พระอาจารย์
7/25 (550403B)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
3 เมษายน 2555
(ช่วง 2)
(หมายเหตุ : ต่อจากแทร็ก 7/25 ช่วง 1
พระอาจารย์ – ความเพียรมันน้อย
โยม – แล้วพอช่วงหลังมันเป็นอย่างนี้นะคะ แบบมันเห็นว่ามันมีมานะว่า...กูทำเป็นด้วยอ่ะ
มันแยกออก เนี่ย ทำเป็นแล้ว ภาวนาเป็นแล้ว มันแยกออกมามีสองสิ่งแล้ว ...อย่างนี้นะคะ
พระอาจารย์ – อย่าไปเชื่อมันๆ ...ถ้าภาวนาเป็นจริง ต้องเข้านิพพานได้ ถ้าภาวนายังเข้านิพพานไม่ได้ ยังไม่เห็นนิพพาน
ยังไม่ถึงนิพพาน อย่ามาพูดว่าภาวนาเป็น ...คนที่ภาวนาเป็นคือคนที่เข้านิพพาน
เพราะในระหว่างที่ยังเข้าไม่ถึงนิพพานน่ะ เรือยังมีสิทธิ์รั่วอยู่
หรือไปลอยคออยู่ตรงไหนก็ได้ ไปผิดท่าผิดทาง ยังไม่ถึงฝั่ง ..ถ้าถึงฝั่งแล้วค่อยทิ้งเรือ
เรือคือมรรค เรือคือศีล เรือคือสติ
เรือคือสมาธิ เรือคือปัญญา เรือคือกาย เรือคือใจ ...เพราะนั้นถ้ายังไม่เห็นนิพพาน
ยังไม่ถึงนิพพาน อย่าทิ้งเรือ
เพราะระหว่างที่อยู่ในเรือ เดี๋ยวก็อุด
เดี๋ยวก็ปะ...เดี๋ยวก็อุด เดี๋ยวก็ปะ อยู่อย่างนั้นแหละ อุดครั้งนึง ปะครั้งนึง
อุดนิดหน่อย ลมพัดมาเดี๋ยวไอ้นั่นแตกไอ้นี่แตกอีก
ก็โง่นี่ ดันหาไม้ผุมาปะ ...มันก็ฉลาดขึ้นเอาไม้ที่แข็งแรงมาปะ อุ้ย คราวนี้ยิ่งกว่าเรือเหล็กอีก ลมพายุขนาดไหนไม่มีกระเทือนน่ะ
ถึงขั้นเรือเดินสมุทร ประมาณนั้นเลย
จากไอ้ที่เป็นเรือพาย เรือแจว
มันก็พัฒนาเรือขึ้นไปจนแข็งแกร่งแข็งแรง แล่นฉิวไปเลย ไม่มีโคลงเคลง ...มันก็ตรงแน่ว
พอถึงฝั่งแล้วก็โดดขึ้นฝั่งเลย เรือพายก็ทิ้งไว้
เพราะเรือพายนี่...จำเพาะใครจำเพาะมันเลยนะ ให้คนอื่นมาอาศัยก็ไม่ได้
จะไปบรรทุกแบกคนอื่นมาด้วยก็ไม่ได้ นั่น เมื่อขึ้นฝั่งได้แล้วก็ปล่อยให้เรือนั่นผุพังไป
เรียกนี่ว่า การดำเนินอยู่ในองค์มรรค
ไม่อาศัยจิตไม่รู้เป็นตัวพาดำเนิน อาศัยจิตรู้ อาศัยจิตเห็น เป็นตัวนำ
อะไรเกิดขึ้น...รู้ อะไรตั้งอยู่...รู้ อะไรดับไป...รู้ นี่
ไม่ใช่อะไรเกิดขึ้น..โกรธ
ไม่ใช่อะไรเกิดขึ้น..คิด ไม่ใช่อะไรเกิดขึ้น..หา ...ไอ้อย่างนี้ใครนำใคร ดูเอาแล้วกัน อะไรมันนำ ...แล้วมันเป็นโดยอัตโนมัติเลย
