วันศุกร์ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

แทร็ก 7/27


พระอาจารย์
7/27 (550403D)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
3 เมษายน 2555


โยม –  หลวงพ่อเจ้าคะ ท่านพูดท่านใช้คำว่า สังขารุเบกขาญาณ คราวนี้มันก็มองเข้าไป มันเห็นว่ามันเป็นการหยั่งรู้ในลักษณะที่เป็นธรรมปรุงแต่งอะไรก็ตาม คือเขาเห็นแค่ว่าอุเบกขา ก็คือเป็นกลางๆ ไม่ไปใช่หรือไม่ใช่ ถูกหรือผิด 

แล้วมันก็มองกลับมาที่ธรรมที่เล่าให้หลวงพ่อฟังเมื่อกี้นะคะ ว่ามันก็ไม่ไปถูกไปผิด ไปตั้งใจแน่วแน่เอาเป็นเอาตายอย่างนั้น ...อย่างนี้มันเทียบเคียงกันได้ไหมเจ้าคะหลวงพ่อ

พระอาจารย์ –  ไม่ต้องไปเทียบกับสังขารธรรมอะไร ...อะไรก็ตามที่มันเป็นไปเพื่อการละและวาง แล้วก็กลับมาอยู่กับปัจจุบัน ...ก็อยู่ตรงนั้น 

เพราะนั้นเมื่ออยู่กับปัจจุบัน อย่าลืมทำความรู้แจ้งในกาย ทำความรู้แจ้งกับใจ...แจ้งอยู่สองตัวนี่ ทำความแจ้งอยู่สองตัวนี่ ...ไอ้ส่วนที่ออกไปออกมาน่ะ มันก็แจ้งด้วยตัวของมันเองว่ามันเกิด-ดับ 

มันก็แจ้งอยู่แค่นั้นน่ะ มันก็เห็นความแจ้งอยู่แค่นั้น มันไม่มีอะไร ...พอมันกลับมาอยู่ตรงนี้แล้วทุกอย่างดับหมด มันไม่เหลืออะไรหรอก เรื่องราว สัตว์บุคคล ใครจะดีใครจะร้าย ใครจะเป็นคุณเป็นโทษ

แต่คราวนี้ว่าเวลากลับมาแล้วนี่ เรากลับมาอยู่เฉยๆ รึเปล่า ...เพราะนั้นจะมาสังขารุเบกขาญาณไม่ได้หรอก จะมาอยู่อุเบกขาไม่ได้ จะมาอยู่กับรู้ซื่อๆ นี้...ต้องแยบคาย  

ต้องรู้ด้วยความแยบคาย รู้กับความแยบคายในกาย ...เพราะเรายังไม่จบ เรายังไม่แจ้ง เรายังต้องอาศัยปัญญา ยังต้องมีการเจริญขึ้นซึ่งปัญญา คือความเห็นที่ชัดเจนในกายตามความเป็นจริงอันนี้ 

ถึงแม้มันจะไม่เดือดเนื้อร้อนใจกับกายแล้ว ก็ยังไม่ได้ ...ดูมันลงไปอีก ซ้ำมันลงไปอีก เอาจนมันไม่มีอะไรหลงเหลือ เอาจนมันหมด เอาจนมันสิ้นน่ะ

เอาจนกายนี้มันสิ้น เอาจนกายนี้มันหมด ...คือมันดับ คือมันว่าง คือมันสูญ ไม่มีความหมายใดความหมายหนึ่งติดอยู่ในกายนี้อีก ...หมายความว่าความเป็นจริงของกายไม่มี 

คือที่แท้จริงของทุกขสัจทั้งหลายทั้งปวงก็คือความเป็นสุญโญ ที่สุดของธรรมก็คือความดับไป ที่สุดของกายก็คืออนัตตา ทั้งหมดคือความดับ ...เอามันจนไม่เหลือ

เพราะนั้นถ้าเห็นกายดับๆๆ จิตก็ดับ ...เพราะระหว่างที่มันเรียนรู้เรื่องกายอยู่ แล้วจิตมันจะไปเอาเรื่องเอาราวอะไร แล้วเราไม่เอากับมัน ก็จะเห็นความดับของมันในตัวของมันอยู่แล้วน่ะ

แต่กายน่ะมันยังไม่ดับจริง มันยังเป็นภาระ มันยังเป็นเรื่องอยู่ มันยังพร้อมที่จะเป็นเรื่องอยู่ ...ก็มาทำความสำเหนียก ก็รู้เฉยๆ ไม่ต้องคิดอะไร ...แต่ว่าให้แยบคาย 

