พระอาจารย์
7/28 (550403E)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
3 เมษายน 2555
(ช่วง 1)
(หมายเหตุ : แทร็กนี้แบ่งการโพสต์เป็น 2 ช่วงบทความ)
โยม – อาจารย์ขออนุญาตถามค่ะ
พอดีก่อนหน้านี้ได้สนทนากับพระศรีลังกาค่ะ แล้วก็คุยกันถึงเรื่องการปฏิบัติ
แล้วท่านก็พูดถึงว่า มันมีกามราคะ แล้วก็มีอาสวะอย่างนี้ค่ะ ก็คือว่าแลกเปลี่ยนกัน
แล้วก็บอกว่า เออ กิเลสอะไรก็มีอยู่ทุกอย่าง แต่ว่าเรารู้สึกว่ามันไม่ใช่เรา เราเห็นเฉยๆ
อย่างนี้ค่ะ
ทีนี้ท่านก็เลยถามว่า
ถ้าพระอริยเจ้าที่ท่านสูงขึ้นไป กิเลสตรงนั้นมันสิ้นไปได้ยังไง
ทุกวันนี้เราแยกเป็นผู้รู้กับกิเลส เราก็ไม่ได้ไป serve ว่ามันเป็นเรา แล้ววันนึงไอ้กิเลสตรงนี้มันหมดไปยังไงน่ะค่ะ
พระอาจารย์ – ตัวมันไม่มีอยู่แล้ว ที่มันมีขึ้นเพราะความไม่รู้ ...เพราะความไม่รู้นี่ จึงไปสร้างความเป็นหมอกมัว
เข้ามาห่อหุ้มมัน
เมื่อใดที่เห็นความดับๆๆ
ไม่มีอะไรในการที่มันปรากฏขึ้นมานี่แหละ คือเป็นอนัตตาหมด ตรงเนี้ย
มันจะเข้าไปทำลายไอ้หมอกมัวที่เป็นเหตุให้เกิดอาการพวกนี้ในตัวของมันเอง
เหมือนจิตเห็นจิต แล้วก็จิตฆ่าจิต
เข้าใจมั้ย ...เมื่อกี้ก็บอกแล้วว่า จิตรู้นี่เข้าไปทำลายจิตไม่รู้
มันจะทำลายของมันอย่างนี้ เพราะจริงๆ ไอ้จิตไม่รู้นี่ มันไม่รู้ว่าไม่มีอะไร
แต่มันเชื่อว่ามันมี
ทำไมมันถึงออกมาเป็นจิต เพราะมันต้องหาอะไร
มันออกไปหาอะไร เพราะมันเข้าใจว่าในอะไรมันมี มันมีในอะไรนั้น ...แต่จริงๆ มันไม่มีไง
เพราะความเป็นจริงมันไม่มี
เพราะนั้นพอเราตั้งมั่นอยู่แล้วไม่เชื่อมัน
แล้วก็เห็นความดับไป ...มันก็มีจิตรู้ เห็นความดับไป แล้วก็ไม่มีอะไรในสิ่งที่มันหา หรือมันเชื่อ หรือมันคาดว่าน่าจะมี หรือคิดว่ามี
ตรงนี้ มันจะทำให้ความไม่รู้...ที่มันสร้างเป็นหน่อเนื้อเชื้อไขในการก่อเกิด ในการแสวงหาอะไรออกมา ...มันหมดกำลังในตัวของมันเอง เหมือนกล้วยออกเครือ
เหมือนม้าอัสดรออกจากท้องแม่ มันจะเป็นอย่างนั้น เข้าใจรึเปล่า
เพราะนั้น
จะไปอยู่ที่รู้อย่างเดียวไม่ได้ ...ต้องให้มันเห็นสิ่งที่ปรากฏด้วย เพื่อสอนตัวมันเอง
สอนตัวจิตที่ไม่รู้ด้วย...ว่าไม่มีอะไรในกอไผ่ แล้วมึงจะหาอะไร
แต่ถ้าไม่บอกมันว่าไม่มีอะไรในกอไผ่
หรือไม่มีใครไปสอนให้มันเชื่อว่าไม่มีอะไรในกอไผ่ ...มันก็ยังหาอะไรในกอไผ่ต่อไป ...ไม่ว่ากอไผ่ หรือกอกก กอหญ้า กออะไร
