วันจันทร์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2559

แทร็ก 7/23 (5)


พระอาจารย์
7/23 (550330B)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
30 มีนาคม 2555
(ช่วง 5)


(หมายเหตุ  :  ต่อจากแทร็ก 7/23  ช่วง 4

พระอาจารย์ –  เพราะฉะนั้นการภาวนานี่ เหมือนแข่งกับเวลา...ที่กำลังหมดไปสิ้นไป ...แล้วมันหมดไปแบบมีประโยชน์ หรือหมดไปแบบไร้สาระ 

นี่ ต้องเตือน ...ใครเตือนไม่ได้หรอก ตัวเองต้องเตือนตัวเอง  หลงอีกแล้ว เผลออีกแล้ว...ไม่เอา ...แน่ะ คิดอีกแล้ว...ไม่เอา ...นี่ ต้องอย่างนี้  อย่าไป..เออ ช่างหัวมัน

คำว่าช่างหัวมันที่ปล่อยเลยตามเลยคือช่างหัวมันของคนขี้เกียจนะ ...ช่างหัวมัน ไม่ดู ขี้เกียจโว้ย ...ช่างหัวมัน อยากคิดก็คิดไป ไม่ดูไม่แลมันแล้วๆ เหนื่อย เบื่อ ท้อ เซ็ง ไม่เห็นสนุกเลย ...นั่น ขี้เกียจ นอนดีกว่า

อย่าไปรีบนอน เดี๋ยวได้นอนอยู่แล้ว นอนยาวเลย (โยมหัวเราะกัน) เวลานอนนี่นอนยาวไม่คืนเลยนะ ...เพราะนั้นอย่าเสียดายที่นอน อย่าเสียดายเวลาหลับ 

ไม่ต้องการให้หลับ  ต้องการให้ตื่น ต้องการให้จิตตื่น ให้ใจมันตื่นขึ้น ...ยังจะไปสนับสนุนให้มันหลับอีกได้ยังไง  มันหลับไม่พอรึยังไง หลับมากี่ภพชาติแล้ว หลับมากี่อเนกชาติแล้ว มันยังไม่ตื่นเลย

แล้วยังมาสนับสนุน...เออ นอนก่อนดีกว่า  เฮอะ เบื่อ ไม่เอา ...อย่างนี้มีรึมันจะต่อเรือแพเสร็จข้ามฟากได้น่ะ หือ แล้วมันก็มาอย่างนี้อีกๆ มาฟัง

แต่คนพูดนี่ไปแล้วก็ไปเลยนะ ไม่ได้กลับมาพูดกันอีกนะ ...แล้วจะเจอใครมาพูดให้อีกล่ะ หือ รู้ไหม ...อีกกี่ร้อยปี แล้วอีกกี่ชาติกว่าจะเจอล่ะ 

ไม่ได้เจอคนนี้ ...แล้วจะรอว่าคนไหนจะมา เมื่อไหร่จะมา  แล้วเมื่อไหร่จะใช่ คนไหนจะใช่อีกนะ เนี่ย ...ยังปล่อยให้ลอยไปลอยมาเลื่อนๆ ไหลๆ ค้นๆ หาๆ ทำนู่นทำนี่ไป พอทำไปให้ได้ชื่อว่าภาวนา

มันภาวนาอะไรของมัน ไม่เห็นได้เรื่อง ...ภาวนาสิบ-ยี่สิบปี โง่ลงอ่ะ ติดมากขึ้นน่ะ สงสัยอีก ยิ่งไปกันใหญ่เลย หงุดหงิดรำคาญไปหมด ทั้งโลกมีแต่ของหงุดหงิดๆๆๆ 

หงุดหงิดนักภาวนาด้วยกันมั่ง หงุดหงิดตัวเองมั่ง หงุดหงิดไม่ได้ดั่งใจสักอย่าง ...มันภาวนาประสาอะไรของมัน หือ ไม่ได้รู้อะไรสักอย่างเลย 

