พระอาจารย์
7/25 (550403B)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
3 เมษายน 2555
(ช่วง 1)
(หมายเหตุ : แทร็กนี้แบ่งการโพสต์เป็น 2 ช่วงบทความ)
พระอาจารย์ – อย่าไปสงสัย...ให้ทันจิต แล้วก็ละ ...อย่าไปขยันหา มันไม่มีอะไรก็อย่าไปหา อย่าไปควาน ...ต้องให้เห็นทันอาการพวกนี้ แล้วก็ละ
แล้วก็อยู่กับกายลอยๆ ใจลอยๆ ...แต่ไม่ได้อยู่กับใจลอยแบบเผลอเพลินนะ ...กายลอยๆ ใจลอยๆ นี่ภาษาเรานะ
อย่าไปเอาว่าปล่อยให้มันลอย...ไม่ใช่นะ
เพราะนั้นว่าถ้าอยู่ตรงนี้จริงๆ นี่
มันไม่มีเรื่องเลย ไม่มีเรื่องอะไรเลย เพราะเรื่องมันไม่มี ...มันมีเพราะมีจิต
มันมีเพราะจิตมันไปควานไว้ มันมีเพราะว่าจิตมันคว้าไว้
ยังมีภาระอีก
ยังเอามาเป็นภาระอยู่ พอจิตมันหวนขึ้นเป็นสัญญาปุ๊บ เอ้า เรายังทำอันนั้นไม่แล้ว
ทำอันนี้ไม่ล่วง ...มันเหมือนคาอยู่ มันคาใจอยู่ เขาเรียกว่ามันคาใจอยู่
ทั้งที่ว่ามันไม่มีอะไรคาหรอก
จิตน่ะมันไปเกาะไว้ เหมือนตุ๊กแกน่ะ มันไปเกาะสัญญา ไปเกาะสังขารความปรุงแต่ง
มันก็จับสต๊าฟไว้ มันก็เลยคาข้องอยู่อย่างนั้น
มันก็เลยเป็นความหน่วง หนัก ขุ่น
เป็นอารมณ์ที่ไม่หายไปไหน ...จิตนั่นแหละเป็นตัวสร้าง เป็นตัวเหนี่ยวรั้งไว้...ก็ไม่ไปจริงจัง
ไม่ไปซ้ำซากจำเจอยู่กับมันน่ะ
อย่าไปซ้ำซากจำเจนะ คิดแล้วคิดอีก หวนแล้วหวนอีก
กังวลกับมันแล้วกังวลกับมันอีก นั่งก็คิดเรื่องนี้ เดินก็คิดเรื่องนี้
ยืนก็คิดเรื่องนี้ เห็นไอ้นู่นเห็นไอ้นี่ก็คิดเรื่องนี้ มันยิ่งหนาแน่น ...อย่าไปใยดีมัน
พยายามระลึกขึ้นที่กายใจๆ ไว้ เดี๋ยวก็เห็นเองว่าพวกนี้ไม่มีอะไร ...จิตมันก็หยุดทำงานที่เหมือนกับมันเข้าใจว่าตรงนั้นเป็นงานของมัน นั่น ก็จับมันมาทำงานให้ถูกงาน
คือทำให้มันเป็นจิตรู้กับความเป็นจริงในปัจจุบันซะ
เดี๋ยวมันจะรู้เองไอ้นั่นไม่ใช่งาน...ไม่มี ไม่มีอะไร ภาระก็ไม่มี เรื่องราวก็ไม่มี
การติดข้องกับคนนั้นคนนี้ก็ไม่มี คนโน้นทำกับเรา คนนี้ทำ...ก็ไม่มี
ไอ้ที่มันว่ามี ไอ้ที่ยังเป็นอยู่นี่
เพราะจิตมันยังไปหมาย เข้าใจมั้ย ...กายใจมันจะไปเก็บอะไรได้ กายใจมันไปหมักหมมอะไรได้ล่ะ กายใจนี่...มันเป็นแค่ทางผ่าน
กายนี่เวลามันปวด เอ้า ปวดๆๆ
เวทนาเกิด พอเวทนาหายปวดหาย ...พอหายปุ๊บ
กายไม่เคยเก็บเป็นสัญญาอารมณ์ไว้ในตัวแข้งขานี้เลย มันก็หายไป
