พระอาจารย์
7/23 (550330B)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
30 มีนาคม 2555
(ช่วง 4)
(หมายเหตุ : ต่อจากแทร็ก 7/23 ช่วง 3
โยม – ที่โยมเบื่อหน่าย
มันก็เพิ่งปิ๊งมาเมื่อกี้ค่ะว่า เอ๊ เราก็ทานข้าว ทานของดีๆ ไปนะคะ
แล้วเราปวดท้องเข้าห้องน้ำ มันก็เอาของเสียออก เดี๋ยวก็เอาของดีเข้าไปใหม่
มันก็ผลิตของเสียออกให้เราเหนื่อย รู้สึกว่ามันไม่มีค่าอะไรเลยนะคะตัวนี้
มันทำไมเป็นอย่างนี้นะคะ
พระอาจารย์ – เป็นธรรมชาติของกาย ...กายใจเป็นแค่ทางผ่าน
โยม – แล้วทำไมมันทำอันดีๆ
ไม่ได้ล่ะคะ
พระอาจารย์ – เพราะกายนี้ไม่ใช่ของที่ดีมาแต่เกิด กายเป็นของหยาบอยู่แล้ว โดยธรรมชาติของธาตุนี้
เป็นปฏิกูลโดยปกติวิสัยอยู่แล้ว เพราะนั้นอะไรมากระทบสัมผัสสัมพันธ์ผ่านกายปุ๊บ
ทุกอย่างเป็นปฏิกูลหมด
แต่ไม่ต้องไปคิดไปหามันหรอก ...ให้เห็นว่ากายใจเป็นแค่ทางผ่าน
ทางรูป ทางเสียง ทางกลิ่น ทางรส ทางจิต ทางอารมณ์ ทางความรู้สึก ...พวกนี้แค่ทางผ่าน
แล้วก็ผ่านไป แล้วก็ดับไป
มันไม่เก็บอะไรได้หรอก
ตัวมันไม่เคยเก็บอะไรไว้เลยกายใจนี่...เก็บไม่ได้ ...เพราะนั้นตัวไหนที่เก็บ
ตัวนั้นน่ะตัวปัญหา ปัญหาอยู่ที่นั้น
ตัวจิตนั่นแหละเป็นตัวเก็บ
โดยสร้างสถานะหนึ่งที่เรียกว่า “เรา” ขึ้นมาเก็บไว้ ...นี่ จิตเป็นผู้สร้างขึ้นมา
กายใจนี่ไม่ได้สร้างอะไรเลย มันมีแต่รับทุกสิ่งทุกอย่างด้วยความเป็นกลาง ไม่เลือก
แล้วก็ผ่านไป
อะไรเกิดขึ้นก็ได้ เย็นก็ได้
ร้อนก็ได้ อ่อนก็ได้ แข็งก็ได้ มันไม่ว่าอะไรทั้งสิ้น แล้วก็ผ่านไป ...กายไม่ได้เก็บความรู้สึกใดๆ ไว้ พอใจ ไม่พอใจ เสียใจ ไม่เสียใจ ...ไม่มี เป็นกลาง
ใจก็เป็นกลาง มีหน้าที่รู้-เห็นๆๆ ไม่เคยเก็บอะไรไว้ได้เลย ...เพราะนั้นมลทินทั้งหลายทั้งปวงอยู่ที่จิต
ที่เข้าไปหมายไปมั่น ด้วยความเป็นเราของเรา
แล้วมันยังคาอยู่ข้างใน ...ทั้งที่ว่ามันไม่ควรมีอะไรคาอยู่ได้
ไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะมีอะไรคาอยู่ในกายใจได้เลย ...ตามความเป็นจริงนะ
โยม – ไม่ควรมีเลยหรือคะ
พระอาจารย์ – มันมีไม่ได้ด้วยซ้ำ ...เพราะนั้นความโง่ไง ที่ไปสร้างเก็บไว้ โดยมีสถานะเป็นเรื่องราว เห็นมั้ย
มีตั้งหลายเรื่องในนี้ แต่ละคนน่ะมีตั้งหลายเรื่องที่ยังอยู่
โยม – เก็บเป็นตัวสัญญาจำไว้
พระอาจารย์ – นั่นแหละ ทั้งหมดเป็นกระบวนการของจิตไม่รู้ทั้งหมดเลย
ทั้งๆ ที่ว่าความเป็นจริงกายใจไม่เคยเก็บอะไรเลย
โยม – เอ พระอาจารย์คะ ที่ว่าจิตนั้นประภัสสร
โยมก็ว่าจิตนั้นบริสุทธิ์
พระอาจารย์ – ใจน่ะ ...