มันก็หาไปเรื่อยน่ะ...ว่ามันต้องมี
มันน่าจะมี คิดว่ามี มันไม่มีหยุดหาหรอก เพราะเคยเข้าใจว่ามันเคยได้เคยมีอยู่ ...ไอ้ตัวนี้ก็คือกลุ้มรุมอยู่หน้าใจอยู่ตลอด เป็นหมอกเป็นเมฆ
แล้วก็เชื่อน่ะ ทำเองได้เองแล้วก็เชื่อด้วยว่าได้ ...ไอ้เชื่อว่าได้ก็คือเอากลุ้มรุมเข้ามาอีก มีความเชื่อที่หนาแน่นขึ้น จริงจังขึ้น
เที่ยงขึ้น จับต้องได้ ควบคุมได้
ก็ว่าทำได้ ทำมากับมือ คิดมากับมือ
ทำตามความคิดน่ะได้ผลเลย ทำตามความเห็นนี่ได้ความสุขได้ความทุกข์มาเลย เนี่ย มันจะไม่รู้สึกจริงยังไง ...นั่นแหละคือการพอกพูนอวิชชา
เพราะนั้นจะละยังไงล่ะ ...จะละความไม่รู้...ก็ต้องละด้วยความรู้...ให้รู้ว่ามันไม่มีอะไร มันไม่เที่ยง มันเป็นทุกข์
มันเป็นอนัตตา ...ถ้ามันไม่เห็นไตรลักษณ์ มันไม่มีทิ้งตัวมันเองหรอก
ยังไงๆ ก็ไม่มีวิธีเรียนลัด ...ต้องเห็นไตรลักษณ์เท่านั้น มันจึงจะยอม จิตดวงนี้ จิตไม่รู้ดวงนี้ …เพราะมันเป็นความจริงที่เถียงไม่ได้ มันเถียงไม่ได้เลย ...นั่นเรียกว่าสัจธรรมเป็นกฎตายตัว
เพราะมันชอบอ้างข้างๆ คูๆ อยู่เรื่อย
อ้างเหตุและผลอย่างนั้นอย่างนี้ วิธีอย่างนั้น เดี๋ยวถ้าละอย่างนี้แล้วมันจะไม่ได้อย่างนั้น
ถ้าทำอย่างนี้จะไปติดตรงนั้น
จิตทั้งนั้นน่ะ มันพ่นออกมา มันสาระแน ความคิดความเชื่อ ความน่าจะเป็น ความควรจะเป็น ถูก-ผิด ...แต่มันไม่รู้เลยตัวมันเองไม่มีอะไร เหมือนลมๆ เข้าใจมั้ย
แต่พอมีจิตรู้อีกตัวนึงเห็นอยู่ แล้วไม่ไปใยดี
ไม่ไปอินังขังขอบกับมันสิ จะเห็นเลยว่า...เออ เฮ้ย ลักษณะของจิตมันเป็นเช่นนี้เอง
ลักษณะมันเป็นเช่นไร...เกิดขึ้นมาโดยไม่มีตัวไม่มีตน
ตั้งอยู่ด้วยความไม่มีตัวไม่มีตน ดับไปโดยที่ไม่มีตัวตนที่แท้จริง ...นี่คือลักษณะของมันที่แท้จริง
นี่คือว่าเห็นจิตตามความเป็นจริง...แล้วละ
ไม่ไปอินังขังขอบกับมัน อย่าไปอินังขังขอบกับมันสิ ...ที่คิดว่าจริง คิดว่าน่าจะจริง เอามาให้ดูหน่อย
อยู่ไหน ฮึ
เอามาให้ดูเลย เอามาให้ดูสิ ไหนล่ะ อดีตอยู่ตรงไหน
อนาคตอยู่ตรงไหน ผลที่จะได้จากการกระทำนี้ เอามาให้ดูก่อน ...มันไม่มีใช่ไหม
ยังไม่มีอะไรเลยใช่มั้ย (ค่ะ)
แล้วมีอะไรล่ะตรงนี้...มีลมหายใจมั้ย
มีตูดมีก้นมั้ย มีมือมีแข้งมั้ย มีเย็นมีอ่อน...มีมั้ย เนี่ย อันไหนจริง
อันไหนไม่จริง ...เราถึงบอกว่าอย่าทิ้งของจริงนะ
ถ้าทิ้งของจริงมันจะไปอยู่กับของไม่จริง
แล้วไปอยู่กับของไม่จริงจนโง่งมงายเมื่อไหร่