ปวดใหม่มันก็ปวด มันก็ไม่ได้ว่าอะไร ...มันไม่ได้เก็บเป็นความรู้สึกดีใจ เสียใจ ขุ่นข้องหมองใจ
พอใจไม่พอใจในอาการที่มันแปรปรวนของเวทนาที่มันไปๆ มาๆ นี้เลย
มันเก็บตรงไหน กายมันเก็บอะไรไม่ได้เลย ...ใจก็เก็บอะไรไม่ได้ ใจก็มีหน้าที่รู้เห็นๆๆๆ ตัวมันไม่มีเก็บอะไรเลย
นั่น เพราะนั้นกายใจมันเป็นแค่ทางผ่าน
ไอ้ที่ไม่ยอมให้ผ่านนั่นน่ะคือจิตไม่รู้ เกาะ ติด เหนี่ยว รั้ง ไปสร้างขึ้นมา
ไปจับสัญญาอารมณ์ สัญญาความจำ ...ถ้ามันยังไม่มีเป็นสัญญา มันก็ไปเต้าเรื่องขึ้นมา
ความน่าจะเป็น คาดเอา คะเนเอา
แล้วก็เกาะติดไว้
เหมือนกับเป็นพระเจ้าที่มันสร้างรูปนามในตัวของมันเองได้ แล้วก็จริงจัง ...ตัวมันเองน่ะสร้างทุกข์เอง
แล้วก็ตัวมันเองน่ะเป็นทุกข์เอง บอกให้เลย ด้วยความไม่รู้นี่
ตัวมันเองน่ะแหละเป็นตัวสร้าง
แล้วก็สร้างไปสร้างมา เอ้า ตัวเองแหละทุกข์ ...แล้วตัวมันสร้างก็ไม่รู้ ตัวมันเป็นทุกข์ก็ไม่รู้ แล้วตัวมันจะออกจากทุกข์
ก็ไม่รู้วิธีออกจากทุกข์ด้วย ...มันโง่สามระดับเลย
แล้วยังอาศัยมันเป็นเครื่องพึ่งพาอาศัยได้อย่างไร
ยังมัวไปจมอยู่กับความคิดความคำนึงถึงอดีตอนาคตอยู่นั่น ...มันเป็นตัวถ่วง
มันเป็นตัวเหนี่ยวรั้ง มันเป็นบ่วง
เข้าใจคำว่าบ่วงมารมั้ย...ต้องละ ต้องปลดล็อค ...เพราะอะไร เพราะเราเคยชิน กิเลสคือความเคยชิน เราเคยชินกับการใช้ความคิดเป็นตัวนำ
เราเคยชินกับความเห็นเป็นตัวนำ
จะทำอะไรก็ต้องคิด จะทำอะไรก็ต้องมีความเห็นซะก่อน
จะทำอะไรก็ต้องหาถูกหาผิดซะก่อน มันเคยชิน ...แล้วมันไม่ได้เคยชินมาแต่เฉพาะภพชาตินี้เท่านั้น
มันเคยชินมาเป็นอเนกชาติ
จึงเรียกว่ามันเป็นอนุสัย เป็นสันดาน ...ไม่ต้องสอนเลย
เกิดมาปั๊บ มันจะใช้พวกนี้โดยอัตโนมัติ แล้วมันเข้าใจว่ามันเป็นอัตโนมัติด้วย ...เอะอะๆ อะไรก็คิดก่อนเลย
มีอะไร
ตากระทบรูป มีอะไรกระทบหู...คิด มีความเห็น หาถูกหาผิด มันทำของมันโดยอัตโนมัติเลย ...แต่มันไม่ใช่อัตโนมัติที่แท้จริง เป็นอัตโนมัติของความไม่รู้ที่เคยชิน
สมมุติว่ามีถนนนี่อยู่เส้นนึง
เดินไปเดินมาๆๆ สักพันล้านครั้ง เป็นไง ถนนเส้นเก่านี่ หลับตายังเดินได้เลย
ไม่ต้องลืมตา ไม่ต้องสงสัยเดี๋ยวจะเจออะไร มันหลับตาวิ่งฉิวเลย ไปกลับๆๆ
ได้สบายมาก
เพราะอะไร ...เพราะมันเดินมาเป็นพันล้านครั้งแล้วถนนเส้นนี้