รู้ด้วยความแยบคายในกาย มันเป็นก้อนนะ อย่าไปเบื่อที่จะน้อมให้มันเห็นมันลักษณะอย่างนั้น ว่าเป็นธรรม เป็นแท่ง เป็นก้อนนะ ไม่ใช่สัตว์ไม่ใช่บุคคลนะ

ไม่ต้องเบื่อที่จะน้อมลงๆ อยู่อย่างนี้ ให้มันแยบคาย โยนิโสอย่างนี้ๆๆ ถี่ถ้วนลงอย่างนี้ๆๆ ไม่ว่าอาการหยิบ อาการเคลื่อน อาการไหว อาการจับ 

แล้วก็พร้อมกันนั้น...ให้แยบคายรายละเอียดลงไป ถึงการดับในแต่ละขณะของกาย ในอิริยาบถที่เป็นอิริยาบถย่อย เห็นความดับในขณะที่วูบนึงๆ

หรือไม่มีอะไร ก็ลมหายใจ เป็นลักษณะ..วูบ แล้วก็วูบ เป็นแค่ก้อนความรู้สึก วูบ แล้วก็วูบๆๆ  ไม่ต้องไปดูว่าเข้าออกๆ ให้เห็นเป็นความรู้สึกว่าก้อนลม กองลม วูบเข้า วูบออก วูบเกิดดับ อย่างนี้ 

ให้เป็นความรู้สึกของลมเป็นกอง เข้ามาที วูบ ออกไปทีก็วูบ อยู่อย่างนี้ ...แล้วก็เห็นว่า นี่ กายมันเป็นอย่างนี้ แค่นี้เองจริงๆ เป็นแค่ลม กายเป็นแค่อย่างนี้

ถ้าเวลาอยู่คนเดียว มันรู้สึกที่อาการนั่ง อาการเกร็ง อาการตึง แล้วมันเบื่อมันหน่าย  ก็มาดูที่ลม ดูความรู้สึกวูบของลม แล้วก็เป็นก้อนเป็นกอง สลับไปสลับมา ถี่ถ้วนลงไป

เลื่อนขึ้นเลื่อนลง ย้ายไป ข้างบนข้างล่าง ข้างล่างข้างบน อยู่อย่างนั้น ถ่ายเท หยั่งลงในความรู้สึกในกายให้ถี่ถ้วนลงไปในขณะ จนเห็นความดับตรงนั้นตรงนี้ที ...ให้เห็นความดับไปในกายบ่อยๆ

หลวงปู่เจี๊ยะนี่ รู้จักมั้ยหลวงปู่เจี๊ยะ นี่เป็นองค์เดียวที่ท่านบอกว่า ท่านไม่เคยกำหนดสมาธิ ท่านไม่เคยกำหนดสมถะ ท่านพิจารณากายอย่างเดียว...ตลอดเวลา

คราวนี้ว่าถ้าคนไม่เข้าใจก็ไปคิดว่าคิดเรื่องกายอยู่ตลอดเวลา ...แต่คำว่าพิจารณากายของท่านนี่ ท่านว่าไว้เลยว่าการพิจารณากายของท่านคือ ยืนเดินนั่งนอน เนี่ย ท่านย้ายไปย้ายมาตรงความรู้สึกในกาย 

ตรงนั้นตรงนี้ ตรงนี้ตรงนั้น อยู่ตลอดเลย ...ท่านบอกว่าเร็วมาก ชัดเจนหมดเลย แจ้งหมดเลยน่ะ  แล้วไม่ต้องเดือดเนื้อร้อนใจกับวิธีการปฏิบัติอะไร ท่านบอกพิจารณากายลูกเดียว

แต่พิจารณาไม่ใช่คิดนะ ท่านบอกเนี่ย ดูข้างล่างดูข้างบน ดูข้างบนดูข้างล่าง ดูความรู้สึก ...เหมือนกับส่องไปส่องมา ดู มันปรากฏตรงนี้ ปรากฏตรงนั้น 

อย่างตรงข้างล่างมันเป็นแท่งยังไง มันตึง มันยึด  หรือนั่งอยู่ก็ไม่ได้ให้นั่งแช่อยู่กับที่ใดที่หนึ่ง ก็ขึ้นๆ ลงๆ ขึ้นๆ ลงๆ  ...มันตื่น ผ่องใส ว่องไว หมุนมากเลย  ใจนี่มันโมหะเข้าครอบไม่ได้เลย

