พระอาจารย์
7/24 (550403 A)
3 เมษายน 2555
(ช่วง 1)
(หมายเหตุ : แทร็กนี้แบ่งการโพสต์เป็น 2 ช่วงบทความ)
พระอาจารย์ – ก็อยู่กับกาย อยู่กับใจ อยู่กับตัวเอง ...ฟังอะไร ได้ยินอะไรก็ไม่ต้องคิดตาม ไม่ต้องหาถูกหาผิด ...ถ้าไม่อยากให้ถูกบ่นก็ไม่ต้องมาเกิด ก็แค่นั้น
ถ้ามาเกิดมันก็ต้องเจอสภาวะอย่างนี้
ถือเป็นเรื่องปกติในโลก ...ก็..เดี๋ยวก็ตายกันหมดแล้ว เก็บอะไรไว้ไม่ได้หรอก อย่าไปเก็บ
อย่าไปหาถูกหาผิดกับสิ่งที่มันไม่มีคำว่าถูก ไม่มีคำว่าผิด
การภาวนาก็มีแต่เรียนรู้สิ่งที่ปรากฏในปัจจุบัน...ก็มีอยู่แค่นั้น ไม่เห็นมันจะมากเรื่องตรงไหน มันไม่ใช่ว่าจะต้องไปทำอะไรให้มีอะไรในอดีต-อนาคต
ปัจจุบันมีอะไรปรากฏ มีเสียง...ได้ยินก็รู้ว่าได้ยิน เขาหยุดพูดก็รู้ว่าหยุดพูด
เสียงดับก็รู้ว่าเสียงดับ ...ก็มีอยู่แค่นั้น ไม่เห็นมันจะต้องไปเยิ่นเย้ออะไรเลย
ถ้ามันปฏิบัติอยู่ในหลักของปัจจุบัน
รู้เห็น..ละ รู้แล้วก็ละ รู้ปัจจุบัน เห็นปัจจุบัน แล้วก็ละปัจจุบันตรงนั้นไป ...จริงๆ มันไม่มีอะไรมาติดมาข้องอยู่แล้ว
มีแต่จิตที่ไม่รู้นั่นแหละที่ไปติดไปข้องกับมัน
มันดับไปแล้วก็ไม่ยอมให้มันดับ
มันยังไม่ทันเกิดก็ไปสร้างให้มันเกิด ...เนี่ย จิตไม่รู้ทั้งนั้นแหละ มันหาเรื่อง
มันสร้างเรื่อง มันหาเรื่องเป็นทุกข์ทั้งนั้น
ถ้ามันอยู่ด้วยจิตที่รู้ ไม่ได้อยู่ที่จิตที่หลงหรืออยู่ที่จิตไม่รู้นี่ ...มันก็จะเห็นความเป็นจริงในปัจจุบัน...มันมีแค่นี้ รูปก็ส่วนรูป เห็นก็ส่วนเห็น ...มันก็แยกกัน
มันก็เหมือนเป็นแผ่นอะไรข้างหน้าลูกตาแค่นั้นเอง แล้วก็มีตาเป็นตัวถ่ายทอด
แล้วก็มีใจรู้ ก็แค่นั้น ...รูปมันก็แวบไปแวบมา มันเป็นแสงแค่นั้นเอง เป็นการสะท้อนแสงของรูป
ในหลักของความเป็นจริง
แต่จิตมันเข้าไปหมาย
เป็นสัตว์เป็นบุคคลขึ้นมา ...ซึ่งถ้าไม่ไปหมายอะไร มันก็เป็นแค่รูป รูปภาพ เกิดๆ ดับๆ
มันเป็นเหมือนรูปภาพ มันก็เป็นแค่รูปภาพ มันไม่มีอะไรสมควรไปจริงจัง
เพราะนั้นว่าปัญญาอย่าไหลอย่าหลงไปกับจิต
ให้รู้ ให้ทัน แล้วก็ละออกไป คิดไปในอดีตก็ละ คิดไปในอนาคตก็ละ
มีความเห็นความเห็นอะไรขึ้นมา...ต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง...ต่อบุคคลใดบุคคลหนึ่งขึ้นมา...ก็ละ
ดี-ร้าย ถูก-ผิด...ไม่เอา ไม่ไปหมาย ไม่ไปกำหนด ไม่ทำตัวเป็นพญายม
จะไปชำระโทษให้คนนั้นคนนี้ ...เป็นพญายมรึเปล่า
ถ้าไม่ได้เป็นก็ไม่ต้องไปหาเหตุหาผลเอาถูกเอาผิดกับใคร ไม่ต้องไปตัดสินอะไร
ให้กลับมาสงบตั้งมั่นอยู่ภายในกายใจ
เป็นปกติธรรมดา ...มันไม่ได้วิเศษวิโสอะไรหรอก มันก็เป็นปกติธรรมดา รู้เห็นธรรมดา
