วันพุธที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2560

แทร็ก 7/30 (2)


พระอาจารย์
7/30 (550411B)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
11 เมษายน 2555
(ช่วง 2)


(หมายเหตุ  :  ต่อจากแทร็ก 7/30  ช่วง 1

พระอาจารย์ –   เราถึงบอกว่าจิตน่ะมันเป็นส่วนเกิน อะไรๆ มันก็ไม่พอดี อะไรๆ มันก็ไม่พอดี ...มีอาหารแค่นี้มันก็ว่าทำไมมีแค่นี้ รสชาติมันน่าจะอร่อยกว่านี้ ...เอ้า ก็มันมีแค่นี้น่ะ

สิ่งที่ปรากฏอยู่นั่นน่ะคือความพอดี ...หรือไม่จริงล่ะ  ถ้าไม่จริงมันก็ไม่มีรสนี้สิ ...มันจริงไง มันพอดีไง แต่จิตมันบอกว่าน่าจะดีกว่านี้ น่าจะๆ นั่น มันไม่รู้จักอิ่ม มันไม่รู้จักพอนะ ...นั่นน่ะมันตัณหารึเปล่าล่ะ 

เราอยู่กับตัณหาทั้งวี่ทั้งวันนี่ กินนอนเสพซ้องกับมันนี่ เป็นตายขายตัวอยู่กับมัน ...มีหรือมันจะไม่พาไปเกิดไปตายอยู่วันยังค่ำคืนยังรุ่ง มีหรือมันจะไม่พาไปเกิดเป็นทุกข์เป็นร้อน

กินอยู่เสพใช้มันด้วยความไม่รู้แล้วก็มีตัณหาเป็นตัวนำอยู่ตลอดเวลา ด้วยความที่ว่าเหมือนเป็นเกลอกันเลย เหมือนเป็นเนื้อเดียวกันเลย ...ไม่มาตั้งสังเกตสังกามันให้ถี่ถ้วน 

ให้ฉลาดรอบรู้เท่าทันอาการเหล่านี้ จนเข้าใจ จนละวาง จนไม่ให้มันเกิดขึ้นมาอีก ...เพราะอะไร  เพราะเห็นว่านี้เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ ไม่ได้เป็นเหตุให้เกิดสุขเลย 

เมื่อมันละจิตได้ เมื่อมันไม่ตามจิตแล้ว มันก็จะรู้จักคำว่า อะไรๆ ที่ปรากฏล้วนแต่พอดี ...เมื่อใดที่อะไรๆ ปรากฏแล้วพอดี ไม่มีจิตเข้าไปว่าอะไร นั่นแหละ ท่านเรียกว่าเป็นผู้ที่เคารพธรรม นอบน้อมต่อธรรม

คำว่าเคารพธรรม นอบน้อมต่อธรรม ...ไม่ใช่มาไหว้พระ ไม่ได้มาไหว้พระพุทธรูป ไม่ได้มาทำบุญใส่บาตร แล้วก็เห็นพระก็ตัวอ่อนตัวงอเรียกว่าเคารพธรรม เคารพพระ

เข้าใจคำว่าเคารพต่อธรรมที่ปรากฏมั้ย ...อย่างเช่นว่าอาหารจานนี้ จะดีจะร้าย จะถูกจะผิด...รับรู้รับทราบด้วยความพอดีและเคารพในธรรมที่ปรากฏนี้

เคารพยังไง...ไม่ไปมีปฏิฆะ ไม่ไปมีราคะต่ออาหารจานนี้ มันยังไงก็อย่างงั้น ...เนี่ย รับรู้รับทราบหรือกินใช้สัมผัสสัมพันธ์มันด้วยความพอดี จึงเรียกว่าเป็นการรับรู้โดยภาวะที่ว่าเคารพต่อธรรม

เขามาด่า...ก็ถือว่าอาการด่านี้ เป็นธรรมหนึ่งที่ปรากฏ การรับรู้รับทราบด้วยความเคารพ เป็นกลาง...เขาด่าได้แค่นี้ เขาด่าพ่อ...ดี เขาไม่ด่าแม่ด้วย

