พระอาจารย์
7/22 (550330A)
30 มีนาคม 2555
(ช่วง 2)
(หมายเหตุ : ต่อจากแทร็ก 7/22 ช่วง 1
พระอาจารย์ – ปัญญาน่ะเข้าไปสอดส่องสังเกตดูเอาเอง
ว่ามลทินมันอยู่ที่ไหน ... มันอยู่ที่กาย...หรือมันอยู่ที่ไหน
อะไรมันไปทาบ อะไรมันไปทา
อะไรมันไปปิดบัง อะไรไปทำให้มันคลาดเคลื่อน อะไรไปทำให้มันผิดไปจากความเป็นจริง
เมื่อใดที่อยู่แค่กายใจ
รู้อยู่แค่กายใจแล้ว ...มันจะจำแนกธรรมออกเป็นสัดเป็นส่วนออกไปเอง...ว่านี้ๆๆๆ คืออะไร ว่านี้ๆๆๆ คือธรรมหรือไม่ใช่ธรรม
ว่านี้ๆๆ
คือธรรมตามความเป็นจริง หรือธรรมแห่งความปรุงแต่งด้วยอำนาจของความอยากและความไม่อยาก
ด้วยความเห็นหลากหลายนานัปการ...ล้วนไม่จริง
จนเหลือแต่กายที่เป็นเนื้อกายจริงๆ
กายที่เป็นเนื้อธรรมจริงๆ กายที่เป็นธรรมธาตุจริงๆ กายที่เป็นวิสุทธิกายจริงๆ
กายที่เป็นกายปรมัตถ์จริงๆ กายที่ไม่มีอะไรอาศัยอิงแอบกับกายนี้
กายที่เป็นลักษณะของธรรมชาติล้วนๆ ...มีอยู่แล้ว ไม่ต้องไปหา
ไม่ต้องไปทำขึ้นมาใหม่ มันมีอยู่แล้ว แต่มันถูกปิดบัง ...อะไรมาปิดบังมันล่ะ
จำแนกแหวกมันออกไป
ความเห็น...นั่นแขน นี่ขา นี่หน้า นี่ตา
นี่เนื้อ นี่หนัง นี่เอ็น นี่กระดูก...มันเป็นอะไร
นั่นยังเป็นส่วนที่มาปิดบังธรรมอยู่เลย ยังมาว่าสวยว่างาม ...นี่ยิ่งปิดซ้อนเข้าไปอีก
แล้วยังมาบอกว่าเป็นเราของเรานี่ ยิ่งไปกันใหญ่ ไม่รู้กี่ชั้น หือ ...กว่ามันจะจำแนกธรรมลงไป แหวกธรรมลงไป จนถึงเนื้อแท้ของกาย ที่เป็นธรรมแท้
กว่าจะเห็นไข่แดง...มันมีทั้งเปลือกไข่
ไข่ขาว แล้วก็อยู่ในแม่ไก่ ...เอ้า จนถึงไข่แดงแล้ว ในไข่แดงก็ยังลงไปถึงในไข่แดงนั่น ...แล้วเจออะไร นั่นแหละ ที่สุดของธรรม อนัตตา...ไม่มี
จะไปหาที่ไหนล่ะ ...ถ้าไม่หาอยู่ที่นี้
ถ้าไม่ดูอยู่ที่นี้ แล้วจะไปเห็นที่ไหน ...ตรงนี้ยังไม่เห็น
ไม่ต้องไปหาว่าจะไปเห็นที่อื่นได้นะ ...จิตมันหลอกนะ หลงธรรมปรุงแต่ง หลงสิ่งที่จิตมันปรุงแต่งเป็นธรรมนั้นขึ้นมา
ธรรมเป็นสิ่งที่มีอยู่แล้ว
คือสภาวะที่ทรงอยู่ ...นี่แปลตามภาษาบาลีเลย ท่านเรียกว่าธรรม
แล้วอะไรไม่เป็นธรรม ...คือสภาวะที่จิตเข้าไปปรุงด้วยเจตนาใดเจตนาหนึ่ง ด้วยความไม่รู้อย่างใดอย่างหนึ่ง
แล้วมันสร้างขึ้นมา นั่น ท่านเรียกว่าสังขารธรรม โดยจิตสังขารเป็นตัวสร้างขึ้น
ปัญญาที่สอดส่องด้วยญาณทัสสนะ
ความรู้ความเห็นที่เป็นกลาง ...ไม่อิงแอบสัญญาอารมณ์
ไม่อิงแอบความเห็นใดความเห็นหนึ่ง ไม่อิงแอบคำพูดคนใดคนหนึ่ง
