พระอาจารย์
7/26 (550403C)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
3 เมษายน 2555
พระอาจารย์ – กลับมาอยู่ในมรรค คือกายใจปัจจุบัน ...ไม่ไปไม่มาตามจิต
ตามความอยาก...ที่จะหันหน้าไป หันหูไป พากายพาใจไปตรงนั้นไปตรงนี้ ไปที่นั้นไปที่นี้
ที่มันอยากไป ที่มันอยากได้ความสุขตรงนั้นตรงนี้ ได้ความสนุกเพลิดเพลิน ได้การพูดคุย
ได้เจอคนนั้น ได้คบคนนี้ ได้รู้เห็นเรื่องราวสิ่งใหม่ๆ แปลกหน้าแปลกตา
ได้ฟังเรื่องราวมโหระทึกพิสดารอัศจรรย์พันลึก
ประสบการณ์ทางจิต ประสบการณ์ทางภาวนา ใครไปไหนมาไหน ออกธุดงค์มานี่
จะต้องเร่เข้าไปหาเขาได้อะไร เห็นอะไรมาเล่าสู่กันฟัง
มันหาเรื่องทุกข์นะนั่นน่ะ มันไม่ได้อยู่ในมรรค
...แล้วก็มาเก็บ แล้วก็มาคิด แล้วก็มาเครียด แล้วก็มากังวล แล้วก็มาหาถูกหาผิด
แล้วก็มาว่าใช่หรือไม่ใช่
แล้วก็ไปจมอยู่กับอาการพวกนั้น ...เสียเวลาที่มันหมดไปทุกวินาที ด้วยความไร้ค่าไร้ราคา ...นั่นแหละเล่นกับขี้
หารู้ไม่ว่าเล่นขี้อยู่นะ เล่นกับไฟอยู่ แล้วก็ไฟมันเผาลน
วันเวลา ชีวิตของขันธ์ มันมอดไหม้ๆๆ
ไปตามลำดับ เหมือนธูปน่ะ ...เพราะนั้นเวลาที่ผ่านไปทุกวินาทีนี่ มันกลายเป็นขี้เถ้าแล้ว ...เอาคืนไม่ได้แล้วนะ
แต่ว่ามันควรที่ให้เป็นการบูชาคุณพระพุทธเจ้าอยู่รึเปล่า
หรือว่าจุดทิ้งจุดขว้างไปซะอย่างนั้น เนี่ย ใช้เวลาที่หมดไปบูชาคุณ
บูชาพระรัตนตรัย เคารพพระธรรม ...อยู่ที่กายใจก็คือการเคารพพระธรรม
พระธรรมก็คือธรรมชาติ...ธรรมชาติที่แท้จริง ...เพราะนั้นธรรมะก็อยู่ตรงนี้
ก็อยู่ที่ธรรมชาติกายธรรมชาติใจ นี่คือธรรมะสูงสุด ...พระพุทธเจ้าก็อยู่ที่นี้
อยู่ที่ธรรมชาติสูงสุด
ไม่ใช่ไปอยู่กับสังขารธรรมจนสุดลิ่มทิ่มประตู ...มันคือสังขารธรรมที่ปรุงแต่งด้วยกิเลส สังขารธรรมที่ปรุงแต่งด้วยกิเลสของสัตว์บุคคลอื่น
คำพูดคำจา การกระทำทุกอย่าง กอปรด้วยกิเลสล้วนๆ บอกให้
ในที่ทำงาน หรือแม้แต่ในวัดเอง มันก็มีเรื่องกิเลสปรุงแต่งทั้งสิ้น เพราะต่างคนต่างก็ยังอยู่ในวาระที่กำลังต่อเรือต่อแพกันทั้งนั้น ...มันก็กิเลสล้วนๆ บอกให้เลย
บางคนก็ไม่ได้ต่อ...แต่ปากก็พูดว่าต่อ มันพูดยังไงก็ได้ กิเลสมันผีเจาะปาก หลอกคนไป
หลอกคนอื่น พูดธรรมซะสูงส่งมโหระทึกพันล้าน ข้างในกลวงโบ๋ก็มี..เยอะแยะ
แล้วก็ในที่ทำงานทุกที่น่ะ แน่ๆ คือไม่มีพระอรหันต์อยู่หรอก ...มันเป็นเรื่องของกิเลสปรุงแต่งล้วนๆ การกระทำ คำพูด อารมณ์ เดี๋ยวดี เดี๋ยวร้าย เดี๋ยวดูดี เดี๋ยวดูไม่ดี