มันจะไม่ชินยังไง ...เพราะงั้นเกิดมาปั๊บไม่ต้องสอนเลย ด้วยความเคยชิน ความคุ้นเคยแต่ดั้งเดิม ...เรียกว่าความคุ้นเคยเป็นญาติอย่างยิ่ง
แต่เป็นญาติกับกิเลสนะ สนิทแนบแน่นกันเลย คือคบหากันจนแทบจะเป็นเนื้อหนึ่งใจเดียวกันกับมัน ...ถึงบอกว่ามันเป็นอนุสัยที่หมักดอง อาสวะที่หมักดอง
แล้วมันก็เลยอ้างแบบข้างๆ คูๆ ...พอปฏิบัติมารู้กายรู้ใจแล้วหยุดความคิดหยุดความปรุงปุ๊บ มันก็เลยบอกว่ามันฝืนธรรมชาติว่ะ
มันฝืนตัวเอง มันไม่เป็นปกติ ...เห็นมั้ย จิตมันบอก
ของเคยกินแล้วไม่ได้กินน่ะ
มันก็ว่าผิด ...แล้วมันก็บอกนี่ไม่ใช่ธรรมชาติมัน ธรรมชาติมันต้องคิดต้องปรุง
ต้องมีความเห็น ต้องรู้สิว่าอันนั้นถูกมันถึงจะเดินได้ ต้องรู้สิว่าอันนี้ผิดมันถึงจะไม่ไป
มันโง่ แล้วมันยังดื้อด้านด้วย ...มันดื้อด้านเพราะอะไร เพราะตัวมันก็จะสร้างสะสมทิฏฐิ มานะ อัสมิมานะในตัวของมันเอง
ว่าต้องอย่างนี้เท่านั้นนะ อย่างอื่นไม่ได้นะ
เพื่ออะไร...เพื่อว่าอย่ามาละ “กู” นะ
มึงอย่ามาละกูนะ ...ถ้ามึงทำอาการใดอาการหนึ่งที่จะเป็นไปเพื่อให้ "กู" น้อยลง จางลง
ดับไปสิ้นไปนี่ กูหวงๆ ...มันจะสร้างทิฏฐิขึ้นมาปกป้องตัวมันเอง
เป็นมานะ
แล้วถ้าไม่มีอะไร นั่งอยู่เฉยๆ ก็ลอย ก็เลื่อนลอย ก็เพลิน ไม่เพลินก็หลับ ...มันจะลงร่องของมันอย่างนี้ คือความคุ้นเคย เข้าใจมั้ย มันเป็นความคุ้นเคย
พระพุทธเจ้าบอกว่าอย่างนี้ไม่ใช่ ...การ
เดินเส้นทางนี้มาอเนกชาติแล้ว ไม่จบเลย เดี๋ยวก็ไปตรงนั้น เดี๋ยวก็ไปตรงนี้
เดี๋ยวก็ไปคาอยู่ตรงนั้น นึกว่าสุดแล้ว มันก็สุดท้ายก็วนไปวนมา กลับมาลงร่องเก่านี่
พระพุทธเจ้าถึงมาเห็นทางอีกทางหนึ่ง...เป็นทางที่ตรงกันข้ามกัน ท่านเรียกว่ามรรค ...มรรคคืออะไร โดยรวมคือไตรสิกขา ศีล...ปกติ สมาธิ...ตั้งมั่น ปัญญาคือสอดส่อง สังเกตด้วยสติ
แต่ทางนี้ไม่เคยเดินกัน หรือเดินน้อย ไม่บ่อย ไม่คุ้นเคย ไม่ชำนาญ เวลาเดินไปก็...เอ๊ะ กูจะเจออะไรวะนี่
เขาบอกว่ามันจะสว่าง กูไม่เห็นมันสว่างเลย ...เอ๊า ก็มันอยู่แค่ปากทางนี่
ก็ไม่เอาแล้ว
กูไปทางเก่าดีกว่า มันเคยชิน มันก็จะปล่อย ..เห็นมั้ย กลับไปอนุสัยสันดานเดิม
คือปล่อยให้ล่องลอย ให้มัน ให้เพลิน ให้คุย ให้สนุกๆๆ สนุกไปวันๆ อยู่ไปวันๆ แบบไม่เอาอะไร
