วันจันทร์ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2560

แทร็ก 7/29 (2)


พระอาจารย์
7/29 (550411A)
11 เมษายน 2555
(ช่วง 2)


(หมายเหตุ  :  ต่อจากแทร็ก 7/29  ช่วง 1

พระอาจารย์ –   ใจทุกคนทุกดวงนี่ ไม่ว่าผู้ปฏิบัติ ไม่ว่าผู้ไม่ปฏิบัติ แม้แต่หมานี่ ...ใจคือความสว่างสะอาดบริสุทธิ์ตลอดเวลาอยู่อย่างนั้น ไม่เคยไม่สว่าง ไม่เคยไม่สะอาด ไม่เคยไม่บริสุทธิ์

แต่มันถูกทับถม ครอบงำ มันถูกปิดบัง จนหาใจไม่เจอ จนไม่เห็นว่าความสะอาดของใจคืออะไร ความบริสุทธิ์ของใจเป็นยังไง ...มันตัวเองยังไม่เห็นน่ะ คิดดู สิ่งที่มันมาปิดบังครอบงำนี่มันมากขนาดไหน 

พอเราบอกว่าใจรู้ใจเห็นใจสว่างนี่ ไม่มีใครเข้าใจเลย ...เข้าใจก็แบบคิดเอา คาดเอา ยังคาดเอาอยู่นะ ว่าน่าจะเป็นอย่างนั้นรึเปล่า น่าจะเป็นอย่างนี้รึเปล่า ยังสงสัยลังเลกับมันอยู่นั่น 

นั่นน่ะยังไม่จริง ยังเห็นใจไม่จริง ยังเข้าไม่ถึงใจ ...เพราะอะไร ...กิเลสอาสวะ สิ่งที่เราให้ค่า สิ่งที่เราไปหลงกับมัน จริงจังกับมัน พวกนี้ มันห่อหุ้ม เป็นกำแพงเลยน่ะ เหมือนกำแพงเจ็ดชั้น สิบชั้น ยี่สิบชั้น

กว่าจะกวาดล้าง กว่าจะทำความเบาบางจางคลายออก พอให้ลิ้มรสความสะอาดบริสุทธิ์ของใจ ...บอกแล้วว่าต้องมีกำลังของอินทรีย์ เริ่มตั้งแต่ศรัทธา วิริยะเป็นต้นไป สติสมาธิปัญญาเป็นสิ่งที่ตามมา

วนเวียนซ้ำซากอยู่ตรงนี้ แล้วทุกอย่างก็จะเป็นไปเพื่อการชำระขัดเกลา เป็นการชำระขัดเกลาความเห็นผิด ความรู้ผิดๆ ทั้งจิตหยาบ ทั้งจิตไม่หยาบ ทั้งจิตหา ทั้งจิตค้น ทั้งจิตเข้าไปหมายมั่น ทั้งจิตเข้าไปคะเน

ทั้งจิตที่มันเข้าไปสร้างภาพล่วงหน้า ในอย่างนั้น ในเรื่องอย่างนี้ ในอารมณ์อย่างนั้น ในความน่าจะเป็นอย่างนี้ ...พวกนี้ มันจะเบาบางๆๆ จนหมดไปสิ้นไป

จนหมดไปสิ้นไปนั่นแหละความบริสุทธิ์ของใจนี่ ไม่ต้องไปหา ไม่ต้องไปทำเลย...เหมือนพระอาทิตย์กลางหาว ในวันที่ฟ้าใสน่ะ ลอยเด่นเป็นสง่าอยู่อย่างนั้นน่ะ

นั่นน่ะความบริสุทธ์ผุดผ่องน่ะ เขาปรากฏของเขาเอง ...เพราะอะไร ...เพราะไม่มีเมฆมาบดบัง ไม่ใช่กลางคืน ไม่ใช่ตอนพลบค่ำหรือใกล้รุ่ง

แต่เหมือนกลางวัน นี่ สว่าง ความสว่างของใจที่ไม่มีอะไรห่อหุ้มนี่ สว่างสามโลกธาตุ...แสงสว่างของใจนี่ไม่มีอะไรมาปิดบังได้เลย

ถึงตอนนั้นแล้ว แล้วจะเห็นว่าอัศจรรย์จริงๆ ...ความอัศจรรย์จริงๆ ของทุกคนมีอยู่แล้ว แต่ไม่เคยเห็นความอัศจรรย์ของใจตัวเอง ของใจที่มีอยู่แล้ว

เมื่อเข้าไปเห็นความอัศจรรย์ของใจ...ที่เกิดจากความพากเพียรในการชำระจิตไม่รู้ออกไป ทำลายจิตหลงออกไป ทำลายอวิชชาออกไป ทำลายรากเหง้าของกิเลสคือ ราคะ โทสะ โมหะ ออกไป