จึงเรียกว่าญาณวิสุทธิ...เป็นญาณอันบริสุทธิ์ คือเป็นกลางนั่นแหละ ...ถ้าพูดบริสุทธิ์เดี๋ยวก็งง
ว่าเป็นของใหญ่โตมโหฬาร วิจิตรพิสดารอะไร
ที่จริงคือการรู้เป็นกลางๆ ...ไม่อาศัยความจำ ไม่อาศัยเทียบกับความจำ
ไม่อาศัยเทียบกับตำรา ไม่อาศัยเทียบกับคำพูดครูบาอาจารย์องค์ใดองค์หนึ่ง
สำนักใดสำนักหนึ่ง
เอาออกไปไกลๆ
ให้มันเหลือแต่การหยั่งลงไปด้วยการรู้และเห็นเฉยๆ ตรงไปตรงมา ...ไม่กลัว
ไม่กลัวผิดตำรา ไม่กลัวผิดความเห็นของคนที่เรานับถือ ไม่กลัวหน้าอินทร์หน้าพรหม ไม่เกรงใจใคร
เพื่ออะไร ...เพื่อจะเข้าไปถึงเนื้อของธรรมตามความเป็นจริงที่ปรากฏ ดีร้ายถูกผิดไม่สน จะได้
จะไม่ได้อะไรไม่สนน่ะ ...แต่เพื่อจะรู้ตามความเป็นจริง
เห็นมั้ย
เมื่อทำไปด้วยญาณทัสสนะ ผลคือการที่...ธรรมตามความเป็นจริงนั้นคืออะไร...ก็คือความเป็นศีลวิสุทธิ คือความปกติของธรรมนั้นๆ ...ศีลก็บริสุทธิ์ขึ้น
ศีลมันมีอยู่แล้ว ไม่ต้องไปทำขึ้นมา ...แต่มันเศร้าหมองขุ่นมัวไปเพราะสมมุติและบัญญัติ ...ธรรมนี่เป็นศีลวิสุทธิในตัว
คือความเป็นปกติธรรม เป็นปกติธรรมดา
แต่พวกเราทำไมเข้าไม่ถึงความเป็นปกติธรรมดา ...เพราะมัวแต่สร้าง มัวแต่ทำ มัวแต่ต่อเติมเสริมแต่งให้วิจิตรวิลิศมาหรา เลิศหรูอลังการขึ้นมา
ตามตำรับตำราบ้าง ตามคำบอกเล่ากันต่อๆ มาบ้าง ว่าธรรมต้องเป็นอย่างนี้ ศีลต้องเป็นอย่างนี้ ...ไปๆ มาๆ ก็ตกอยู่ในร่องเดิมของสีลัพพตปรามาส
หนีไม่พ้นความเชื่อที่สั่งสมกันมา ที่บอกเล่ากล่าวขานกันต่อมา...ว่าธรรมเป็นอย่างนี้นะ อย่างนี้ไม่ใช่ธรรม ...นี่่ มันเก็บไว้อยู่ในซอกหลืบของจิต
พอจะรู้ทันเห็นทันตามความเป็นจริงตรงๆ ...ความเชื่อนี้มันจะมาโต้แย้ง มาขัดแย้ง
มาทาบทาว่าจริงรึเปล่า ไม่เห็นเหมือนกับที่อ่านมา ที่ได้ยินมา
แล้วมันจะทิ้งธรรมที่เป็นปกติธรรม
ไปหาธรรมที่เป็นสังขารธรรม ที่เนื่องด้วยคิดและจำ ...ธรรมเลยไม่เป็นหนึ่ง
ธรรมมันเลยเป็นสามสี่ห้าหกเจ็ดแปดเก้าสิบ ...ว่ากันไปเรื่อย
คนนึงก็พูดอย่าง
คนนึงก็มีความเห็นอีกอย่าง อีกคนนึงก็มีความเห็นอีกอย่าง ...กายอันเดียวกัน
ทำไมมันมีตั้งหลายอย่าง ทำไมไม่เป็นธรรมเดียวกัน ทำไมเห็นไม่เหมือนกัน
ทั้งๆ
ที่บอกว่าธรรมเป็นหนึ่ง...ไม่เป็นสอง ...มันว่ากันยังไงถึงเป็นยังงั้น กายเป็นยังงี้ ...เนี่ย เขาเรียกว่ายังไม่แจ้งในธรรม คือยังเข้าไม่ถึงธรรม ยังไม่เห็นสภาพธรรมตามความเป็นจริง
