วันเสาร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

แทร็ก 7/28 (2)


พระอาจารย์
7/28 (550403E)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
3 เมษายน 2555
(ช่วง 2)


(หมายเหตุ  :  ต่อจากแทร็ก 7/28  ช่วง 1

พระอาจารย์ –  ทำไมพระพุทธเจ้าอยู่ดีๆ นี่ มีประเภทนี้มานั่งฟังใกล้ๆ ท่าน ...ท่านรูดใบไม้มากำมือนึงให้เอาไป บอกว่า...ความรู้ที่เรารู้นี่ เหมือนใบไม้ในป่า ทุกใบ ทุกเม็ด ทุกอย่าง...แจ้งหมด

รู้หมด ที่มาที่ไปที่เกิดที่ดับอย่างนี้อย่างนั้น ท่านรู้ทุกใบ ...แต่ท่านบอกว่า เอาแค่กำมือเดียว เอาไป ให้พิจารณาใบไม้ในกำมือ กำมือคืออะไร ขันธ์ห้า ...ก็แค่ขันธ์ห้านี่ พอแล้ว

ขันธ์ห้าคืออะไร...กายใจ ก็มีแค่เนี้ย ...จะไปรู้อะไรกันนักกันหนา จะไปหาวิธีรู้อย่างนั้นอย่างนี้ จะไปรู้ถึงโคตรเหง้าของต้นไม้มัน ตาย...กี่ชาติก็ยังไม่หมดเลย ตายเกิดกี่ครั้งก็ยังไม่รู้ ได้จบเลย

แต่ถ้าเนี่ย ขันธ์ห้า..จบ พระพุทธเจ้าบอกถ้าจบตรงนี้จบหมด จบหมดเลย จบแล้ว พอแล้ว โลกวิทู รู้แจ้งโลกน่ะ พอแล้ว ไม่ต้องไปแจ้งทุกสรรพสิ่งหรือทุกเม็ด หรือวิธีการอย่างนั้นต้องเข้าใจให้ได้ให้ตลอด

เคยเห็นดาวศุกร์มั้ย แต่ละคนเห็นแล้วไม่เหมือนกันหรอก แล้วคาดหรือสร้างภาพไม่เหมือนกัน แล้วใครถูกล่ะ ...ไม่มีใครถูก เพราะไม่มีใครเคยไปเลย ใช่ป่าว

ถึงให้เป็นนักวิทยาศาสตร์ มันก็แค่มองเห็น มันก็ไม่เคยไป จริงรึเปล่าก็ไม่รู้  แม้กระทั่งดาวที่เราเห็นนี่ มันมีอยู่รึเปล่า ใช่มั้ย เห็นแสงของมันที่สะท้อนมาเมื่อกี่ล้านๆ ปีแสงก็ไม่รู้ ดวงจริงยังอยู่รึเปล่าก็ไม่รู้

เนี่ย เชื่อได้มั้ยล่ะ นั่นน่ะ แล้วยังหาอะไรกันอยู่ ทำไมไม่หาตรงนี้ ของมีอยู่แล้ว...เป็นเศรษฐีมาตั้งแต่เกิด แต่ทำตัวเหมือนยาจก ...โง่ซะไม่มีดี 

เฮอะ มีทรัพย์อยู่เต็มยุ้งเต็มฉาง ไปขอทานเขาซะอย่างงั้นน่ะ เหมือนอดอยากปากแห้งไม่พอกิน ...มันโง่หรือมันฉลาด หือ ...พระพุทธเจ้าไม่เคยสอนให้โง่นะ 

พระพุทธเจ้าท่านสอนให้มีปัญญา นี่ มันมีอยู่แล้วกายใจเป็นสมบัติ กายใจ ...มนุสสปฏิลาโภ  ลาโภ นี่ ลาภอันประเสริฐ มีลาภเหมือนมีทรัพย์ 

นี่ๆ ยังไปอดอยากขอทาน ...“จะทำยังไงดีถึงจะได้ธรรม จะทำยังไงดีจะถึงมรรคถึงผล จะทำยังไงดีถึงจะเกิดปัญญา” ...มันมีเงินมีทองใช้ไม่เป็น มีแต่ไปแบมือขอ

แล้วก็ถูกคนอื่นเขาหลอก เอาของเก๊ของสัปรังเคมาบอกว่าเนี่ย เป็นทอง วงเล็บ..ชุบ วงเล็บ..สอดไส้  มันไม่บอกหรอก เพราะตัวมันเองยังไม่รู้เลย...ก็หลงพอกัน