ในความหมายพระพุทธเจ้าท่านพูดเรื่องจิตเรื่องใจนี่ ท่านไม่ได้พูดในลักษณะแยกภาษาสมมุติชัดเจนแต่ท่านพูดรวมกัน
มาในครูบาอาจารย์รุ่นหลังท่านถึงจะมาแปลงสมมุติบัญญัติให้มันชัดเจน
โยม – จิตเดิมแท้อะไรอย่างนี้
พระอาจารย์ – อือ จิตเดิมแท้ ก็คือใจนั่นแหละ
เพราะนั้นถ้าไปพูดเรื่องจิตแล้วไปรวมกันกับใจนี่ พวกนักปฏิบัตินี่จะงง สับสนไปหมด ไปตีความหมายผิด แล้วก็ไปเข้าใจว่าเห็นแล้ว เห็นจิตก็ว่าเห็นใจ เห็นใจก็ว่าเป็นจิต งงไปหมดไม่รู้อะไรเป็นอะไร
โยม – ค่ะ โยมก็งงน่ะคะ ว่าอะไร
พระอาจารย์ – จิตไป...ใจอยู่ จิตไปจิตมา...ใจไม่ไปไม่มา
โยม – ตายแล้วใจไม่ตาย
พระอาจารย์ – ใจไม่ตาย...จิตตาย จิตเปลี่ยน จิตขึ้น จิตลง จิตไม่แน่นอน จิตเกิดๆ ดับๆ ...แต่ใจไม่ไปไม่มา
ไม่เกิดไม่ดับ ...เห็นมั้ย มันต่างกันนะ
โยม – ถ้าใจไม่ไปไม่มา ไม่เกิดไม่ดับ
มันไม่อะไรทั้งสิ้น
พระอาจารย์ – ไม่มี ไม่ขึ้นไม่ลง ...มีแต่รู้ มีแต่เห็น ...อย่างว่าเห็น...คือกายนี้
แล้วจิตหนึ่งคือจิตที่ตั้งมั่นอยู่กับปัจจุบันนี่ แล้วตัวที่เห็นจิตหนึ่งกายหนึ่ง...นั่นน่ะใจ อยู่ที่เดียวกันหมดน่ะ
ทำให้มันได้แค่นั้นน่ะ
ตรงนั้นน่ะมรรคที่สมบูรณ์ ที่ชัดเจนที่สุดอยู่ในองค์มรรค ...แต่คราวนี้ว่ามันชัดเจนได้แค่ขณะหนึ่ง...ยังไม่พอ ยังไม่แจ้งในองค์มรรค ...ต้องอาศัยความต่อเนื่องอย่างนั้น จึงจะแจ้งในมรรค
อย่าให้มันขาด ขาดๆ หายๆ อย่าให้มันเพลินหายไป อย่าปล่อยปละละเลย
อย่าไปเห็นงานอื่นสำคัญกว่างานนี้ อย่าไปมุ่งออกไปหาอะไรข้างหน้าข้างหลัง อย่ามุ่งอะไรออกไปนอกกายนอกใจ
เพราะมันจะหลง หลงได้ง่าย ...ง่ายขนาดไหน ...มีใครเดินผ่านไปผ่านมาปุ๊บ ลืมเลย มันหายไปกับรูปแล้ว แป๊บเดียวเอง
แว้บเดียวเองน่ะ แป๊บเดียว มันดึงไปโดยอัตโนมัติเลย
นี่แหละคือทางที่มันคุ้นเคย
อนุสัย เนี่ย พระพุทธเจ้าท่านเรียกว่านี่คืออนุสัย กิเลส ...กิเลสคือความเคยชิน
เกิดขึ้นด้วยความเคยชิน ...เป็นอนุสัย
เป็นสันดานที่หมักหมมหมักดองอยู่ภายใน ...จนตัวมันเองเข้าใจว่า เนี่ย ก็ธรรมชาติของเราเป็นอย่างนี้
เป็นเรื่องของมันอย่างนี้ เป็นธรรมดาของมันอย่างนี้
พระพุทธเจ้าบอกว่า