เห็นมั้ย มันพอดีแค่พ่อ ไม่มีแม่มาอีก ...แน่ะมันพอดีแล้ว แล้วก็ดับไป ...เออ ถ้าไม่เคารพธรรม มันจะเกิดภาวะที่เรียกว่ายังไง มันเกิดภาวะที่เรียกว่า อหังการ

จิตเรานี่อหังการ อวดดี สู่รู้ เหนือ ใครมาทำลายทำร้ายกูไม่ได้ ล่วงเกินก็ไม่ได้ ...มันใหญ่น่ะๆ มันมีความเป็นอหังการน่ะ เหมือนก้าม ทั้งที่ไม่มีก้ามหรอก แต่มันเบ่งก้ามวางก้ามของมันอยู่ จิตน่ะ

แต่ถ้าฝึกขัดเกลาอบรมจิตจนเรียนรู้ว่า ความพอดีในธรรมที่ปรากฏในปัจจุบัน ไม่แก้ไม่หนีแล้วนี่  ...มันจะรับรู้รับทราบธรรมนั้นด้วยความเคารพ นอบน้อมต่อธรรม เป็นผู้ที่เคารพธรรม นอบน้อมต่อธรรม

ไม่ว่าธรรมนั้นจะสมมุติว่าดี จะสมมุติว่าร้าย จะสมมุติว่าเป็นคุณ จะสมมุติว่าเป็นโทษ ...ก็มีความเคารพในธรรม เป็นผู้ที่อ่อนน้อมถ่อมตน เป็นผู้ที่ไม่อหังการ ไม่อวดดี

เพราะไม่มีจิตที่มันอวดดี อวดรู้ รู้เกิน รู้ไม่รู้จักพอ มีแต่สร้างมายาขึ้นมาใหม่ๆ ว่าน่าจะอย่างนั้น ควรจะอย่างนี้ ...น้ำขนาดนี้ก็ว่าอุ่นไม่พอ ร้อนก็ยังไม่พอ ถ้าว่าร้อน พอไปเจอน้ำร้อนก็ว่าร้อนไป

แน่ะ ทำไมล่ะ ...น้ำมันผิดตรงไหน ฮึ หรืออาหารมันผิดตรงไหน ที่มันจะอร่อยหรือไม่อร่อย  ทำไมถึงต้องมีปัญหากัน ทำไมถึงจะต้องปฏิเสธในสิ่งที่มันปรากฏอยู่ต่อหน้าต่อตาเรานี่

ทำไมไม่รับรู้รับทราบ สัมผัสสัมพันธ์กันด้วยความเป็นสันติ เห็นมั้ย เพราะอะไร...เพราะโง่ เพราะไม่มีปัญญา เพราะไม่เข้าใจความเป็นจริง เพราะไม่ยอมรับความเป็นจริง

การภาวนานี่ มันจะต้องได้ผลอย่างนี้นะ  ถ้าภาวนาจริง ภาวนาเป็นนี่ มันจะต้องได้ผลอย่างนี้นะ ...คือยอมรับได้ ในสิ่งที่ยากจะยอมรับสำหรับคนทั่วไป ถ้าคนทั่วไปนี่เขาก็บ่นเป็นหมีกินผึ้งน่ะ

แต่ผู้ปฏิบัติธรรมที่เข้าถึงธรรม หรือว่ากำลังเพียรอบรมขัดเกลาอยู่ จะสงบภายนอก ...แม้ภายในมันจะพยายามแตกตัวของมันออกมาขนาดไหนก็ตาม ก็คอยระวังเท่าทันแล้วก็รู้ สังเกตดูไป

นี่เบื้องต้นมันจะเป็นอย่างนี้ ...พอรับผลๆ แล้ว ใครเขาบ่นกันเป็นหมีกินผึ้ง เขาจะแสดงอากัปกริยาที่บ้าบอคอแตกดีใจกระโดดโลดเต้น เสียใจน้ำหูน้ำตาไหล