เศรษฐีทำตัวเป็นยาจก ทำตัวเป็นขอทาน ทำตัวเป็นขี้ขอ ทำตัวเป็นไม่รู้จักอิ่มไม่รู้จักพอ ฮึ ธรรมมีอยู่เต็มตัว ความเป็นจริงมีอยู่ทุกขณะ เขาแสดงโดยไม่ปกปิด

ได้ยินมันเทศน์มั้ย เห็นมั้ย เขากำลังแสดงธรรม ทำไมไม่ฟัง ทำไมไม่ฟังธรรม ทำไมชอบไปฟังคำพูด ฮึ ทำไมชอบไปฟังภาษา ทำไมชอบฟังสมมุติ เฮอะ ทำไมไม่ฟังธรรม

ทำไมไม่ดูสิ่งที่เขาแสดงธรรม ทำไมชอบไปดูการกระทำของคน ทำไมชอบไปดูการกระทำของกิเลส ทำไมชอบไปฟังสมมุติ ทำไมชอบไปฟังคำพูด มันไม่ใช่ธรรม

นี่ธรรมเขาไม่แสดงตอนหลับ กับตอนไม่มีสติ ...มันไม่เห็น มันไม่ได้ยิน มีหูก็เหมือนไม่มีหู มีตาก็เหมือนไม่มีตา มีใจก็เหมือนไม่มีใจ ไอ้นั่นน่ะบ้า คนบ้า คนเมา คนหลง

นักปฏิบัติก็บ้าหนักกว่าคนทั่วไปอีก เพราะยิ่งปฏิบัติ เพื่อสนับสนุน ให้หลง ให้บ้า ให้เมา..ธรรม วงเล็บ ปลอม ...เราชอบวงเล็บ เพราะคนมันติดสมมุติ ติดรูปแบบ ติดบัญญัติ ติดท่าทาง ติดภาษา ติดสัญลักษณ์

รู้จักคำว่าสัญลักษณ์ของธรรมมั้ย อย่างนู้นอย่างนี้ๆๆ ...เนี่ย สัญลักษณ์ ทุกคนน่ะมีสัญลักษณ์...กายใจ นั่นคือสัญลักษณ์ของธรรม นั่นคือรูปแบบของธรรม นั่นคือรูปแบบของการปฏิบัติ

จะมาถามว่าวิธีการไหน อันไหนเป็นรูปแบบ จะปฏิบัติยังไง ...รูปแบบการปฏิบัติมีมาตั้งแต่เกิด เท่ากันเสมอกันจำเพาะทุกคนไป ไม่มีใครล้ำใคร ไม่มีใครต่ำกว่าใคร

แขนสองแขน ขาสองขา หัวหนึ่งหัว ตัวหนึ่งตัว ใจอีกหนึ่งดวง นี่ ออกท้องแม่มาได้เท่ากันเลย ได้รูปแบบการปฏิบัติ ได้วิธีการปฏิบัติ..เสมอกัน ไม่มีใครต่ำ ไม่มีใครล้ำหน้าใคร ไม่มีใครช้ากว่าใคร

แต่เอาหูไปนาเอาตาไปไร่ มัวแต่ไปขุดค้นหาทรัพย์สมบัติ...ขุมทรัพย์สุดขอบฟ้า ของอินเดียน่าโจนส์ แล้วก็อยู่กับตัวเองเหมือนปู่โสมเฝ้าทรัพย์ ไม่รู้จักทรัพย์ที่มี

ไม่ใช่ได้มาง่ายๆ ทรัพย์อันนี้ เนี่ย ได้โอกาส ได้ความพอดีแล้ว แต่จะใช้เป็นมั้ย ...มันถึงต้องมีคนบอก มาบอก...แล้วก็ไป ไปแล้ว...แล้วก็ไม่กลับอีกด้วย จะทำยังไง 

น่าเสียดายนะ น่าเสียดายชีวิตที่ล่วงไปนะ ...แล้วจะเจอใครล่ะ มันหลากสี เยอะแยะนะ ดูดีด้วย น่าเชื่อด้วย ใช่มั้ย ...นี่ยังเชื่อไม่รู้กี่ขบวนแล้ว (โยม – เชื่อคนง่าย)

เพราะเป็นคนหลายใจ มันไม่ใจเดียว มันไม่เป็นใจหนึ่ง มันเป็นคนมักง่าย ใจง่าย หลายใจ ใช่ป่าว (โยม – ค่ะ ใช่ค่ะ) ...ก็บอกถ้าใจหนึ่งใจเดียวนะ ไม่ไปหรอก

