็นใจ...เมื่อนั้นแหละ ถือว่าภาวนาแล้ว กินข้าวก็ภาวนา ดื่มน้ำก็ภาวนา ล้างจานก็ภาวนา

อย่างเวลาล้างจานนี่ จิตมันอยู่ที่ไหน ...มันอยู่ที่คิด มันอยู่ที่อารมณ์ มันอยู่ที่ไม่พอใจ มันอยู่ที่เบื่อ มันอยู่ที่รำคาญ หรือว่ามันอยู่ที่มือ มันอยู่ที่ขา มันอยู่ที่น้ำเย็น มันอยู่ที่ขยับไปขยับมา ...นั่น ต้องฝึก

ถ้าไม่ฝึกอยู่กับกายตรงนี้ มันก็ไปอยู่กับอารมณ์ มันก็ไปสร้างอารมณ์...ไม่พอใจ น่าเบื่อ เซ็ง "เดี๋ยวจะไปทำนั่นก็ไม่ได้ จะไปทำนี่ก็ไม่ได้" ...คิดเอา มันจะอยู่ที่ความคิดแหละ

นั่น เป็นทุกข์แล้ว เศร้าหมองแล้ว ...แล้วก็เร่งๆๆ จะหนี  เร่งรีบเพื่อจะหนี...ไม่ชอบ จะได้หมดไปไวๆ ...จิตมันจะก้าวข้ามปัจจุบันไปเรื่อยน่ะ มันไม่อยู่

ถ้าอยู่ด้วยความสงบ ละเอียด ล้างจานก็ภาวนา เช็ดจานก็ภาวนา เดินไปเดินมาก็ภาวนา นี่ ภาวนาอยู่กับเนื้อกับตัว ไม่ได้ภาวนาเลื่อนๆ ลอยๆ  ไหลๆ หลงๆ  เผลอๆ เพลินๆ ...นั่นไม่ได้เรียกว่าภาวนา

มาวัดก็แค่นั้นน่ะ ไม่ได้ภาวนาอะไรหรอก ไหลๆ หลงๆ เผลอๆ เพลินๆ ไป ...มาภาวนาก็ตอนหนึ่งทุ่ม ตีสามก็มามั่งไม่มามั่ง แล้วก็คิดว่าได้อะไรแล้ว ...ก็ได้แค่รูปแบบของการภาวนา กับจิตที่บางครั้งก็ดี บางครั้งก็ไม่ดี

แต่ภาวนาจริงๆ น่ะมันต้องตลอดเวลา ...ตราบใดที่ยังมีกาย ตราบใดที่ยังมีลมหายใจเข้า ลมหายใจออก...แปลว่าตอนนั้นเป็นเวลาภาวนา

ไม่มีวัด ไม่มีบ้าน  ไม่มีที่วัด ไม่มีที่บ้าน ...มีที่ "นี้"  มีแต่ที่ "นี้" ...นั่นน่ะความพากเพียรจริงๆ จังๆ ต้องอยู่ที่ "นี้"  ไม่ได้อยู่ที่วัด ...พอมาวัดล่ะพากเพียร พอกลับบ้านล่ะกูไม่พากเพียรแล้ว สบาย อย่างนี้ไม่ใช่

ไอ้ที่ภายนอกน่ะมันเป็นข้ออ้าง ...ที่กายนี่ไม่มีข้ออ้างน่ะ บอกว่าที่นี้คือที่ภาวนา ก็ต้องภาวนาอยู่ที่นี้ กายใจนี้ ...หรือว่าไม่มีกายใจ ฮึ ถ้าไม่มีกายใจค่อยว่ากัน

ตราบใดที่ยังมีกายใจ แปลว่าตรงนั้นล่ะเป็นที่ภาวนา ไม่ว่าจะสถานะไหน เหตุการณ์ไหน นั่งรถลงเรือ อยู่ในที่ชุมนุมชน อยู่ในสถานการณ์เลวร้ายคับขัน

หรืออยู่ในสถานการณ์ที่น่าเผลอน่าเพลิน น่าเพลิดเพลิน เป็นสุขสบายใจ ...ไม่รู้ล่ะ มันมีกายใจอยู่ตรงนั้นมั้ย ...ถ้ามี ต้องภาวนาอยู่ที่นั่น อย่าไปอยู่ที่อื่น  ถ้าอยู่ที่อื่น...หลง

บางคนมาฟังเรา ฟังไปฟังมา บอกว่า "อาจารย์ถ้าทำอย่างนี้หมายความว่า มันจะไม่มีความสุขอีกต่อไปเลยนะเนี่ย" ...อื้อ ก็คงงั้นแหละ นิพพานนี่ไม่มีความสุขหรอก ไม่ได้สุขหรอก

