วันอังคารที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2559

แทร็ก 7/23 (1)


พระอาจารย์
7/23 (550330B)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
30 มีนาคม 2555
(ช่วง 1)


(หมายเหตุ  :  แทร็กนี้ยาวมาก ขอแบ่งการโพสต์เป็น  5  ช่วงบทความค่ะ)

โยม –  กราบเรียนขออนุญาตค่ะ  คือว่าพอกำลังจะต่อเรือนี่ ได้แผ่นสองแผ่น มันก็จะเกิดความลังเลสงสัยว่า ไอ้ที่เราตอกๆ นี่มันจะเป็นเรือมั้ยน้อ

พระอาจารย์ –  ลังเลสงสัยนั่นคืออาการหนึ่งของจิต...ละซะ ไม่สงสัย อย่าสงสัย อย่าเปิดช่องให้มัน ...โง่ ไม่รู้อะไรหรอก รู้โง่ๆ ไป รู้เหมือนเก่านั่นแหละ รู้เข้าไป ไม่ต้องสงสัยในธรรมที่ยังไม่ปรากฏ หรือกำลังจะปรากฏ รู้ลงตรงเนี้ย


โยม –  อุปสรรคของโยมตลอดเวลานี่ พอปฏิบัติ พอมันเริ่มจะเข้าใจ มันจะต้องมีไอ้ตัวนี้ขึ้นมาตลอดว่าทำแบบนี้ แล้วมันจะบรรลุได้ยังไงน้อ มันจะเกิดปัญญาได้ยังไงน้อ

พระอาจารย์ –  อย่าไปตามมัน ...อย่าคิดต่อ อย่าสงสัย ไม่สงสัย ...นี่คือมลทินเบื้องต้นของทุกคนเลยจะต้องเจอ ไม่ใช่โยมคนเดียวหรอก เป็นสันดานของสัตว์โลก ยังไงก็ต้องเจอตัวนี้ 

ทำไปทำมาก็สงสัยตัวเอง กูถูกรึเปล่าวะ ...เพราะนั้นไม่สงสัย ไม่ต้องสงสัยอะไร  ถ้าสงสัยอะไร ก็บอกมันเลยว่า นั่ง...รู้มั้ยว่านั่ง ...รู้มั้ย


โยม –  รู้เจ้าค่ะ

พระอาจารย์ –  เออ นั่นแหละ อยู่ตรงนั้นล่ะ อยู่ตรงรู้ว่านั่ง อย่าสงสัย ... “ถูกรึเปล่าวะ”...รู้อีกว่านั่ง อย่าสงสัย เข้าใจมั้ย

ความสงสัยคือจิตหนึ่งเท่านั้นเอง เป็นอาการหนึ่งของจิต หรือเจตสิกหนึ่ง  สมมุติว่าสงสัย ภาษาว่าสงสัย แต่คืออาการหนึ่งของจิตนะ เข้าใจมั้ย


โยม –  อาการของจิตที่มันจะไม่ยอมดำเนินต่อไป เพื่อที่จะหาเหตุหาผลก่อนที่จะต่อเรือให้สำเร็จ มันก็เลยไม่สำเร็จสักที เพราะมันมัวแต่...

พระอาจารย์ –  หาเหตุและผล


โยม –  แล้วมันจะมีเหตุอะไรน้อ

พระอาจารย์ –  เพราะมรรคผลนิพพานเป็นสภาวะที่นอกเหตุเหนือผล ไม่เอาเหตุผล

วิชชา รูปนาม เหตุผล ... วิชชาเป็นไปเพื่อถอดรูปนาม ละเหตุและผล ...อวิชชาเป็นไปเพื่อเหตุและผล แล้วก็ก่อสร้างรูปนาม รวมตัวของรูปนาม แล้วก็อาศัยเหตุและผลเพื่อให้เกิดการรวมตัวกันขึ้นของรูปและนาม

เมื่อใดที่มีวิชชา มันจะไปถอดรูปและนามออกจากกัน แล้วไม่มีเหตุและผลในรูปและนามนั้น ...เพราะนั้นถ้าอยู่กับวิชชาแล้ว จะไม่มีเหตุผลใดๆ เลย 

มีแต่รู้...กับสิ่งที่ถูกรู้ในปัจจุบัน ...โดยสิ่งที่ถูกรู้ก็ไม่ว่าเหตุและผล ไม่ต้องไปว่ามันคืออะไร เป็นอะไร ถูกหรือผิด