แต่ผู้ปฏิบัตินี่ภายนอกภายในจะมีแต่ความสงบระงับ เป็นกลาง เนี่ย คือผล ของการปฏิบัติอยากได้มรรคได้ผลมั้ย ก็เอาตัวเนี้ยเป็นตัววัด

ไม่ใช่ว่าต้องเห็นผีรึเปล่า เห็นแสงสว่างรึเปล่า วันนี้เห็นผีกี่ตัว หือ ถ้าไม่เห็นผีสักตัวแสดงว่ามาปฏิบัติไม่ได้ผลเลยว่ะเที่ยวนี้ หรือไม่เห็นสว่างเลย วูบๆ วาบๆ ก็ไม่มีให้จิตใจมันตื่นเต้น แปลว่าไม่ค่อยได้ผล 

แล้วมันก็ว่า ที่นี้ไม่ค่อยดี ไม่ค่อยเป็นมงคล ...นั่น มึงน่ะไม่เป็นมงคล ภาวนาไม่เป็น หาแต่เรื่องมาหลอกตัวเอง ...หลอกตัวเองไม่พอ ให้คนอื่นเขามาหลอกอีก ไปถามคนนู้นไปถามคนนี้ 

มีตอนที่เราเคยอุปัฏฐากหลวงปู่น่ะ นั่งอยู่ข้างๆ ท่านนี่ ญาติโยมก็มาถามเรื่องภาวนา ...มีโยมผู้หญิงมาถาม หลวงปู่คะ หนูภาวนาแล้วหนูเห็นแสงสีม่วงค่ะ จะทำอย่างไรดีคะ มันคืออะไร 

หลวงปู่ก็บอก...แสงก็คือแสง แค่นั้นจบ ไปภาวนาต่อ นั่นแหละคือคำตอบ ...ไอ้คนฟังนี่ก็อ้าปาก เหมือนกับกินลูกอมแล้วลืมกลืน อะไรวะ คือไม่เข้าใจเลยว่าหลวงปู่ตอบอะไรเนี่ย 

เข้าใจมั้ย คือมันรู้สึกว่าน่าจะมีอะไรที่ แหม่...คือมันคาดไงว่าหลวงปู่จะตอบอะไรที่มันน่าจะ...แหม่ ...แต่หลวงปู่พูดแบบเรียบง่ายมาก ว่าแสงก็คือแสง ไปภาวนาต่อ จบ ...ไอ้เรานั่งฟังข้างๆ ยังอมยิ้ม

แล้วก็มีญาติโยมมาถามหลวงปู่อย่างนั้นอย่างนี้ ...เป็นนักศึกษานะเป็นประธานชมรมพุทธนะ ไฟแรง ศึกษามาก อ่านตำรามาก ถามโน่นถามนี่ หลวงปู่ครับ มรรคกี่ข้อ ถ้าเราทำอย่างนั้นจะเป็นอย่างนี้

ถามตอนประมาณสองทุ่มครึ่งสามทุ่ม ท่านเทศน์เสร็จแล้วน่ะ ภาวนาเสร็จแล้วเทศน์เสร็จแล้ว ไอ้พวกนี้ก็แห่กันเข้าไปเป็นกลุ่มอย่างนั้น ถาม ...ไอ้เราก็นั่งฟังอยู่ นึกอยู่ เดี๋ยวมึงโดนแน่ๆ

หลวงปู่ก็นั่งจิบน้ำชาฟังไป มันก็ถาม หลวงปู่ก็ไม่ตอบสักคำ พอมันพูดแล้วก็นั่งเงียบรอคำตอบ ...หลวงปู่บอก เอ้า เอาขาซ้ายขึ้นทับขาขวา เอาขาขวาขึ้นทับขาซ้าย หลับตาไป ภาวนา ไม่ให้ไปไหน

แล้วท่านก็นั่งจิบน้ำชาของท่านไป ไม่ถึงสิบห้านาทีน่ะ ...เรานั่งอยู่ข้างๆ นี่เห็นเลย เหงื่อนี่มันแตก ทั้งผู้หญิงทั้งผู้ชายเลย หน้านี่แดง หายใจฟืดฟาด