กำลังเดินจงกรมหรือกำลังนั่งสมาธิ มีใครมาร้องมาเรียกปุ๊บนี่...ปึ้กนี่ไปเลย
ไม่ด่าก็ติ ไม่ติก็ตำหนิ ไม่ตำหนิก็ขุ่น ...มันไวมาก เป็นอัตโนมัติกิเลสเลยนี่
แต่บอกว่าอัตโนมัติกิเลสน่ะ...มันต้องมาเจอกับอัตโนมัติของสติ ท่านเรียกว่ามหาสติ
พอจะสูสีกัน ถึงจะสูสีเท่าทันกัน ...พูดง่ายๆ ว่าถ้าจะเป็นมหาสตินี่
มันไม่ใช่ขี้ไก่น่ะ
ไม่ใช่แบบนั่งๆ หลับๆ นั่งๆ เพลินๆ นั่งๆ คิดๆ เดี๋ยวก็ทำเรื่องนั้น
เดี๋ยวก็ไปเอาเรื่องนี้แทนแล้ว เบื่อแล้ว เซ็งแล้ว ไม่เห็นได้อะไร ไปทำอะไรอื่นดีกว่า
ปล่อยพัก พักก่อนๆ
โอ้ย กิเลสมันก็นั่งตีขิมเลยกู
มึงพักเลย ดี กูไม่เคยมีเวลาหยุดน่ะ บอกให้ ความไม่รู้ไม่เคยหยุดเลย ...แต่ผู้ปฏิบัตินี่...เดี๋ยวก็ขอเวลานอนก่อน เดี๋ยวก็ขอเวลาไปที่นั้นก่อน
เดี๋ยวก็ขอเวลาไปดูแลพ่อดูแลแม่ ดูแลครอบครัว เดี๋ยวก็ขอเวลาไปทำงาน
เดี๋ยวก็ขอเวลาไปหาเงินใช้หนี้ เดี๋ยวก็ขอเวลาไปทำกิจกรรมสงเคราะห์ชาวบ้าน การบุญการกุศล ว่างั้น
แล้วเดี๋ยวก็ขอเวลาไปเที่ยว ขอเวลาไปสังสันท์ผู้คนก่อน
หาความสนุกสนานเพลิดเพลิน สบายหูสบายตา ผ่อนคลายความเครียด อู้ย
กิเลสมันนั่งตีขิมเหมือนขงเบ้ง...เสร็จกูๆๆ
เนี่ย มหาสติจะเกิดได้อย่างไร
ความเท่าทันถึงขนาดจับได้คาหนังคาเขาจะเกิดได้อย่างไร
หมายความว่า
เวลามหาสติมันจับกิเลสคาหนังคาเขา เหมือนขโมยมันกำลังลักของกิน...อ้าปาก
กำลังยังไม่ทันกิน ปั๊บ...เสร็จกู นี่ มหาสติน่ะถึงทันขนาดนั้น
ไอ้นี่กินจนขี้ออกมาแล้ว ยังไม่รู้เลยว่ามันขโมยไปตอนไหน
แล้วมันเอาขี้มาป้ายหน้าบ้านเหม็นไปหมดน่ะ ยังงง มันมายังไงวะ ... มหาสติไม่มี มีแต่มหาโง่
กับโคตรโง่เลย
มันขโมยกินจนขี้หลายกองมาปาบ้านนี่ เหม็นแล้ว
ยังมาร่ำร้อง แล้วเรียกร้องให้คนอื่นมาช่วย ขี้มันมายังไง ...แล้วยังโทษด้วยนะ
ไอ้คนนั้นคนนี้มันเอาขี้มาป้าย
คือถ้ามันสำรวจ ถี่ถ้วน สังเกตสังกา
มันจะรู้เลย...มึงน่ะแหละๆ จิต...มึงน่ะแหละ จิตไม่รู้เป็นตัวก่อ
ที่ขโมยแล้วก็ขี้เอง ไม่ใช่ขี้คนอื่นเลย นั่น ...มันต้องเท่าทันถึงขนาดนั้น
เรียกว่าไม่ได้ทันจะอ้าปากกิน จะยื่นจะงับ แค่มือหยิบจับ ...แค่จะไปหมายจะอะไรนี่ ปัง
เจอปืนส่องตายแดดิ้นหมดแล้ว ไม่ได้ทำธุระหน้าที่ของมันให้เสร็จเลย
