วันเสาร์ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2560

แทร็ก 7/29 (1)



พระอาจารย์
7/29 (550411A)
11 เมษายน 2555
(ช่วง 1)


(หมายเหตุ  :  แทร็กนี้แบ่งการโพสต์เป็น  2  ช่วงบทความ)

พระอาจารย์ –  กิเลสครอบงำใจ มันก็เกิดความมืดบอด มัว เศร้า หมอง ขุ่น ไม่เห็นตามความเป็นจริง ...อะไรเป็นจริง อะไรไม่จริง แยกอะไรไม่ออกซักอย่างเลย

มีแต่ทำตามความพอใจกับความไม่พอใจ หลง มีแต่หลง กับหลง แค่นั้นเพราะนั้นว่า สติ จึงเป็นธรรมที่สำคัญ เหมือนเป็นพ่อแม่ ที่คอยดูแลไม่ให้ลูกเตลิดเปิดเปิง

ถ้าไม่มีสติแล้วลูกก็หนีเที่ยวหมด ไม่อยู่ ไม่อยู่บ้าน...กายใจคือบ้าน ...ถ้าไม่อยู่บ้านมันก็ไม่เห็นบ้าน ว่าสภาพบ้านที่แท้จริงเป็นอะไร ไม่เข้าใจ หนีเที่ยว ...สติเป็นเหมือนพ่อแม่


โยม –  พระอาจารย์ครับ ที่ผมดูเนี่ย มันจะมีแยกตัวรู้ออกมาได้บ้าง ...แต่พอกลับไปกรุงเทพฯ นี่ ไม่เห็นว่ามีตัวรู้แยกออกมา คือก็รู้ว่ามันรู้ แต่ว่าไม่เห็นมีตัวรู้แยกออกมา

พระอาจารย์ –  สมาธิไม่ตั้งมั่น มันไม่เด่นหรอก มันมีจิตหลายดวง มันมีทั้งขุ่น ทั้งสงสัย ทั้งหา ทั้งอะไร หลายดวง ปิดบังใจหมด...ไม่ถึงกับขั้นครอบงำหรือปิดบัง แต่ว่าไม่ชัดเจน แค่นั้นเอง

เพราะนั้นไม่ต้องกังวล ไม่ต้องสงสัย ไม่ต้องไปหาอีก รู้อย่างเดียว หยั่งลงที่กายไว้เพื่ออะไร เพื่อให้จิตเป็นหนึ่ง เข้าใจมั้ย หายจากนิวรณ์ทั้งห้า

ไอ้ตัวนิวรณ์ทั้งห้านี่แหละเป็นตัวที่ปิดบังใจ ...สงสัย ขุ่นมัว กังวล ฟุ้งซ่าน หา หงุดหงิด รำคาญ พวกนี้ มันจะเป็นตัวที่มันมาปิดบังใจ  เพราะอะไร...มันไม่เป็นสมาธิ

แล้วไม่ต้องคิดมาก สลัดทิ้ง สลัดไปเลย ไม่ต้องหาไม่ต้องเห็นอะไรแล้ว รู้อย่างเดียว รู้กายๆๆๆ ...จะเห็นอะไร จะมีรู้แยกกับกายออกชัดเจนหรือไม่ชัดเจนก็ช่าง รู้มันลงไป หยั่งลงไป...ที่กาย


โยม –  งั้นผมก็เข้าใจแล้ว คือไอ้ตอนที่เราสงสัย เราไม่รู้ตามความเป็นจริง คือเราเข้าไปในความสงสัยเรียบร้อยแล้ว

พระอาจารย์ –  ใช่ มันเข้าไปอยู่ในมายาของจิต ตรงนั้นมันเป็นมายาของจิต

(ถามโยม) นี่สองคนนี่มาจากไหน


โยม –  หนูมาจากกรุงเทพ กับน้องค่ะ

พระอาจารย์ –  วันนั้นก็มาฟังทีนึงแล้วใช่มั้ย ...ฟังเข้าใจมั้ย


โยม –  ค่ะ เข้าใจบ้างค่ะ

พระอาจารย์ –  ดี ที่มันเข้าใจบ้าง ...แล้วมันจะเข้าใจมากขึ้นถ้าเอาไปปฏิบัติ

ถ้าไม่ปฏิบัติมันไม่เข้าใจจริง มันจะเข้าไม่ถึงธรรมจริง ...มันยังแค่คาด แค่พอเชื่อ แต่ว่ายังไม่เห็นจริง ยังไม่เกิดขึ้นจริง ยังไม่เข้าใจ ยังไม่ยอมรับจริง

