วันจันทร์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2559

แทร็ก 7/23 (5)


พระอาจารย์
7/23 (550330B)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
30 มีนาคม 2555
(ช่วง 5)


(หมายเหตุ  :  ต่อจากแทร็ก 7/23  ช่วง 4

พระอาจารย์ –  เพราะฉะนั้นการภาวนานี่ เหมือนแข่งกับเวลา...ที่กำลังหมดไปสิ้นไป ...แล้วมันหมดไปแบบมีประโยชน์ หรือหมดไปแบบไร้สาระ 

นี่ ต้องเตือน ...ใครเตือนไม่ได้หรอก ตัวเองต้องเตือนตัวเอง  หลงอีกแล้ว เผลออีกแล้ว...ไม่เอา ...แน่ะ คิดอีกแล้ว...ไม่เอา ...นี่ ต้องอย่างนี้  อย่าไป..เออ ช่างหัวมัน

คำว่าช่างหัวมันที่ปล่อยเลยตามเลยคือช่างหัวมันของคนขี้เกียจนะ ...ช่างหัวมัน ไม่ดู ขี้เกียจโว้ย ...ช่างหัวมัน อยากคิดก็คิดไป ไม่ดูไม่แลมันแล้วๆ เหนื่อย เบื่อ ท้อ เซ็ง ไม่เห็นสนุกเลย ...นั่น ขี้เกียจ นอนดีกว่า

อย่าไปรีบนอน เดี๋ยวได้นอนอยู่แล้ว นอนยาวเลย (โยมหัวเราะกัน) เวลานอนนี่นอนยาวไม่คืนเลยนะ ...เพราะนั้นอย่าเสียดายที่นอน อย่าเสียดายเวลาหลับ 

ไม่ต้องการให้หลับ  ต้องการให้ตื่น ต้องการให้จิตตื่น ให้ใจมันตื่นขึ้น ...ยังจะไปสนับสนุนให้มันหลับอีกได้ยังไง  มันหลับไม่พอรึยังไง หลับมากี่ภพชาติแล้ว หลับมากี่อเนกชาติแล้ว มันยังไม่ตื่นเลย

แล้วยังมาสนับสนุน...เออ นอนก่อนดีกว่า  เฮอะ เบื่อ ไม่เอา ...อย่างนี้มีรึมันจะต่อเรือแพเสร็จข้ามฟากได้น่ะ หือ แล้วมันก็มาอย่างนี้อีกๆ มาฟัง

แต่คนพูดนี่ไปแล้วก็ไปเลยนะ ไม่ได้กลับมาพูดกันอีกนะ ...แล้วจะเจอใครมาพูดให้อีกล่ะ หือ รู้ไหม ...อีกกี่ร้อยปี แล้วอีกกี่ชาติกว่าจะเจอล่ะ 

ไม่ได้เจอคนนี้ ...แล้วจะรอว่าคนไหนจะมา เมื่อไหร่จะมา  แล้วเมื่อไหร่จะใช่ คนไหนจะใช่อีกนะ เนี่ย ...ยังปล่อยให้ลอยไปลอยมาเลื่อนๆ ไหลๆ ค้นๆ หาๆ ทำนู่นทำนี่ไป พอทำไปให้ได้ชื่อว่าภาวนา

มันภาวนาอะไรของมัน ไม่เห็นได้เรื่อง ...ภาวนาสิบ-ยี่สิบปี โง่ลงอ่ะ ติดมากขึ้นน่ะ สงสัยอีก ยิ่งไปกันใหญ่เลย หงุดหงิดรำคาญไปหมด ทั้งโลกมีแต่ของหงุดหงิดๆๆๆ 

หงุดหงิดนักภาวนาด้วยกันมั่ง หงุดหงิดตัวเองมั่ง หงุดหงิดไม่ได้ดั่งใจสักอย่าง ...มันภาวนาประสาอะไรของมัน หือ ไม่ได้รู้อะไรสักอย่างเลย 

เนี่ย เพราะมันเอาจิตน่ะเป็นตัวนำ เอาความอยากเป็นตัวนำ เอาความต้องการ  เอาสิ่งดีๆ สภาวะดีๆ เป็นเครื่องหลอกล่อ ...แล้วก็ได้มั่ง-ไม่ได้มั่ง 