อยู่ตรงนี้ เด็ดเดี่ยวกล้าหาญ รักเดียวใจเดียว ไม่หลายใจ ไอ้นู่นก็เอา ไอ้นี่ก็อยากได้ ไอ้โน่นก็หล่อดี ไอ้นั่นก็งามดี ไอ้นั่นก็ดูประณีต ไอ้นั่นก็น่าจะใช่นะ น่าจะเร็วกว่านี้

มันหลายใจ มักง่าย ใจง่าย ใจเบา ใจโลเล ใจไม่เป็นหนึ่ง ใจไม่อาจหาญ ใจไม่แน่วแน่ ใจไม่จริง ใจไม่ตั้งมั่น ใจไม่หนักแน่น ใจหวั่นไหว ใจไม่ตรง ใจคดใจงอ คดในข้องอในกระดูก

มีอะไรก็เหมือนเถาไม้เลื้อย เลื้อยไปเลื้อยมา มีอะไรให้จับก็จับก็เกาะ ไม่จับก็เกาะ เกาะๆ แกะๆ ไปออกดอกออกผลตามเถาตรงโน้นตรงนี้เยอะแยะไปหมด ...นั่นแหละจิต

จิตไม่ใช่ใจ ใจล่ะเป็นหนึ่ง ...ก็ต้องเอาจิตให้เป็นหนึ่งอยู่กับใจ ดูซิมันจะตายมั้ย ไม่ได้มรรคผลก็ไม่เอา ..ไม่เอา ไม่เชื่อจิตที่มันสร้าง ที่มันหลอก ที่มันบอก ที่มันสอน

เอาจิตรู้นั่นน่ะเป็นตัวบอกตัวสอน นั่นน่ะเขาเรียกวิถีแห่งรู้ นั่นเขาเรียกวิถีแห่งมรรค วิถีแห่งมรรคก็คือวิถีแห่งรู้ ...เมื่อวิถีแห่งรู้แล้วก็ดำเนินไปในองค์มรรคด้วยวิถีรู้นี่แหละ จะเข้าสู่วิถีแห่งความรู้แจ้ง

ไม่ใช่วิถีแห่งจิต ถ้าวิถีแห่งจิตล่ะก็..ไม่สุขก็ทุกข์ เอาเหอะ มีอยู่สองอย่าง ไม่สุขมากก็ทุกข์มาก ไม่สุขน้อยก็ทุกข์น้อย ไม่สุขน้อยก็ทุกข์มาก ไม่สุขมากก็ทุกข์น้อย ...มีอยู่แค่นั้นแหละ วิถีแห่งจิต

ทำกันไปเหอะ เดี๋ยวก็ได้เดี๋ยวก็ไม่ได้ๆ เดี๋ยวก็พอใจเดี๋ยวก็ไม่พอใจ เดี๋ยวก็ดีใจ เดี๋ยวก็เสียใจ เดี๋ยวก็น้ำตาไหล ทำไปเถอะ ให้จิตมันพาไป ขึ้นเขาลงห้วย ลงนรกขึ้นสวรรค์ บ้ากับมันไปเหอะ ภพเยอะแยะมีให้เลือก

แต่ถ้าอยู่ในวิถีแห่งรู้นี่ ไปด้วยความโล่งโปร่ง ว่างเปล่า ไม่ได้อะไร สุขก็ไม่มี ทุกข์ก็ไม่มี ไปด้วยความราบเรียบ ไม่มีรสชาติ...แต่บริสุทธิ์ ...ความบริสุทธิ์น่ะไม่มีรสชาตินะ

เพชรดีน่ะเขาต้องไม่มีสี เขาถึงเรียกว่าเพชรน้ำเอก เพชรน้ำหนึ่ง ...เข้าใจคำว่าน้ำหนึ่งมั้ย ไม่มีน้ำสอง ถ้ามีน้ำสองแสดงว่ามีใย มีขนแมว มีรอย มีตาน้ำ

แน่ะ ถ้าเป็นเพชรก็เพชรน้ำหนึ่งน่ะ ใจนี่เป็นเพชรน้ำหนึ่งนะ ...จิตน่ะมันสับปลับ จอมปลอม แล้วมันก็สร้างธรรมสับปลับ ธรรมจอมปลอม

ไอ้พวกเราก็เลยเป็นปลวก อยู่ในจอมปลวกซะอย่างงั้น อาศัยอยู่ในจอมปลวก ไม่มีสาระแก่นสารใดๆ ...ถ้าเป็นมอดก็มอดอยู่กับคัมภีร์ ได้แต่กัดกินคัมภีร์ไป คงไม่ได้มรรคผลนิพพานหรอก