ความบริสุทธิ์ของใจที่เรียกว่าเป็นวิสุทธิจิต วิสุทธิธรรม บริสุทธิจิต จะบังเกิดขึ้น ณ ที่นั้น

เมื่อถึงตอนนั้นน่ะ ไม่เชื่อพระพุทธเจ้าก็เชื่อแล้ว ไม่เชื่อพระธรรมก็เชื่อแล้ว ไม่เชื่อว่าพระอริยสงฆ์มียังไง เป็นยังไง ความเป็นอริยสงฆ์อยู่ตรงไหน

มันไม่ต้องไปถามใครแล้ว ...เข้าใจ นอบน้อมต่อพระรัตนตรัยจริงๆ เพราะเข้าถึงพระรัตนตรัยจริงๆ คือใจ..ที่เป็นใหญ่เป็นประธานอยู่นี่ อยู่ที่นี่ ตรงนี้แหละ

เพราะนั้นจะเริ่มเข้าไปถึงใจ จะเริ่มเข้าไปชำระเพื่อให้เห็นความบริสุทธิ์ของใจ ต้องเริ่มชำระที่กายใจปัจจุบัน อยู่ที่กายใจปัจจุบัน...เสมอ

แรกๆ เราไม่รู้หรอกว่าการที่กลับมารู้ตัวอยู่เสมอ รู้อยู่ที่กายยืนเดินนั่งนอน โดยที่ว่า...อย่างนี้หรือเรียกว่าชำระแล้ว ...นี้แหละคือการชำระในเบื้องต้น

ชำระอะไร...หนึ่ง จิตที่คิดไปในอดีต จิตที่คิดไปในอนาคต จิตที่ไปสร้างกุศลอกุศลกับสัตว์บุคคลวัตถุธาตุภายในและภายนอก จิตที่มีกิเลสราคะโทสะโมหะ

ขณะที่รู้อยู่ที่กาย มันไม่มีอะไรตรงนี้เกิดขึ้นหรอก ไม่มีเจตนาที่จะไปทำ ...เห็นมั้ย มันชำระโดยที่ไม่รู้ตัวหรอกว่า แค่รู้ตัวรู้กายยืนเดินนั่งนอน แล้วตรงต่อกายที่ยืนเดินนั่งนอนนี่ มันเป็นการชำระจิตไม่รู้ในระดับนึงแล้ว

แต่เหมือนงานมันมีทั้งงานกุลี มันมีทั้งงานวางแผน มันมีทั้งงานที่ละเอียด มันมีทั้งงานที่ควบคุมงานทั้งหมด ...เพราะนั้นงานเบื้องต้นนี่มันดูเหมือนกับไม่ได้เห็นผลงานอะไรเลยน่ะ

เหมือนกุลีกำลังขุดหลุมสร้างบ้าน ปรับดินอะไรอย่างนี้ ...บ้านอยู่ไหน ไอ้ที่ว่าใหญ่โตมโหฬาร เป็นเหมือนวัง เป็นความสุขน่าอยู่น่าอาศัย สุขสบาย อยู่ไหน ยังไม่มองเห็น

ยังมีแต่กองดิน แล้วก็กองหิน กองทราย กองปูน ระเกะระกะ  นั่นแหละเบื้องต้นของงาน ผลของงานมันยังดูไม่ชัดเจน ...ตรงเนี้ย เหล่าผู้ปฏิบัติมักจะท้อถอย 

จิตกิเลส จิตไม่รู้มันจะแทรกซึมว่า...ไม่ได้อะไรหรอกเรา วิธีนี้ก็อาจจะไม่ใช่ ไม่เหมาะกับจริตของเรา...เดี๋ยวต้องหาวิธีอื่นมั้ง เดี๋ยวต้องหาอาจารย์องค์อื่น เผื่อจะมีกุศโลบายที่ตรงกับเรา

ทั้งหมดนี่จิตไม่รู้เริ่มทำงานแล้วนะ มันเริ่มได้ช่องแล้ว และมันเสริมกับไอ้ตัวเราของเราที่มีความอยากเข้าไปประกอบกับมัน ก็จะให้ทำตามมัน

แล้วก็ผลของการทำตามจิตที่มันว่าอย่างนี้ ผลก็คือทิ้งกายและใจปัจจุบัน ไปหาเอาข้างหน้า ...มันเริ่มไปหาในข้างหน้าแล้ว ไปเริ่มมีชีวิตใหม่ในอนาคตอีกแล้ว

