พระอาจารย์
7/31 (550411C)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
11 เมษายน 2555
(ช่วง 1)
(หมายเหตุ : แทร็กนี้แบ่งการโพสต์เป็น 3 ช่วงบทความ)
พระอาจารย์ – เบื้องต้นน่ะมันยาก...การภาวนา เพราะว่ามันติดกับการที่จะไปเอาชนะนิสัยเดิม
คือขี้เกียจ...แล้วก็ปล่อย ขี้เกียจแล้วก็ปล่อย
แล้วก็ไม่ทัน...เวลาโกรธ ไม่ทัน...เวลามีอารมณ์อะไรกระทบ
แล้วก็มาเสียใจตอนหลัง อย่างเนี้ย มันจะท้อ ...ไม่เอา ไม่ต้องไปท้อแท้อะไรน่ะ...รู้ไป
พยายามรู้ไว้ รู้บ่อยๆ รู้ตัว รู้ไว้ๆๆ ...สร้างนิสัยนี้ขึ้นมามากๆ
มันจึงจะข้ามอนุสัยสันดาน...ที่ปล่อย ประมาท มัวเมา เผลอเพลิน หรือทำให้มันน้อยลง
มันจะเกิดเป็นนิสัยรู้เท่ารู้ทัน รู้ตัวอยู่เสมอ
ไม่มีอะไรก็รู้ อย่าว่าแต่มีอะไรถึงรู้เลย ไม่มีอะไรก็รู้ …อยู่กับรู้เป็นนิสัย อยู่กับสติเป็นอาจิณ เป็นกิจวัตร
เหมือนเข้าเวรน่ะ...เข้าเวรอยู่กับสติน่ะ
เวลาเราเป็นนักเรียนก็ต้องมีเวรใช่มั้ย
แต่เวรของเรานี่อาทิตย์ละครั้งหรือสองสามวันครั้ง เข้าเวรเก็บห้อง ก็เรียกว่าเข้าเวร
มันมีงานต้องทำนี่ ...แต่มันน้อยไปวันสองวันครั้งน่ะ
มันจะเป็นการเข้าเวรแบบเอาสติเป็นเวรตลอดเวลา...เป็นงานเป็นอาจิณ ...เพราะนั้นพอมันข้ามพ้นจากความยากในขั้นต้นแล้วนี่
ขั้นกลาง ขั้นต่อไปนี่มันง่าย
มันง่าย มันไม่ยาก ...มันง่ายเพราะมันจะเห็นชัดเจนว่าอะไรเป็นอะไร
มันเริ่มเห็นว่าอะไรเป็นอะไรได้ชัดเจนแล้ว จากที่มันเคยคลุมเครือๆ
เพราะนั้นไอ้ที่ยังคลุมเครืออยู่นี่ มันจะไม่มีอะไรชัดเจน...แล้วมันจะน่าเบื่อ
เพราะไม่เห็นว่ามันมีความก้าวหน้าถอยหลังแต่ประการใด
มันก็เข้าใจว่า
ไอ้ที่มันไม่เข้าใจอะไร ยังคลุมเครืออยู่นั่นคือการถอยหลังหรือไม่ได้อะไร …ตรงนี้มันจะเป็นตัวกัดกร่อนๆ
ทำให้ความวิริยะบากบั่นน้อยลง จนหมด จนหายไป
กว่าจะมาเริ่มวิริยะบากบั่นขึ้นมา แล้วก็ทบทวนทำขึ้นมาปฏิบัติขึ้นมา ก็ต่อเมื่อทุกข์เจียนตาย หรือรู้สึกว่าคับแค้นทนไม่ไหวต่ออะไรสิ่งใดสิ่งหนึ่งแล้ว
บุญที่เคยฟังธรรมมา มันจะหวนขึ้นถึงธรรมที่เคยได้ยินได้ฟังมา