เสร็จแล้ว หลวงปู่ท่านก็นั่งดูอยู่ ท่านก็บอก เอ้า พอ ...มันก็ลุกขึ้น..."หลวงปู่ครับ กระผมกราบลาครับ" (หัวเราะกัน) อยากรู้ธรรมมั้ย อยากเห็นธรรมมั้ยล่ะ ...นั่นล่ะคำตอบ

แต่ครูบาอาจารย์ท่านไม่พูดนะ แล้วคนถ้าไม่เข้าใจก็ตีความไม่ถูกนะ ว่าท่านให้ธรรม...ให้เห็นธรรม ...ไม่ใช่ให้มาถามธรรม หาธรรม

แต่คราวนี้ว่า ระดับครูบาอาจารย์ที่อยู่บนนู้นจะมาตะโกนอธิบายแบบว่า...นี้นะเป็นกุศโลบายเพื่อจะให้เห็นว่าธรรมตามความเป็นจริงคือตรงนี้

ท่านไม่พูด มันไกลเกินไปแล้ว...มึงไปรู้เอาเอง ถ้าโง่ก็โง่ไป ท่านไม่อธิบายให้เหนื่อย แต่ท่านให้แล้ว ให้ธรรมแบบสูงสุดแล้ว คือปัจจุบันธรรม นั่นแหละ

ไปถามตอบเอาเองแล้วกันตรงนั้นน่ะ อยากรู้อะไรล่ะ สงสัยอะไรล่ะ ดูเอา ...มันติดอะไรล่ะ มันข้องอะไรล่ะ อะไรเป็นเรา อะไรเป็นของเราล่ะ อะไรเป็นความอยาก อะไรเป็นความไม่อยากล่ะ

กิเลสอยู่ตรงไหนล่ะ จะละตรงไหนดีล่ะ เห็นมั้ย นั่นแหละธรรมเทศนาบทใหญ่ ที่ท่านไม่ได้พูดเลยสักคำ ...แต่มันไม่เข้าใจหรอก แล้วมันก็ไปหาฟังธรรมไปเรื่อย หาอาจารย์องค์นั้นองค์นี้ต่อไป

อย่างมีพระที่อยู่นี่บางองค์ก็มากราบท่าน บอกว่าเดี๋ยวผมขอลาหลวงปู่ครับ ผมขอไปเรียนธรรมกับหลวงปู่แหวน...สมัยนั้นหลวงปู่แหวนยังอยู่

หลวงปู่ท่านก็บอก...จะไปทำไมหลวงปู่แหวน เหอ จะไปทำไม จะไปทำอะไร เพิ่นว่า เดินยังจะไม่ไหวแล้ว พูดยังพูดไม่ออก พูดไม่ได้ แล้วจะไปฟังธรรมอะไรกับท่าน ทำไมไม่อยู่ตรงนี้ 

ขนาดนั้นมันก็ยังไม่เข้าใจกันอีก ...มันน่าเบื่อมั้ยล่ะ ถ้าเป็นหลวงปู่ท่าน

บางองค์มาลาไปธุดงค์ หลวงปู่บอก ไปแต่งบาตรมา ไปแต่งกลดมา สะพายมา ไม่ต้องไปไหนล่ะ เดินมันรอบวัด รอบเขตรั้ววัด เดินมันเข้าไป เอามันจนหายอยากธุดงค์น่ะ ...นี่ หลวงปู่ท่านสอน

คือมันอยากตามแบบจริยาวัตรครูบาอาจารย์ เดินธุดงค์ไปเรื่อยน่ะ เผื่อจะได้ธรรมในถ้ำนู้น เงื้อมป่านี้ ป่าช้านั้น ...มันฝันหวานนะ