เริ่มต้นนี่ มันต้องมีความเจริญอินทรีย์ อินทรีย์พละ อินทรีย์นี่หมายความว่ากำลัง เป็นตัวกำลังประกอบอยู่ห้าอย่าง คือศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา นี่เป็นจุดเริ่มต้นเลย...เป็นจุดเริ่มต้น

มาฟังนี่...ศรัทธา ต้องมีศรัทธา...ไม่งั้นไม่ก้าวเดินมาฟังหรอก ...ฟัง...เข้าใจ สุตตะ จินตา คิดตาม นี่ มันเกิดศรัทธาพวกนี้ก่อน ปัญญาเริ่มต้นขั้นต้น เป็นสัมมาทิฏฐิขั้นต้นก่อน

เริ่มจากศรัทธานี่ก่อน เป็นตัวนำให้เกิดปัญญาขั้นต้นที่เรียกว่า จินตามยปัญญากับสุตตมยปัญญา น้อมนำพิจารณาตาม เกิดความยอมรับในระดับหนึ่ง เชื่อในระดับหนึ่ง ในระดับของความคิดหรือจินตา

ขั้นต่อไปคือวิริยะ...วิริยะ แปลว่าความพากเพียร ที่จะนำเอาความเชื่อนี่ ในแนวทางปฏิบัติหรือว่าผลที่จะเกิดจากการปฏิบัตินี่ ไปลองปฏิบัติเอง ...นี่อยู่ในขั้นที่เรียกว่า วิริยะ คือความพากเพียร ต้องเอาไปทำ

เมื่อไปพากเพียรทำนี่ ผลที่ตามมาคือสติ ...สติจะเกิดขึ้น มากขึ้น มีการระลึกรู้มากขึ้น มีการรู้เท่าทันมากขึ้น มีการอยู่กับปัจจุบันมากขึ้น มีการเห็นปัจจุบันมากขึ้น

อย่างที่เราบอก คือถือกายเป็นปัจจุบัน ถือกายเป็นที่ตั้งของสติ ถือกายเป็นฐานของสติ ระลึกรู้...อะไรเกิดขึ้นก็รู้ เดิน ยืน นั่ง หยิบจับ ขยับ นิ่ง ไหว ร้อน อ่อน แข็ง เหลียวหน้า แลหลัง กิน เคี้ยว กลืน ดื่ม ขับถ่าย 

นี่ต้องอาศัยความพากเพียรนะ ...ถ้าไม่พากเพียร มันไม่สามารถจะติดตามต่อเนื่องในอากัปกิริยาของกาย...ด้วยความมีสติรู้ทันกาย เห็นกายต่อเนื่อง

สติมันก็จะมากขึ้นๆ ถ้ามีความพากเพียร ไม่ไปใส่ใจในเรื่องอื่น จนละเลยงานภายในองค์มรรค ...นี่เราถือว่าเป็นงานในองค์มรรค 

แล้วเมื่อมีสติระลึกรู้ เฝ้ารู้ ดูเห็นในกาย ก้อนกายที่มีอยู่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ ไม่ต้องคิด ไม่ต้องปรุง ไม่ต้องหาเหตุ ไม่ต้องหาผล ไม่ต้องสงสัย

ไม่ต้องลังเลในธรรมอันอื่น ไม่ต้องอยากได้ธรรมในอันที่คนอื่นเขาพูด ไม่ต้องอยากเห็นธรรมรู้ธรรมในตำราที่เคยอ่าน เคยฟัง เคยเข้าใจมา ...ไม่สนใจ