ไม่ใช่เรื่องของมันเลย ...ไม่ใช่ธรรมดานะ ไอ้นี่ไม่ธรรมดา ...แต่มันแทบจะกลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกันกับใจเลย
ต้องอาศัยสติสมาธิปัญญาเท่านั้นน่ะ
จึงจะมาจำแนกแยกขันธ์ออกจากกัน เป็นส่วนๆๆๆๆ ...จนหยั่งชัดเจนว่าต่างสิ่งต่างเกิด
ต่างสิ่งต่างปรากฏ ไม่มีการข้องแวะกันเลย
ไม่มีการกระทบกระเทือนซึ่งกันและกันแต่อย่างใด ...มันเป็นเอกภาพในการเกิดและการดับ เป็นธรรมที่เป็นอิสระธรรม
เป็นเอกภาพในตัวของมันเอง...ทุกอย่างในสากลโลก สากลจักรวาล
โยม – หมายถึงว่า เวทนาก็ต่างหาก
ตัณหาก็ต่างหาก
พระอาจารย์ – ทุกอย่าง ...
แต่ว่าในตัวพวกนี้ เริ่มต้นจากจุดนี้แหละ มันจะไปโยงถึงทั้งสากลโลกสากลจักรวาล
ในความผูกพันรวมกัน ให้มาเป็นเรื่อง ให้เกิดเรื่องขึ้น ...แล้วมันเชื่อม
ถ้าปัญญานี่เข้าไปแยกๆๆ เป็นส่วนๆ
ปุ๊บ ...มันจะหาเรื่องไม่เจอ จะไม่มีเรื่องนี้ปรากฏเลย จะไม่เป็นเรื่องกับสิ่งที่...ธรรมดามันไม่มีเรื่องอยู่แล้ว
แต่เรื่องมันปรากฏได้เพราะความไม่รู้มันจับมาผสม ...ตำส้มตำแล้วก็ออกมาเป็นครกนึง แล้วก็ว่าอร่อยหรือไม่อร่อย ...มันทำด้วยความไม่รู้
เพราะไม่รู้มันจึงทำ ถ้ารู้แล้วมันไม่ทำ เพราะมันไม่รู้ไง มันเลยหา ไม่รู้มันเลยสงสัยไง
ใช่มั้ย ก็ถ้ารู้มันก็ไม่สงสัยสิ ก็มันไม่รู้ไง มันถึงสงสัย ...แล้วยังทำตามความไม่รู้อีกเหรอ
ก็บอกว่าถ้ารู้แล้วไม่สงสัย นั่น...ก็รู้ซะเลยสิ
ใช่มั้ย ...ไม่ใช่ไปสงสัยจนกว่าจะรู้ขึ้นมา...ไม่มีทาง ...อย่าไปเชื่อว่า เออ คิดไป
สงสัยไป หาวิธีไป เดี๋ยวก็รู้ขึ้นมาเอง
ก็บอกว่าทำตามความสงสัยก็คือทำตามความไม่รู้อยู่วันยังค่ำน่ะ ...คือเป็นนักภาวนาประเภทเอาน้ำสกปรกมารดเท้าที่สกปรก
แล้วก็บอกว่าเท้านี้จะสะอาดซักวันนึง
มันคงสะอาดมั้ง ...ไม่มีทางนะ ...ตราบใดที่เอาความสงสัยแก้ความสงสัย เอาความคิดมาแก้ให้วิถีธรรมบริสุทธิ์ ...มันจะบริสุทธิ์ได้ยังไง เป็นไปไม่ได้หรอก
ก็บอกว่า ไม่ตามความไม่รู้ออกไป ...ก็คือเมื่อใดที่รู้...ตรงนั้นความไม่รู้เกิดไม่ได้ จิตก็เกิดไม่ได้ ...เพราะจิตมันเกิดจากความไม่รู้
แต่ตอนนี้พวกเรายังไม่อยู่ในองค์มรรคร้อยเปอร์เซ็นต์
เราไม่อยู่ในองค์มรรคที่แข็งแกร่งชัดเจน จึงไม่เกิดสภาวะที่เห็น เรียกว่ามรรคจิตหรือมรรคปหาน