ได้แต่อิ่ม...กับหิว อิ่มกับหิว คัมภีร์ไหนมันก็แทะ สมมุติบัญญัติไหนมันก็เอาเป็นอาหาร ...ไม่ปลวกก็มอด สองอย่าง แล้วก็อิ่มกับหิว อดอยากๆๆๆ ปากแห้งมั้ย

อยู่กับธรรม...ไม่เห็นธรรม ไม่รู้ธรรมนี่ เสียชาติเกิด ...มัวแต่ไปค้นธรรมคนอื่น มัวแต่ไปหาธรรมที่อื่น เสียเวลานะ ...ไม่มีอะไรก็ลมหายใจเข้าออก วูบๆ วาบๆ ดูมันเข้าไป 

เนี่ย ลมพัดวูบ...ดู ขยับที...รู้...ดู กลืน...รู้ กิน...รู้ หยิบจับ...รู้ เหลียวหน้าแลหลัง...รู้ แค่เนี้ย ไม่ต้องไปสนใจเรื่องอื่น ...เพราะนี่คือความเป็นจริง นี่คือของจริง นี่คือสิ่งที่ปรากฏจริง เป็นปัจจุบันจริง 

ปัจจุปันนัญจะ โย  ธัมมัง ตัตถะ ตัตถะ วิปัสสติ...เท่านั้นน่ะ เพราะธรรมมีอยู่จริงที่นี้ที่เดียวเท่านั้น ไม่มีในที่อื่นเลย ...และต้องเห็นธรรมในที่นี้ จนถึงที่สุดของธรรมว่าคืออะไร

นั่นแหละ จึงจะสำเร็จในงานของมรรค จนเห็นว่าทุกสิ่งที่อยู่ในปัจจุบันนี้ ไม่มีอะไรมีอยู่จริง ทั้งหมดเลย นั่นแหละจึงเรียกว่าจบกิจที่พึงกระทำในมรรค

ยังไปหาอะไรมากินมาเสพอีก มอด ปลวก ให้มันกินเข้าไปเถอะ มันไม่อิ่มหรอก มันอยู่คู่กับโลกน่ะ ...หยุดอยู่ในปัจจุบัน เห็น..แค่ปัจจุบัน รู้..เท่าที่ปัจจุบันปรากฏ แค่นั้นแหละ ไม่เห็นมันยากตรงไหน

ไอ้ที่มันยากเพราะจิต ไอ้ที่มันยากเพราะไม่เห็นจิต ไอ้ที่มันยากเพราะตามจิต ...ถ้าละจิตได้ เท่าทันจิตได้ แล้วจะรู้ว่า ธรรมนี้จริง ...แล้วจะรู้ว่า ไอ้ที่หาน่ะไม่จริง

เมื่อใดยังไม่เท่าทัน แล้วก็เราอยู่กับจิต จะไม่รู้ว่าธรรมนี้จริง แล้วมันจะเข้าใจว่าไอ้ที่หาน่ะมีจริง จะเหนื่อยนะ จะยากนะ เพราะมันหาไม่เคยเจอสักที ทำก็ไม่เคยถึง ได้ก็ไม่เคยเต็ม มันมีรูรั่วอยู่ตลอด

ให้ต่อเรือน่ะ...ไม่ใช่เอากาบกล้วยมาต่อ มันไปไม่ไกลหรอก โยม อย่าไปคิดว่ากาบกล้วยมันจะพาข้ามโอฆะสงสารได้ ...ไปไม่รอดหรอก

ความจริงเท่านั้น...จึงจะสอนจิตสอนใจได้ ความจริงเท่านั้น...จึงจะเข้าไปละความไม่จริงได้ ความจริงเท่านั้น...จึงจะเห็นความไม่จริงชัดเจน

แล้วจะรู้เลยว่า ตลอดชีวิตที่ผ่านมาจนถึงขั้นนี้ ...ที่ผ่านมาทั้งหมด มันอยู่กับความไม่จริงตลอดเวลา ยี่สิบสี่ชั่วโมง ...หลับยังฝัน

น่าเสียดาย...ถ้าตายตอนนั้น มันก็จะมาเกิดอยู่ในโลกที่ไม่มีความเป็นจริง แล้วก็มาสุขๆ ทุกข์ๆ ตามความไม่จริงที่สร้างขึ้นในโลกนี้

เอาแล้ว พอแล้ว ไปฝึก ...ต้องทำ ทำด้วยการ ตัด ละ ถอนออก...ในการที่มันทะยานออกไป


.................................




ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น