แต่มันไม่ใช่ไม่เอาอะไรแบบปล่อยวาง คือมันไม่เอาอะไรแบบเผลอเพลินไปกับมัน ...ที่ไม่เอาอะไรของมันน่ะ คือ ไม่เอาสติ ไม่เอาสมาธิ
ไม่เอาปัญญา
ก็ว่า...อยู่อย่างนี้ก็ได้ ไม่เห็นต้องเอาอะไรเลย มันไปแล้วไม่เห็นได้อะไร มันก็จะลงร่องเดิมของมัน ...แล้วพอทุกข์ล่ะก็เอาแล้ว...มรรคอยู่ไหน หาแล้ว
เริ่มแล้ว..เริ่มมาปฏิบัติ
แต่พอปฏิบัติไปปฏิบัติ...ก็เอาแล้ว จะหวนไปร่องเดิม เนี่ย มันจะมีความเคยชินเดิมมาอยู่ตลอด ...ความเพียรมันก็ถอยเข้า-ถอยออกๆๆ
ไม่ไปไหนอ่ะ
ถ้าทำความพากเพียรต่อเนื่อง
คือถ้าบอกว่า...กายใจคือกายใจ ไม่มีข้อต่อรอง ไม่มีความคิดความเห็นมาต่อรอง
กายใจคือกายใจ เนี่ย มืดก็มืดวะ เดินไปเหอะ มันก็จะเดินเข้าไปเรื่อย
แต่มันก็เดินเข้าไปท่ามกลางความไม่รู้อะไรน่ะ เพราะมันยังมืดตึ้บอยู่ จนกว่าจะ.."อ้อ" ...ถ้าอ้อล่ะหมายความว่าเริ่มเห็นแสงสว่างแล้ว
เห็นแสงสว่างในระดับนึง
นี่ก็คือมันมีช่องทางโล่งแจ้งอยู่ตรงโน้นที่ส่องสว่างมาถึง ...โห
กำลังใจนี่มาแปดสิบเก้าสิบเปอร์เซ็นต์แล้ว เข้าใจรึเปล่า พอมันเห็นอย่างงี้นี่
จิตมันจะบอกว่าให้หันหลังกลับมั้ยเล่า
ถึงแม้ไอ้เส้นทางของเก่านั่นก็เคยคุ้นเคยอยู่ แต่เห็นตรงนี้
มันบอกมันไม่หันหลังกลับแล้ว ...โอ้ย ก็เห็นมีแต่เสียงร้องระงมระงำอยู่ข้างหลังนี่
มีแต่เรื่องมีแต่ราว
มันมีแต่เป็นโศกเป็นทุกข์ มีแต่ภาระ มีแต่ห่วง มีแต่หวง ห่วง
อาลัย อาวรณ์ เศร้าโศกโศกาอาดูร ดีใจเสียใจๆๆ เดี๋ยวสุขเดี๋ยวทุกข์ๆ ...ไม่เอาล่ะ ไม่หันหลังแล้ว ไปล่ะวะ
นี่เขาเรียกว่าไม่หันหลังกลับ ...ก็เห็นแสงแล้ว ถึงไม่รู้ว่าเดินไกลรึเปล่า ไม่เห็นว่าถนนยาวมั้ย ...แต่เห็นแสงแล้วว่าไม่ออกนอก ไม่มีทางอื่น เพราะทางนี้กับแสงนี่มันตรงเป๊ะๆ
ตรง...นี่ อุชุ นี่เรียกว่าอุชุอยู่อย่างนี้
อุชุปฏิปันโน ...เมื่ออุชุ...ตรง มันก็ตรง...ตรงต่อนิพพาน คือความหมด ความสิ้น ความไม่มี ...มันยิ่งไปก็สว่าง โล่ง ว่าง แจ้ง
นั่น ไม่ต้องมีใครบอกด้วย ไม่ต้องหาคนมายืนยันด้วย ..แล้วก็ไม่ใช่ด้วยความเห็นหรือด้วยทิฏฐิใดๆ เลย ...แต่มันเห็นคาตาคาใจ อยู่อย่างนั้น ก็มันสว่าง มันแจ้งน่ะ
เพราะนั้น พวกเราอยู่กลางมหาสมุทร วัฏสงสาร ก็รีบเร่ง...การปฏิบัติภาวนานี่ ก็เหมือนนายช่างที่ต่อเรือ พวกเราก็เป็นนายช่าง ...แต่อย่าให้เป็นช่างเถอะ
ต่อได้แค่กระดูกงูเรือ...ไม่เอาแล้ว ไปเล่นน้ำดีกว่า