มันเป็นแค่อุปนิสัย ปุถุจิต ปุถุชน ที่ก่อเกิดมาจากความไม่รู้ทั้งสิ้น ...อย่าไปหลงเพลิดเพลินกับมัน อย่าไปเป็นตุเป็นตะ
เอามาเป็นที่พึ่งที่ยึดที่เหนี่ยวที่รั้ง
ต้องมาเหนี่ยวรั้งอยู่ที่กายใจ
เอากายใจเป็นเหมือนจุดธูปบูชาพระรัตนตรัย ให้มันมอดไปหมดไปด้วยการรู้ตัว ...แล้วมันมีเวลาอีกกี่ปีล่ะ สามสิบสี่สิบปีนี่
เอาว่าตีอย่างมักน้อยว่าหกสิบปีตาย อีกสามสิบสี่สิบปีไม่ถึงแล้ว แป๊บเดียว
ที่ผ่านมายี่สิบสามสิบปีผ่านมานี่แป๊บเดียว ใช่มั้ย เออ แล้วถ้าเทียบดู มนุษย์กับจักรวาลนี่
เหมือนผุยผงเลยนะ
เหมือนธุลี ไม่ได้มีอะไรเลย แล้วยังทำตัวไม่มีสาระยิ่ง
ยิ่งกว่าธุลีฝุ่นผงในสากลจักรวาล ...อย่าไปนึกว่ายิ่งใหญ่มโหฬาร โห
เรื่องนั้นเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่โต
ไปนึกดูว่าชีวิตมนุษย์ในสากลจักรวาลเหมือนฝุ่นธุลีน่ะ แล้วก็สองฝุ่นธุลี มากระทบกันตึงตังๆเนี่ย ไปหมดเวลากับอะไรก็ไม่รู้ที่เหมือนธุลีกระทบกันน่ะ
แล้วก็ไม่มีค่าอะไร มันหมดสิ้นไปหมด ตายหมดน่ะ ก็แค่นั้น ขันธ์ห้าน่ะ ...แต่เวลาหลงเพลิดเพลินไปกับมัน อู้หู
ดูเหมือนยิ่งใหญ่เหลือเกินเรื่องราวนั้น การกระทำของคนนี้
มันยอมกันไม่ได้
มันต้องอย่างนั้น ต้องอธิบายให้เขาได้อย่างนั้น เพื่อให้ได้อย่างนี้
เราเป็นอย่างนี้ เขาจะต้องเป็นอย่างนี้ ...จริงจังเหลือเกิน เจ้าพวกธุลีดิน สะเก็ดดิน
แค่สะเก็ดดิน ผงธุลี เหมือนอะตอมหนึ่งในสากลจักรวาลแค่นั้น ...อู๊ย มันหวงแหน มันเอาเป็นเอาตาย มันยิ่งใหญ่เหมือนกับคับจักรวาลอย่างนั้น...แต่ละคน
จิตน่ะ จิตมันสร้างความอลังการ มโหฬาร ความยิ่งใหญ่ในอัตตาตัวตนของมัน นี่ มันยิ่งใหญ่
คับฟ้าเลย มันข้ามชาติ ข้ามโลก ...ใหญ่เหลือเกิน
กว่าจะมาเห็นความเลวร้ายของจิต
กว่าจะมาเห็นว่าทั้งหมดนี่มันเป็นความปรุงแต่ง กว่าจะเห็นว่านี่แหละศัตรูตัวฉกาจ
คือความหลงผิดตัวฉกาจเลยนั่นน่ะ
อวิชชามันทำงานเองไม่ได้ มันทำงานก็โดยอาศัยจิตสังขารเป็นมือเป็นไม้ให้มัน ...แล้วเราก็คอยเป็นเบ๊มัน...จิตเป็นนาย
กายเป็นข้าทาส...ไม่ต้องว่าบ่าวน่ะ เราบอกให้เป็นข้าทาสไปเลย
มันว่ายังไงก็ว่ายังงั้น คิดยังไงก็เป็นยังงั้น มีความเห็นยังไงก็เป็นอย่างงั้น
เชื่อมันหมด ตามมันหมด ...เนี่ย มรรคมีไม่เดิน ให้เหลือแค่กายใจ ...ไม่เอาจิตไว้
แล้วก็ขณะที่อยู่ที่กายใจ ก็สำเหนียกลงที่กาย แยบคายลงที่กาย อย่างนี้...มันจะได้พ้นๆ กันไป
มันจะได้ไม่มาเอากายเป็นธุระอีกต่อไป ...นั่นน่ะงาน