คือกรรมยังไม่ทันเกิด...โดยเจตนา มโนกรรม ยังไม่เกิด ...เพราะนั้นไม่ต้องพูดถึง วจีกรรม
กายกรรม..ตายเรียบ ...นั่นแหละถึงเรียกว่าประหาร
เพราะนั้นการประหารนี่
มันจะประหารได้ในองค์มรรค เรียกว่าเป็นมรรคปหาน ...คือเท่าทันตั้งแต่ขณะแรกของการเกิดของจิต ท่ามกลางกายใจ นั่นแหละถึงจะรู้ว่าพอทานกัน
ของพวกเราก็มี ประเภทพอทานกันน่ะ ...แต่ว่าร้อยวันพันปีจะทันครั้งนึงแบบ..ปัง-ดับ ...แล้วนอกนั้นส่วนมากก็เลื่อน ลอย ไหล หลง เผลอ
เพลิน
เข้าใจคำว่าเท่าทันทุกขณะจิตมั้ย เป็นมรรคปหานทุกขณะจิต ไม่มีขาด ไม่มีหลุด
ไม่มีบกพร่อง ไม่มีอ่อนข้อให้ ...มันเด็ดเดี่ยวกล้าหาญอยู่ตรงนั้นในที่เดียว
ไม่สนใจอินทร์พรหมยมยักษ์ใดๆ
ทั้งสิ้นเลย จะเป็นเทวดาหน้าอินทร์หน้าพรหม จะมีพระพุทธเจ้ามานั่งข้างๆ
นั่งข้างหลัง นั่งข้างบน นั่งบนหัวอะไร...ไม่สน จะอยู่ตรงนี้
เพื่ออะไร ...เพื่อจะดูขโมย จะฆ่ามัน
ประหารมัน เป็นมรรคปหาน ...ขนาดไม่มีอะไร มันก็อยู่อย่างนั้น เพราะอะไร ยังไม่แน่ใจ
มันซ่อนอยู่ มันหลบอยู่ตรงไหน ...นี่ ไม่ทิ้งงานเลย
ฟังเอาแล้วเทียบดู ว่าเรามีชีวิตภายนอกภายในอย่างไร สมควรแก่ธรรมมั้ย สมควรแก่ผลของการปฏิบัติธรรมรึยัง ...ถ้ายังก็อย่ามาอ้อนวอน ร้องขอ บ่น ตัดพ้อต่อว่าอะไร
ทำเอาเอง ...ก็ต้องทำเอาเอง
ไม่มีใครต่อเรือให้ ไม่มีใครพายเรือให้ได้ ...มีแต่คนบอกว่าให้ต่อเรือนะ
ต่ออย่างนี้นะ แล้วจะต้องเอาท้องเรือลง ไม่ใช่เอาท้องเรือคว่ำลงน้ำไป (หัวเราะ) ...มันจมนะ
ไอ้นักภาวนาที่ต่อเสร็จแล้วเอาเรือคว่ำไปอย่างนั้น แล้วก็ยังดันทุรังคิดว่ามันกำลังพายเรืออยู่นี่
มันไม่ได้เรื่อง ...มันก็ต้องมีคนคอยบอกว่า...อย่างนี้ๆๆๆ
บางคนต่อเรือซะดิบดี มันกลับเอาคว่ำแล้วก็ไปนั่งอยู่ใต้ท้องเรือ
แล้วก็บอกว่ากำลังไป ...ไปไหนของมัน จมดิ่งๆๆๆ ไป นั่น เอาหน้าหันขึ้นไปสิ ...ไม่ใช่หันลงนรก ไม่ใช่หันดำดิ่งๆ
หายไป
เพราะนั้นระหว่างที่พายเรือไปในมหาสมุทรนี่ มันก็จะมีผู้คนร้องระงมอยู่ ...ก็เห็นอยู่ แต่เห็นด้วยความสลดสังเวช ...ช่วยไม่ได้ ช่วยไม่ได้จริงๆ
เห็นหมดแหละ พ่อแม่พี่น้อง คนสนิทมิตรสหาย คนที่เคยมีอุปการคุณ คนที่มีบุญคุณ คนที่เคยรักเคยชอบ คนที่เคยโกรธ คนที่เคยเกลียด เห็นอยู่ในนั้นหมดแหละ