มันเป็นอย่างนี้แหละ แต่มันไม่เป็นทุกข์ มันจะไม่มีทุกข์ ...แล้วจะรู้เองว่าสุขที่แท้จริงคืออะไร ไม่ใช่สุขแบบกินข้าวอิ่ม ดูหนังสนุก ไปเที่ยวแล้วเห็นอะไรเจริญหูเจริญตาแล้วมีความสุข

มันไม่ใช่ความสุขอย่างที่พวกเราเข้าใจนะ ความสุขในนิพพานน่ะ เราก็เลยบอก มันไม่มีหรอกสุข นิพพานน่ะ ...เพราะอะไร  เพราะสุขอย่างที่พวกเราเข้าใจมันสุกๆ ดิบๆ สุขเกิดๆ ดับๆ

แต่สุขในนิพพานน่ะเป็นสุขเย็น น้ำเย็นกับน้ำร้อนนี่จะกินอะไรล่ะ ของนุ่มนวลกับของแข็งนี่จะเอาอะไร มันเป็นความเย็น ความสงบภายใน

เป็นความไม่มีอะไร เป็นความไม่มีทั้งสุขดิบๆ แล้วก็ทุกข์ดิบๆ อยู่ในนั้น ...ถือว่าเป็นสุขอันยิ่ง ท่านเรียกว่าบรมสุข แต่ไม่รู้จะเรียกในภาษาว่าอะไรดี ท่านก็เลยใช้คำว่าสุขเข้ามาทาบ

มนุษย์ที่ไม่เคยเห็นนิพพาน ไม่เข้าถึงนิพพาน ก็เลยไปเข้าใจว่าสุขในนิพพาน จะมาเทียบกับสุขที่กินข้าวอิ่ม ดูหนังสนุกแล้วมันจะหายไปหมดไป แล้วมันจะเป็นสุขได้อย่างไร

มันก็หาความสุขนั้นไม่เห็นหรอกด้วยความคิด ...แต่มันจะเห็นด้วยสติสมาธิปัญญาไปตามลำดับ

เมื่อใดที่เข้าไปเห็นความบริสุทธิ์ของใจ แม้ขณะหนึ่ง แค่งูแลบลิ้น ช้างกระดิกหู ฟ้าแลบ แค่นี้ ...จะเห็นเลยว่า ใจนี้เป็นสิ่งที่อัศจรรย์ ใจนี้เป็นสิ่งที่ไม่มีอะไรจะมายิ่งใหญ่กว่าใจนี้เลย

กว่าที่จะบากบั่นฝ่าฟันกิเลสน้อย กิเลสใหญ่ กิเลสหยาบ กิเลสละเอียด กิเลสหยาบช้าต่ำ ...มันต้องอาศัยความพากเพียรจริงๆ ไม่ใช่แค่พอมาฟังแล้วก็กลับไปขยันทำนิดนึงแล้วก็เลิก หาย ทิ้ง

อาศัยทำบ่อยๆ จนเป็นความชำนาญ ความเคยชิน  นั่นแหละ มันจึงจะลืมตาอ้าปากได้ นึกเจริญขึ้นเมื่อไหร่ จิตใจก็ตั้งมั่นขึ้นขณะนั้น

ระลึกขึ้นเมื่อไหร่ เจริญขึ้นเมื่อไหร่ ใจก็ตั้งมั่น จิตก็ตั้งมั่นในขณะนั้นน่ะ ความชำนาญมันจะอยู่ในระดับที่จับปุ๊บ...วางปั๊บปล่อยปั๊บเลย ทุกอย่างหลุด ล่วง

อะไรจะมาแตะต้องสัมผัสครอบงำใจไม่ได้อีกเลย ด้วยความชำนาญของการหมั่นเจริญสติบ่อยๆ รู้ตัวบ่อยๆ อยู่กับกายใจบ่อยๆ แล้วก็ทำความต่อเนื่องให้มากขึ้นไป

บางครั้งบางคราวเราก็ต้องกำหนดตั้งสัจจะบ้าง ว่า...นี่นะ กำลังกินนี่จะไม่ลืม  มันกำลังขี้นี่ จะไม่ลืม  กำลังอาบน้ำ จะไม่ลืม จะรู้ตัวในช่วงนี้

คือบางครั้งเราจะต้องให้มันได้ในช่วงหนึ่งระยะหนึ่ง หมายความว่ากับอากัปกริยาบางอย่าง ใส่เสื้อผ้านี่ จะไม่ลืม มันมีอ่ะ มันมีกิจวัตรจำเจซ้ำซากอยู่แล้ว