ความหลงที่บางทีมันไปแช่กับอารมณ์  บางทีก็เพลินไปกับลม มันจะไหลเข้าไป และในระหว่างนั้นมันจะมีปีติเกิด ก็ไปพอใจกับปีติหรือว่าความเย็นอะไรพวกนี้ 

พวกนี้มันเป็นอารมณ์ที่มันเกิดต่อเนื่อง...เวลาที่จิตมีสมาธิ มันก็มีธรรมารมณ์พวกนี้ปรากฏ  แล้วมันก็ไปพอใจ ไปนอนแช่ พอสบายใจยิ้มกริ่มอยู่ตรงนั้น...ก็ไม่เอา

ก็มาดู ขึ้นๆ ลงๆ ย้ายความรู้สึก ดูความรู้สึกทั่วกายไปตลอด วนไปวนมาอย่างนี้ ...สงบก็ช่าง ไม่สงบก็ช่าง เอาความรู้แจ้งเป็นหลัก ...จนกายนี่มันแตก มันละเอียดหมด 

มันดับ ไม่มีที่ไหนไม่ดับ แล้วมันแตกไปหมด มันก่อรวมเป็นก้อนกายไม่ได้ มันรวมไม่ได้ มันรวมตัวกันไม่ติดเลย ...นี่เป็นความรู้สึกของจิตนะ มันจะเป็นความรู้สึกที่จิต เห็นเป็นยิบยับ

จิตมันจะรู้สึกไปรวมกายไม่ได้ กายไม่รวมมาเป็นก้อนเป็นกองได้  มันดับๆๆ รวมไม่ติดเลย ...คือเห็นความรู้สึกตรงไหนก็ดับตรงนั้น เกิดตรงไหนก็ดับตรงนั้นไป 

มันก็ดับๆๆ พั้บๆๆ เหมือนขีดไฟแช็กพุ้บพั้บๆๆ ไป อย่างนั้นน่ะ ...ชำระกายอยู่อย่างนี้ ปัญญามันเข้าไปชำระในกายอยู่อย่างนั้น ไม่เอาเรื่องอื่นเลย

เพราะนั้น กายนี่สำคัญ จิตยังเป็นรอง ...จิตน่ะมันมีไว้ให้ละ จิตมีไว้ให้เห็นแล้วก็ละ  ไม่ใช่จิตมีเพื่อตามหาค้นหา จิตไม่ได้มีเพื่อไปทำความรู้แจ้งกับมัน 

จิตมีเพื่อให้ละ...เห็นแล้วก็ละๆ เห็นแล้วก็วาง เห็นแล้วก็ปล่อย ...อารมณ์เหมือนกัน นามทั้งหลายนี่ มันไม่ใช่ของยิ่งใหญ่มโหฬารอะไร ...เอากายเป็นหลักไว้ 

จนเห็นกายดับๆๆ ทุกอย่างดับหมดแหละในเวลากายดับ มันดับหมดน่ะ ไม่มีอะไรเหลือหรอก นามก็ดับ รูปก็ดับ ...ดูสิ เวลากลืนน้ำลาย เวลาเคี้ยว เวลาขยับ เวลาความรู้สึกมันหายไปวูบนึง พุ้บ นั่นน่ะมันดับ

บอกให้เลย ถ้าสติสมาธิปัญญามันแน่วแน่จริงลงไปในปัจจุบันขณะที่มันดับน่ะ ...มันดับไปสามโลกธาตุเลย ขณะที่มันดับไปในความรู้สึกของกายแต่ละครั้งๆ นี่ 

ถ้าเป็นมหาสติที่แท้ หรือสัมมาที่สติต่อเนื่องนี่ การดับในการขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวแต่ละครั้งนี่ เหมือนสามโลกธาตุนี่ดับพร้อมกัน มันดับพร้อมกันเลยในสามโลกธาตุ...ไม่เหลืออะไร 

นั่นน่ะ ดูซิว่ามันยิ่งใหญ่ขนาดไหน...กายอนัตตา รวมไปหมดถึง...สัพเพ ธัมมา อนัตตาติ...หมดเลย