แต่ละคนนี่ ในภาคการปฏิบัตินี่ ผ่านมาไม่รู้กี่ครูบาอาจารย์  เพราะทุกคนนี่จะเริ่มลังเล ลังเลสงสัยๆ ...ฟัง อ่าน อาจารย์องค์นั้นก็ดี อาจารย์องค์นี้ก็ดี

คืออาจารย์ทุกอาจารย์น่ะดีหมดแหละ แต่เราน่ะไม่ดี เราน่ะมันโง่  อาจารย์ท่านฉลาด ธรรมของท่านก็ดี เลิศ ประเสริฐ แต่เราไม่เข้าใจ...ว่าตราบใดที่เรายังค้นหาธรรม เราก็ไม่เห็นธรรม

แต่เมื่อใดที่เราหยุดหาธรรม เราจะเห็นธรรม ...หยุด...เท่านั้นแหละจึงจะเจอ ...เพราะมันไม่ต้องหา มันมีอยู่แล้ว...กายใจเป็นธรรมที่มีอยู่ เป็นธรรมจำเพาะสัตว์และบุคคลนั้นๆ

หมามันก็มีใจ แต่มันไม่สามารถจะมารู้จำเพาะกายใจมันได้ ...เพราะกรรมที่เป็นครุกรรม กรรมหนักที่เป็นอกุศลมันปิดบังสติไม่ให้เกิดได้ ศรัทธาก็เกิดไม่ได้ วิริยะก็เกิดไม่ได้

เพราะนั้นไม่ต้องพูดถึงสติสมาธิปัญญา ไม่มีทางเกิดได้เลย ...เพราะมันจะต้องชดใช้กรรม ด้วยอำนาจแห่งความไม่รู้แล้วไปสร้างอกุศลกรรมมา จนได้รูปได้ชาติได้ภพมาเป็นอย่างนี้ๆ

เป็นมาทุกคนน่ะแหละ หมูหมากาไก่ ไส้เดือนกิ้งกือ แมลงมดหนูปูปลาตะเข้ ...อย่าไปคิดว่าเกิดเป็นคนมาอย่างเดียวนะ เป็นมาทั้งนั้นแล้ว แต่มันจำไม่ได้

แล้วมันอาจจะเป็นต่อไปด้วย ไม่รู้ ไม่มีใครการันตีได้ เพราะอะไร เพราะทุกคนไม่ได้เป็นพระอริยะ ...รู้เลย ไม่ต้องถามเราหรอก ตอบตัวเองได้เลย...ยังไม่ได้เป็น

เพราะนั้น ถ้ายังไม่ได้เป็นพระอริยะน่ะ ยังมีสิทธิ์เป็นไปได้หมดเลยไม่ว่าจะสัตว์ประเภทไหนน่ะ 

นี่ยกเว้นพระอริยะเท่านั้นน่ะ ท่านรู้ ท่านรู้ตัวท่านเองเลยว่า แค่เนี้ย ไม่เกินเนี้ย ไม่เกินเท่าเนี้ย ไม่เกินจากมนุษย์อย่างเนี้ย เท่าเนี้ย ...รู้เลย มีลิมิท มีประมาณเลย

แต่ของพวกเราไม่มีประมาณเลยในการเกิดนะ และในชาติแห่งการเกิดด้วย...ว่าไม่รู้จะเป็นชาติใด สองขา สี่ขา แปดขา มีปีก มีหางก็ได้ หรือไม่มีรูปไม่มีกายก็ยังได้ 

คำว่าไม่มีรูปกายนี่ หมายความว่าไม่ใช่แค่เป็นเทวดาอินทร์พรหมเท่านั้นนะ เป็นเปรต อสุรกาย สัตว์นรกก็ได้ มันไม่มีกายเนื้อ ...มันไปได้หมดน่ะ ท่องไปได้หมด

เพราะอะไร เพราะมีจิตไม่รู้เป็นตัวบงการเราไม่รู้หรอก เราไม่เข้าใจหรอก เพราะไม่มีปัญญาว่าจิตไม่รู้อันนี้มันจะพาไปเกิดเป็นอะไร...ไม่เชื่อด้วย

ถึงบอกว่าจิตปรุงแต่งนี่ การที่ไม่เข้ามามีปัญญา สร้างปัญญาให้เกิดนี่ อันตราย ...มันพาไปเกิด เป็นทุกข์เป็นร้อนในวัฏฏะสงสารด้วยความไม่รู้เนี่ย

แค่จิตขณะนึง แค่จิตไปจมอยู่กับอะไร หมกมุ่นอยู่กับอะไร จริงจังกับอะไร ตายลงตอนนั้นน่ะ อันนั้นน่ะเป็นเหตุปัจจัยหลักเลย ในการได้ภพและชาติอย่างไร