ก็เหมือนปิดตาตีหม้อน่ะ ...แล้วก็เก็บไอ้ที่ตีหม้อได้ถูกครั้งนึงก็ว่า...อู้ย ได้ผล เจริญก้าวหน้าแล้ว ...อย่างนี้นี่มันก้าวหน้าหรือถอยหลังล่ะ

เราว่าถอยหลังมากกว่า ...เพราะไอ้วิชาพวกนี้มีมาก่อนพระพุทธเจ้าอีก บอกให้  ไอ้วิชาภาวนาหลงนี่ ภาวนาเอา ภาวนาเยอะๆ ให้ได้อะไรเกิดขึ้นนี่น่ะ เขาเก่งกว่านั้นอีก เก่งกว่าพระพุทธเจ้าอีก 

ภาวนาในการหา ในการทำขึ้นมาน่ะ พระพุทธเจ้ายังไม่เอาเลย ...พระพุทธเจ้าภาวนาละ พระพุทธเจ้าภาวนาถอน พระพุทธเจ้าภาวนารู้ 

พระพุทธเจ้าภาวนาไม่ไปอยู่ในอะไร ไม่ไปมีในอะไร ไม่ไปเป็นกับอะไร ไม่ไปหาอะไร ...ภาวนาแบบสันโดษ ภาวนาแบบให้มันสั้นลง ไม่ใช่ให้มันยาวขึ้น 

ไม่ได้ภาวนารอ ท่านภาวนารู้ ...ถ้าภาวนารอ ก็นู่น...ชาติหน้าแล้วกัน มาเกิดใหม่ ทำต่อ รอต่ออีก เกิดใหม่กี่ชาติๆ ก็ภาวนาแล้วก็รอต่อไป


โยม –  เราจะภาวนายังไงเจ้าคะที่ว่า ไม่เอาจิต ไม่เอาอารมณ์ ไม่เอาตัวที่จะมากระทำให้เราไปทำตามเขา

พระอาจารย์ –  เตือนตัวเองบ่อยๆ บอกว่า “เอาแค่รู้” ...ถามตัวเองว่า “รู้มั้ย”  ท่องไว้ ตอนนี้รู้มั้ย ท่องไว้ ...แล้วก็รู้มั้ยล่ะ รู้แล้วก็อยู่ที่รู้ ...ไม่รู้ก็รู้ซะ 

แล้วก็ท่องไว้ “ทำอะไรอยู่”  แล้วก็ท่องไว้บ่อยๆ ว่า “รู้มั้ยว่าทำอะไรอยู่” ...นั่นแหละ มันจะเป็นเหตุให้กลับมาอยู่กับปัจจุบันคือกายใจ


โยม –  สภาวะข้างใน มันจะเงียบเชียบอย่างนี้ค่ะ

พระอาจารย์ –  มันเป็นธรรมารมณ์หนึ่ง รู้ไว้ รู้ ...ให้รู้ว่าเงียบ ...เงียบเป็นเงียบ รู้เป็นรู้ ...แล้วเงียบกับรู้นั้นอยู่ที่ไหน มีกายมั้ย...มี...ทวนอยู่อย่างนี้ ...อย่าทิ้งกายอย่าทิ้งใจ...เป็นฐาน 

ถ้ากายใจไม่มี มันจะออกนอกฐาน  แล้วมันจะลอย เลื่อน ไหล ไปไม่จบไม่สิ้น ไม่มีที่ตั้ง ...ต้องให้มันตั้งก่อน ตั้งในปัจจุบันก่อน แล้วค่อยมาละปัจจุบันทีหลัง 

จนแจ้งแล้วมันจะละปัจจุบันเอง ละปัจจุบันกาย เมื่อเห็นกายไม่มี ...แต่ตอนนี้ต้องตั้งกับกายปัจจุบัน เพื่อให้แจ้งในปัจจุบัน ...ถ้ายังไม่แจ้ง อย่าปล่อย อย่าไปหาอะไรในอดีตอนาคต อย่าตามจิตออกไป

บางทีเราไม่รู้หรอกว่าอะไรเป็นจิต อะไรเป็นออกไป นี่ มันเนียน ...เข้าใจว่ามันเนียนมั้ย มันเนียนจนแยกไม่ออก...อันไหนจิต อันไหนรู้