คือเกิดดับในคราวเดียวกัน
นี่ รู้แล้วคิดยังอยู่เลย รู้แล้วอารมณ์ยังตั้งอยู่เลย
อย่างนั้น ขุ่น มัว หมอง อยู่อย่างนั้น ...เขาเรียกว่ากายใจยังไม่อยู่ในองค์มรรคโดยชัดเจน
เข้าใจมั้ย จึงไม่เกิดเป็นภาวะที่เรียกว่ามรรคปหาน
โยม – ทำยังไงให้เป็นกายใจเป็นองค์มรรคซักที
พระอาจารย์ – ก็รู้บ่อยๆ ดิ ... อย่าไปสนใจมัน
ช่างหัวมัน ...รู้เรื่องของเราไว้ เรื่องของกายใจไว้อย่างเดียว
เดี๋ยวมันจะรวมเป็นหนึ่ง มรรคสมังคีกัน ศีลสติสมาธิปัญญาสมังคีกัน องค์มรรคนี่แข็งแกร่งขึ้นมาปุ๊บ...ชัดเจน ทุกอย่างชัดเจนในทีเดียว
จึงเรียกว่าเป็นมรรคจิต
แต่มรรคจิต
จะไปพูดว่าเป็นมรรคจิตร้อยเปอร์เซ็นต์ยังไม่ได้หรอก ...มันเป็นมรรคปหาน
ปหานอยู่ในองค์มรรค ชัดเจน เกิดตรงไหนดับตรงนั้นๆ ไม่มีสิทธิ์มาวนเวียน
สร้างรอยมลทินอยู่ภายในนี้
ตอนนี้ยังมีมลทินอยู่
เพราะอำนาจของอวิชชายังหนาแน่นห่อหุ้มไว้ มันมีแรงการให้ค่าสูง จะให้มันปล่อยจนสลายหายไปในตัวของมันเอง...ยากมาก ...ต้องอดทน
เพราะนั้นก็ต้องเสวยวิบากไป เป็นวิบากกุศล อกุศลไป ...แต่อย่าไปจริงจังใส่ใจกับมันแล้วกัน
โยม – วิบากเก่าหรือวิบากใหม่คะ
พระอาจารย์ – ใหม่นี่แหละ ...ทำในเดี๋ยวนี้มันก็รับผลเดี๋ยวนี้น่ะแหละ ...คือคิดมาก พอไปนั่งเฉยๆ ดูสิ
ให้มันนั่งแล้วเงียบ ไม่มีทางเงียบหรอก บอกให้
ปล่อยจิตทั้งวันให้ล่องลอยๆ นี่ แล้วมาให้นั่งเฉยๆ
นี่ เดี๋ยวมันก็ล่องลอยคล้อยเคลื่อนไม่ยอมหยุด เหมือนผีบ้าเลยน่ะ
มันจะเป็นอย่างนั้น ...เนี่ยแหละคือวิบาก
คือผลจากการกระทำด้วยความละเลย ปล่อยเนื้อปล่อยตัว ปล่อยให้คิดไปเรื่อยเปื่อย
มีเจตนามีอะไรไป ...พอจะกลับมาอยู่ในองค์มรรค รู้กายรู้ใจ หูย คราวนี้แหละยาก
เสวยผลไปเหอะ ทำยังไงก็ได้ผลอย่างนั้น
แต่ถ้าเราทำตลอดเวลาด้วยสติสมาธิ...รักษาไว้ต่อเนื่องไป ...พอบทจะหยุด แล้วก็ตั้งอกตั้งใจดูจริงๆ จังๆ ปุ๊บ ภาวะนี้ง่ายมาก ใจนี่จะว่างเบา
หรืออย่างมากก็เป็นแค่สะเก็ดที่ไม่สามารถจะลากให้ออกไปหรือให้เสียงาน...ให้เสียงานคือกายใจ ...เพราะนั้นความสงบมันจะมีในระดับที่ไม่เสียงาน
แต่ไอ้นี่งานยังทำไม่ได้เลย มัวแต่...หูย เบื่อจัง ทำไมเราถึงเป็นอย่างนี้วะ ...นี่ มันจะออกไปไกลในเรื่องที่ไร้สาระ