เพราะธรรมชาติไม่มีถูกและผิด ธรรม...ไม่มีคำว่าถูกหรือผิด มีแต่คำว่าธรรมดา เป็นธรรมดาอย่างนี้ของเขาเอง ใครที่ว่าถูกและผิด นั่นแหละคือ จิต...ที่ไม่รู้

อวดดี จิตไม่รู้มันอวดดี มันหาเรื่อง มันไม่ยอม มันไม่ยอมรับ เข้าใจที่มันไม่ยอมรับมั้ย มันไม่ยอมรับทุกอย่าง มันไม่ยอมรับสิ่งที่ปรากฏ 

มันก็จะบอกว่าอย่างงี้ อย่างงั้น อย่างโง้น  ใช่บ้าง ไม่ใช่บ้าง เนี่ย อย่าไปปากกับมัน ธรรมนี่ เขาเงียบอยู่แล้ว เข้าใจมั้ย ...กายมันเงียบมั้ย


โยม –  เงียบสนิท

พระอาจารย์ –  เออ นั่นน่ะสิ แล้วจะไปปากกับมันทำไม จะไปมีปากมีเสียงกับมันทำไม ...นั่นน่ะของจริง นิ่งเป็นใบ้ 

ของจริงน่ะนิ่งเป็นใบ้นะ ไอ้ของไม่จริงน่ะดัง อะไรไม่จริงน่ะดัง ...ดูเอา อะไรไม่จริงน่ะ ที่มันมีเสียง ดังๆ นั่นน่ะ ...นั่นแหละคือจิตทั้งหมดแหละ ที่มันปรุงขึ้นมา 

มันคอยสร้างคอยเสริม คอยแต่งคอยเติมคอยแต้ม อย่างงู้น อย่างงี้ อย่างโง้น แล้วก็จับมาว่า เอ้า กาย เลยเป็นอย่างงี้ขึ้นมาเลย กายเลยเป็นสวย กายเลยกลายเป็น “เรา” ไปเลย 

จิตมันว่าน่ะ กายมันว่ามั้ยล่ะ ...เนี่ย นั่งอยู่ รู้มั้ย ...เออ...รู้เข้าไว้ มันไม่ได้ว่าอะไร ก็เงียบ ไม่ต้องไปวิพากษ์วิจารณ์มันเลย 


โยม –  ขอประทานโทษค่ะ แล้วมันจะมีอย่างนึงขึ้นมา แบบว่าเน้นว่า อ๋อ เรานั่งอยู่นะ หรือว่าเกิดสภาวะขึ้นมา อ๋อ มันเป็นอย่างนี้ ...คือเหมือนกับว่ามันจะมีคำมาทวนสิ่งที่เรากระทำอยู่

พระอาจารย์ –  มันเป็นสันดานของจิตที่เคยชิน ที่คอยจะบัญญัติอยู่เรื่อย


โยม –  แล้วเราจะต้องทำยังไง

พระอาจารย์ –  ไม่ต้องทำ รู้เฉยๆ


โยม –  ก็รู้ว่ามันพูดอีกแล้ว มันย้ำอีกแล้ว

พระอาจารย์ –  เออ มันพูดก็พูดไป อย่าจงใจ อย่าเจตนา อย่าดีใจ อย่าเสียใจ อย่าแก้ อย่าหนี ...เรื่องของมัน ปล่อยมันไป แต่ว่าอย่าไปใยดีมัน

อย่าไปใยดีกับมัน อย่าไปคิดว่ามันดี อย่าไปคิดว่ามันผิด อย่าไปคิดว่ามันถูก เหมือนกับช่างหัวมัน แล้วก็ทำงานของเราคือต่อเรือไป คือรู้อยู่เฉยๆ เห็นไปตรงๆ ...เดี๋ยวมันจะค่อยๆ หายบ้าไปเองน่ะ...ไอ้จิตตัวนี้ 

ไอ้จิตที่ติดที่จะคอยเข้าไปเนมมิ่ง มีนนิ่งกับอะไรนี่ ...มันเป็นนิสัยของคน แล้วนิสัยนี้มันติดมาอเนกชาติ...มันไม่ใช่ติดแค่ชาตินี้ มันเป็นความเคยชิน ...ท่านถึงเรียกว่าอนุสัยไง 

อะไรที่มันไม่ได้พูด ไม่ได้บอก ว่านี่คืออะไร นั่นคืออะไร ...มันเหมือนกับมันจะชักดิ้นชักงอตายอ่ะ มันดูเหมือนเป็นอัตโนมัติของมันเลย ...ห้ามก็ไม่ฟัง บอกให้หยุดก็ไม่ยอมหยุด ปากมาก มันเป็นนิสัยของขันธสันดาน