เอาธรรมเดียวคือกายนี่ เป็นที่ตั้งที่รู้ เป็นเครื่องระลึกรู้อยู่ ...จะส่วนไหนส่วนหนึ่งก็ได้ อะไรก็ได้ ที่มันปรากฏเดี๋ยวนี้ขณะนี้ ...นี่ สติมันก็จะมากขึ้น

เมื่อสติมันมากขึ้น นั่น ด้วยศรัทธา วิริยะ สติ เห็นมั้ย ...เมื่อสติมันมากขึ้น หมายความว่า มันเอาอยู่เป็นที่เดียว มีอยู่ที่เดียว จิตนี่ มันจะรวมจิตเป็นหนึ่งอยู่ที่กาย

จิตที่มันเคยคิดฟุ้งซ่านกระจัดกระจายเรื่องนั้นเรื่องนี้ อดีต-อนาคตของเรา อดีต-อนาคตของเขา ความเป็นไปต่างๆ นานา ความน่าจะเป็น-ไม่น่าจะเป็น ความคาดคะเน ...มันจะหยุดมาอยู่ที่กายใจปัจจุบัน

เพราะนั้นจิตจะเริ่มตั้งมั่นขึ้นเป็นสมาธิ มากขึ้นๆ แน่วแน่มากขึ้น มั่นคงมากขึ้นอยู่กับกายใจ ...และเมื่อมีสติ สมาธิ ปึ๊บนี่ ปัญญาก็จะเกิดตามมา

ปัญญาก็คือ เห็นกายตามความเป็นจริง ว่า...อ้อ มันเป็นอย่างนี้ ไม่ใช่เป็นอย่างนั้น  ...ไอ้อย่างนี้ไม่ใช่อย่างนั้นคืออะไร ...ไอ้อย่างนี้คือเป็นก้อน เป็นกอง เป็นแท่ง เป็นวืดๆ วาดๆ เป็นกึกๆ กักๆ

เห็นมั้ย กายนี่ เหมือนหุ่นยนต์ เหมือนหุ่นกระบอก เหมือนท่อนไม้ท่อนฟืนน่ะ ...นั่น มันเห็นกายตามความเป็นจริง อ้อ มันเป็นอย่างนี้ ไม่ใช่อย่างนั้น

ไอ้อย่างนั้นคือสวย ไอ้อย่างนั้นก็คือเรา ไอ้อย่างนั้นก็คือเป็นคน เป็นเด็ก เป็นหนุ่ม เป็นสาว เป็นแก่ เป็นพระ เป็นโยม เป็นชาย เป็นหญิง เป็นดี เป็นไม่ดี เป็นดำ เป็นขาว

เนี่ย มันไม่เห็นเป็นอย่างนั้นแล้ว มันก็จะเห็น...อ๋อ กายเป็นอย่างนี้ ...นี่ปัญญามันเห็น

เพราะนั้นเราจะต้องบ่มอินทรีย์อย่างนี้ไป ซ้ำแล้วซ้ำอีกๆ จนมันแก่กล้า ...แล้วการดำเนินไปในองค์มรรคอันละเอียด และในธรรมส่วนละเอียด มันก็จะตามมาเป็นลำดับลำดาของมัน

แต่ในขั้นต้นของพวกเรานี่ มันมาคาอยู่แค่ศรัทธา แต่ไม่มีวิริยะ ...เพราะนั้นเมื่อไม่มีวิริยะ สติน่ะไม่ต้องพูดถึง มันไม่มี มันไม่เกิด ใช่มั้ย ขาดๆ หายๆ

มันไม่จริงจังสักที ...จริงได้แค่ห้าวิสิบวิ หนึ่งนาทีสองนาที...ไม่เอาแล้ว นี่ ทุกคนน่ะ ...เพราะอะไร  เพราะความพากเพียรมันน้อย มันไม่จริงจัง

เพราะนั้นถ้าศรัทธา วิริยะ แล้วก็สติ ขาดๆ เกินๆ นี่ ไม่ต้องพูดถึงจิตตั้งมั่น ไม่ต้องพูดถึงเห็นตามความเป็นจริง ไม่ต้องพูดถึงการละสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาสในเบื้องต้น..ไม่เกิดเลย