จะหาไม้มาตีแปะทำพื้นกระดานรองหน่อย...ก็เบื่อแล้ว
หนัก ไม่เห็นสนุกเลย เหนื่อย ไปเล่นน้ำดีกว่า ใช่มั้ย ...เพื่อนเขาก็ชวนกันอยู่นี่ เฮๆๆๆ
อยู่นี่ พ่อกับแม่ก็ชวน
แล้วก็ครอบครัวเราล่ะ หน้าที่การงานก็เรียกร้องร่ำร้องขาดเราไม่ได้ กิจการเรื่องราวต่างๆ ถ้าเราไม่ทำแล้วใครจะทำ เห็นมั้ย นี่พระก็ภาระในวัดกิจการงานวัด นั่น …เรือไม่ต่อแล้วกู
โยม – มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ ค่ะ
พระอาจารย์ – ก็ต้องมีความพากเพียร ต้องเตือนตัวเอง ว่ามาทำงานของตัวเองคือต่อเรือก่อน...นี่ภารกิจสำคัญ เพราะคำว่าต่อเรือนี่หมายความว่า
มันยังไม่ได้ฝ่ามหาสมุทรไปเลยนะ เรือมันยังไม่มีเลย
เพราะนั้นเบื้องต้นนี่คือต่อเรือให้ได้ก่อน เอาไว้ทำอะไร..เรือ ...เอาไว้นั่ง
เอาไว้อาศัยไม่ต้องว่ายน้ำข้ามมหาสมุทร มันไม่จม ...นี่ พอต่อเสร็จก็ได้นั่งเรือแล้ว ไม่ตายแน่ รอดตาย
ถ้าได้เรือแล้วรอดตาย
ไม่ตายทิ้งตายขว้างแล้ว ...เอ้า จากนั้นก็พายไป ถือหางเสือเรือไว้ ไป แต่ระหว่างไปนี่ คลื่นก็มี ลมก็มี
น้ำก็เข้า ...ต่อไม่ดีมันรั่วมันซึม
ก็คอยอุดคอยยาไว้ ศีล สติ สมาธิ ปัญญา
มันรั่วตรงไหน ก็ยามันเข้าไปๆ อย่าให้มันรั่วน้ำเข้า
โยม – มันสำคัญว่ามันต่อไม่เสร็จซักที
พระอาจารย์ – ก็มันโง่
มันไม่ทำงานที่แท้จริง ...มันไปทำงานที่ไม่แท้จริง
แล้วเข้าใจว่างานที่ไม่แท้จริงเป็นงานที่ควร ...ไอ้งานนี้ กาย-ใจๆ นี่ไม่เห็นควรเลย
เราพูดนี่จนจะเป็นพวกก่อม็อบแล้ว ก็มีแค่เนี้ย “กาย-ใจๆๆ” เอาม็อตโต้ไป “กาย-ใจๆๆ” (หัวเราะกัน) จะไปประท้วงอยู่นี่แล้ว แต่ไอ้ผู้ชุมนุมตามนี่ไม่ค่อยมีเท่าไหร่เลย บ้าอยู่คนเดียวนี่
บอกแล้วคนที่เดินไปตามเส้นทางนี้
มีน้อยนะ และไปแล้วก็ไปเลยนะ ไม่กลับมานะ เข้าใจรึเปล่า กูไม่สนน่ะ กาย-ใจๆๆ
แล้วกูเดินเข้าไปแล้วไปเลย ไม่กลับมากาย-ใจกับใครอีกแล้ว
ก็ไปหาผู้นำประท้วงกันใหม่ต่อไปแล้วกัน
มันจะพาไปไหน กูไม่รู้ เหลืองบ้างแดงบ้างเขียวบ้างส้มบ้าง กระดำกระด่างเหลืองๆ
เขียวๆ บ้าง เยอะแยะไปหมดต่อไปนี่ ใครจะไปรู้
แต่ไอ้ม็อตโต้ “กาย-ใจ” นี่มันน้อยนะ
คนตามก็น้อย ...มันไม่สนุก มันไม่ได้ไปเปลี่ยนแปลงระบอบระบบอะไรใครเลย ...คือกูไปของกูคนเดียว
(ต่อแทร็ก 7/25 ช่วง 2)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น