แล้วมันจะน้อมให้เกิดการปฏิบัติ พอเอาตัวรอดได้ตามเหตุปัจจัยนั้นๆ ...มันจะเป็นอย่างนั้น
เพราะนั้นไอ้การฟังนี่
ถึงแม้ไม่ได้ปฏิบัติ มันก็เป็นบุญ เป็นบุญจากการฟัง ...เมื่อเวลาถึงคราวคับขัน แบบว่าปล่อยหลงระเริงเผลอเพลินไปแล้วจนเป็นทุกข์เป็นโศก
คับแค้นแน่นใจ โศกาอาดูร อาวรณ์อาลัย
บุญที่เคยฟังธรรมมา มันจะนึกหวนขึ้นมา
ให้เข้ามาหาพระบ้าง ให้เข้ามาฟังธรรมบ้าง ให้น้อมนำธรรมปฏิบัติมาปฏิบัติตามบ้าง...เพื่อแก้ เพื่อชำระ เพื่อทำให้ผ่อนคลาย
แล้วพอมันผ่อนคลาย ชำระ หรือสบายใจได้ระดับหนึ่ง
มันก็ทิ้งแล้ว ธรรมก็ค่อยๆ จางหายไป ...มันจะวนเวียนอยู่อย่างนี้ ไม่รู้กี่ภพกี่ชาติแล้ว
นี่ไม่ได้มีตาอดีตตาอนาคตหรอก เดาเอา
ถ้าไม่เดาก็คงไม่เห็นมาฟังกันอย่างนี้หรอก ก็น่าจะเป็นอย่างเนี้ย
คงไม่เป็นอย่างอื่นหรอก
ถ้าเป็นอย่างอื่นก็คงไม่มีใครมาฟังเราแล้ว
ไปนิพพานกันหมดแล้ว ...มันก็ลงเหตุปัจจัยซ้ำซากอันเดิมนี่แหละ สัตว์มนุษย์ ปุถุชน
หญิงชาย ทุกคนน่ะ
ไม่มีแก่ไม่มีหนุ่ม เหมือนกันหมดน่ะ
นิสัยของจิตไม่มีอายุน่ะ จิตมันไม่มีอายุ ไม่มีเพศไม่มีพรรณหรอก ...แต่มันก็สร้างนิสัยซ้ำซากๆๆ เหมือนเดิมของมันอยู่อย่างนี้
พูดอีกก็ถูกอีก พูดยังไงก็โดน
มันเป็นอย่างนี้ทุกคนน่ะ ไม่มีใครยกเว้นหรอก เราด้วย ...เพราะนั้นที่เราพูดทั้งหมด
จิตเราทั้งนั้นแหละ
คือเราดูจนเรียกว่า มึงมาซ้ายกูรู้
มึงมาขวากูรู้ มึงมาบนหรือมึงมาล่าง มาเอียงกี่องศาฟิลิปดา กูรู้หมดน่ะ ... นี่ ทำไมมันจะไม่ชัดเจน มันเป็นมาหมดแล้ว มันเห็นมาหมดแล้ว
ว่า...อ๋อ มันมาท่านี้เอง
แล้วจากท่านี้มันจะไปท่าไหนต่อ...รู้เลย ...แล้วสุดท้ายของท่านั้นคืออะไร
จะเจ็บกี่เปอร์เซ็นต์ จะทุกข์กี่เดือนกี่ปี จะหนาแน่นขนาดไหน
มันเห็นนี่ มันซ้ำซากจำเจอยู่อย่างนี้
มันเรียนรู้ตัวมันเองของมันอย่างนี้ด้วยสติด้วยญาณทัสสนะ หยั่งลงด้วยความเป็นกลาง
ดูเฉยๆ รู้เฉยๆ ไม่แก้ไม่หนีอะไร
อยากมีก็มี อยากมาก็มา
มีอะไรเกิดก็เกิด ใครจะพูดก็พูด ใครจะไม่พูดก็ไม่พูด
ใครจะแสดงอากัปกริยาอย่างไรก็ไม่ตอบไม่โต้ ไม่ชมไม่ด่า ไม่หนี
หน้าด้าน อยู่แบบหน้าด้าน