ยังไม่เห็นสภาวะธาตุ สภาวธรรมตามความเป็นจริง สภาวะกายที่เป็นสภาวะธาตุ
สภาวะกายที่เป็นสภาวธรรม สภาวะขันธ์ที่เป็นสภาวธรรมตามความเป็นจริงคืออะไร
มันยังมีเป็นความเห็นอย่างนั้น เป็นความเห็นอย่างนี้ อยู่ตลอดเวลา ...ยังมีการเข้าไปให้ความหมายกับสิ่งนั้นสิ่งนี้อยู่ตลอดเวลา
อะไรล่ะเป็นตัวที่ให้ความหมาย
และอะไรล่ะที่ยังไปเชื่อตามความหมายนั้น และอะไรล่ะที่ยังไปค้นหาใหม่ขึ้นมาอีก ...เนี่ย เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ทั้งสิ้น
นักภาวนาก็ทุกข์เพราะภาวนา ทุกข์เพราะอะไร...ทุกข์เพราะหา ทุกข์เพราะอะไร...ทุกข์เพราะหาแล้วไม่ได้ ทุกข์เพราะอะไร...ได้แล้วอยู่ไม่นาน ทุกข์เพราะอะไร...หาแล้วก็ไม่เจอ
อยู่แค่นั้นน่ะ...จนตาย ...แล้วก็มานั่งปลอบใจคุยกัน พอให้สบายใจ แล้วก็ไปค้นไปหากันต่อ ...เหมือนดำผุดดำว่ายในมหาสมุทรต่อไป ...มีเรือก็ไม่รู้จักต่อเรือ
ก็บอกว่าวิธีต่อเรือคือวิธีการนี้ ...ก็ไม่ต่อ มัวแต่ดำดิ่งวนอยู่ในน้ำนั่นแหละ มืด บอด ...ค้นหาวิธีการ...ที่คิดว่าถูก ที่คิดว่าใช่ สำนักนั้น สำนักนี้ ดูดี ฟังดี..ก็ไป ลองดูแล้วก็ไม่ใช่ ก็ไม่ตรง
ทำไมมันถึงยากเหลือเกินล่ะ...การปฏิบัติธรรมนี่ ...ทั้งที่ว่านั่งกินนอนกินเหมือนเจ้าสัวอยู่กับกองธรรม
แต่ใช้เงินไม่เป็น ...เศรษฐีอาภัพมั้ง
เกิดเป็นคน เกิดเป็นมนุษย์ มนุสสปฏิลาโภ ... ปฏิลาโภ
แปลว่าลาภอันประเสริฐ
เป็นลาภอันประเสริฐหมายความว่ามันมีกองทรัพย์สมบัติอยู่กับเนื้อกับตัวแล้ว ...เหมือนเศรษฐีนี่ แต่ใช้เงินไม่เป็น
เป็นเศรษฐีธรรมแท้ๆ
แต่ทำตัวเหมือนยาจก อดอยาก อยากได้ธรรม อยากได้ธรรมมากๆ อยากรู้ธรรมเยอะๆ ...ทั้งๆ
ที่ว่า มนุสสปฏิลาโภ ความเป็นมนุษย์เป็นลาภ
การมีกายเป็นลาภอันประเสริฐ
หาได้ยากยิ่ง ในสัตว์ที่นับไม่ถ้วนน่ะ ...จิตกี่ล้านๆๆๆๆ อสงไขยดวงน่ะ
ที่ยังไม่มีกายมาเป็นสมบัติให้ครอบครอง
พอได้มาแล้วก็เป็นเศรษฐีหน้าโง่...ใช้ไม่เป็น มัวแต่อ้อนวอนร้องขออยู่นั่นน่ะ มานั่งหลับตา ก็นั่งหลับตารอ นั่งหลับตาหา ...ภาวนาหา
ถามว่าหาอะไร...ไม่รู้ จะได้เมื่อไหร่...ไม่รู้ แล้วที่ได้มาใช่รึเปล่า...ก็ยังไม่รู้อีก แล้วทำไมยังหาอีก...ก็ไม่รู้ ...มันทำไปด้วยความไม่รู้นะ ใช่มั้ย
มันทำไปยังงั้นน่ะ เขาเรียกว่าภาวนาแบบปิดตาเดิน ...เหมือนเล่นปิดตาตีหม้อ วันไหนบังเอิญตีถูกหม้อโป๊ะ ดีใจ ได้สักครั้งนึง ...ก็แค่นั้นน่ะ
พอเป็นยาชูกำลังให้ค้นหาหม้อต่อไปที่จะตี เผื่อจะตีโดน ...ดีอกดีใจนะตีโดนนี่