มันจะหลงของไม่จริงจนเชื่อว่ามันจริง แล้วก็จะดั้นด้นค้นเข้าไปๆ
ดันทุรังเข้าไปอยู่ในนั้นน่ะ ในจิตนั่นน่ะ ในความเห็นความเชื่อของมันน่ะ
มันก็มืดๆ มืดลงไปเรื่อยๆ สงสัยลังเลๆ นั่นน่ะมืดมั้ย ขุ่นมั้ย กังวลมั้ย กลัวมั้ย ท้อมั้ย …เพราะอะไร เพราะมันไม่มี แล้วหาอะไรในความไม่มี...มันไม่มีอะไรให้หา
แต่พอมาตั้งรู้อย่างนี้ อ๋อ
ลักษณะมันเป็นเช่นนี้เอง ...นี่ เรียกว่าเมื่อรู้กายเห็นกายจึงจะเห็นจิต
เห็นว่าจิตมันเป็นลักษณะอย่างนี้ๆ เป็นแค่อาการ ไม่มี something wrong ในจิต เข้าใจมั้ย ยังคิดว่ามี something
อยู่มั้ย
ก็เหมือนเราถามว่า มีอะไรในกอไผ่ หือ ไปหาดู ล้มกอไผ่ไปเลย มีอะไร ต่อให้กอไผ่เป็นเพชร ต่อให้กอไผ่นั่นเป็นทอง
ต่อให้เขาบอกว่ามีมรรคผลนิพพานในกอไผ่ เอามาดูหน่อยดิ๊ หาสิว่ามีอะไรในกอไผ่มั้ย
อย่าไปหลงคารมของจิต
อย่าไปหลงกับคนที่ไม่รู้จริง แล้วเอาสิ่งที่น่าจะเสมือนจริงมาหลอก บอกให้เลย
จะถูกหลอก โง่แล้ว มันพร้อมที่จะโง่อยู่ด้วย …นี่คือสันดานนะ
เราไม่ได้ว่าใครนะ
สันดานคืออนุสัย มันเชื่อไง มันเชื่อ ลึกๆ
มันจะเชื่อนะ ใครมาพูดอะไรที่น่าเลื่อมใส โดยท่าทางการพูดดูดี...ไม่ได้เหมือนเราพูดนี่ (โยมหัวเราะกัน) ...มันก็ว่าเชื่อได้เลย อะไรอย่างนั้น
จิตน่ะมันพร้อมที่จะหลงอยู่แล้ว
และยิ่งพยักเพยิดถือหางให้มันนะ มันจะยกหางเหมือนกับหมายกหางตัวเองน่ะ ...ยิ่งมีคนอื่นมาช่วยยกหางนี่ โห ไปกันใหญ่เลย
ไม่มีอะไรก็คือไม่มีอะไรๆ
จิตมันไม่มีอะไร ...ก็บอกมันไม่มีอะไร จะไปดูมันทำไม
จะไปตามมันทำไม มันไม่มีมรรคมีผลในจิตหรอก มันไม่มีมรรคมีผลในการทำไปตามจิตหรอก
มันไม่มีปัญญาที่เกิดจากการที่คิดที่ปรุงที่หาหรอก ...ปัญญามันอยู่ตรงนี้ เข้าใจคำว่าอยู่ตรงนี้มั้ย ...อยู่ตรงที่ว่ามึงน่ะไม่มีอะไร นั่นแหละ...ปัญญา
เนี่ย กินยาให้เขย่าขวด
ถ้ากินไม่เขย่าขวดแล้วจะขุ่นมัว เศร้าหมอง “ทำไมมีทางเลือกให้หลายทางเหลือเกิน
ทำไมมันมีหลายทางจังวะ” ...เฮอะ ก็บอกว่ามรรคก็คือมรรค มรรคคือเอกายนมรรค
ท่านพูดอยู่แล้วว่าเอกายนมรรค
เข้าใจมั้ย เอกายนมรรค คือหมายความว่าเป็นทางสาย..เอก ...เอกนี่ไม่ใช่สอง เอกไม่ใช่โท
เอกไม่ใช่ตรี เอกไม่ใช่อินฟินิตี้ ...เอกคือหนึ่ง คือมีทางเดียว
แต่เท่าที่พูดมานี่
ทำไมมันมีหลายทางจัง ห๊า ไอ้เดี๋ยวก็อย่างงั้น เดี๋ยวก็อย่างงี้
เดี๋ยวพอไปอีกอาจารย์นึงก็องค์นั้นเดี๋ยวก็อย่างงั้นอีกแล้ว ไอ้คนฟังก็เลยเริ่มงงๆ
