วันเสาร์ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2560

แทร็ก 7/31 (2)


พระอาจารย์
7/31 (550411C)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
11 เมษายน 2555
(ช่วง 2)


(หมายเหตุ  :  ต่อจากแทร็ก 7/31  ช่วง 1

พระอาจารย์ –  แต่ถ้าถามทุกคน ตัวทุกคนเองจะตอบว่า ยังมี...นับไม่ถ้วนเลย ที่มันยังมีอะไรๆ และยังไม่ได้ แล้วคาดว่าจะต้องได้ และกำลังหาอยู่

เห็นมั้ย มันจึงดูเหมือนอะไร ในชีวิตช่างยาวไกล การวนเวียนยังอีกนาน เห็นมั้ย เพราะมันยังมีอะไรที่มันคาดว่าจะมี แต่ยังไม่ได้...อีกเยอะ

แม้แต่ธรรม มันยังไปหมาย เหมาเอาธรรม ว่าเป็นสิ่งที่มันต้องได้เลย ...อย่าว่าแต่ขนมหวานที่อร่อย แม้แต่ธรรมมันยังคิดว่ามันต้องได้มาเสพ ได้มาครองเลย...ว่ากูได้นะ กูเห็นนะ

เพราะนั้นอายุเดียวหนึ่งเดียว ห้าสิบ ร้อยปีนี่...ไม่พอหรอกกับไอ้ที่มันอยากอยู่ภายในนี่ ...เข้าใจรึยังว่าชำระจิต ชำระเหตุภายใน ที่มันจะออกไปสร้างเหตุภายนอก

พระพุทธเจ้าสอน...ธรรมทั้งหลายทั้งปวงเกิดแต่เหตุ พระพุทธเจ้าสอนให้เห็นว่าธรรมอะไรก็ตามที่เข้ามาถึงความดับที่เหตุนั้น ...ท่านเรียกว่าพระพุทธเจ้าสอน

เหตุทั้งหลายทั้งปวงเกิดที่ใด เกิดจากอะไร ...เมื่อใดที่จับธรรมตรงนั้น ก็เรียกว่าจับงูที่หัวจับงูที่หัว จับงูที่ปาก มันกัดไม่ได้

ทุกวันนี้พวกเราแก้ปัญหาแบบจับงูที่หาง ...ก็โดนฉก  หนึ่ง...ถ้าตัวเองไม่โดนฉก สอง...มันจับแล้วมันก็โยนไปให้คนอื่น ไปฉกคนอื่น ...มีสองอย่าง มันแก้ปัญหาอย่างนั้น

แต่เมื่อใดที่เห็นเหตุและละที่เหตุได้น่ะ หมายความว่าจับงูที่หัว ปั้บ งูตาย กินอะไรก็ไม่ได้ กัดใครก็กัดไม่ได้ หาอาหารกินก็ไม่ได้ งูตาย...ตาย

งูใหญ่ งูเล็ก โอย มันมีหลายงู เอาให้อยู่ ...แต่มันก็มีหัวเดียวนั่นแหละ ไม่ว่างูไหน นั่นแหละ ถึงเรียกว่า จับที่มหาเหตุ ...มันจะเข้าไปถึงมหาเหตุตอนนั้น ต้องเป็นมหาสติและมหาปัญญา

มหาสติและมหาปัญญาก็เริ่มจากสติปัญญาขั้นพื้นฐานนี่แหละ ยืนเดินนั่งนอน...รู้ ยืนเดินนั่งนอน...รู้...รู้กับปัจจุบัน อะไรเกิดขึ้นรู้ อยู่กับรู้ รู้เข้าไว้

รู้บ่อยๆ ไม่มีอะไรก็รู้ นั่งเฉยๆ ก็รู้...รู้  ลมพัดก็รู้ อยากไปอยากมาก็รู้ ไม่อยากไปไม่อยากมาก็รู้ ...นั่น ฝึก ถือว่าเป็นการฝึก ให้มันมีสติที่มันพอกพูนขึ้นเป็นมหาสติในขั้นต่อไป

ในขณะที่ฝึกฝนอบรมขัดเกลาอยู่ด้วยสตินั่นแหละ ความรู้ความเข้าใจ สมาธิ ปัญญา เกิดขึ้นพร้อมกันเองนั่นแหละ ไม่ต้องไปหาปัญญาที่อื่นที่ไหน วิธีการอื่นวิธีการไหน

วิธีการน่ะเยอะไปหมด งงน่ะ หลายอาจารย์นี่งงหมด หลายสำนัก ไอ้นั่นก็ดีกว่า ไอ้นั่นก็มาเสริมกัน...ไปๆ มาๆ ตีกัน งงไปหมด ไม่รู้อะไรดี ...สุดท้ายก็เลยไม่เอาแล้ว ขอพักก่อน ถอย ขอเวลานอก