อยู่กับรู้เห็นธรรมดา...กับกายที่เป็นธรรมดา
ร้อนก็ร้อน หนาวก็หนาว ตึงก็ตึง
แข็งก็แข็ง นี่ ...ก็มารู้เห็นเป็นธรรมดากับกายที่เป็นธรรมดาของมันอยู่แล้ว
ไม่เห็นเป็นดีเด่ตรงไหน ไม่เห็นเป็นวิเศษวิโสตรงไหน
แต่มันไม่เป็นทุกข์
ไม่ไปเป็นทุกข์กับอะไร เพราะไม่มีจิตไปเป็นทุกข์ เพราะไม่มีจิตที่ไปหมายกับสิ่งใด ...มันจะเป็นยังไงก็ช่าง อย่าไปเชื่อมัน อย่าไปหลงตาม ความคำนึง ความคิด เหตุและผลใดๆ
แล้วก็มาสำเหนียก รู้ตรงลงที่กายไว้
รู้จำเพาะกาย รู้จำเพาะใจ ...นั่นแหละ ในขณะที่รู้จำเพาะกาย ก็รู้ด้วยความแยบคาย
เห็นด้วยความแยบคาย...ในกาย
มันก็จะเห็นว่ากายเป็นสิ่งหนึ่ง ไม่ใช่ใคร
ไม่ใช่สัตว์ไม่ใช่บุคคล เห็นว่ามันเป็นกลาง เป็นธรรมชาติ เป็นอาการเท่านั้น ...นี่ เมื่อรู้อยู่กับกายปัจจุบัน
ก็รู้ด้วยความแยบคายด้วยโยนิโสมนสิการ ถี่ถ้วน ลึกซึ้ง
ไอ้ที่ควรจะถี่ถ้วนน่ะต้องถี่ถ้วนตรงนี้ ไม่ใช่ไปถี่ถ้วนในอากัปกิริยาของสัตว์และบุคคลภายนอก ...ไอ้นั่นน่ะเขาเรียกว่าจับผิด มันเป็นอาการจับผิด
มันเป็นจิตที่สร้างอกุศลกรรม สร้างความผูกพันต่อเนื่อง เป็นจิตที่พาไปเกิด
หมุนวนไม่จบไม่สิ้น วันนี้ดี พรุ่งนี้ไม่ดี วันนี้ดีน้อย
พรุ่งนี้ดีมาก ...มันเอาแน่เอานอนไม่ได้หรอกจิต
อากัปกริยาของสัตว์มนุษย์
กิเลสของมนุษย์ก็ไม่เหมือนกัน แปรปรวน แปรเปลี่ยนไปเรื่อย สามวันดีสี่วันร้ายก็ได้
มันไม่มีความแน่นอนหรอก มันไม่มีสาระ จะไปเอาอะไรมาเป็นสาระ
เพราะนั้นเอาเวลามาทุ่มเทลงที่กายใจ
สำเหนียกลงที่กายใจ แยบคาย ถี่ถ้วนลงที่กายใจมากๆ ...ก็อยู่กับมันมาตั้งแต่เกิด แล้วก็จะต้องอยู่กับมันจนวันตาย
ยังไม่รู้แจ้งเห็นจริงในกายนี่ บอกแล้วว่า...เสียชาติเกิด
เพราะกายนี่...เป็นที่ติดข้องมานับภพนับชาติไม่ถ้วน
มันถึงมาอาศัยรูปกายอยู่นี่..ซ้ำซากจำเจ ไม่รู้กี่ภพกี่ชาติ มันก็มาเกิดเป็นคน
ไม่เกิดเป็นคนก็เกิดเป็นหมา เป็นสัตว์
มันก็มาติดรูปนี่ ติดกาย ดินน้ำไฟลม
มหาภูตรูปสี่ มันยังไม่แจ้ง ยังไม่จริงสักที ...แล้วยังเอาเวลาไปหมักไปดอง ไปจมอยู่กับความคิดความคำนึง
อดีตอนาคต เรื่องราวของคนนู้นคนนี้
มันไม่มีสาระ ก็ถึงบอกมันไม่มีสาระ ...มันไม่มีหนทางที่จะเกิดปัญญาได้เลย ไม่มีการหลุดการพ้น ไม่มีการรู้แจ้งแทงตลอดในภพ...ในโลกเลย
เอาเวลาที่มันเสียไปหมดไปนี่
มาตั้งมั่นอยู่ภายในกาย แล้วก็เห็นอาการของใจรู้ใจเห็น...สองอย่าง หยั่งลงไว้ หยั่งลงบ่อยๆ
อย่าให้มันออกไป...จิต เผลอมันก็พาออกแล้ว
คราวนี้ว่าเวลาหยั่งลงไปในกาย
ไอ้เวลาทำงานทำการนี่ ความคิดความเห็นมันก็มี มันไม่หาย มันไม่ดับไปหรอก
แต่อย่าไปจดจ่อจริงจังกับมันจนเกินไป ระลึกรู้อยู่กับตัวไว้ ประกอบไว้อยู่เสมอ