ไม่ยอมจบ นั่นน่ะ เป็นเรื่องเป็นราว
คนนั้นคนนี้ๆๆ เราจะทำยังไงกับมัน
มันจะทำยังไงกับเรา อะไรอย่างนั้นน่ะ อะไรมันถูก อะไรมันผิด กูถูกหรือมันผิด
วุ่นวายอยู่อย่างนั้นน่ะ ไม่จบง่ายๆ
ก็ต้องอดทนแล้ว เสวยไปด้วยความอดทน...ขันติ ...รักษากายใจไว้ พูดให้น้อย นอนน้อย กินน้อย สติให้มาก กายใจให้รู้มากๆ
ให้ต่อเนื่องมากๆ
นี่ ให้มาก ...ภาวนาให้มาก ...การภาวนาคือรู้กายรู้ใจปัจจุบัน
อยู่กับปัจจุบันให้มาก อย่าปล่อยให้ล่องลอยไปกับอดีตอนาคต อย่าไปคิดถึงเรื่องที่ยังไม่เกิด
อย่าไปอาลัยอาวรณ์กับเรื่องที่ดับไปแล้ว
อย่าไปตำหนิติเตียนตัวเองที่ทำไม่ดีในอดีต
อย่าไปหลงชมตัวเองในอดีตที่เคยทำมา หรือเขาเคยชมเคยยกยอเราในอดีต ...บ้าบอคอแตก
ไม่มีสาระ
มันไม่มีอะไรทั้งสิ้น ไม่มีความจริงอยู่ตรงนั้นเลย ...อย่าไปหลงอยู่ในความไม่จริง
สิ่งที่ไม่จริง ...สิ่งที่ยังไม่เกิด กับสิ่งที่เกิดไปแล้ว นั่นน่ะมันไม่จริง
ถ้าไปทำอย่างนั้นน่ะ ให้นึกถึงอาการนี้ว่า...บ้วนน้ำลาย
แล้วกำลังไปนั่งเลียน้ำลายที่เราบ้วนทิ้งอยู่ งามดีมั้ยล่ะ
เป็นอากัปกริยาที่งดงามดีมั้ย ...ไม่งามเลยนะ น่าเกลียด ไม่มีสาระ
แต่คนทั้งโลกนี่อยู่ในลักษณะนี้ทั้งโลก ...มีแต่พระอริยะน่ะถึงเห็น
แล้วก็เตือนว่ามันเป็นอากัปกริยาที่ ไม่งามในเบื้องต้น ไม่งามในท่ามกลาง
และจะไม่มีทางงามในที่สุด
ต้องเริ่มตั้งแต่งามในเบื้องต้นนี่ก่อน ...ศีลสติสมาธิปัญญาปัจจุบัน มีมั้ย...ไม่มี ก็ให้มีซะ ...มียังไง ใครช่วยได้ ...ไม่มีใครช่วยได้ ทำเอง ของใครของมันเลยนะ
ก็ถามอยู่นี่ว่ามีมั้ย...ไม่มี ...ไม่มีก็ทำขึ้นมาสิ ไม่รู้ก็รู้ลงไป ...จะมาดิ้นรนกระวนกระวาย ท้อแท้
อย่างงี้อย่างงั้นอย่างโง้นทำไม...รู้มันลงไปดิ จะไปคิดทำไม ไม่มีก็ทำให้มี...เดี๋ยวนี้
ไม่ต้องไปขอ ไม่ต้องไปอ้อนวอน ไม่ต้องไปบูชายัญ ไม่ต้องไปรอเวลา
ไม่ต้องว่าเมื่อนั้นเมื่อนี้ ...เวลามันกลืนกิน ผ่านไป หมดไปๆๆ นะ
ภาวนานี่แข่งกับเวลานะ ... ความตายนี่คืบคลานเข้ามาทุกขณะจิตนะ ...ทุกขณะวินาที
มันหมดไปสิ้นไป มันกลืนกินชีวิตขันธ์ไปนะ
(ต่อแทร็ก 7/23 ช่วง 5)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น