เนี่ย เพราะมันเอาจิตน่ะเป็นตัวนำ เอาความอยากเป็นตัวนำ เอาความต้องการ  เอาสิ่งดีๆ สภาวะดีๆ เป็นเครื่องหลอกล่อ ...แล้วก็ได้มั่ง-ไม่ได้มั่ง 

ก็เหมือนปิดตาตีหม้อน่ะ ...แล้วก็เก็บไอ้ที่ตีหม้อได้ถูกครั้งนึงก็ว่า...อู้ย ได้ผล เจริญก้าวหน้าแล้ว ...อย่างนี้นี่มันก้าวหน้าหรือถอยหลังล่ะ

เราว่าถอยหลังมากกว่า ...เพราะไอ้วิชาพวกนี้มีมาก่อนพระพุทธเจ้าอีก บอกให้  ไอ้วิชาภาวนาหลงนี่ ภาวนาเอา ภาวนาเยอะๆ ให้ได้อะไรเกิดขึ้นนี่น่ะ เขาเก่งกว่านั้นอีก เก่งกว่าพระพุทธเจ้าอีก 

ภาวนาในการหา ในการทำขึ้นมาน่ะ พระพุทธเจ้ายังไม่เอาเลย ...พระพุทธเจ้าภาวนาละ พระพุทธเจ้าภาวนาถอน พระพุทธเจ้าภาวนารู้ 

พระพุทธเจ้าภาวนาไม่ไปอยู่ในอะไร ไม่ไปมีในอะไร ไม่ไปเป็นกับอะไร ไม่ไปหาอะไร ...ภาวนาแบบสันโดษ ภาวนาแบบให้มันสั้นลง ไม่ใช่ให้มันยาวขึ้น 

ไม่ได้ภาวนารอ ท่านภาวนารู้ ...ถ้าภาวนารอ ก็นู่น...ชาติหน้าแล้วกัน มาเกิดใหม่ ทำต่อ รอต่ออีก เกิดใหม่กี่ชาติๆ ก็ภาวนาแล้วก็รอต่อไป


โยม –  เราจะภาวนายังไงเจ้าคะที่ว่า ไม่เอาจิต ไม่เอาอารมณ์ ไม่เอาตัวที่จะมากระทำให้เราไปทำตามเขา

พระอาจารย์ –  เตือนตัวเองบ่อยๆ บอกว่า “เอาแค่รู้” ...ถามตัวเองว่า “รู้มั้ย”  ท่องไว้ ตอนนี้รู้มั้ย ท่องไว้ ...แล้วก็รู้มั้ยล่ะ รู้แล้วก็อยู่ที่รู้ ...ไม่รู้ก็รู้ซะ 

แล้วก็ท่องไว้ “ทำอะไรอยู่”  แล้วก็ท่องไว้บ่อยๆ ว่า “รู้มั้ยว่าทำอะไรอยู่” ...นั่นแหละ มันจะเป็นเหตุให้กลับมาอยู่กับปัจจุบันคือกายใจ


โยม –  สภาวะข้างใน มันจะเงียบเชียบอย่างนี้ค่ะ

พระอาจารย์ –  มันเป็นธรรมารมณ์หนึ่ง รู้ไว้ รู้ ...ให้รู้ว่าเงียบ ...เงียบเป็นเงียบ รู้เป็นรู้ ...แล้วเงียบกับรู้นั้นอยู่ที่ไหน มีกายมั้ย...มี...ทวนอยู่อย่างนี้ ...อย่าทิ้งกายอย่าทิ้งใจ...เป็นฐาน 

ถ้ากายใจไม่มี มันจะออกนอกฐาน  แล้วมันจะลอย เลื่อน ไหล ไปไม่จบไม่สิ้น ไม่มีที่ตั้ง ...ต้องให้มันตั้งก่อน ตั้งในปัจจุบันก่อน แล้วค่อยมาละปัจจุบันทีหลัง 