แล้วมันจะเป็นกิจวัตรซ้ำซากจำเจที่มันจะเลอะเลือนอยู่ ที่ทำด้วยความเคยชินน่ะ ก็พยายามไปกำหนด แล้วก็ตั้งสติ ตั้งอกตั้งใจที่จะรู้ตัวตรงนั้นให้ได้

และมันก็เป็นอากัปกริยาที่ซ้ำซากทุกวี่ทุกวันน่ะ อาบน้ำ แปรงฟัน รู้ตัวมั้ย แค่นั้นน่ะ ...แค่หนึ่งนาทีสองนาที่นี่ มันรู้ตัวไม่ได้ ก็ไปตายซะ มันโง่เง่าเหลือเกินน่ะ ใช่มั้ย

มันต้องฝึกอบรม อย่าเอาแต่ความสะดวกสบาย ...เพราะตอนนั้นน่ะมันไม่ได้เสียประโยชน์กับใครเลย ไม่ได้ข้องเกี่ยวเป็นธุระความเดือดร้อนของใคร รู้ตัวตอนกิน รู้ตัวตอนเดิน ตอนอาบน้ำแปรงฟันแต่งตัวใส่เสื้อผ้านี่

เวลาพวกเราใส่เสื้อผ้านี่เราไม่เคยรู้ตัวนะ มือจับกระดุมอย่างไร ใส่เสื้ออย่างไร ถอดกางเกงใส่กางเกง ยกขาก้าวขาเข้าสวมกางเกงยังไง มันทำแบบผลุบผลับร้อนๆ รนๆ น่ะไม่ได้อยู่กับเนื้อกับตัวเลย

แล้วก็ทำทุกวันๆๆ แทนที่จะมีสติสักหน่อยดูมัน ...พระก็เหมือนกันนี่ ห่มจีวร คลี่จีวร นิ้วมือจีบอย่างไร ขยับอย่างไร ชูแขนอย่างไร หมุนม้วนอย่างไร มันต้องอยู่ตรงนั้นน่ะ

ธรรมเขาแสดงอยู่ตลอดเวลา มีแต่สติน่ะที่ไม่ตลอดเวลา ...แล้วก็ธรรมเขาก็แสดงซ้ำซากๆ ตลอดเวลา กลับปล่อยทิ้งไปหายไปโดยเปล่าประโยชน์

ไม่มีสติเป็นผู้รู้เป็นผู้เห็นสภาวธรรมที่ปรากฏขึ้นตามความเป็นจริง ว่าแสดงความไม่เป็นสัตว์ไม่เป็นบุคคล ไม่เป็นใคร ไม่เป็นของใคร ...นี่ มีตลอดเวลาเลย อย่าทิ้งช่วงโอกาสนาทีทอง...มันมี

เพราะนั้นสัจจะอธิษฐานก็เอามาใช้ซะบ้าง ไม่ใช่เอาสัจจะไปตั้งว่า ชาติหน้าจะไปนิพพาน ขอให้ชาติหน้าไปเจอพระศรีอาริย์ ...ไอ้นั่นไม่ต้องไปตั้งแล้ว มันไกล

หรือประเภทที่ว่า...เกิดมาขอให้ร่ำรวย ขอให้เจอแฟนสวยผัวหล่อเงินทองมากล้น ...ไม่ต้องไปขอ ไม่ต้องไปตั้งสัจจะอธิษฐานบ้าบอคอแตกแล้ว

อธิษฐานอยู่ตรงนี้ สัจจะอย่างนี้ว่า...ระหว่างกินนี่...มื้อนี้จะรู้ตัว ...พอหมดช่วงนึงไป ลุกขึ้นจะไปขึ้นรถระหว่างเดินเราจะรู้ตัวตลอดไม่เผลอไม่เพลิน อย่างเนี้ย

ถ้าไม่ตั้งใจกันอย่างนี้นะ...ในอากัปกริยาของเราที่ใช้ชีวิตอยู่ในโลกน่ะ มันจะตกอีหรอบเดิมนั่นแหละ หลงๆ เผลอๆ เพลินๆ ...นี่ ถ้าไม่ตั้งใจเอาจริงเอาจังกับมัน

พอทำหน่อย มีความเพียรขึ้นมาหน่อย ได้สักแป๊บ...เฮอะ ไม่เอาแล้ว ขี้เกียจแล้ว ...ความเพียรมันจะหมด น้อย สลาย จนมลายหายสิ้นไปเลย ...ไม่ทำแล้ว

พอฟังเรากลับไปนี่ มันก็ขยันไปทำนะ เดี๋ยวพอสักพักทำไปวันสอนวัน...โอ้ย ไม่เอาแล้ว ปล่อยอย่างเดิมดีกว่า เผลอเพลินสบายๆ ดีกว่า...เป็นอิสระดี 