แต่ถ้าเราไม่ให้ความสำคัญกับมัน แล้วไม่เอาประโยชน์จากมัน ...เข้าใจมั้ย บางทีเราชอบไปเอาประโยชน์กับมันอีกน่ะ บางทีก็ไปหาว่ามันผิดบ้างถูกบ้างน่ะ 

ถ้าให้ผิด เดี๋ยวมันว่าก็ต้องถูกสักวันน่ะ ใช่มั้ย ...ถ้าไม่เอาทั้งถูกและผิดกับมันเลยน่ะ เดี๋ยวมันก็ตายไปเอง เข้าใจมั้ย ...แต่ถ้ายังบอกว่า “เอ๊ะ ทำไมยังขึ้นมา” แปลว่ายังอยากให้มันไม่ขึ้น


โยม –  ถือว่าแทรกแซงแล้ว

พระอาจารย์ –  เออ ไปยุ่งกับมัน นั่นก็คือการให้ค่าเหมือนกัน ให้ค่าในแง่ของกุศล-อกุศล พอใจ ไม่พอใจ เนี่ย ทำอย่างนี้ก็ยังไปตอแยกับมันอยู่นั่นแหละ ท่านบอกว่าให้วาง เข้าใจคำว่าวางมั้ย วาง อย่าไปยุ่งกับมัน 

รู้จักคำว่าปล่อยวางจิตมั้ย ปล่อยวางมันซะบ้าง  อย่าไปถือ อย่าเข้าไปถือกับมัน อย่าไปถือสา ช่างหัวมัน อย่าไปยุ่งกับมัน มีงานทำมั้ย เออ อะไรเป็นงาน


โยม –  รู้กับกายใจ

พระอาจารย์ –  เออ งานมันมีอยู่แล้ว ทำไมต้องไปหางานอื่นทำ


โยม –  มันชอบผุดขึ้นมาเรื่อย

พระอาจารย์ –  นั่นแหละ เราใจอ่อนกับมัน ใจอ่อนไง ใจมันไม่มั่นคง


โยม –  ไม่มั่นคง มันชอบไหลไปตาม

พระอาจารย์ –  เออ ก็ต้องฝึก ให้เป็นนายช่างที่ฉลาด ให้เป็นนายช่างที่ชำนาญในการต่อเรือ ใช่มั้ย


โยม –  อาจจะเป็นด้วยว่าเราไม่มีสมาธิที่ตั้งมั่นรึเปล่าเจ้าคะ มันถึงทำให้เราหวั่นไหว

พระอาจารย์ –  อย่าไปคิด อย่าไปเชื่อ สมาธิอยู่ตรงนี้ รู้ลงไป


โยม –  ว่าขณะหนึ่งๆ เท่านั้นก็พอแล้ว

พระอาจารย์ –  นั่นแหละ เมื่อใดที่มีสติระลึกรู้ในขณะหนึ่งๆ เป็นพลวปัจจัยให้เกิดสมาธิ  อย่าไปร่ำร้องหาสมาธิ อย่าไปหาวิธีการจะให้ได้สมาธิ ด้วยอุบายวิธี

สติอยู่ไหน สมาธิอยู่ที่นั้น จำไว้เลย ถ้าอยากมีสมาธิตั้งมั่นมากๆ สติต้องเยอะ


โยม –  อือม์ สมาธิจะมาคู่กับสติโดยอัตโนมัติ

พระอาจารย์ –  เออ และเป็นสมาธิที่เป็นสัมมาสมาธิด้วย


โยม –  และต่อไปก็จะกลายเป็นปัญญาไปเอง

พระอาจารย์ –  แน่นอน ... ใจคือความบริสุทธิ์โดยธรรมชาติ ทุกคนก็มีอยู่แล้ว เดี๋ยวนี้มันก็มีความบริสุทธิ์ของมันอยู่

เหมือนแก้วใสน่ะ แก้วที่มันใสน่ะ มันมีประกายใสของมันอยู่ ใช่มั้ย ความสว่าง ใสสว่างของมันน่ะ ...แต่ตอนนี้มันไม่เห็นน่ะ เพราะอะไร

ไม่มีใครไปทำให้มันไม่ใสนะ ...แต่เพราะมันเหมือนกับมีอะไรมาห่อหุ้มมัน เหมือนเอาผ้าอะไรมาปิดบังมันน่ะ ความใสสว่างมันก็เลยไม่กระจายออกมาให้เห็นว่ามันสว่าง