จนแจ้งแล้วมันจะละปัจจุบันเอง ละปัจจุบันกาย เมื่อเห็นกายไม่มี ...แต่ตอนนี้ต้องตั้งกับกายปัจจุบัน เพื่อให้แจ้งในปัจจุบัน ...ถ้ายังไม่แจ้ง อย่าปล่อย อย่าไปหาอะไรในอดีตอนาคต อย่าตามจิตออกไป

บางทีเราไม่รู้หรอกว่าอะไรเป็นจิต อะไรเป็นออกไป นี่ มันเนียน ...เข้าใจว่ามันเนียนมั้ย มันเนียนจนแยกไม่ออก...อันไหนจิต อันไหนรู้

พอมันว่า...อันนี้ใช่มั้ย นี่ เริ่มแล้ว ลังเลสงสัยแล้ว...ให้รู้ตัว ...ไม่เอา ออกจากอาการนั้นเลย  รู้ตรงนี้เลย เย็นร้อนอ่อนแข็ง ตึงปวดขยับ ไหวนิ่ง เป็นก้อน ยืดหยุ่น ซาบซ่าน หนักเบา ดูไป ...มีมั้ยล่ะตอนนี้


โยม –  มีเจ้าค่ะ

พระอาจารย์ –  เพราะนั้นน่ะ ดูแค่นี้พอแล้ว นี่แหละคือของแท้ คือปัจจุบันแท้ๆ ไม่ใช่เลื่อนลอยแล้ว 

อย่างนี้เรียกว่าไม่เลื่อนลอยแล้ว ใช่มั้ย ...ถ้ามีรู้กายเห็นกายอยู่อย่างนี้ เรียกว่าไม่เลื่อนลอยนะ ...แต่มันยังไม่เห็นอะไรชัดเจนหรอก ...แต่ก็บอกแล้วว่าในขณะที่รู้ซ้ำๆ เห็นซ้ำๆ ไปนี่ มันจะชัดเจนขึ้น 

ชัดเจนว่าอะไร ...ชัดเจนว่านี้ไม่มีความเป็นหญิงเป็นชาย  ร้อนอ่อนแข็งตึงไหวขยับ ไม่มีคำว่าสวย ไม่มีคำว่าไม่สวย ไม่มีกระทั่งคำว่าเรา ไม่มีความหมายใดว่าเป็นของเรา

เนี่ย มันจะไม่แจ้งได้ยังไง มันจะไม่รู้อะไรในกาย หือ ...กายเขาแสดงอยู่ทนโท่ว่า อันตัวกูตัวข้าพเจ้านี่เป็นแค่เย็นร้อนอ่อนแข็ง ไหวไปไหวมา บ้างก็หนัก บ้างก็นิ่ง บ้างก็เบา บ้างก็ขยับ บ้างก็อุ่น บ้างก็ร้อน 

เนี่ย มันเป็นชาย หรือเป็นหญิง หรือเป็นดีตรงไหน หือ


โยม –  มันก็เป็นแค่ตึง

พระอาจารย์ –  เออ นั่นแหละกายตามความเป็นจริง ...ไม่ใช่กายอย่างที่คิด ไม่ใช่กายอย่างที่จิตมันบอก ไม่ใช่กายอย่างที่จิตมันเชื่อ ...ไอ้นั่นน่ะโง่ ไอ้นั่นน่ะไม่จริง


โยม –  แต่ที่เราเห็นเป็นรูปเป็นร่าง

พระอาจารย์ –  นั่นน่ะ มันจำมา มันจำรูปมา ...เคยเห็นรูปภาพมั้ย ...เออ รูปภาพจริงรึเปล่า


โยม –  รูปภาพไม่ใช่ของจริง

พระอาจารย์ –  เออ ไอ้ตัวมันจริงๆ อยู่ไหนล่ะ...ไม่มี  มันเป็นรูป รูปก็คือรูป แค่รูป...ไม่จริง 

ก็ตัวจริงมันไม่ใช่อ่ะ ...แต่รูปมันดูเหมือนจริง เข้าใจมั้ย  มันเป็นแค่รูป มันไม่มีชีวิตจิตใจอะไร มันเป็นภาพเป็นรูปในความคิด ...แล้วก็จริงจังกับมันเหลือเกิน

