พระอาจารย์
7/23 (550330B)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
30 มีนาคม 2555
(ช่วง 2)
(หมายเหตุ : ต่อจากแทร็ก 7/23 ช่วง 1
พระอาจารย์ – เออ มัวแต่กำหนดพุทโธ มัวแต่กำหนดลมหายใจแล้วก็เอาความสงบอยู่นั่น แล้วจะเอาความสงบตั้งมั่นเป็นกำลัง ...มันเป็นกำลังตรงไหน ฮะ แล้วมันมีประโยชน์ตรงไหน
มันมีปัญญาตรงไหน
โยม – มันจะรู้สึกแค่กำหนด
พระอาจารย์ – ก็แค่นั้นน่ะ
เห็นมั้ยว่าภาวนาถ้ามันไม่เข้าใจหลักน่ะ มันก็เวียนว่ายอยู่ในมหาสมุทร...เดี๋ยวได้บ้าง เดี๋ยวก็ไม่ได้บ้าง เดี๋ยวก็ได้บ้าง เดี๋ยวไม่ได้บ้าง ...คือมันไม่เข้าใจ
ไม่เข้าใจ...ไม่เข้าที่ใจ ไม่อยู่ที่ใจ ไม่ทำใจให้สว่าง
ใจสว่างอยู่แล้ว ...ทำยังไงที่ทำใจให้สว่าง ...คือจับไอ้จิตระเกะระกะ ไอ้จิตวุ่นวี่วุ่นวาย
ไอ้จิตหาเรื่องไร้สาระ หาธรรมที่ไม่มี...จับต้องไม่ได้ในอดีต-อนาคต ...จับมันมารวมในที่เดียวกัน เรียกว่าสัมมาสมาธิ
รวมที่ไหน...ที่หนึ่ง หนึ่งไหน...หนึ่งในปัจจุบันกายใจ ...ก็แค่นี้ ไม่เห็นมันจะยากเลย ไม่เห็นมีอุบายเลย
โยม – ไม่ต้องมีอุบาย
ไม่ต้องมีเทคนิคอะไร
พระอาจารย์ – ไม่มี
โยม – มีเครื่องอยู่มั้ยคะ
พระอาจารย์ – เครื่องอยู่คือกายกับใจ
โยม – หลงไปก็รีบมากายก่อน
พระอาจารย์ – ก็แค่นั้น ... กายนี่ ใจนี่ คือรูปแบบการภาวนาที่แท้จริง เป็นรูปแบบการภาวนาที่มีมาทุกคน
ไม่มีใครเหนือกว่าใคร ยกเว้นคนที่มีอกุศลกรรมปิดบังเป็นออทิสติก
จะไม่สามารถระลึกรู้กายใจได้
นี่กรรมนะ ปิดบังนะ อกุศลกรรม บ้าใบ้เสียจริต ...เขาให้มีชีวิตอยู่ด้วยการมีสติ ก็ทำลายสติตัวเองซะ กินเหล้ามั่ง ทำให้คนอื่นเขาเสียจริตบ้าใบ้ หรือไปทำให้คนอื่นเขาสมองเสีย พิการอะไรพวกนี้
นี่กรรมนะ ปิดบังนะ อกุศลกรรม บ้าใบ้เสียจริต ...เขาให้มีชีวิตอยู่ด้วยการมีสติ ก็ทำลายสติตัวเองซะ กินเหล้ามั่ง ทำให้คนอื่นเขาเสียจริตบ้าใบ้ หรือไปทำให้คนอื่นเขาสมองเสีย พิการอะไรพวกนี้
เพราะนั้นตัวกายใจนี่คือรูปแบบการปฏิบัติที่แท้จริง เป็นรูปแบบที่ไม่ต้องสร้างขึ้นมาใหม่ ...มันมีอยู่แล้วรูปแบบน่ะ...เป็นรูปแบบที่มีมาจำเพาะกายจำเพาะจิตนี้เลย