สมัยพระพุทธเจ้าท่านก็บอกแล้ว มีพระองค์หนึ่งเห็นพระอีกองค์หนึ่งมีจีวรสวย ตัวเองจีวรไม่สวยไม่งาม ขาดๆ วิ่นๆ ไม่มีคนถวาย อยากได้เหมือนของเขา

จิตก็กังวลคิดคำนึงอยู่ถึงจีวรนั้น พอดีตายระหว่างที่จิตกังวลจมปลักหม่นหมองอยู่กับจีวรนั้น นี่ไปเกิดเป็นเล็น ตายตรงนั้นก็ไปเกิดเป็นเล็นในจีวรนั้น ...เห็นมั้ย จิตมันพาไปได้หมดนะ

เหมือนกับเทวดากับหนอนในกองขี้น่ะ เป็นเพื่อนกัน เคยเกิดมาเป็นเพื่อนกัน แต่ไปจับพลัดจับผลูไปคิดไปทำอกุศล ก็ตกนรกหมกไหม้ไปนานนมกาเล แล้วก็เกิดมาเป็นสัตว์เดรัจฉาน

แล้วสุดท้ายก็เกิดมาเป็นหนอน อยู่ในขี้ หลุมขี้ เทวดาที่เป็นเพื่อนเห็นก็สงสาร เห็นว่าเคยเป็นเพื่อนกัน จะมาเตือนกันให้มีจิตภาวนา ให้มีจิตมุ่งไปทางกุศล จะได้เกิดในภพภูมิที่ดีขึ้น

หนอนมันบอกว่าไม่ไปหรอก อยู่ในนี้สบายดี...อิ่ม ไม่ต้องดิ้นรน มีแต่ขี้กับขี้ กินนอนกับขี้ มีอาหารกินเหลือเฟือดี ไม่ต้องทำอะไร ก็สบายดี

นี่ตายเกิดเป็นหนอนในขี้เท่าไหร่กว่าจะระลึกรู้ตัวได้ว่าเป็นทุกข์ ...ขนาดเทวดาที่เป็นเพื่อนเป็นพระโพธิสัตว์มาเตือน ยังบอกเลยว่าอยู่ในหลุมขี้นี่ ไม่ต้องไปหากิน ไม่ต้องไปทำอะไร สบายดี

มันก็ตายเกิดๆ อยู่ในหลุมขี้นั่นแหละ วนเวียนอยู่อีกเท่าไหร่ นี่เป็นเรื่องเล่า แต่ไม่ใช่ว่าหมายความว่า พวกเราจะไม่เคยเป็นอย่างนี้นะ ...เป็น แต่จำไม่ได้

เพราะนั้นการได้ชีวิตมา ได้มาฟังธรรม ได้มาเข้าใจธรรมในระดับนึงแล้วนี่ ...อย่าเสียโอกาส อย่าให้มันเสียโอกาส ด้วยความขี้เกียจ ด้วยความประมาท

เอ้อ ไม่เป็นไรยังหนุ่มยังสาวอยู่ ยังมีที่น่าจะทำ ควรจะต้องทำมากกว่า ...มองว่าการปฏิบัติยังเป็นเรื่องไกลตัว เป็นเรื่องที่ถึงเวลาเดี๋ยวค่อยทำ เวลามันควร...อายุควรเมื่อไหร่ค่อยทำ ขอใช้ชีวิตให้สนุกก่อน

มันประมาท จะรู้มั้ยว่าตายเมื่อไหร่ แต่ละคนนี่ไม่รู้หรอก รู้วันตายมั้ย...ไม่รู้  แล้วรู้ว่าจะอายุยืนมั้ย...ไม่รู้ ...แต่คิดแล้วเชื่อแล้ว มันเชื่อของมันเองแล้วว่าน่าจะยาวนะ ทุกคนน่ะมันจะคิดเข้าข้างตัวเอง

แต่ความเป็นจริงน่ะไม่ใช่ ไม่มีใครรู้ กรรม วิบาก...เหตุปัจจัยหลากหลาย หลายอย่างเป็นตัวกำหนด ไม่ใช่ความอยากหรือความไม่อยากของเราอย่างเดียว

เพราะนั้นมันหาความแน่นอนไม่ได้ ...มัวแต่ผัดวันประกันพรุ่ง รอวันรอคืน สุดท้ายตายซะก่อน เสียโอกาสไป 

การกลับมาเกิดก็ไม่รู้ว่าจะเกิดเป็นอะไร ...แล้วไม่รู้ว่าจะเกิดมาเจอพระธรรม ผู้แสดงธรรมที่แท้จริงมั้ย มันเลยกลายเป็นเสียโอกาสไปโดยไม่น่าจะเสียโอกาส


(ต่อแทร็ก 7/30)



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น