ธรรมจะบรรเจิดรอรับเราในข้างหน้าต่อไปเลย นี่ หลวงปู่ท่านใจไม้ไส้ระกำเหลือเกิน มาตัดช่องน้อยแต่พอตัวไม่ยอมให้ไปหาธรรมได้ธรรมเลย ...มันจะนึกกันอย่างนั้นเลยนะ

แต่ท่านไม่อธิบาย เราต้องมากลั่นกรองเอา ...แรกๆ เราก็ไม่รู้เหมือนกัน แล้วมันก็ทบทวนขึ้นได้ว่า อ้อ ท่านสอนอย่างนี้เพื่ออะไร ...เนี่ย จึงมาบอกกันต่อๆ มา สืบทอดกันต่อมาในสายธรรม

ไม่ให้หาธรรม ไม่ได้ไปประกอบธรรมขึ้นมาใหม่ ไม่ได้แสวงหาอะไร ...ไอ้ที่มีอยู่คาหูคาตารกตัวอยู่เนี่ย ทำไมไม่ดู ทำไมไม่เห็น ทำไมไม่จำแนกแจกแจงลงไป อะไรเป็นอะไร

มันเป็นขาจริงมั้ย มันเป็นแขนจริงมั้ย  มันเป็นชายจริงมั้ย มันเป็นหญิงจริงมั้ย มันเป็นเราจริงมั้ย หรือมันเป็นอะไร หรือมันไม่ได้เป็นอะไร

ไม่ต้องไปคิด ไม่ต้องไปค้น ดูลงไปก็จะเห็นเพราะธรรมนี้แสดงอยู่ชั่วนาตาปี ...เราตายไปแล้ว ธรรมนี้ก็ยังปรากฏอยู่อย่างนี้ ให้เราเกิดขึ้นมาใหม่ เราก็จะมารับรู้สภาวธรรมอย่างนี้

ซึ่งเขามีเป็นวงเวียนวงวัฏจักรของเขา แสดงธรรมอยู่ตลอดเวลา ...นี่เรียกว่าโลกธรรม เป็นธรรมที่มีอยู่ในโลก เป็นความจริงที่มีอยู่ในโลก

ดู รู้ เห็น เข้าใจ จนเบื่อ เอือมระอา ในธรรมที่มีอยู่ในโลกนี้ ว่ามันเป็นแค่นี้เอง ไม่ได้เป็นอย่างอื่น ไม่ได้เป็นอะไรนอกเหนือจากนี้ ไม่ได้มีความวิเศษเลิศเลอ ควรแก่การเข้าไปจับจองถือครองห่วงหาอาลัยแต่ประการใด

นั่น เรียกว่าดูจนเห็น...เกิดภาวะหนึ่งในจิตในใจดวงนั้น เป็นภาษาพระท่านเรียกว่านิพพิทา มันเบื่อ ...เพราะอะไร ...ดูกี่ครั้ง เห็นกี่ครั้ง มันก็แสดงอาการอย่างนี้ๆๆ

ไม่ได้ดี ไม่ได้เป็นเหมือนอย่างที่เราคาดหรอก ไม่ได้มีอะไรที่มันซ่อนเร้นปิดบัง แล้วเราคิดว่ามันน่าจะมีอะไรมากกว่านั้นหรอก ...มันมีอย่างเนี้ย แสดงอย่างเนี้ย ชั่วนาตาปี วนเวียนๆ เช้าสายบ่ายค่ำ 

เหมือนพระอาทิตย์ขึ้น-ตก ขึ้น-ตก เหมือนเดิมตลอดเวลา ...เบื่อวะ มันดูจนอย่างนี้ รู้สึกว่าเบื่อว่ะ ไม่รู้จะไปทู่ซี้อยู่กับมันทำไม แต่ไม่ฆ่าตัวตายหรอก

เบื่อเพื่ออะไร เพื่อจะไม่เอามาเป็นสมบัติอีกต่อไป ...แต่ยอมรับ ในฐานะที่ว่าโง่มาก่อน จึงได้ความน่าเบื่อนี้มาครอบครอง โดยภาวะจำยอม...ก็ต้องยอม



(ต่อแทร็ก 7/31)



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น