กลับมาอยู่กับกาย อย่าไปอยู่ที่รูป เดี๋ยวหลงรูปอีกแล้ว ...หลงรูปกับหลงนาม นั่นแหละจะหลงพร้อมกัน 

เพราะจิตมันสร้างรูปขึ้น ด้วยสัญญาประมวลขึ้นมา แล้วก็มีเวทนา แล้วก็มีธรรมารมณ์รวมอยู่ในรูปนั้นน่ะ ...เลยมี “เรา” เข้าไปรับซะเลย


โยม –  จริงๆ แล้วขันธ์ห้าก็ไม่มี

พระอาจารย์ –  มันมีแค่ชั่วคราว ประเดี๋ยวหนึ่ง ...เป็นการประชุมกันแค่ชั่วคราว  บ้างเป็นรูป บ้างเป็นนาม บ้างหยาบ บ้างละเอียด บ้างประณีต สลับไปสลับมาอยู่อย่างนี้แหละ 

คือการประชุมกันเป็นเหตุแห่งรูป  เหตุนี้เป็นนาม เหตุที่ปรากฏนี้เป็นอารมณ์ เหตุที่ปรากฏนี้เรียกว่ากิเลส ...สมมุติเอายังไงก็ได้  

ซึ่งเหตุที่ปรากฏในขันธ์นี่จะเกิดเป็นขณะ เป็นคราวหนึ่งๆ ...คือการประชุมรวมกันของขันธ์ภายใน โลกภายนอก สงเคราะห์รวมกัน แค่ชั่วคราว ประเดี๋ยว แล้วก็ดับไป

ซึ่งในการประชุมขึ้นเป็นเหตุที่ปรากฏเกิดขึ้นแต่ละครั้งแต่ละคราวนี่...เหตุที่ปรากฏนี้ ไม่ใช่ธุระของใคร ไม่มีใครเป็นเจ้าของมัน 

และไม่มีว่าธุระหรือว่าเหตุที่ปรากฏนี้ มีความเดือดร้อน มีความเป็นสุข หรือสร้างความเป็นทุกข์ให้ใครคนใดคนหนึ่ง ...นั่นแหละขันธ์

เนีี่ย ต่อเมื่อที่เรามารู้จดจ่อจดจ้องอยู่ที่กาย เดี๋ยวนี้ขณะนี้...จะเข้าใจขันธ์โดยรวมอย่างนี้


โยม –  การกลับมารู้กายนี่ คือไม่ได้รู้ร่างกายอย่างเดียว หมายถึงรู้กายคือรู้เย็นร้อนอ่อนแข็ง

พระอาจารย์ –  ความรู้สึกในกาย


โยม –  คือย้อนกลับมาถึงความรู้สึกในกาย ที่มันมีความรู้สึกเย็นร้อนอ่อนแข็งตึงไหว เป็นก้อนๆ

พระอาจารย์ –  อือ นั่นแหละกายแท้ ...ไม่ใช่รูปกาย ไม่ใช่เป็นการนึกขึ้นถึงกาย


โยม –  ไม่ใช่ไปนึกถึงว่า ท่านั่งอยู่อย่างนี้

พระอาจารย์ –  นั่นคือรูปกายที่จิตว่านะ ไม่ใช่เป็นการเห็นด้วยจิตที่เป็นหนึ่ง แล้วก็เห็นตามสภาพที่เป็นธรรมธาตุหรือสภาวะธาตุของกายที่แท้จริง

จิตน่ะพาวน ...จิตพาไปเกิด จิตพาไปทุกข์ จิตพาไปสุข จิตพาไปหามรรคผลนิพพานของมันน่ะ...ก็เป็นมรรคผลนิพพานตามความเห็นของมันนะ ...ไม่ใช่มรรคผลนิพพานตามความเป็นจริงนะ 