อิสระของโลก อิสระในการมาเกิดตายในโลก...นั่นแหละอิสระของมัน ไม่ใช่อิสระแบบพระอริยะ ...เราถึงบอกว่าพระอริยะท่านอยู่ด้วยสติวินัย สติวินโย...มีสติเป็นวินัยเลย 

เพราะนั้นไม่ใช่แค่ศีลวินัย 227 ข้อ ...แต่ท่านมีสติวินัย...สติวินโย เป็นตัวบังคับควบคุมอยู่ตลอด เป็นแม่แบบ มีสติเป็นแม่แบบ เป็นวินัย ไม่ออกนอกวินัยนี้เลย 

นี่สติของพระอริยะ ท่านเรียกว่าสติวินโยนะ ...ส่วนสติของพระที่โกนหัวห่มผ้าเหลืองเฉยๆ ก็ไม่เรียกว่าเป็นสติวินโย เพราะไม่รู้จักสร้าง...สติวินโยมันก็ไม่เกิด

ทำน่ะยังไงๆ มันต้องทำ ...แค่เข้าใจแค่ฟังน่ะมันไม่ได้ มันก็สะสมเป็นความศรัทธาปสาทะ เป็นศรัทธาหัวเต่า เข้าๆ ออกๆ เดี๋ยวก็เอา...เดี๋ยวก็ไม่เอา เดี๋ยวก็เอาเดี๋ยวก็ไม่เอา อยู่อย่างนั้น

ศรัทธาปสาทะมันตามเหตุปัจจัย เวลาไม่มีก็ไม่มา เวลาใจไม่ดีก็ไม่มา ถ้าไม่พร้อมไม่อะไรก็ไม่ทำ อะไรอย่างนี้ เขาเรียกว่าศรัทธาปสาทะ ยังเป็นศรัทธาหัวเต่า...ไม่มั่นคง ยังไม่มั่นคง

แต่มันก็ยังดีว่ามันยังมีศรัทธาบ้าง ไม่เหมือนกับคนบางคนที่ไม่มีศรัทธาเลย ...ได้ฟังธรรมได้เห็นธรรม ได้เห็นพระ อย่างพวกเรายังมีการเหลียวหลังในการฟังธรรม เออ ฟังท่านพูดเรื่องอะไร

บางคนก็ไม่สนใจเลย ไม่ใส่ใจ มองข้าม ดีไม่ดีด่าซ้ำตามหลังอีก “พระทุกวันมันเป็นอย่างนี้” นี่เขาเรียกว่ารักดีหามจั่ว รักชั่วหามเสา อยู่ดีๆ ไม่ว่าดี หาเรื่องหามเสาซะอย่างนั้น

จิตนี่มันหาเรื่องน่ะ ...ถ้าอยู่เฉยๆ ไม่พูดอะไร ไม่ว่าอะไร ไม่ตำหนิอะไร ตำรวจก็ไม่จับ ...มันอดไม่ได้น่ะ ต้องมีติดลมติดด่าไปด้วยนะ...หาเรื่องๆๆ จิตมันหาเรื่อง

ถือเป็นอกุศลเกิดขึ้นแล้ว ของดีไม่ค่อยสะสม ของชั่วนี่สะสมจริง...ทั้งวัน จิตน่ะ มันไม่ค่อยคิดดีเท่าไหร่หรอก  ดูอะไร เห็นอะไร ตำหนิหมดน่ะ คนนั้นคนนี้

มาอยู่ในวัดนี่ นั่งคอยดูกันแล้ว กัดคนโน้น งับคนนี้ ไม่งับไม่กัดก็แทะ ฟาดหัวฟาดหางอยู่ภายใน ...จิตนี่ ไม่ค่อยชมใครน่ะ หาเรื่องคน หาเรื่องกับอะไรอยู่ตลอด

ไม่มีคนให้หาเรื่อง ก็หาเรื่องวัตถุสิ่งของ "ประตูทำไมมันปิดไม่ค่อยสนิทวะ ทำไมมันมีเสียงดังวะ ทำไมน้ำมันไหลแรง ไม่ไหลแรง วันนี้ไม่ไหลเลย" ...นี่ มันมีเรื่องได้แม้กระทั่งวัตถุธาตุน่ะ

จิตผีบ้านี่ มันบ้า มันเมา ...แล้วเราก็ยังอยู่กับมัน ใช้กับมัน เหมือนกับเป็นเกลอเป็นสหายกันเลยเหรอ เหมือนเป็นเนื้อหนึ่งใจเดียวกันรึไง


(ต่อแทร็ก 7/30  ช่วง 2)



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น