เมื่อเวลามาอยู่คนเดียว หมดภาระหน้าที่ ก็พยายามจดจ่อ มุ่งมั่น ดูที่กายอันเดียว
ให้ชัดเจน ให้ชัดในกายในใจ เห็นความเป็นธรรมหนึ่งจริงๆ
เห็นความเป็นธรรมชาติที่แท้จริง...ให้ชัด
เมื่อมันจดจ่อชัดเจนอยู่ที่กายที่เดียวแล้วนี่ ไอ้ความคิด ความเห็น อารมณ์อะไรนี่ มันก็สลายดับไปเอง จางคลายหายไปเองน่ะแหละ มันก็เหลือแต่สองสิ่ง...โดดเด่นอยู่ในท่ามกลางความว่างเปล่า
มันก็จะเห็นความเป็นกาย..ที่เป็นธรรม
อย่างชัดเจน ...กายที่เป็นธรรม ก็คือเป็นธรรมชาติ กายธรรมชาติ กายที่เป็นธรรม ก็คือกายที่เป็นธรรมดา
กายที่เป็นธรรมดา ธรรมชาติ ...ก็คือกายที่ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล กายที่ไม่ใช่เรา ไม่ใช่เขา ...นั่นแหละ มันก็เห็นกายตามความเป็นจริง
ในขณะที่มันเห็นแค่สองสิ่งชัดเจนโดยสมาธิที่ตั้งมั่น
เป็นหนึ่ง จดจ่ออยู่ที่กาย จดจ่ออยู่กับใจ ไม่ไปหมายในที่อื่น ...นั่นเขาเรียกว่าเป็นหนึ่ง ตั้งมั่น ก็เป็นสมาธิ
เมื่อสมาธิมันแข็งแรง แข็งแกร่ง
ตั้งมั่น มันก็จะชัด ...ไอ้ตัวจิตหนึ่งนี่ มันก็คือตัวจิตรู้
ไม่ใช่จิตหลง ไอ้ตัวจิตรู้นี่ มันก็จะไปสอนจิตหลง ให้มันเห็นความเป็นจริงของกาย
เพราะทั้งวันที่หลงนี่ มันจะเห็นกาย...ตามที่มันว่า ตามที่มันเชื่อ
ตามที่จิตไม่รู้มันว่า ตามที่จิตไม่รู้มันบอก..เป็นสัตว์เป็นบุคคล
เป็นชื่อนั้นเป็นชื่อนี้ เป็นคนดีคนร้าย
เนี่ย ทั้งวันมันจะอยู่กับจิตหลง
แล้วก็ไปบอกว่ากายเป็นอย่างนั้น กายเป็นอย่างนี้ กายเขาอย่างนั้น กายเราอย่างนี้
รูปอย่างนั้นรูปอย่างนี้ ชื่ออย่างนั้นอย่างนี้
แต่ในขณะที่มันอยู่หรือว่าตั้งมั่น ไม่ได้ไปเอาจิตไม่รู้ออกไปหมายกับอะไร กับกายคนอื่นหรือแม้กระทั่งกายของเราเอง
ด้วยความคิด ด้วยความเห็น ด้วยการพิจารณาอะไรก็ตาม
มันก็เป็นจิตที่มารู้กายตามความเป็นจริง กายที่เป็นธรรมชาติที่แท้จริง
กายที่เป็นกลาง เป็นธาตุ...ที่เป็นกลาง ...ตรงนี้ที่จิตมันรู้อย่างนี้
มันจะไปสอนไอ้จิตไม่รู้...เพื่อให้คลาย เพื่อให้หาย เพื่อให้วางความเห็นผิด
มันต้องอาศัยจิตรู้นั่นแหละ
รู้อยู่อันเดียวโดยไม่คิดไม่หา เนี่ย มันจึงจะไปเพิกถอนจิตที่ไม่รู้
หรือว่ารู้แบบโง่เขลา รู้แบบผิดๆ ต่อกาย คือรู้ด้วยความหมายมั่น รู้ด้วยความอยาก
รู้ด้วยความเห็นมากมาย
จิตมันสอนจิต...ด้วยสติ ด้วยสมาธิ ด้วยปัญญา ...ความละ ความวาง
ความจาง ความคลายในตัวจิตเอง มันก็เกิดขึ้นไปตามลำดับ ...มันละด้วยการที่จิตรู้นั่นแหละไปละจิตไม่รู้
แล้วคราวนี้ก็ไปสำรวจตรวจดูเอาเองว่า...จิตรู้มันมากกว่าจิตไม่รู้ หรือว่าจิตไม่รู้มันมากกว่าจิตรู้ ...นั่นล่ะคือผล