เนี่ย ถูกหลอก แล้วก็ยังยินยอมให้เขาหลอกเพราะความโง่ ไม่รู้จริง ...เพราะนั้น ต้องอยู่ที่รู้จริง ...รู้จริงคือรู้นี้ เดี๋ยวนี้ ตอนนี้ 

แล้วอะไรที่มันจะรู้จริง...ก็กายนี้ เพราะมีจริง เดี๋ยวนี้มีจริง ใช่มั้ย ...ตอนนี้มันอ้าวหน่อย...รู้มั้ย  ตึง...รู้มั้ย ...นั่นล่ะจริงหมดเลย รู้ไว้ หยั่งลงไว้ๆ อยู่ที่ตรงนั้น


โยม –  ความรู้สึกปวดนี่ก็ได้ใช่ไหมคะ

พระอาจารย์ –  เหมือนกัน กายกับเวทนาเป็นสิ่งที่เนื่องกัน เป็นธรรมเนื่องกัน ปรากฏคู่กัน ...ไหวๆ นิ่ง ขยับ นี่คือธาตุ ...เย็น ร้อน ตึง ปวด คัน พวกนี้เวทนา ...เพราะนั้นจะเห็นกายในสองสภาพ คือเป็นธาตุกับเป็นเวทนา

นั่นแหละ จะหาความเป็น “ตัวเราของเรา” ไม่ได้ ในธาตุและเวทนา...เมื่อเห็นลงไปตรงๆ โดยไม่คิด โดยไม่มีความเห็น ...เนี่ยล่ะ ธรรมหนึ่ง...ไม่เป็นสอง


โยม –  เวลาเราพูดธรรมะที่เข้าใจให้คนอื่นฟังนี่นะคะ มันจะภาคภูมิใจในขณะที่บรรยาย มีทิฏฐิแฝงนี่ ให้เราไปรู้ทันมันใช่มั้ยคะ

พระอาจารย์ –  ให้เห็น ...และก็เห็นความดับไปของมัน ความไม่มีตัวตนที่แท้จริงของมัน ...อย่างนี้ มันจึงจะไม่เก็บมาเป็นมลทิน

ที่มันเก็บเพราะมันคิดว่าเที่ยง มันคิดว่าสัญญาเที่ยง มันคิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นและผ่านไปแล้วนี่ยังมีอยู่ เป็นของเที่ยง ...เพราะนั้นก็ต้องเห็นความดับไปในขณะนั้น ทั้งตัวมันเอง ทั้งทิฏฐิมันเอง 

ไม่มีอะไรหลงเหลืออยู่แล้วในปัจจุบัน ...ให้เห็นปัจจุบันที่ดับไปชัดๆ แล้วมันจะคลายออกจากทิฏฐิ อัสมิมานะ ...มันไม่รู้ว่าจะถืออะไร  จะไปถืออะไรลมๆ แล้งๆ ล่ะ ไม่มีอะไรให้ถือ


โยม –  เดี๋ยวนี้เขากลัวภัยพิบัติอะไรกันพวกนี้น่ะค่ะ

พระอาจารย์ –  จิตมันไปว่า จิตมันเลยกลัว จิตมันไปสร้างภาพ คอยบอกว่าจริง มีจริง ...มันก็เกิดเวทนา มันก็จะเป็นเราเป็นเขาขึ้นมา อารมณ์ก็เกิด ธรรมารมณ์ก็เกิด ทุกอย่างก็เกิด ทุกข์ก็เกิด การบีบคั้นภายในก็เกิด


โยม –  โยมก็ดูกายปกติต่อเนื่องอย่างที่ท่านว่านะคะ

พระอาจารย์ –  แค่นั้นแหละ


โยม –  รู้สึกว่าฟังท่านนี่สนุกมากเลย (พระอาจารย์หัวเราะ) คือเมื่อก่อนโยมที่จะฟังท่านนี่ มันยุ่งยาก แล้วก็จะมีคำถาม แต่พอไปฝึกอย่างที่ท่านบอกนี่นะคะ คือเน้นสติต่อเนื่องนะคะ ฟังของท่านวันนี้สนุกมากเลยค่ะ