แล้วไม่ต้องหาวิธีว่า...เอ๊ เราจะปฏิบัติด้วยรูปแบบไหนดี ...เพราะนั้นว่า พอเริ่มว่า...เอ๊ เราจะทำอะไรดี จะปฏิบัติอะไรดี ...ให้รู้ไว้เลยว่า หลงคิดอีกแล้ว ... ไม่เอา
รู้จักคำว่าไม่เอามั้ย...สลัดทิ้งซะ กลับมาตรงนี้เลยๆ มาอยู่ในรูปแบบการปฏิบัติที่แท้จริง คือกาย ยืนเดินนั่งนอน ...แล้วก็หยั่งลงไว้ หยั่งน่ะ เข้าใจคำว่าหยั่งมั้ย เหมือนทิ้งลูกดิ่งน่ะ เหมือนลูกดิ่ง
โยม – ไม่ใช่เพ่งนะคะ
พระอาจารย์ – ไม่ใช่เพ่ง ...หยั่ง ถ้าเพ่งน่ะมันหาที่ ...นี่หยั่ง ...อย่างเวลาโยนก้อนหินไปในอากาศ
แล้วก้อนหินมันจะไปกระทบอะไรนี่ เราเลือกไม่ได้ใช่มั้ย
โยม – ไม่ได้เจ้าค่ะ
พระอาจารย์ – เออ ตามบุญตามกรรม ใช่มั้ย ...เหมือนกับโยนไปโดยไม่คาดหมายว่ามันจะโดนอะไรใช่มั้ย ...นั่นแหละ หยั่ง ....หยั่งลงไปที่กาย มันเจออะไร
โยม – อ๋อ ไม่ต้องไปเจาะจง
พระอาจารย์ – เออ มันรู้สึกตรงไหน ...ตรงไหนมันชัดก็รู้ตรงนั้น ...คือไม่ได้ว่าจะเอาแค่ลม หรือต้องอยู่กับลม
โยม – ไม่เลือก
พระอาจารย์ – เออ นั่นแหละเรียกว่าหยั่งด้วยความเป็นกลาง
โยม – อะไรก็ได้
พระอาจารย์ – เออ ที่มันเป็นกายปัจจุบันน่ะ ...ถ้าไหวชัดก็หยั่งลงไปที่ไหว ถ้าแน่นๆ ข้างล่าง ก็หยั่งลงไปที่ข้างล่าง
โยม – ถ้าตอนนี้ชาที่ขาก็หยั่งลงไป
พระอาจารย์ – ก็หยั่งลงไว้
โยม – ถ้าหยั่งแล้วต้องอยู่กับเขาตรงนั้น หรือเคลื่อนไหวไปมา
พระอาจารย์ – ก็แล้วแต่ ...มันจะมีอะไรเคลื่อนย้ายไปมาก็เคลื่อนย้ายไปมา มีความรู้สึกตรงไหนปรากฏขึ้นในกาย ก็ดูไป หยั่งลงไป สลับไปสลับมา มันไปเอง เราไม่ต้องไปกำหนดว่ามันจะมีอะไรมันไหว
โยม – มาที่ความรู้สึกนึกคิดด้วย
พระอาจารย์ – อย่าไปสนใจจิต อย่าให้ความสนใจกับจิต
โยม – เอาที่กายเป็นหลัก
พระอาจารย์ – ที่กายเป็นหลัก นอกนั้นทิ้งให้หมด
โยม – อ๋อ ไม่ใช่กลับมาดูจิต ว่ารู้สึกกึ๊กกั๊กแล้ว ไม่ใช่
พระอาจารย์ – ไม่ต้องไปดู
โยม – ถ้ามันเบื่อล่ะคะ
พระอาจารย์ – เบื่อก็คืออาการนึงของจิต ก็รู้ว่าเบื่อ ก็จบ
โยม – แต่ว่าส่วนใหญ่ที่เราจะต้องรู้คือดูกายเป็นหลัก
พระอาจารย์ – ต้องเอากายเป็นหลัก ...ไอ้นอกนั้นน่ะ เข้าใจคำว่า..รู้จักคำว่าเหลือบแลด้วยหางตามั้ย ดูมันแค่หางตา แล้วก็...เออ ช่างหัวมัน เข้าใจมั้ย