เมื่อมันแน่วแน่เป็นสัมมาสมาธิขั้นละเอียด สติขั้นละเอียดสุดแล้วนี่ ไม่มีว่าจิตออกมาหมายแม้แต่อณูนึง ...ปังเลย ดับที สามโลกธาตุนี่ดับต่อหน้าเลย และดับทุกขณะจิตของกายที่เคลื่อนไหว 

แม้ไม่เคลื่อนไหวมันก็อยู่ในลักษณะที่จังก้ากัน ในลักษณะที่ไม่อิงอาศัย ต่างอันต่างทำหน้าที่ ต่างอันต่างเป็นธรรม แสดงธรรมต่อหน้ากัน อยู่อย่างนั้น

แต่เมื่อธรรมหนึ่งดับปุ๊บนี่ ดับหมด ...ธรรมหนึ่งดับปุ๊บนี่ สัพเพ ธัมมา อนัตตา ดับหมดๆๆๆ ...มันดับไปพร้อมกับจิตเลย

แต่กว่าจะรวมให้มันเป็นหนึ่ง ลงเป็นหนึ่ง เป็นธรรมหนึ่ง...กายหนึ่ง จิตหนึ่ง ธรรมหนึ่ง ...ต้องอบรมมาก ต้องจริงจัง ต้องต่อเนื่องถึงขั้นเป็นมหาสติเลย 

เพราะนั้นไอ้ลักษณะที่พวกเราเห็นแค่ความดับไป...แต่ละครั้ง แต่ละขณะ ...แบบฟลุ้ค แบบบังเอิญ แบบนานๆ มาทีเงี้ย ยังไม่พอหรอก ...มันต้องได้ทุกเวลา มันเหลือแต่กายใจล้วนๆ เลยแหละ 

จนมันเหลือแค่กายใจล้วนๆ ...ข้างนอกนี่ไม่มีเลยนะ ไม่มีออกไปหมายอะไรเลยน่ะ  เหลือแต่สองสิ่งนี่ล้วนๆ เท่านั้น เวลามันจะเอาเป็นเอาตายนี่ มันเข้าไปชำระที่กายที่เดียว

นั่นแหละ จิตน่ะไม่ได้ผุดได้โผล่...ตายลูกเดียว  อวิชชาตัณหาโผล่มาเมื่อไหร่ มันจะไปหาธรรมไหน มันจะสร้างธรรมมาหลอกล่อตรงไหน ออกไปนี่ไม่มีได้กินหรอก 

มันจะออกไปเอาถูกเอาผิดกับข้างหน้าข้างหลัง...ไม่มีแล้วอดีตอนาคตธรรม ไม่เอาน่ะ...ตายอยู่ตรงนั้น ตายคาที่อ่ะ ...เข้าใจคำว่าตายคาที่มั้ย เกิดตรงไหนดับตรงนั้น

แต่ในลักษณะที่พวกเราอยู่กับกายใจตรงนี้ มันยังมีอะไรวนเวียนอยู่อย่างนี้ มันยังไม่ตายนะ มันยังมีความปรุง มีอารมณ์ลอยอยู่ ขุ่นก็ยังขุ่น มัวก็ยังมัวอยู่ ผ่องก็ยังผ่อง ใสก็ยังใสอยู่อย่างนี้

แต่ถ้าตายคาที่...หมายความว่าอยู่ตรงนี้มันว่างหมดๆ ว่างหมด กายใจนี่ ว่างหมด ความคิดความปรุงไม่ได้เกิดหรอก พั่บๆๆ แล้วก็กายขยับดับ ปึงๆๆ ทีขาดหมด สุญโญหมด ...นั่นน่ะญาณวิสุทธิ 

ถึงขั้นนั้นเรียกว่ารักษาความเป็นวิสุทธิในองค์มรรค ทำความบริสุทธิ์หมดจดในเส้นทางนั้น จนถึงที่สุด ล้างไพ่หมด ล้างสำรับหมด ...มันก็ล้างขันธ์หมด เข้าสู่ขันธ์ธรรมชาติ ขันธ์บริสุทธิ์

เพราะขันธ์นี่มันบริสุทธิ์อยู่แล้ว ...มันไม่บริสุทธิ์เพราะจิตน่ะมาสร้างมลทินกับขันธ์ เอาความไม่รู้ เอาความเห็นผิดๆ เอาอะไรมาทำให้ขันธ์นี่เป็นมลทิน 

แต่พอชำระๆ ปุ๊บนี่ ...ขันธ์นี่ก็คืนสู่ความบริสุทธิ์ของมันเองตามธรรมชาติ ...เพราะขันธ์เป็นของบริสุทธิ์อยู่แล้ว 