พระอาจารย์ –  ถ้าทำจริง ปฏิบัติจริง สนุกกว่านี้อีก


โยม –  เหรอคะ

พระอาจารย์ –  จะเห็นกายเหมือนเครื่องจักรกล จะเห็นกายเหมือนหุ่นกระบอก จะเห็นกายเหมือนเป็นท่อนฟืน ...แล้วมีเราคนนึงกำลังแบกท่อนฟืนไปมา 

แล้วท่อนฟืนท่อนไม้ท่อนซุงนั่นน่ะ มันยังไม่ตายดี ยังสด มันก็จะมีใบกิ่งแตกออก  แล้วมันก็จะคอยเอาไอ้ท่อนซุงนี้ไปปักชำ แล้วก็จะมาแบกอีก แบกแล้วก็วิ่งไปวิ่งมา เดินไปเดินมา

ก็เดินไปเดินมา แบกท่อนซุงไปแบกท่อนซุงมา จนท่อนซุงแห้ง ...จนท่อนซุงนี่แห้งเมื่อไหร่ หมายความว่า ไม่มีอะไรแตกออกมาอีก ...นั่นแหละกาย 

มันสนุกดี นั่นแหละ การภาวนา ...เอาแล้ว ให้เข้าใจ ไปปฏิบัติกัน ...การทำต้องทำตั้งแต่เดี๋ยวนี้...ไม่รอ ...เผลอใหม่รู้ใหม่ๆ หายไปรู้ใหม่ อย่าท้อ อย่าขี้เกียจ


.....................................




วันเสาร์ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2559

แทร็ก 7/23 (4)


พระอาจารย์
7/23 (550330B)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
30 มีนาคม 2555
(ช่วง 4)


(หมายเหตุ  :  ต่อจากแทร็ก 7/23  ช่วง 3

โยม –  ที่โยมเบื่อหน่าย มันก็เพิ่งปิ๊งมาเมื่อกี้ค่ะว่า เอ๊ เราก็ทานข้าว ทานของดีๆ ไปนะคะ แล้วเราปวดท้องเข้าห้องน้ำ มันก็เอาของเสียออก เดี๋ยวก็เอาของดีเข้าไปใหม่ มันก็ผลิตของเสียออกให้เราเหนื่อย รู้สึกว่ามันไม่มีค่าอะไรเลยนะคะตัวนี้ มันทำไมเป็นอย่างนี้นะคะ

พระอาจารย์ –  เป็นธรรมชาติของกาย ...กายใจเป็นแค่ทางผ่าน


โยม –  แล้วทำไมมันทำอันดีๆ ไม่ได้ล่ะคะ

พระอาจารย์ –  เพราะกายนี้ไม่ใช่ของที่ดีมาแต่เกิด กายเป็นของหยาบอยู่แล้ว โดยธรรมชาติของธาตุนี้ เป็นปฏิกูลโดยปกติวิสัยอยู่แล้ว เพราะนั้นอะไรมากระทบสัมผัสสัมพันธ์ผ่านกายปุ๊บ ทุกอย่างเป็นปฏิกูลหมด

แต่ไม่ต้องไปคิดไปหามันหรอก ...ให้เห็นว่ากายใจเป็นแค่ทางผ่าน ทางรูป ทางเสียง ทางกลิ่น ทางรส ทางจิต ทางอารมณ์ ทางความรู้สึก ...พวกนี้แค่ทางผ่าน แล้วก็ผ่านไป แล้วก็ดับไป 

มันไม่เก็บอะไรได้หรอก ตัวมันไม่เคยเก็บอะไรไว้เลยกายใจนี่...เก็บไม่ได้ ...เพราะนั้นตัวไหนที่เก็บ ตัวนั้นน่ะตัวปัญหา ปัญหาอยู่ที่นั้น 