ถ้าตราบใดที่ยังมัวเมาลุ่มหลงไปตามอาการของจิต
ไม่มาเอาจิตรู้ไปสอนจิตหลง ไม่เอาจิตมาเห็นจิตตามความเป็นจริง
ไม่เอาจิตหนึ่งไปเห็นจิตที่เกิดมาจากความไม่รู้
มันก็หมายความว่านั่นคือการพอกพูนความไม่รู้ ...จิตมันจะพอกพูนความไม่รู้ขึ้นมาทับถม ปิดบัง
หนาแน่น ...มันก็มีความยึดมั่นถือมั่นมากขึ้น
เหมือนเวลามือเราเลอะนี่
เวลามือเราเลอะอะไรก็ตาม...ถ้าเอาน้ำสกปรกมาล้างนี่ มือมันจะสะอาดขึ้นไหมล่ะ มันก็ไม่สะอาดขึ้นมาจริงๆ ได้หรอก
เหมือนกันน่ะ กับการที่เอาจิตที่คิดที่ปรุง...ไปหาเหตุหาผล
หาทาง หาวิธีการ หาการกระทำ หาทางแก้ปัญหาด้วยความคิดความเห็นอะไรพวกนี้
มันก็เหมือนเอาน้ำสกปรก มาล้างมือที่สกปรก ...แล้วหวังว่า คาดว่า เข้าใจเอาเองด้วยความไม่รู้ว่า มันจะสะอาดขึ้น
เพราะนั้น เวลาที่ดูเหมือนว่าแก้ปัญหาได้
ดูเหมือนว่าคิดแล้วปฏิบัติตามแล้วได้ผล ...มันก็คือว่าไอ้น้ำสกปรกมันไปล้างไล่ขี้โคลนที่ติดที่มือนั้นออก ...แต่ว่ามือก็ถูกน้ำที่สกปรกนั่นน่ะชโลมอยู่
แล้วมันก็เข้าใจว่า...มันได้ผล ใช้ได้ผล ...แต่สุดท้ายมันก็..เอ๊ะ สงสัย ลังเล ทำไมมันไม่วาง ไม่จาง
ไม่คลายออกซักที ...ทำไมมันถึงว่ามันเป็นอย่างนี้
เพราะจิต อาการของจิตน่ะ มันเกิดมาจากอวิชชา ...อวิชชาเป็นต้นเหตุ อวิชชาคือความไม่รู้เป็นต้นเหตุของอาการของจิต อาการไป อาการมา
อาการคว้า อาการปรุง อาการแต่ง
พวกนี้ มันเกิดจากอวิชชาเป็นต้นตอ เป็นหัวหน้า
เป็นผู้บงการ ก็คือความไม่รู้น่ะมันเป็นตัวบงการ ...แล้วจะเอาความไม่รู้นี่
มาทำให้เกิดความรู้แจ้ง และเกิดการข้ามพ้นหรือว่าเหนือปัญหานี่ ...ไม่มีทาง
เพราะฉะนั้น ถ้าอยากจะออกจากปัญหา
เหนือพ้นปัญหา หรือว่าออกนอกเหตุ ออกนอกปัญหานี่ ...คือต้องละที่ตัวมันเลย
คือละที่ตัวจิต คือไม่เอาจิตไม่รู้ไปทำงาน หรือไปอาศัยจิตไม่รู้เป็นตัวนำทาง
ไม่อย่างนั้นมันก็จะนำไปนู่น เข้ารกเข้าพง ออกไปธุดงค์ไปเรื่อย
ไม่รู้ว่าที่ไหนคือที่สงบของมันหรอก ไม่รู้ว่ามันจะหยุดตรงไหน ไม่รู้มันจะได้ผลตรงไหน
ไม่รู้มันจะพอเวลาไหน ...มันไม่จบ
ฉะนั้นก็ต้องเอาจิตรู้เท่านั้นน่ะ
ไปละจิตหลง ...เอาจิตรู้นั่นแหละ ที่เป็นจิตหนึ่ง จิตที่อยู่ในปัจจุบัน
ที่ตั้งมั่นอยู่กับปัจจุบัน เรียกว่าจิตรู้...มันก็รู้อยู่ อยู่กับกายใจนี่
คือจิตที่มันไม่ไปไหน
เหมือนกับถูกบล็อกไว้ ถูกล็อคไว้ ไม่ให้มันส่าย ไม่ให้มันแส่...เขาเรียกว่าสมาธิ ...ให้มันตั้งมั่นอยู่กับกายใจปัจจุบัน มันก็อยู่ท่ามกลางกายใจปัจจุบัน
(ต่อแทร็ก 7/24 ช่วง 2)


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น