ดินน้ำไฟลมนี่เป็นของบริสุทธิ์โดยธรรมชาติ เป็นธรรมดาปกติ มีความบริสุทธิ์เป็นธรรมธาตุเต็มเปี่ยม โดยตัวของมันเองอยู่แล้ว ไม่ใช่ไปทำให้มันบริสุทธิ์ขึ้นมา 

แต่ชำระความไม่รู้ ความที่คลาดเคลื่อนจากธรรม ที่มาปกคลุมปิดบังมันน่ะออกไป จนหมดสิ้น ...ความบริสุทธิ์ผ่องใสจึงปรากฏผุดโผล่ขึ้นมาด้วยตัวของมันเอง นั่น ก็อยู่กับความบริสุทธิ์ล้วนๆ


โยม –  หลวงพ่อเจ้าคะ คำว่า กาย ที่หลวงพ่อให้เห็นใจกับกายนี่ ที่หนูเคยใช้คำว่ารูปหรือ surface ที่มันเป็นผิวสัมผัสนี่ ตะกี้หลวงพ่อว่าให้หยั่งไปในความรู้สึก 

ก็คือมันเห็นว่าจริงๆ กายมันไม่ได้ว่าหรอก แต่มันเหมือนสะท้อนกลับขึ้นมาให้เห็นตัวเวทนาที่มันจะเย็นร้อนอ่อนแข็งวูบไหว แล้วเหมือนกับว่าเอากายเป็นตัวสะท้อนให้เห็นความรู้สึกที่เรียกว่ามันเป็นเวทนากลับไปกลับมา อย่างนี้ใช่ไหมคะ

พระอาจารย์ – อื้อ กายน่ะมีสองลักษณะคือ เป็นธาตุกับเป็นเวทนา ...นิ่งไหวๆๆ พวกนี้เป็นธาตุ ลักษณะของธาตุ เป็นก้อน เป็นกอง พวกนี้เป็นธาตุ ...เย็นร้อน เมื่อย ปวด พวกนี้เป็นเวทนา 

ก็ดูในความรู้สึกเป็นสองลักษณะของกายนี่ ...กายนี่โดยตัวของมันเอง แสดงธรรมอยู่สองลักษณะ เป็นธาตุกับเป็นเวทนา เท่านั้นเอง ...แล้วก็ดูเฉยๆ ไป มันจะยังไงก็ช่าง 

ถ้าอยู่อย่างนี้มันทึบๆ ก็หยั่งลงที่ความทึบ ดูมันไป พอมันไหวก็เห็นไหว ก็รู้ไป มีอย่างนี้ เป็นแค่นั้นน่ะ ...ไม่ต้องไปใส่ชื่อให้มัน แล้วก็ไม่ต้องบอกว่าเป็นผิวเป็นอะไร 

ก็ไม่ต้องหาเหตุหาผลอะไรกับมัน ...อย่าไปหาเหตุหาผลกับกาย  มันรู้สึกยังไงก็อย่างงั้น แค่นั้นแหละๆๆ อยู่แค่นั้น...นั่นน่ะกายตรงๆ รู้ไปตรงๆ 

แล้วมันก็เปลี่ยน แล้วก็ดับ มันไม่มีอะไรหรอก ...แล้วมันก็เหลือแค่สองสิ่งจริงๆ ไม่มีสิ่งอื่นมาเจือปน  กายก็ไม่มีสิ่งอื่นมาเจือปนในกาย ใจก็ไม่มีจิตเจือปนในใจ

เห็นมั้ย มันก็เหลือแต่รู้กับอะไรก็ไม่รู้ที่ปรากฏอยู่ สองอย่าง จริงๆ ล้วนๆ ...นั่นน่ะ กาย-ใจ ที่เราพูดเป็นม้อตโต้นี่น่ะ ม้อตโต้ของพระอริยะขั้นสูงสุด ท่านก็เหลือแค่นั้นจริงๆ 

นอกนั้นท่านมีไว้เล่น ไว้ใช้ แล้วก็ทิ้ง แค่นั้นเอง ไม่มีประโยชน์  สุดท้ายก็มาอยู่กับลมหายใจเข้าออกแล้วก็ยืนเดินนั่งนอน เป็นปกติธาตุขันธ์อันนี้ ...ก็รักษาธาตุขันธ์อยู่แค่นี้แหละ


(ต่อแทร็ก 7/28)





ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น