นี่งานมีไม่ทำ มัวแต่ไปหาจ๊อบ
หาลำไพ่พิเศษ...ซึ่งเป็นโทษทั้งนั้น เป็นทุกข์ทั้งนั้น ...แต่มันสนุกไง มันเพลินไง
มันได้อะไรหลากรส ได้รสชาติอย่างนั้น ทุกข์บ้างปนสุขบ้าง
หวานมันบ้าง เผ็ดร้อนบ้าง
หวานปะแล่มๆ อมเปรี้ยว อมเปรี้ยวอมหวาน อมเค็มอมเผ็ด ...มันรสชาติน่ะ
รสชาติของจิตที่มันเข้าไปแสวงหาเวทนาที่หลากหลาย ...มันเลยไม่อิ่มไม่พอหรอก
เพราะว่าจับของอันนี้มาผสมอันนี้
ก็ได้รสชาติอย่างนี้ จับอันนี้เพิ่มปริมาณอันนั้นลดปริมาณอันนั้น ก็ได้รสชาติต่างไป ...ถามว่ามันจะจบมั้ยนี่ ไม่จบหรอก แล้วมันก็สนุกในการที่จะได้รสชาติอะไร
เหมือนแทงหวย...มีชีวิตอยู่แบบแทงหวย
วันนี้จะเจออะไรวะ วันนี้จะเจอเรื่องอะไร จะเจอใคร วันนี้ใครจะชม
หรือวันนี้กูจะโดนด่า นึกกะการณ์ไว้เลย จะพูดอย่างนั้น จะใช้คำนี้
มันก็เล็งไว้เลย
หาอดีตหาอนาคต วันนี้กูจะเจออะไร ...หาไปเหอะ แต่ไม่เจออยู่อย่างนึง
คือกาย-ใจๆๆ ...มัวแต่หา แล้วมันเพลินนะ มันไปของมันเองอย่างนั้น...จิตน่ะ
จิตที่ไม่ได้ฝึก จิตที่ไม่ได้อบรม จิตที่ไม่ได้มีปัญญาคอยกำกับ ไม่มีสติสมาธิปัญญาคอยระลึก
จดจ่อ สังเกต ถี่ถ้วน ส่องไว้ ...จำกัดสิทธิ์มันซะ ให้มันอยู่ในที่อันควร
พอจิตมันเป็นหนึ่งก็เรียกว่าอยู่ในที่อันควร
ตรงนี้ถือว่าเป็นที่อันควร ...เพราะนั้นเมื่อจิตเป็นหนึ่งอยู่ในที่อันควร
ตรงนี้ถึงว่าจิตนี้เป็นจิตที่สมควรแก่งาน เป็นจิตที่มีกำลัง
เป็นจิตที่มีคุณภาพ
เพราะมันเป็นจิตที่มีคุณภาพที่จะทำงานในองค์มรรคให้ก้าวหน้า
คือต่อเรือ คือทำความรู้แจ้งในกาย ในใจ นี่ต่างหากคือจิตที่มีคุณภาพ จิตดี...จิตหนึ่งนี่จิตดี จิตเป็นสมาธิ จิตดี
และพระพุทธเจ้าต้องการให้จิตเป็นอย่างนี้มากๆ จนตลอดเวลา
จนมันเห็นคุณของตัวของมันเอง คือผลบังเกิด มีความสงบ ร่มเย็น เป็นสุข สันติ...ด้วยการที่ไม่ได้ทำอะไรเลย แค่อยู่ตรงนี้
แล้วมันก็จะหวงแหนตัวของมันเองเหมือนกัน
เหมือนกับที่มันเคยหวงแหนกิเลส ...แต่อย่างนี้มันจะหวงแหนธรรม มันจะหวงแหนอารักขาธรรม เข้าใจมั้ย
คำว่าสติ สมาธิ ปัญญา ท่านเรียกว่าเป็นอารักขกรรมฐาน เป็นอารักขธรรม คือเป็นตัวที่รักษาธรรม...ธรรมชาติที่แท้จริงไว้ ...เหมือนแม่ที่หวงลูก
เหมือนเศรษฐีที่หวงเงิน
เพราะนั้นระหว่างนี้ แม่หวงลูก เศรษฐีหวงเงิน
ก็หมายความว่าแม่มันก็จะเลี้ยงลูกให้มันโตขึ้น
เศรษฐีก็จะหาเงินให้พอกพูนเป็นมหาเศรษฐีธรรม...เป็นเศรษฐีแต่เศรษฐีธรรมนะ