สติ...รู้ตัว สติ...รู้ตัว รู้กาย อยู่กับกาย...อยู่กับรู้ สองอย่างแค่นั้นแหละ ...มีปัญหาอะไร คิดไม่ออก งง สับสน จับอะไรไม่ถูก รู้ตัวเข้าไว้ แก้ที่กาย อยู่ที่กาย

อยากจะแก้กายก็ต้องอยู่ที่กาย อยากจะแก้ใจก็ต้องอยู่ที่ใจ  มันผูกอยู่ตรงไหนมันก็ติดอยู่ตรงนั้น มันจะติดตรงไหน มันผูกตรงไหน...ก็ต้องละตรงนั้นน่ะ

ต้องแก้ตรงนั้นน่ะ จะไปแก้ที่ไหนล่ะ ...มันทุกข์ตรงไหนก็ดูมันตรงทุกข์นั่นแหละ ต้องดูมันตรงทุกข์นั่นแหละ ไม่ต้องไปดูที่อื่นน่ะ

มันมีความคิดก็รู้ว่าคิด มันอยู่ตรงนั้นน่ะ ไม่ต้องไปดูว่าความคิดมันจะดับตรงไหน มันก็ดับตรงที่คิดนั่นแหละ ทุกอย่างมันอยู่ตรงนั้นน่ะ ไม่ต้องไปหาที่อื่นแล้ว

มันแสดงธรรมอยู่ตรงนั้นเอง ไม่ได้บิดเบือน ปกปิด แอบแฝง ซ่อนเร้นแต่ประการใด ...เกิดตรงไหนมันตั้งอยู่ตรงนั้นแล้วมันก็ดับอยู่ตรงนั้น

เห็นมั้ยว่าความคิดมาจากไหน มาจากตรงไหนก็ไม่รู้ มันลอยๆ อยู่ เวลาดับมันก็หายไปตรงนั้นน่ะ ไม่เหลืออะไร ไม่มีอะไรอยู่ตรงนั้นเลย

กายก็เหมือนกัน ยืนเดินนั่งนอน ขยับไปแต่ละก้าว แต่ละขยับ แต่ละเขยื้อนน่ะ...การดับ การหยิบ การจับ นี่ วูบนึงหายไปแล้ว หายไปตรงนั้นน่ะ

อยู่อย่างนั้นน่ะ เรียนรู้ดูกับมัน ปัญญามันก็จะรอบรู้เข้าใจ จิตมันก็จดจ่ออยู่กับความเป็นจริงในปัจจุบัน คือเกิดๆ ดับๆ ของมันไป ตั้งอยู่โดยไม่มีความเป็นสัตว์เป็นบุคคล

มาใหม่ๆ พระเณร กวาดใบไม้กวาดอะไรนี่  กวาดไปแต่ละครั้งๆ ตาเห็นรูป ไม่รู้ตัวก็ดูใบไม้ มันต้องดูทางดูใบไม้ ก็เห็นใบไม้เกิดๆ ดับๆ

วูบนึง...กวาด วูบนึง...รูปดับแล้ว กวาดไปวูบ...ดับ ใบไม้ที่กองอยู่เมื่อกี้ ปึ้บหาย ปึ้บหาย ...นั่น ดูไป ภายนอกก็รู้เป็นไตรลักษณ์ ภายในก็ดูเป็นไตรลักษณ์

ทุกอย่างก็แสดงความเป็นไตรลักษณ์ ยืนเดินนั่งนอน ...ระหว่างรอบนอกยืนเดินนั่งนอน มันก็แสดงอาการเป็นไตรลักษณ์ ...ไม่เห็นจะต้องไปซีเรียสค้นหาธรรมอะไรตรงไหน

นั่งอยู่ก็อะไรนั่ง ไม่มีอะไรนั่ง ไม่มีใคร มีแต่กองนึง มีใครนั่งล่ะ ดูมันลงไป รู้มันลงไป อย่ามัวแต่ไปคิดว่าธรรมต้องเป็นอย่างนี้ ธรรมต้องเป็นอย่างนั้น

ผู้ที่ถึงธรรม เข้าถึงธรรมแล้ว เขาจะเป็นยังไงน้อ เขาจะเห็นเหมือนเราเห็นอย่างนี้มั้ยน้อ แล้วเราจะต้องทำยังไงถึงจะเห็นอย่างเขาหนอ ฮึย ไม่ต้องไปหนอไปแหนตรงโน้น ...เอาตรงนี้