อย่าไปจดจ่อกับมัน อย่าไปจดจ่อกับจิต อย่าไปจดจ่ออยู่กับอารมณ์ อย่าไปจดจ่ออยู่กับสภาวธรรม ...ถ้าจะจดจ่อให้จดจ่อที่กายเป็นหลัก...ไม่งั้นจะหลง
โยม – แต่กลับมาที่กายไม่เป็นไร ห้ามจดจ่อที่จิต
พระอาจารย์ – ใช่ เดี๋ยวจะหลงจิต แล้วก็จะเข้าไปในเขาวงกต
โยม – บางท่านก็บอกว่าแล้วให้ย้อนกลับมาดูจิตผู้รู้อีกทีนึง มาดูจิตผู้รู้อะไรอย่างนี้ งงเหมือนกัน
พระอาจารย์ – ก็งงอ่ะดิ ยังไงก็งง ถ้าทำอย่างนั้นน่ะงงแน่ๆ ...เพราะจิตมันสั่งการหมดเลย ระหว่างที่ทำอย่างนั้นนี่ จิตมันสั่งการ หลงเข้าไปในจิตตลอดแล้ว
โยม – อ๋อ หลงสงสัย หลงคิด หลงปรุง แล้วก็ทำตาม
พระอาจารย์ – แล้วก็หลงหารู้อีกต่างหาก ...จิตมันบอกทั้งนั้นน่ะ ระหว่างที่อยู่ในภวังค์นั้น เราบอกว่าอยู่ในเขาวงกตตลอดแล้ว … ถ้าจะออกก็อย่างที่บอกว่า...เหมือนหมาสลัดน้ำน่ะ
โยม – ต้องสลัดทั้งตัวเลย
พระอาจารย์ – ก็ไม่ต้องขนาดนั้นหรอก (หัวเราะ) เราเปรียบเทียบ ...เหมือนกับสลัดทิ้งไปซะ ทิ้งการกระทำตรงนั้นซะ
โยม – แล้วก็กลับมาที่กาย
พระอาจารย์ – แล้วก็กลับมาตรงนี้เลย เอาแบบปัจจุบันทันด่วน เหมือนเอาทิงเจอร์ราดแผลเลยน่ะ ...คือเอาสดๆ ตรงนี้ คือเอาความรู้สดๆ ตรงนี้ เข้าใจมั้ย เอารู้สดๆ ตรงนี้
โยม – รู้สดๆ ...นั่ง
พระอาจารย์ – ก็นั่งไง แล้วก็รู้ว่านั่ง ...เนี่ย รู้จริงแล้ว รู้ตรงนี้แล้ว ...รู้อยู่ตรงนี้แล้ว
โยม – แสดงว่าในชีวิตประจำวัน ในการดำเนินไปนี่ เรารู้อิริยาบถใหญ่กับอิริยาบถย่อยเป็นหลักเลย
พระอาจารย์ – แค่นั้นพอแล้ว
โยม – แล้วนานๆ อาจจะแวบไปดูใจทีนึง
พระอาจารย์ – ไม่ต้องไปดู มันมีให้เห็นเอง
โยม – ไม่ต้องดูเลยหรือคะ โลภะเกิดแล้วอะไรอย่างนี้
พระอาจารย์ – ไม่ต้องดู มันรู้เองแหละ มันเห็นเองแหละ …ไม่ต้องไปจดจ่อหา หรือไปคอย ไปดัก ไม่ต้องใส่ใจใยดีมัน
โยม – แล้วต้องเดินจงกรมมั้ยคะ
พระอาจารย์ – แล้วเวลาเดินนี่มันไม่เรียกว่าเดินจงกรมรึไง (โยมหัวเราะ) ...ทำไมจะต้องไปบอกว่าไอ้นี่จงกรม ไอ้นี่ไม่จงกรม
โยม – คือมันต้องมีรูปแบบไหมคะ