ข้างนอกก็ด้าน ข้างในก็ด้าน ...พยายาม ข้างในมันจะไม่ด้าน ข้างนอกมันด้านก่อน
แล้วข้างในมันไม่ด้าน พยายามให้มันด้าน ... ดูมันเข้าไป
จน...เออเฮอะ ยกให้มัน ยกประโยชน์ให้มัน
ยกประโยชน์ให้จำเลย ยกฟ้อง...ให้จิตมันเกิดอาการที่เรียกว่ายกฟ้อง
ตัดสินแล้วไม่มีความผิด...ทุกครั้งทุกเรื่อง
ไม่เอาอะไรเลย ไม่จับใครมาติดคุก ไม่ทะเลาะกับใคร
ไม่หาเรื่องกับอะไร...สันติ ข้างในนี่สันติ ถ้ามันไม่สันติตรงไหน..เอาเลย ...นี่
ไม่ได้ไปเอากับเขานะ เอากับจิตเรานี่
มันจะเข้าไปอะไรกับอะไร
มันไม่สันติเพราะอะไร หาเหตุ ควานคว้านลงไปด้วยญาณทัสสนะ หยั่งลงจนแจ้ง ทะลุ...อ๋อ
แค่นั้นเอง ไม่มีอะไร บ้า ความบ้าของจิตผีบ้าน่ะ มันหายไปเอง
ไม่ได้เรียกร้องให้ใครมาช่วยหรือว่าใครจะมาสามารถช่วยได้เลย ...ช่วยตัวเอง รู้เองเห็นเอง มีความพากเพียร ไม่ขาดตกบกพร่อง ไม่ปล่อยปละละเลย
นิดหนึ่งก็ไม่เอา หน่อยนึงก็ไม่ละ
จับทุกเม็ด ทุกกระบวนท่า ทุกกระบวนจิต
ทุกอณูธาตุ ทุกอณูธรรม …อย่างหนังสือหลวงปู่ท่านก็เขียนไว้ว่าละอองธรรม
ละออง...ถึงขั้นเข้าไปเห็นละอองธรรมน่ะ
แต่ถ้าไอ้ธรรมลูกเท่าภูเขามันยังไม่เห็น
จะไปพูดถึงละอองธรรมรึ เห้ย มันยังมองข้ามภูเขาไปซะยังงั้น
แล้วยังไปหาอะไรอยู่ก็ไม่รู้
ท่านก็ไล่มาตั้งแต่ภูเขาจนถึงละอองธรรม
จนถึงเข้าสู่ความเป็นวิสุทธิธรรม คือความเป็นสุญญตา ดับไป ว่างไป สิ้นไป ไม่มีอะไร
หมดสิ้นไปเป็นธรรมดา
เพราะนั้น อย่ามัวแต่ค้น อย่ามัวแต่หา
อย่ามัวแต่รอ ...เหมือนอ้อยอยู่กับปากช้างน่ะ อยู่ตรงนี้แล้ว อยู่ตรงปากแล้ว...เหลืออย่างเดียว คือไม่เคี้ยวกับไม่กลืน
แล้วก็ในระหว่างที่มีอ้อยอยู่ในปากนี่ ไปร่ำร้องเรียกร้อง กำลังไปหาของกินที่เอร็ดอร่อยกว่า...บ้ารึเปล่า
เราไม่ว่าใคร ว่าทุกคนเลย ...มันหาอะไรอยู่ ทั้งๆ ที่ว่า ของนี่มันมีอยู่ในปากให้กินอยู่แล้ว ดั้นด้นไปหาไม่รู้กี่ร้อยกิโล
ไปหาธรรมน่ะ
อดตาหลับขับตานอน หาอยู่นั่นๆ
ก็ไม่เห็นสักทีนึง ก็ไม่ถึงสักทีนึง เหมือนหาอะไรก็ไม่รู้...ที่มันเหมือนกับว่าธรรมนี้มันช่างเป็น
untouchable มันช่างจับต้องได้ยากเหลือเกิน
นั่นน่ะอ้อยอยู่ในปากช้าง