แล้วก็ปิดตาตีหม้อต่อไป ...มันไม่ได้มีความว่าแจ้งสว่างอะไรเลยนะ
มันเหมือนฟลุ้คเหมือนบังเอิญมั้ง เห็นวับๆ แวมๆ เกิดความรู้สึกโล่งอกโล่งใจ ...ยังไม่รู้เลยทำไมมันถึงเป็นยังงั้น ไม่เข้าใจ เหมือนวาสนาพาไป
ทั้งๆ
ที่เป็นเศรษฐีแท้ๆ ทำตัวเหมือนยาจก เป็นขอทาน ขอทานธรรม ขอเถอะ เอาอะไรมาแลกก็ยอม
ให้โกนหัวโกนผมบวชก็ยังได้ ...แลกกับธรรม เผื่อจะได้ธรรมเร็วขึ้น
เนี่ย ธรรมก้อนใหญ่
ท่านถึงเรียกว่าก้อนธรรม แต่มันเป็นก้อนธรรมที่มันมีหีบสมบัติปิดบังอยู่ ...ต้องเปิดหีบออก จึงจะเห็นทอง ทองแท้ ธรรมแท้ กายแท้
ไม่ใช่กายเนื้อ ไม่ใช่กายเรา
ไม่ใช่กายชายกายหญิง ไม่ใช่กายแก่ กายหนุ่ม กายสาว ไม่ใช่กายสูงต่ำดำขาว
ไม่ใช่กายไม่สวย ... กายแท้ อยู่ตรงไหน อยู่ในนี้ หาให้เจอ ดูให้เห็น
มัวแต่แบกหีบสมบัติคาราคาซังไปจนตายน่ะ
แต่ไม่เปิดเลย ..น่าเสียดาย น่าเสียดายจนน่าอเนจอนาถสลดสังเวช ผู้ปฏิบัติธรรม
อยู่ใกล้ธรรมแท้ๆ อยู่ติดกับธรรมแท้ๆ แต่ไม่เห็นธรรม...จนตาย
เพราะอะไร
มัวแต่หาธรรมอยู่ ...ชักกันไป ลากกันมา ไปหาธรรมตรงนั้น ไปหาธรรมตรงนี้
ในป่าในเขาตรงนั้น ในวัดตรงนี้ สำนักนั้น สำนักนี้...น่าจะมีธรรม
มี ... แต่ธรรมของท่านน่ะ
ธรรมก็อยู่ที่ท่านน่ะ ...ก็ท่านก็อยู่กับธรรมอยู่แล้ว จะไปขอท่านได้ยังไง ไปเอาจากท่านได้ยังไง
ตัวเองก็มี...แต่เอาไม่ได้ ... กายมี...มาตั้งแต่เกิดจนตาย ใจก็ไม่เคยหายไปไหนจนตาย ...ตายแล้วยังไม่หายไปไหนเลย ใจน่ะ
เพราะใจมันเป็นธรรมธาตุ
เป็นธาตุที่อมตะธาตุ ไม่บุบ ไม่แตก ไม่สลาย ไม่เสื่อม ไม่เศร้า ไม่หมอง ...เป็นความบริสุทธิ์เหมือนเพชรน้ำเอกอยู่ตลอดเวลา
มี ทุกคนมี ...แต่ไม่เห็น ไม่หยั่ง ไม่ดู ...มัวแต่หา หาอันใหม่ หาอะไรก็ไม่รู้
แล้วมันยังหาอีก เผื่อจะได้ เผื่อจะรู้มากขึ้นน่ะ เอ้า ...นั่นแหละ จิตมันสั่ง
เคยได้ยินมั้ย...จิตเป็นนาย "กู" นี่เป็นบ่าว ไม่ใช่กายน่ะ ...มันว่ายังไงก็ตามมันไป ให้ทำอะไรก็ทำ
ให้ปฏิบัติยังไงก็ทำไปตามความเชื่อ ตามความคิด ...มีปัญหาอะไรก็เอาความคิดแก้
เขาเรียกว่าดำเนินชีวิตโดยเอาวิถีแห่งจิตเป็นตัวนำ วิถีแห่งความคิด วิถีแห่งอารมณ์
วิถีแห่งกิเลส ...เอาอารมณ์ เอาความคิดเป็นตัวแก้ เอาวจี เอากริยากายกรรมเป็นตัวแก้ ...นั่น วิถีของโลกมันเป็นอย่างนั้น
ถ้าผู้มีปัญญา ท่านเอารู้เป็นตัวแก้ เอาวิถีแห่งรู้เป็นตัวนำ
เอาวิถีแห่งรู้เป็นตัวหลัก ...อะไรเกิดขึ้นก็รู้ไว้ก่อน รู้อยู่...รู้แล้วก็อยู่