พระอาจารย์ – ก็บอกว่านี่คือรูปแบบ เข้าใจรึยัง นี่ก็กำลังนั่งสมาธินี่ เข้าใจมั้ย กายมันก็นั่ง ก็ถือว่าเป็นนั่งสมาธิ ...ไม่มีคำว่าหยุดการภาวนาได้เลย นะ
ถ้าอยู่ในรูปแบบกายใจนี่ ไม่มีคำว่าออกจากการภาวนาเลยนะ ไม่มีเวลาพักเลยนะ ...ทุกอย่างต้องเป็นการภาวนาตลอดเวลา เพราะนี่คือรูปแบบของการภาวนา
โยม – อ๋อ, อ้อ
พระอาจารย์ – จะมาบอกว่าถ้าไม่เดินจงกรมแล้วไม่เป็นรูปแบบ เราบอกไม่ใช่นะ
โยม – ถ้าเกิดเราหลงไปนานๆ เราเบื่อ ไปหลงเพลินกับอารมณ์ กับนิสัยเดิมๆ สันดานเดิมๆ ไป
พระอาจารย์ – ก็รู้ตัว
โยม – มันหายไปครึ่งชั่วโมงแล้ว กลับมาก็ไม่เป็นไร
พระอาจารย์ – ไม่เป็นไร หลงใหม่รู้ใหม่ๆ พยายามกลับมาบ่อยๆ
โยม – ต้องปลีกตัวอยู่คนเดียวมั้ยคะ
พระอาจารย์ – ไม่ต้องอ่ะ
โยม – อ๋อ ธรรมชาติ ธรรมดา
พระอาจารย์ – คือปลีกได้ก็ดี แต่ก็ไม่ต้องไปขวนขวายถึงขนาดนั้น
โยม – ค่ะๆ เจอก็เจอ
โยม (อีกคน) – แล้วโยมยังติดพวกอาหารอร่อย ติดอยู่สบายๆ อย่างนี้ฮ่ะ จะต้องละเลิกเขาไหมคะ
พระอาจารย์ – ชะลอมันหน่อย ...ทำไมถึงให้ชะลอ ...เพราะว่าในขณะที่เราเข้าไปเสพมัน...เราจะหลง เราจะลืม เราจะลืมตัว เราจะลืมรู้ เราจะไม่มีสติ
เมื่อใดที่เข้าไปเสพกับสิ่งคุ้นเคยในความหลง พอใจ เช่น คุย...เวลาคุยนี่ไม่มีสติ สติเกิดได้ยากมาก รู้กายรู้ใจได้ยากมาก ใช่มั้ย
โยม – ใช่เจ้าค่ะ
พระอาจารย์ – แต่ก็ยังไม่ยอมเลิก ...ถ้าไม่เลิก ยังไงก็ไปทำสติตอนนั้นไม่ได้หรอก
โยม – เรื่องคุยนี่ไม่ค่อยมีปัญหา แต่มีปัญหาเรื่องกิน เรื่องยังติดสุข พูดง่ายๆ ฮ่ะ ยังชอบ
พระอาจารย์ – เวลากินให้ตั้งใจกิน
โยม – ตั้งใจกิน แต่กินของอร่อยแล้วเราชอบ ไม่เป็นไร
พระอาจารย์ – ไม่เป็นไร ให้ตั้งใจกิน ทุกคำ ทุกการเคี้ยว ทุกอิริยาบถใหญ่ ทุกอิริยาบถย่อย ให้ตั้งใจกิน
โยม – เคี้ยวอยู่ รู้ว่าเคี้ยว รสชาตินี้
พระอาจารย์ – พอใจรู้ว่าพอใจ ...รู้ บอกว่าอยู่ในวิถีแห่งรู้ วิถีแห่งรู้มันเป็นวิถีที่ทวนกระแส ทวนกระแสนิสัยเดิม ...สำคัญว่า จะลงทุนมั้ยล่ะ กล้าลงทุนมั้ยล่ะ จะเป็นนักลงทุนก็ต้องลงทุน
(ต่อแทร็ก 7/23 ช่วง 3)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น