อะไรมันนั่ง อะไรมันเดิน มันเป็นกองหรือมันเป็นเรา มันเป็นเราหรือมันเป็นของ มันเป็นของหรือมันเป็นแค่สิ่งหนึ่ง หรือมันเป็นแค่ธรรมดาหนึ่ง หรือมันเป็นแค่ธรรมชาติอันหนึ่งที่ปรากฏเท่านั้น

นี่ ดูมันลงไป สืบค้นลงไป ซ้ำซากลงไป พากเพียรลงไป มีมรรคและผลเป็นที่สุดท้ายตรงนี้ ...ถ้าออกนอกจากนี้ไป ไม่ต้องหา มีแต่เกิดกับตายเป็นที่พึ่ง ตายแล้วก็เกิด เป็นที่ต่อไป

แต่ถ้าอยู่ตรงนี้ ดูมันไป รู้มันไป เห็นมันไป เกิดๆ ดับๆ เห็นตั้งอยู่ไม่ได้เกิดไม่ได้ดับ แต่ก็ตั้งอยู่ด้วยความไม่มีความเป็นสัตว์เป็นบุคคล ดูมันเข้าไป

ที่สุดของการรู้การเห็นอย่างนี้คือนิพพาน ...ถ้าอยากเข้านิพพาน ถ้าอยากถึงนิพพาน ดูมันเข้าไป อยู่ตรงนี้เข้าไป สืบค้นตรงนี้ ไม่ต้องไปสืบค้นที่อื่น

แต่ในระหว่างที่สืบค้นอยู่ตรงนี้ ให้รู้ไว้เลยว่า ยังไงๆ มันจะมีจิตที่คอยแตกกระสานซ่านกระเซ็นออกมา...เป็นความคิด เป็นความอยาก อยู่ตลอดเวลาเหมือนกัน

เราจะต้องฝึกจนเท่าทัน ฝึกจนชนะ ฝึกที่จะไม่เอาอะไรกับจิตนั้น คือ ฝึกที่จะเรียนรู้ในการปล่อยวางจิตไปด้วย ...วางก็คือไม่เอา วางก็คือไม่ไปจดจ่ออยู่กับมัน

วางก็คือไม่ทำตามมัน วางก็คือไม่เข้าไปค้นหาความเป็นจริงกับมัน ...นั่นแหละเขาเรียกว่าเรียนรู้กายใจแล้วมันจะปล่อยวาง เรียนรู้การปล่อยวางจิตไป

ระหว่างที่เราปล่อยวางจิตน่ะ เราจะออกจากพันธนาการของจิต หรือออกจากความเป็นทาสของจิตคิด จิตปรุง จิตอยาก จิตไม่อยาก ...ตอนนี้เราเป็นทาสมัน เหมือนเราติดยาเสพติดน่ะ

พอมันอยากปุ๊บ...ไป พอมันอยากปุ๊บ...ต้องทำ พอมันคิดปุ๊บ ต้องเข้าไปทำตามความคิด เหมือนติดยาเสพติด มันเป็นเครื่องล่อ แล้วเราก็ติด ก็เสพมันอยู่ตลอดเวลา

เวลาเราจะไม่ทำตามมัน ไม่เข้าไปเสพกับมัน ไม่เชื่อมันนี่ ...มันเหมือนกับคนติดยาบ้า มันมีอาการ...อื้อ เสียดาย อาลัยอาวรณ์  มันเหมือนกับว่าขัดๆ เขินๆ ในการที่จะละวางจางคลายจากมัน

ก็ต้องหักอกหักใจกันแล้ว ...ถ้าในลักษณะที่ปฏิโลมหรือว่าอ่อนโยนก็...เออ อาจารย์บอกว่าอย่าไปฟังมัน ก็นึกน้อมไปว่าไม่เอาๆ ...นี่ เรียกว่าเอาน้ำเย็นเข้าลูบ

ถ้าไม่นั่นก็ต้องไม้แข็งแล้ว...หักดิบ ไม่เอาก็คือไม่เอา มันจะตายซะก็ให้มันตายไปเลย จะไม่คิดตามมัน จะไม่เชื่อมัน ...แต่ว่าถ้ายังไงๆ ก็ต้องมีหลักให้มันตั้ง...คือกาย กลับมาอยู่กับกายไว้เป็นหลัก

ในขณะที่กลับมาอยู่กับกายแล้ว มันก็ยังอยู่...ความคิดก็ยังอยู่ อารมณ์ก็ยังอยู่ ความโกรธ ความขุ่น ความทะเยอทะยานภายใน ยังมีอยู่ ...ช่างหัวมัน