ลังเล หูตาเลิ่กลั่กแล้ว
จิตนี่มันจะเหมือนหมางับกระดูกนะ
เหมือนหมากับกระดูกเลย เราพูดอยู่บ่อยๆ จะหาว่าเราพูดหยาบ เหมือนหมากับกระดูก
เหมือนควายกับปลัก มันเป็นของคู่กันซะอย่างงั้นน่ะ
มันพร้อมที่จะเร่เข้าไปในสิ่งที่ไม่มีสาระ
แต่พยายามเข้าใจเชื่อว่าเป็นสาระ ...นี่คือเชื้อ
นี่คือเชื้อของอวิชชาที่มันมีเชื้ออยู่ภายใน...ซึ่งจริงๆ
น่ะใจเขาไม่ได้ข้องแวะกับอะไรเลย
ใจคือใจ ใจคือรู้ ใจคือเห็น
ใจนี่ไม่มีกิเลสแม้แต่นิดแม้แต่อณูเดียวก็ไม่มีในใจ ...แต่ไอ้ที่มันอยู่หน้าใจ นี่ๆ
จิตทั้งนั้นน่ะ วนเวียนๆๆ ...แล้วใครล่ะเห็นมันวนเวียนอยู่นั่น ใช่มั้ย
แล้วยังไปวนเวียนกับมันทำไม
มาดูที่มันไม่วนเวียนนี่สิ...ยืนเดินนั่งนอน ขยับไปขยับมา ดูซิมันจะตายมั้ย
ดูซิมันจะไม่ได้มรรคผลนิพพานมั้ย ...มันดูไม่จริงนี่
ดูไม่จริงเพราะอะไร ...เชื่อจิตอีกแล้ว
“ไม่ได้อะไรแน่ๆ เลยเรา ไม่เห็นมีปัญญาอะไรเลย ราคะก็ยังมี
ความอยากได้อยากโน่นอยากนี่ก็ยังมี” ...มีก็มี มีแต่ไม่เอา เข้าใจรึเปล่า
มันอยากมี..มีไป ...ไม่เอา ไม่ตาม
ไม่คิดต่อ เรื่องของมึง ไม่ใช่เรื่องของกู ...ก็อยู่นี่ ดูซิ
ไอ้ที่มันปรุงขึ้นมา จะจริงมั้ย ไอ้ที่มันสร้างความน่าเชื่อ รูปนั้น อารมณ์
เวทนาอย่างนั้น ดูซิมันจะจริงมั้ย
เนี่ย มี..แต่ไม่เอา ไม่ไปใยดีมัน ...ไม่ต้องไปห้าม ไม่ต้องไปหาทางดับ หรือพิจารณาเพื่อให้มันหายไป โล่ง เกลี้ยง ว่าง
เบา ...ไม่สนใจ กูไม่ใยดีมึง นี่...มี..แต่ไม่เอา
แต่ไอ้พวกเรานี่ พอไม่มีแล้วก็ยังไปหาเรื่องให้มันมี
ไอ้อย่างนี้แย่ เข้าใจป่าว ...เออ ถ้ามันมีเองก็มีเอง ก็ช่างมัน พยายามตั้งไว้ ...นี่ไม่ได้พูดเรื่องราคะอย่างเดียว
ทั้งหมดน่ะ
โกรธ หงุดหงิด อะไรก็ตาม
มันเป็นเรื่องเดียวกันหมดน่ะ ไม่ใช่จำเพาะแค่กามราคะ ...โทสะ ปฏิฆะ โลภะ ก็เหมือนกัน
ทำไมจะต้องมาเป็นตายขายขาดอยู่กับกามราคะอย่างเดียว
เหมือนกันหมดน่ะทุกอารมณ์
ทุกเรื่องมันก็คืออาการนึงน่ะ ก็ไปใยดีกับมันทำไม ...ถ้าไปครุ่นคิดหาวิธีแก้วิธีหนี
วิธีจะทำยังไงถึงจะไม่เกิดขึ้นอีก นั่นน่ะก็จมอยู่ในวงล้อของจิตที่หมุนวน
แล้วมันจะมีหลากหลายอุบาย
หลากหลายวิธี มากมายมหาศาลเลย เหมือนดวงดาวในสากลจักรวาล ...จะดูมันหมดมั้ยนี่ หมดมั้ย
เยอะแยะไปหมด
(ต่อแทร็ก 7/28 ช่วง 2)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น