ระลึกรู้ๆ และให้จิตมันรวมรู้อยู่ที่กายใจๆๆๆ อยู่ตรงนี้ ...ไอ้ตัวจิตนี่คือเครื่องมือของอวิชชา ที่มันจะส่ายแส่ ห่อหุ้ม ปิดบังใจดวงนี้ให้มืดให้มิดอยู่ตลอดเวลา 

เพราะมันไปทำแต่เรื่องนั้นเรื่องนี้ แล้วก็เก็บสะสมๆ ผลงานการกระทำของจิต ความอยาก ความทะยานที่ได้มา มันก็มาทาบ มาทา มาบัง

แต่เมื่อใดที่ให้จิตมันหยุดทำงานอย่างไร้สาระ เอาจิตมาทำงานที่เป็นสาระ คือจิตตั้งมั่นและเป็นหนึ่งในปัจจุบัน ท่านเรียกว่าสมาธิ 

ก็จิตหนึ่งเหมือนกันนะ ก็เป็นอาการของจิตหนึ่ง ...แต่ว่าเป็นอาการที่จิตตั้งมั่น เป็นหนึ่ง ไม่ส่ายแส่ไปมาแล้วก็ไปหาผลงานอันนั้น ผลงานอันนี้

เมื่อใดที่จิตเป็นหนึ่งปุ๊บ มันจะเหมือนกับมันจะรวมเอาไอ้สิ่งที่ห่อหุ้มใจนี่ให้มาอยู่ในที่อันเดียว คือปัจจุบัน แล้วก็จิตนี่...ก็เหมือนกับอวิชชามันถูกรวมก่อมาอยู่ที่จิตตั้งมั่น เป็นหนึ่งๆ

เป็นหนึ่งแล้วเป็นยังไง เหมือนกับรวบผ้าเอาสิ่งนี้มารวมอยู่ในที่เดียวนี่ ไม่ให้มันกระจัดกระจาย ...ความสว่างของใจนี่ ไม่ต้องทำให้สว่าง มันสว่างออกมาเอง

สว่างทำไม ทำไมต้องสว่าง แล้วสว่างมีประโยชน์อะไร สว่างแล้วมันยังไง ...โยมเห็นมั้ย โยมเห็นต้นไม้มั้ย ...เห็นเพราะอะไร


โยม –  เพราะมันสว่าง

พระอาจารย์ –  เออ เมื่อใดที่จิตมันเป็นหนึ่ง ตั้งมั่นอยู่เป็นสัมมาสมาธิ แล้วสติคอยระวังรักษาอยู่นี่ ความสว่างจากใจนี่มันจะเห็น สิ่งที่อยู่เบื้องหน้ามัน คืออะไร กาย..ที่เป็นกายที่แท้จริง

ทำไมถึงได้ว่าเป็นกายที่แท้จริง ...เพราะจิตไม่ทำงานแล้ว จิตมันเป็นหนึ่ง ไม่คิด ไม่มีความเห็น ไม่สร้าง ไม่มีอดีต ไม่เป็นอนาคต ...มันเป็นหนึ่งอยู่ตรงนี้ 

มันก็ไม่ได้ว่าอะไรกับสิ่งที่มันเห็น ใจมันเห็นนี่ มันไม่มีความไปปรุงแต่งต่อกาย ที่เอามาทาบทาปิดบังกายด้วยจิต...ที่มันสร้างกระจายด้วยความไม่รู้

เนี่ย ท่านถึงเรียกว่าสมาธินี่จึงเป็นปัจจัยให้เกิดปัญญา ปัญญาเปรียบเหมือนแสงสว่าง นัตถิ ปัญญา สมา อาภา ...ทำไมท่านเปรียบปัญญาเหมือนแสงสว่าง ก็ความสว่างจากใจนี่แหละ...มันเห็น มันเห็น 

เพราะจิตมันไม่ได้ว่าอะไร จิตมันถูกจำกัดสิทธิในการคิด ถูกจำกัดสิทธิในการออกความเห็น ด้วยสัมมาสมาธิ ...มันเป็นหนึ่ง เข้าใจรึยัง ...เห็นมั้ย มันเริ่มมาจากไหนล่ะ เริ่มจากอะไรล่ะ



โยม –  จากสติรู้เจ้าค่ะ


(ต่อแทร็ก 7/23  ช่วง 2)


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น