เหมือนอยู่กันคนละโลกน่ะ อย่าไปอยู่ในโลกเดียวกับมัน ...คนละมิติกัน เอ้า กายใจคนละมิติกับความคิด รูปนามกับรู้...คนละมิติกัน

แยกกันออก ทำการสังเคราะห์กายใจ ให้มันเห็นว่ามันเป็นคนละส่วนกัน  มันก็อยู่...กายก็อยู่อย่างนี้ จิตปรุงจิตแต่ง ถึงจะไม่ดับ ถึงจะไม่ละ แต่ว่ามันก็มีของมันอยู่อย่างนี้

แต่จะมีตัวที่ตั้งมั่นอยู่กับการเห็น อยู่ตรง...อาการตรงนี้ก็เห็น อาการตรงนี้ก็เห็น...อยู่อย่างนี้ ...ไม่มีอาการตรงนี้เข้าไปมีเข้าไปปนเปื้อนอยู่กับอะไร ไม่เลื่อนไม่เคลื่อนออกไปอยู่ในมัน

นี่คือแบบฝึกหัด เป็นแบบฝึกหัด เป็นสิ่งที่จะต้องเรียนรู้ เป็นสิ่งที่จะต้องน้อมนำเอาไปฝึก ...ไอ้ความชำนาญจัดเจนในวิชาชีพ ในการพูดการสรรหาเรื่องกินเรื่องเที่ยวน่ะไม่ต้องไปเรียนแล้ว

เราไม่ต้องสอน เราไม่สอน เราสอนวิธีการนี้ ให้เอาไปฝึก ...เพราะพวกเราไม่ค่อยเรียนรู้เรื่องพวกนี้กัน ยังโง่อยู่ในแบบฝึกหัดนี้ ยังไม่ฉลาด

พอมันทำไป มันก็เจอข้อสอบยาก...ก็ โอ้ย เหนื่อยว่ะ เห็นมั้ย มันธรรมดา เอาใหม่ ...มันเบื่อ มันน่าเบื่อมากๆ เลย แต่มันเป็นแบบฝึกหัดที่เราจะต้องไปเรียนรู้

เพราะมันเป็นโจทย์ที่เรียกว่าเป็นปริศนาธรรม ที่จะไขเข้าไปสู่ประตูธรรม หรือประตูมรรคผลนิพพาน  ถ้าไม่ผ่านข้อสอบแบบฝึกหัดนี้ ไม่มีทางเปิดประตู เพื่อให้เห็นทางหรือว่ามรรค

เมื่อไม่ได้เปิดประตูไม่เห็นทางไม่เห็นมรรคนี่ มันจะเดินไปนิพพานได้ยังไง ...แล้วถ้าไม่ทำข้อสอบแล้วไม่ผ่านได้กุญแจมาเป็นรางวัลแล้วไปไขประตูมรรค

มรรคไม่ได้มีเป็นสาธารณะ ที่จะมาจับจ่ายซื้อเอาเหมือนกับของในตลาดที่มีเงินก็ไปซื้อหาได้ ...อย่านึกว่าติดสินบน หรือทำบุญแล้วมันจะเปิดประตูมรรคนะ หรือไปอ้อนวอนร้องขอบนบานศาลกล่าว 

หรือขอบุญบารมีของพระอริยะทั่วฟ้าทั่วแผ่นดิน ก็เปิดประตูนี้ไม่ได้ ...ต้องทำแบบฝึกหัดนี้ อันนี้เป็นข้อสอบที่กำหนดโดยธรรมชาติ หรือความเป็นจริง ไม่ใช่มีใครเป็นคนออกข้อสอบนี้

ต้องฝ่าฟันใช้เรี่ยวแรงน้ำพักน้ำแรงของเจ้าของ อดอยากตรากตรำ ขบคิด เดือดเนื้อร้อนใจ ไม่ได้ดั่งใจ เรียนรู้มันซ้ำแล้วซ้ำอีก ...มันถึงจะผ่านบททดสอบแบบฝึกหัดอันนี้

พอเปิดประตูเข้าไปในมรรค หรือว่า เออ เห็นทางว่าใช่ เห็นทางว่าชัด...เฮ้อ  มันจะร้องว่า เฮ้อ สักที ...แค่ เฮ้อ ยังไม่หยุดนะ ยังต้องเดินต่ออีก

แต่ว่ามันเหมือนกับได้หายใจหายคอ เฮ้อ สักที ประมาณนั้น ...แล้วก็ก้มหน้าก้มตา งุดๆๆๆ เดินไปในองค์มรรค คืออยู่ในนี้ กาย-ใจ


(ต่อแทร็ก 7/31  ช่วง 3)



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น