พอมันว่า...อันนี้ใช่มั้ย นี่ เริ่มแล้ว ลังเลสงสัยแล้ว...ให้รู้ตัว ...ไม่เอา ออกจากอาการนั้นเลย  รู้ตรงนี้เลย เย็นร้อนอ่อนแข็ง ตึงปวดขยับ ไหวนิ่ง เป็นก้อน ยืดหยุ่น ซาบซ่าน หนักเบา ดูไป ...มีมั้ยล่ะตอนนี้


โยม –  มีเจ้าค่ะ

พระอาจารย์ –  เพราะนั้นน่ะ ดูแค่นี้พอแล้ว นี่แหละคือของแท้ คือปัจจุบันแท้ๆ ไม่ใช่เลื่อนลอยแล้ว 

อย่างนี้เรียกว่าไม่เลื่อนลอยแล้ว ใช่มั้ย ...ถ้ามีรู้กายเห็นกายอยู่อย่างนี้ เรียกว่าไม่เลื่อนลอยนะ ...แต่มันยังไม่เห็นอะไรชัดเจนหรอก ...แต่ก็บอกแล้วว่าในขณะที่รู้ซ้ำๆ เห็นซ้ำๆ ไปนี่ มันจะชัดเจนขึ้น 

ชัดเจนว่าอะไร ...ชัดเจนว่านี้ไม่มีความเป็นหญิงเป็นชาย  ร้อนอ่อนแข็งตึงไหวขยับ ไม่มีคำว่าสวย ไม่มีคำว่าไม่สวย ไม่มีกระทั่งคำว่าเรา ไม่มีความหมายใดว่าเป็นของเรา

เนี่ย มันจะไม่แจ้งได้ยังไง มันจะไม่รู้อะไรในกาย หือ ...กายเขาแสดงอยู่ทนโท่ว่า อันตัวกูตัวข้าพเจ้านี่เป็นแค่เย็นร้อนอ่อนแข็ง ไหวไปไหวมา บ้างก็หนัก บ้างก็นิ่ง บ้างก็เบา บ้างก็ขยับ บ้างก็อุ่น บ้างก็ร้อน 

เนี่ย มันเป็นชาย หรือเป็นหญิง หรือเป็นดีตรงไหน หือ


โยม –  มันก็เป็นแค่ตึง

พระอาจารย์ –  เออ นั่นแหละกายตามความเป็นจริง ...ไม่ใช่กายอย่างที่คิด ไม่ใช่กายอย่างที่จิตมันบอก ไม่ใช่กายอย่างที่จิตมันเชื่อ ...ไอ้นั่นน่ะโง่ ไอ้นั่นน่ะไม่จริง


โยม –  แต่ที่เราเห็นเป็นรูปเป็นร่าง

พระอาจารย์ –  นั่นน่ะ มันจำมา มันจำรูปมา ...เคยเห็นรูปภาพมั้ย ...เออ รูปภาพจริงรึเปล่า


โยม –  รูปภาพไม่ใช่ของจริง

พระอาจารย์ –  เออ ไอ้ตัวมันจริงๆ อยู่ไหนล่ะ...ไม่มี  มันเป็นรูป รูปก็คือรูป แค่รูป...ไม่จริง 

ก็ตัวจริงมันไม่ใช่อ่ะ ...แต่รูปมันดูเหมือนจริง เข้าใจมั้ย  มันเป็นแค่รูป มันไม่มีชีวิตจิตใจอะไร มันเป็นภาพเป็นรูปในความคิด ...แล้วก็จริงจังกับมันเหลือเกิน

กลับมาอยู่กับกาย อย่าไปอยู่ที่รูป เดี๋ยวหลงรูปอีกแล้ว ...หลงรูปกับหลงนาม นั่นแหละจะหลงพร้อมกัน 

เพราะจิตมันสร้างรูปขึ้น ด้วยสัญญาประมวลขึ้นมา แล้วก็มีเวทนา แล้วก็มีธรรมารมณ์รวมอยู่ในรูปนั้นน่ะ ...เลยมี “เรา” เข้าไปรับซะเลย


โยม –  จริงๆ แล้วขันธ์ห้าก็ไม่มี

พระอาจารย์ –  มันมีแค่ชั่วคราว ประเดี๋ยวหนึ่ง ...เป็นการประชุมกันแค่ชั่วคราว  บ้างเป็นรูป บ้างเป็นนาม บ้างหยาบ บ้างละเอียด บ้างประณีต สลับไปสลับมาอยู่อย่างนี้แหละ 