เพราะนั้นจะมานั่งนึกนั่งอยาก นั่งคิดแล้วก็นั่งอยาก นั่งฟังแล้วก็นั่งอยากไป ฟังไปก็อยากไปๆ ได้ยินคนนั้นเล่าคนนี้เล่าถึงสภาวะโน้นสภาวะนี้ ก็อยากได้อยากมีอยากเป็นอย่างเขา ...ไม่มีทางได้เป็นเลย

เพราะอะไร ...มันยังไม่ได้ทั้งสติสมาธิปัญญา มันมาคาแค่...เออ ชอบมาฟัง ได้ฟังธรรมแล้วดูดี ได้ฟังธรรมแล้ว แหม มันสบาย มันผ่องใส มันเข้าใจ...ก็แค่นั้น

แต่วิริยะที่จะไปให้เกิดสติสมาธิปัญญาเพื่อให้เห็นจริงเห็นแจ้งในธรรม ก้อนธรรมกองธรรมที่เรียกว่าขันธ์ห้า ...นี่ มันไม่เกิด

ธรรม...การปฏิบัติธรรมไม่ได้สำเร็จด้วยการฟัง ไม่ได้สำเร็จด้วยการอ่าน ไม่ได้สำเร็จด้วยการคิดวิเคราะห์หรือเข้าใจแค่นั้น ...มันต้องสำเร็จด้วยการนำไปประกอบกระทำด้วยสติ สมาธิ และปัญญา...นี่สำคัญ

ไม่ใช่แค่ฟังแล้วก็ดีไอ้ตอนฟังน่ะมันก็ดี กิเลสมันก็ระงับ มันรวมๆ มันรวมอยู่ตรงนี้ มันก็เลยไม่ลากโลดโผนโจนทะยานไปไหน  จิตมันก็นิ่ง เหมือนกับนิ่ง แน่วแน่อยู่ตรงนี้ มันไม่พยศ

แต่พอออกจากนี้ไปนี่ มันก็เริ่มกำเริบ...ดูเอา  มันจะกำเริบ ฟุ้งซ่าน กระจัดกระจายออกมา แตกตัวออกไปเป็นเรื่องราวต่างๆ นานา ...แล้วก็กายใจก็จะไม่ชัดเจนไปตามลำดับ จนหายไป

หายไปเป็นวันเป็นเดือนยังได้เลย หายไปเลย ...หายไปกับอะไร หายไปกับความหลง หายไปกับความไม่รู้ หายไปในโลก หายไปในอารมณ์ของโลก หายไปในรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะที่มีอยู่ในโลก

กว่าจะระลึกได้ กลับมารู้ตัว ก็เป็นทุกข์เป็นร้อนแล้ว เสียดแทง คับแค้น ทุรนทุราย เศร้าหมอง ขุ่นมัว หนัก เครียด  มีแต่เรื่อง มีแต่ภาระ มีแต่ติดขัด มีแต่ปัญหา มีแต่เงื่อนไข มีแต่ที่คาที่ข้อง

เห็นมั้ย มันเต็มไปหมด ระเกะระกะ รกเลอะเทอะอยู่ภายในน่ะ ...ไปเก็บขยะที่ไม่ควรเก็บมาหมักมาดอง มาเศร้ามาหมอง มาคามาข้อง มาแบกมาหาม

ทั้งๆ ที่ว่าไม่สามารถจะแบกหามอะไรได้สักอย่าง แต่มันสามารถเก็บได้จนสุมหัวมัน พะรุงพะรัง กว่าจะกวาดล้างมันออกไปนี่

เพราะนั้นเมื่อใดที่ตกอยู่ในความประมาทมัวเมา เหมือนกับเป็นภาวะที่เรียกว่าจิตอวิชชากำลังเป็นใหญ่ในแผ่นดิน....มันเป็นใหญ่ในแผ่นดินกายใจน่ะ


มันก็แตกหน่อต่อเชื้อไปมากมายมหาศาล ปิดบังทับถมๆๆ จนไม่เห็นเดือนเห็นตะวันของใจที่มันสว่าง สะอาด บริสุทธิ์


(ต่อแทร็ก 7/29  ช่วง 1)



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น