แต่ช้างมันไม่รู้ว่า...มึงรู้จักเคี้ยวมั้ย ...ถ้าช้างตัวนั้นมาหาเรา เราจะตบกะโหลกมันปึ้ง
แค่มึงขยับปากเนี่ย แล้วมึงจะลิ้มรสความหวานของอ้อยตรงนั้น
มัวแต่ร่ำร้อง แปร๋นๆๆๆ
ออกไปหาอะไรกิน ว่าหิวโหยอดอยาก อดอยากหิวโหยในธรรมอยู่ตลอดเวลา
ธรรมนี้เป็นกลาง ธรรมนี้ไม่ใช่ของใคร
ธรรมนี้คือสรรพสิ่งทั้งหลายที่ปรากฏอยู่ ไม่มีใครเป็นเจ้าของ ไม่มีใครครอบครอง ...เพราะนั้น ธรรมนี่มีอยู่ ไม่อดไม่อยาก ไม่ขัดสน มีตลอดเวลา
ถ้ามันเรียนรู้ธรรมภายในอย่างนี้นะ
กายใจนี้นะ ...พอถึงขั้นมหาสติมหาปัญญานะ ทุกสิ่งทุกอย่างที่ปรากฏ
เหมือนธรรมเทศนาบทใหญ่ เป็นธรรมทุกขณะ ทุกเรื่องราว
รูปที่เห็น หูที่ได้ยิน สภาวะการเป็นไป ทุกอย่างที่มากระทบสัมผัสกับขันธ์ห้าทั้งหมด
เหมือนเป็นยาขนานเอกมาเยียวยาใจ ...เป็นยาหมดเลย
ไม่ได้เป็นของไม่ดี ไม่ได้เป็นของที่ว่ามาขัดขวาง
ไม่ได้เป็นของที่ว่าเป็นโทษหรือมาทำให้เราเป็นทุกข์ ...ทุกอย่างเป็นยาสมานโรคภายในหมด
มหาสติมหาปัญญาตรงนั้นมันจะเข้าไป ปึ้บๆๆๆ
เรียนรู้ขุดค้น ทำลายความหมายมั่น ความเห็นผิด ตรงนั้นๆๆ ทุกที่ทุกอณูละอองของธรรม
จนไม่หลงเหลือ
นั่นน่ะ
ท่านเรียกว่าความดับไปโดยสิ้นเชิงนะ ไม่หวนคืนอีกแล้ว มันไม่มีอะไรเหลือ
จะไปหวนคืนกับอะไร ...คำว่าไม่มีอะไรเหลือ คือไม่มีอะไรเหลือให้ตั้งอยู่เลย ว่ายังมีอะไรอยู่
มันจะหวนคืนกับอะไรดี
มันจะไปก่อภพกับอะไรดี มันจะเอาอะไรมาเป็นที่ตั้งของภพดี
มันจะเอาอะไรเป็นที่ตั้งของอารมณ์ดี มันจะเอาอะไรเป็นที่ตั้งของกิเลสดี...มันไม่มี
มันหมดจนสิ้นน่ะ มันสิ้น ...เพราะอะไร ด้วยญาณ ด้วยปัญญามันเห็นความไม่มีในการปรากฏ ไม่ว่ารูปเสียงจะดีจะชั่ว จะร้าย
จะทราม จะเป็นทุกข์ จะเดือดร้อน อย่างนั้นอย่างนี้...ไม่มี
ถึงความไม่มี หมด ดับสิ้นหมด
ไม่มีตัวตนที่แท้จริง …นั่นแหละถึงเรียกว่าเข้าสู่นิโรธ
คือความดับโดยสิ้นเชิง
ถ้ามันเห็นทุกอย่างดับโดยสิ้นเชิงนี่
มันจะมีอะไรที่จะไปเกาะ ไปกุม ไปเกี่ยว ไปแตะต้อง ไปควาน ไปค้นหากับสิ่งนั้นอีกล่ะ
(ต่อแทร็ก 7/31 ช่วง 2)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น