รู้แล้วก็อยู่ตรงนี้
เห็น..ก็รู้ว่าเห็น..อยู่ตรงนี้ ได้ยินก็รู้ว่าได้ยิน..ก็รู้อยู่ตรงนี้ ...ไม่ได้เอาความคิดความหาอะไรมาเป็นตัวกำหนด เอารู้เป็นตัวกำหนด เป็นตัวหยั่งลงไว้ ...ปักหลัก ให้แน่น ให้มั่น อยู่ในนี้ ที่นี้ รู้นี้
นั่นแหละ เอาวิถีรู้เป็นตัวนำ
ไม่เอาวิถีจิตเป็นตัวนำ ...เพราะนั้นเมื่อใดที่เอาวิถีรู้เป็นตัวนำ นั่นน่ะ วิถีรู้นั่นก็คือวิถีเดียวกับวิถีมรรคนั่นแหละ
เรียกว่าต่อเรืออยู่เลยนั่นน่ะ
กำลังต่อเรืออยู่นะ ...แต่ว่ามันตอกตะปูด้วยไม้แผ่นเดียวเนี่ย...เบื่อแล้ว ไม่เอาแล้ว ไปหาอะไรดีกว่า
หาอะไรทำดีกว่า
นี่ เดี๋ยวก็ลอยน้ำไป หายไป ...ไอ้แผ่นไม้ที่กำลังขึ้นรูปขึ้นร่างเป็นเรือเป็นแพ ให้อาศัยท่องไปในมหาสมุทรฝ่าคลื่นลมฝนนั่นน่ะ
เพราะนั้นว่าพวกเรานี่เหมือนนายช่าง ...การปฏิบัติตัวด้วยกายวาจาใจนี่ เหมือนนายช่าง...ที่กำลังต่อเรือ เป็นงาน...งานชิ้นเอก
เป็นงานหลัก
ไอ้ที่ต่อก็ไม่ต่อแล้วยังทำลายเรืออีกต่างหาก ปล่อยให้เรือลอยไปลอยมา
ปล่อยให้ไม้ชิ้นนั้นชิ้นนี้ลอยไปลอยมาตามยถากรรม
ไม่ได้จับมาปะติดปะต่อให้เป็นเรือ
ไม่ก่อรวมตัวกันให้เป็นเรือ พอได้พายได้ถ่อไป ข้ามมหาสมุทร...ที่ไม่รู้ว่ากว้างไกลขนาดไหนน่ะ โอฆะสงสาร ...นี่ ไม่รู้ว่าไปจมอยู่ที่ส่วนใดของมหาสมุทร แต่ส่วนมากมันก็อยู่แถวๆ สะดือทะเลน่ะ
ถ้าขยันต่อเรือหน่อย มันก็ได้พาเข้าใกล้ฝั่งเข้าไป ...ถ้าได้ขึ้นเรือแล้วก็ฉิว
มันไม่มีทางจะกระโดดลงไปในมหาสมุทรอีกต่อไปหรอก
แต่ก็ยังเจอคลื่นและลม
ถ่าโถมถั่งโถมลงมาเป็นระยะนะ เปียกปอนบ้างเป็นธรรมดา ...นั่นคือมหาสมุทร ไม่มีหรอกที่มันจะคลื่นราบเรียบเหมือนกระจก...ไม่มี ฝันเอาเหอะ...ไม่มี
แต่ก็ยังดีกว่าจม ...ก็ว่ายตะเกียกตะกาย
กอดคอกันตายในมหาสมุทร แล้วคนนั้นคนนี้ก็กวักมือเรียกขานกันไป ... “อย่าเพิ่งต่อเรือเลย
อย่าเพิ่งหนีกันไปเลย มาอยู่ด้วยกันเถิด มาตายอยู่ตรงนี้กันเถิด”
(โยมหัวเราะกัน)
โยม – พระอาจารย์กรุณาบอกทางต่อเรือให้โยม
พระอาจารย์ – ก็บอกอยู่แล้ว อะไรเกิดขึ้นก็รู้ ...นั่นน่ะคือการต่อเรืออยู่
เพราะนั้นระหว่างที่มันยังไม่แล้ว กำลังต่ออยู่ ...มันจะสงสัย แล้วก็ลังเล แล้วมันก็จะหาว่าเรือลำอื่นมีไหมที่ดีกว่านี้
จะได้ไม่ต้องต่อ ...มันจะเอาแบบมักง่าย เอาแบบสบายใจฉัน เอาแบบอ้อนวอนร้องขอได้
(ต่อแทร็ก 7/23)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น