เพราะนั้นเศรษฐีธรรม ...อะไรกระทบสัมผัสเป็นธรรม
ที่จะเก็บเข้าพกเข้าห่อหมดเลย ไม่เป็นโทษ ไม่มีอะไรใช้ไม่ได้ ไม่มีอะไรผิด
ไม่มีอะไรถูก ...กูเก็บหมดเลย
แต่เก็บเข้าเป็นธรรม ... ด่าปุ๊บ...ดี ชมปุ๊บ...ดี
เห็นปุ๊บ...ดี จิตคิด...ดี จิตคิดไม่ดีปุ๊บ...รู้ ...ทุกอย่างเก็บเข้าเป็นธรรม
มันจะไม่เป็นเศรษฐีธรรมได้ยังไง
เพราะนั้นปัญญามันจะหมุน
ไม่ว่าสัมผัสสัมพันธ์กับอะไร ตากระทบ หูกระทบ จมูกกระทบ จิตคิด จิตหา
จิตสร้างความเห็น จิตในอดีต ...ทุกอย่างเป็นธรรมหมด
เก็บเข้าพกเข้าห่อเป็นธรรมชาติหนึ่งปรากฏ
อ้อ เห็นแล้ว ..เอ๊
ยังมีอาการติดข้องอยู่กับมัน ..อ๋อ เห็นแล้ว...ก็เป็นธรรม มาสอน มาสงเคราะห์ ให้เป็นสมบัติเป็นเศรษฐีร้อยล้านพันล้าน
ไม่อับจน ไม่อับจนปัญญา ไม่อับจนมรรค
เข้าใจมั้ยว่าเมื่ออยู่ในทะเลแล้ว
ทุกอย่างที่มันลอยมา กูเก็บเข้าปะเรือหมดเพื่อมันจะแข็งแกร่ง เรือจะได้ไม่จม ...ไม่เลือกเลยว่า อันนั้นดี..เอา เห็นเขาว่าเรือนี่ต้องไม้ตะเคียนเท่านั้นถึงจะลอยน้ำทนน้ำ
อุ๋ย ไอ้นั่นไม่ใช่ไม้ตะเคียน..ไม่เอา ไอ้นั่นไม่ใช่ไม้สัก..ไม่เอา ... กูเอาหมด แล้วก็เอาปะเรือ ไม่ใช่เอามาสะสมเป็นไอ้บ้าสมบัติ ...ก็ปะให้ถูกที่ถูกสถานะตามคุณภาพของมัน
เรือนี่ไม่มีจม
เพราะนั้นการมาอยู่แค่กายใจนี่
ทุกอย่างที่กระทบ ทุกอย่างที่ปรากฏ มีการหยิบมาพินิจพิจารณา ใคร่ครวญ วินิจฉัย
จำแนกลงในธรรมเดียวกันหมด...คือเป็นแค่ธรรมชาติหนึ่ง ไม่มีอะไรไม่เป็นธรรมๆ
เพราะนั้นมันจะไม่ไปเรียกร้องหาธรรมที่ไหน
แต่มันเห็นว่า...ไม่มีอะไรไม่เป็นธรรม ...เพราะนั้นมันจะไม่มีปัญหา หรือมีเรื่องกับอะไรเลย อย่างนี้
ไอ้ที่มันมีปัญหามีเรื่องกันนี่ เพราะมันไม่เห็นเป็นธรรม ...เขามาว่าเราได้อย่างไร เราดีกว่านะ เราฉลาดกว่านะ เราปฏิบัติมากกว่านะ เราปฏิบัติปัญญาตรงกว่านะ นั่น
ทุกอย่างเป็นธรรม
ไม่มีอะไรไม่เป็นธรรม เพราะนั้นจะไปหาความเป็นธรรมที่ไหน ...เดินๆ ไป กิ่งไม้ตกใส่หัว
ปึ้บนี่ เป็นธรรม...พอดีเป๊ะเลย ...ไม่ใช่ตกปุ๊บไปด่ากิ่งไม้
มันด่ายังได้เลย ด่ากิ่งไม้น่ะ...มึงบ้ารึเปล่า มาตกใส่กู ...ถามว่าใครบ้ากว่ากันนี่ กิ่งไม้ตกมันบ้า หรือมึงน่ะบ้า
เห็นมั้ย คนนี่ จิตไม่รู้นี่ มันหาเรื่องไปทั่วนะ หมาเห่าก็ด่าหมา...กูไม่ผิดหรอก หมามันไม่ดี
เอาแล้ว พอแล้ว แค่นี้แหละ เอาแต่หลัก
โยม – อย่าเพิ่งอาจารย์ เดี๋ยวก่อน ขอต่อภาคสอง
(ต่อแทร็ก 7/27)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น