คือการประชุมกันเป็นเหตุแห่งรูป  เหตุนี้เป็นนาม เหตุที่ปรากฏนี้เป็นอารมณ์ เหตุที่ปรากฏนี้เรียกว่ากิเลส ...สมมุติเอายังไงก็ได้  

ซึ่งเหตุที่ปรากฏในขันธ์นี่จะเกิดเป็นขณะ เป็นคราวหนึ่งๆ ...คือการประชุมรวมกันของขันธ์ภายใน โลกภายนอก สงเคราะห์รวมกัน แค่ชั่วคราว ประเดี๋ยว แล้วก็ดับไป

ซึ่งในการประชุมขึ้นเป็นเหตุที่ปรากฏเกิดขึ้นแต่ละครั้งแต่ละคราวนี่...เหตุที่ปรากฏนี้ ไม่ใช่ธุระของใคร ไม่มีใครเป็นเจ้าของมัน 

และไม่มีว่าธุระหรือว่าเหตุที่ปรากฏนี้ มีความเดือดร้อน มีความเป็นสุข หรือสร้างความเป็นทุกข์ให้ใครคนใดคนหนึ่ง ...นั่นแหละขันธ์

เนีี่ย ต่อเมื่อที่เรามารู้จดจ่อจดจ้องอยู่ที่กาย เดี๋ยวนี้ขณะนี้...จะเข้าใจขันธ์โดยรวมอย่างนี้


โยม –  การกลับมารู้กายนี่ คือไม่ได้รู้ร่างกายอย่างเดียว หมายถึงรู้กายคือรู้เย็นร้อนอ่อนแข็ง

พระอาจารย์ –  ความรู้สึกในกาย


โยม –  คือย้อนกลับมาถึงความรู้สึกในกาย ที่มันมีความรู้สึกเย็นร้อนอ่อนแข็งตึงไหว เป็นก้อนๆ

พระอาจารย์ –  อือ นั่นแหละกายแท้ ...ไม่ใช่รูปกาย ไม่ใช่เป็นการนึกขึ้นถึงกาย


โยม –  ไม่ใช่ไปนึกถึงว่า ท่านั่งอยู่อย่างนี้

พระอาจารย์ –  นั่นคือรูปกายที่จิตว่านะ ไม่ใช่เป็นการเห็นด้วยจิตที่เป็นหนึ่ง แล้วก็เห็นตามสภาพที่เป็นธรรมธาตุหรือสภาวะธาตุของกายที่แท้จริง

จิตน่ะพาวน ...จิตพาไปเกิด จิตพาไปทุกข์ จิตพาไปสุข จิตพาไปหามรรคผลนิพพานของมันน่ะ...ก็เป็นมรรคผลนิพพานตามความเห็นของมันนะ ...ไม่ใช่มรรคผลนิพพานตามความเป็นจริงนะ 

เนี่ย ถูกหลอก แล้วก็ยังยินยอมให้เขาหลอกเพราะความโง่ ไม่รู้จริง ...เพราะนั้น ต้องอยู่ที่รู้จริง ...รู้จริงคือรู้นี้ เดี๋ยวนี้ ตอนนี้ 

แล้วอะไรที่มันจะรู้จริง...ก็กายนี้ เพราะมีจริง เดี๋ยวนี้มีจริง ใช่มั้ย ...ตอนนี้มันอ้าวหน่อย...รู้มั้ย  ตึง...รู้มั้ย ...นั่นล่ะจริงหมดเลย รู้ไว้ หยั่งลงไว้ๆ อยู่ที่ตรงนั้น


โยม –  ความรู้สึกปวดนี่ก็ได้ใช่ไหมคะ

พระอาจารย์ –  เหมือนกัน กายกับเวทนาเป็นสิ่งที่เนื่องกัน เป็นธรรมเนื่องกัน ปรากฏคู่กัน ...ไหวๆ นิ่ง ขยับ นี่คือธาตุ ...เย็น ร้อน ตึง ปวด คัน พวกนี้เวทนา ...เพราะนั้นจะเห็นกายในสองสภาพ คือเป็นธาตุกับเป็นเวทนา