แต่ก็จำเป็นต้องไป ...อาลัยอาวรณ์ก็มี
ห่วงก็มี เมตตาสงสารก็มีอยู่ในนั้น ระหว่างที่เดินเรืออยู่ในมหาสมุทรนั้นน่ะ มันมี เยอะแยะไปหมด แล้วก็ทุกคนก็ร้องขอความช่วยเหลือทั้งนั้น
ก็บอกว่าช่วยไม่ได้ ...ช่วยได้ก็คือว่า เอาม็อตโต้ไป “กาย-ใจ” ๆๆ นั่นแหละช่วยได้ ...อย่างอื่นช่วยไม่ได้นะ จะยื่นมือไปช่วยฉุดกระชากลากถูไป ก็ไปไม่ได้
ธรรมนี้จำเพาะตนจริงๆ ...ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ เป็นธรรมที่จำเพาะตนจริงๆ จำเพาะกายนั้น
จำเพาะใจดวงนั้น
โยม – ยังไม่มีเรือเลยค่ะ แต่อยากช่วย
(หัวเราะ) มีแต่ตายกับตายเท่านั้น
พระอาจารย์ – ช่วยกันจม เหมือนคนจมน้ำ
ว่ายน้ำไม่เป็นแล้วก็ไปช่วยเขา ก็จม ...ขณะที่จมแล้วยังไม่รู้ว่าจม
ยังไปสงเคราะห์ผู้อื่น ช่วยกันอีกหลายคน ...เอ้า ยิ่งเร็วขึ้น ลงนรกเร็วขึ้น
ลงไปในที่มืดมิดเร็วขึ้น
เพราะแต่ละคนคือกิเลสล้วนๆ บอกให้เลย
และด้วยอำนาจของสติปัญญาพวกเรานี่ กิเลสของตัวเองยังไม่ชัดเจนเลย
กิเลสของตัวเองยังไม่เหนือพ้นเลย...เจอกิเลสคนอื่นซ้ำลงมาอีกน่ะ ตายแบบเขียดย่างเลยน่ะ
แต่ก่อนตอนเราอยู่กับหลวงปู่
มีพระมาบวชจำพรรษาได้พรรษานึง มาลาหลวงปู่บอกว่า ผมขออนุญาตกลับบ้านครับ
จะไปสงเคราะห์โปรดโยมพ่อโยมแม่หน่อย ท่านอยู่ที่บ้าน
หลวงปู่ท่านก็บอกว่า
จะไปให้เพิ่นสงเคราะห์เหรอ จะไปสงเคราะห์เพิ่นหรือจะไปให้เพิ่นสงเคราะห์ ...สุดท้ายก็สึก
โดนพ่อแม่สงเคราะห์ซะ ...บังอาจ เข้าใจมั้ย ...อย่าเล่นกับไฟ
กิเลสเป็นไฟ ชอบเล่นกับไฟ
เหมือนแมงเม่า ...ตาเป็นไฟ หูเป็นไฟ จมูกเป็นไฟ ลิ้นเป็นไฟ ท่านถึงบอกให้สำรวมนะ...เรือยังไม่มี พายยังไม่เป็น นี่
สำรวมอินทรีย์หก สันโดษในธรรม อยู่ในที่ไม่คลุกคลี
เอาตัวเองให้เป็นที่พึ่ง เอาตัวเองให้รอดเป็นหลัก
โยม – พอดีขั้นอย่างนั้นไม่รู้จะมีรึเปล่า
พระอาจารย์ – มี-ไม่มี...ไม่รู้ ...แต่นี่คือกฎ กฎตายตัวเลย ไม่อนุญาตให้วิธีการอื่นเลย ...นี่คือปาฏิโมกข์สังวร
นี่คือโอวาทปาฏิโมกข์ ที่พระพุทธเจ้าท่านบอกจำเพาะเลย
ผู้ดำเนินในเส้นทางนี้