นั่นแหละ จะหาความเป็น “ตัวเราของเรา” ไม่ได้ ในธาตุและเวทนา...เมื่อเห็นลงไปตรงๆ โดยไม่คิด โดยไม่มีความเห็น ...เนี่ยล่ะ ธรรมหนึ่ง...ไม่เป็นสอง


โยม –  เวลาเราพูดธรรมะที่เข้าใจให้คนอื่นฟังนี่นะคะ มันจะภาคภูมิใจในขณะที่บรรยาย มีทิฏฐิแฝงนี่ ให้เราไปรู้ทันมันใช่มั้ยคะ

พระอาจารย์ –  ให้เห็น ...และก็เห็นความดับไปของมัน ความไม่มีตัวตนที่แท้จริงของมัน ...อย่างนี้ มันจึงจะไม่เก็บมาเป็นมลทิน

ที่มันเก็บเพราะมันคิดว่าเที่ยง มันคิดว่าสัญญาเที่ยง มันคิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นและผ่านไปแล้วนี่ยังมีอยู่ เป็นของเที่ยง ...เพราะนั้นก็ต้องเห็นความดับไปในขณะนั้น ทั้งตัวมันเอง ทั้งทิฏฐิมันเอง 

ไม่มีอะไรหลงเหลืออยู่แล้วในปัจจุบัน ...ให้เห็นปัจจุบันที่ดับไปชัดๆ แล้วมันจะคลายออกจากทิฏฐิ อัสมิมานะ ...มันไม่รู้ว่าจะถืออะไร  จะไปถืออะไรลมๆ แล้งๆ ล่ะ ไม่มีอะไรให้ถือ


โยม –  เดี๋ยวนี้เขากลัวภัยพิบัติอะไรกันพวกนี้น่ะค่ะ

พระอาจารย์ –  จิตมันไปว่า จิตมันเลยกลัว จิตมันไปสร้างภาพ คอยบอกว่าจริง มีจริง ...มันก็เกิดเวทนา มันก็จะเป็นเราเป็นเขาขึ้นมา อารมณ์ก็เกิด ธรรมารมณ์ก็เกิด ทุกอย่างก็เกิด ทุกข์ก็เกิด การบีบคั้นภายในก็เกิด


โยม –  โยมก็ดูกายปกติต่อเนื่องอย่างที่ท่านว่านะคะ

พระอาจารย์ –  แค่นั้นแหละ


โยม –  รู้สึกว่าฟังท่านนี่สนุกมากเลย (พระอาจารย์หัวเราะ) คือเมื่อก่อนโยมที่จะฟังท่านนี่ มันยุ่งยาก แล้วก็จะมีคำถาม แต่พอไปฝึกอย่างที่ท่านบอกนี่นะคะ คือเน้นสติต่อเนื่องนะคะ ฟังของท่านวันนี้สนุกมากเลยค่ะ

พระอาจารย์ –  ถ้าทำจริง ปฏิบัติจริง สนุกกว่านี้อีก


โยม –  เหรอคะ

พระอาจารย์ –  จะเห็นกายเหมือนเครื่องจักรกล จะเห็นกายเหมือนหุ่นกระบอก จะเห็นกายเหมือนเป็นท่อนฟืน ...แล้วมีเราคนนึงกำลังแบกท่อนฟืนไปมา 

แล้วท่อนฟืนท่อนไม้ท่อนซุงนั่นน่ะ มันยังไม่ตายดี ยังสด มันก็จะมีใบกิ่งแตกออก  แล้วมันก็จะคอยเอาไอ้ท่อนซุงนี้ไปปักชำ แล้วก็จะมาแบกอีก แบกแล้วก็วิ่งไปวิ่งมา เดินไปเดินมา

ก็เดินไปเดินมา แบกท่อนซุงไปแบกท่อนซุงมา จนท่อนซุงแห้ง ...จนท่อนซุงนี่แห้งเมื่อไหร่ หมายความว่า ไม่มีอะไรแตกออกมาอีก ...นั่นแหละกาย 

มันสนุกดี นั่นแหละ การภาวนา ...เอาแล้ว ให้เข้าใจ ไปปฏิบัติกัน ...การทำต้องทำตั้งแต่เดี๋ยวนี้...ไม่รอ ...เผลอใหม่รู้ใหม่ๆ หายไปรู้ใหม่ อย่าท้อ อย่าขี้เกียจ


.....................................




ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น