ต้องอยู่ในโอวาทปาฏิโมกข์นี้จึงจะสำเร็จ ไม่มีทางลัดทางอื่นเลย ...ไอ้นั่นน่ะเขาหลอกเอา ไม่มีหรอก นั่งคิดเรื่องคนนั้น ช่วยคนนี้
แล้วก็บุญบารมีจะสนับสนุนเกื้อกูลส่งไปให้ได้นะ
บารมีขั้นอุปบารมี
สุดท้ายต้องมาสงเคราะห์ลงเป็นปรมัตถบารมีหมด ...เมื่อลงเป็นปรมัตถ์หมายถึงทุกอย่างทิ้งหมดเลย ว่าง ดับ สูญหมด ไม่มีที่หมาย
ไม่มีที่มั่น ไม่มีเพื่อใคร ไม่มีเพื่ออะไร
ก็บอกแล้วว่ากายใจนี่คือปรมัตถสุดๆ
ล้วนๆ แล้ว มันสงเคราะห์อุปบารมีทั้งหมดเพื่อให้สงเคราะห์ลงที่กายใจ ...เพราะนั้นกว่าที่มันจะเหลือแค่กายใจนี่
ไม่ใช่แค่ว่ามาฟังเราพูดเท่านั้นได้นะ
มันต้องเคยทำมาขนาดหนักแล้ว มันถึงจะเหลือแค่กายใจได้น่ะ ...ไม่ใช่เหลือกันง่ายๆ ได้ง่ายๆ นะ มันต้องละ ตัด ทอน มาไม่รู้กี่ภพกี่ชาติแล้ว ...ไม่ใช่ว่าฟังเราปุ๊บ แล้วไปทำได้ปั๊บเลยน่ะ
มันก็เคยอบรมกันมาทั้งนั้นน่ะ ...แต่ขี้เกียจ มันขี้เกียจแล้วก็ไม่เกลียดขี้
ขี้เกียจแต่ชอบขี้ ชอบอยู่กับขี้ ...ขี้เกียจอยู่ในมรรค เพราะมรรคมันไม่มีขี้ ตลกดี
มรรคไม่มีขี้...แต่ไม่ชอบ ชอบไอ้ที่มันมีขี้ที่ไม่ใช่มรรค อันไหนมีขี้ไม่ใช่มรรค..แต่มันชอบ นั่น ตลก ...มีแต่เรื่อง มีแต่ทุกข์ มันยังไม่เข็ด มันยังไม่เบื่อ
มันไม่หลาบ มันไม่จำ
ก็รู้อยู่ว่าคุยกับคนนี้แล้วจะต้องหงุดหงิด ก็ยังไปคุยกับมัน
ก็รู้ว่าถ้าไปฟังมันเมื่อไหร่ก็ได้เรื่องหงุดหงิดรำคาญ หูก็คอยเงี่ยฟัง แล้วก็จะพาให้เขยิบเข้าไปใกล้ๆ จะได้ได้ยินชัดๆ ...นั่นน่ะมันชอบหาขี้มั้ยนั่นน่ะ
ถ้ามรรคนี่ต้องเดินหนีแล้ว เห็นมั้ย
มันเดินสวนทางกันน่ะ ...ก็รู้อยู่แล้วว่าถ้าเห็นมันทำอย่างนี้จะหงุดหงิดรำคาญ ก็ยังส่องตาเหลียวไปดู...มันทำอะไรของมัน แล้วมันจะทำอะไรต่อไป
เนี่ย มันเหมือนมีแม่เหล็กดึงดูด เห็นมั้ย ...เขาไม่ได้ดึงดูดนะ จิตน่ะมันดึงดูดเขาเอง...ด้วยความไม่รู้ ด้วยความอยากน่ะ
กว่าที่มันจะหันหน้าออกมาจากเหตุที่ให้เกิดทุกข์ภายนอก
หรือว่าเสียงที่ให้เกิดทุกข์ภายนอก ...ให้หันหูหันหน้าออกมานี่ ไม่ใช่ง่ายๆ นะ
มันต้องอบรมกัน มันต้องหักหาญกัน มันต้องแน่วแน่ มันต้องจริงจัง ใส่ใจ ...มันถึงจะหลุดจากกระแส...ทวนกระแสจนหลุดกระแส
(ต่อแทร็ก 7/26)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น