ตัวจิตนั่นแหละเป็นตัวเก็บ โดยสร้างสถานะหนึ่งที่เรียกว่า “เรา” ขึ้นมาเก็บไว้ ...นี่ จิตเป็นผู้สร้างขึ้นมา กายใจนี่ไม่ได้สร้างอะไรเลย มันมีแต่รับทุกสิ่งทุกอย่างด้วยความเป็นกลาง ไม่เลือก แล้วก็ผ่านไป

อะไรเกิดขึ้นก็ได้ เย็นก็ได้ ร้อนก็ได้ อ่อนก็ได้ แข็งก็ได้ มันไม่ว่าอะไรทั้งสิ้น แล้วก็ผ่านไป ...กายไม่ได้เก็บความรู้สึกใดๆ ไว้ พอใจ ไม่พอใจ เสียใจ ไม่เสียใจ ...ไม่มี เป็นกลาง 

ใจก็เป็นกลาง มีหน้าที่รู้-เห็นๆๆ ไม่เคยเก็บอะไรไว้ได้เลย ...เพราะนั้นมลทินทั้งหลายทั้งปวงอยู่ที่จิต ที่เข้าไปหมายไปมั่น ด้วยความเป็นเราของเรา 

แล้วมันยังคาอยู่ข้างใน ...ทั้งที่ว่ามันไม่ควรมีอะไรคาอยู่ได้ ไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะมีอะไรคาอยู่ในกายใจได้เลย ...ตามความเป็นจริงนะ


โยม –  ไม่ควรมีเลยหรือคะ

พระอาจารย์ –  มันมีไม่ได้ด้วยซ้ำ ...เพราะนั้นความโง่ไง ที่ไปสร้างเก็บไว้ โดยมีสถานะเป็นเรื่องราว  เห็นมั้ย มีตั้งหลายเรื่องในนี้  แต่ละคนน่ะมีตั้งหลายเรื่องที่ยังอยู่


โยม –  เก็บเป็นตัวสัญญาจำไว้

พระอาจารย์ –  นั่นแหละ ทั้งหมดเป็นกระบวนการของจิตไม่รู้ทั้งหมดเลย ทั้งๆ ที่ว่าความเป็นจริงกายใจไม่เคยเก็บอะไรเลย


โยม –  เอ พระอาจารย์คะ ที่ว่าจิตนั้นประภัสสร โยมก็ว่าจิตนั้นบริสุทธิ์

พระอาจารย์ –  ใจน่ะ ... ในความหมายพระพุทธเจ้าท่านพูดเรื่องจิตเรื่องใจนี่ ท่านไม่ได้พูดในลักษณะแยกภาษาสมมุติชัดเจนแต่ท่านพูดรวมกัน มาในครูบาอาจารย์รุ่นหลังท่านถึงจะมาแปลงสมมุติบัญญัติให้มันชัดเจน


โยม –  จิตเดิมแท้อะไรอย่างนี้

พระอาจารย์ –  อือ จิตเดิมแท้ ก็คือใจนั่นแหละ 

เพราะนั้นถ้าไปพูดเรื่องจิตแล้วไปรวมกันกับใจนี่ พวกนักปฏิบัตินี่จะงง สับสนไปหมด  ไปตีความหมายผิด แล้วก็ไปเข้าใจว่าเห็นแล้ว เห็นจิตก็ว่าเห็นใจ เห็นใจก็ว่าเป็นจิต  งงไปหมดไม่รู้อะไรเป็นอะไร


โยม –  ค่ะ โยมก็งงน่ะคะ ว่าอะไร

พระอาจารย์ –  จิตไป...ใจอยู่  จิตไปจิตมา...ใจไม่ไปไม่มา


โยม –  ตายแล้วใจไม่ตาย

พระอาจารย์ –  ใจไม่ตาย...จิตตาย  จิตเปลี่ยน จิตขึ้น จิตลง จิตไม่แน่นอน จิตเกิดๆ ดับๆ ...แต่ใจไม่ไปไม่มา ไม่เกิดไม่ดับ ...เห็นมั้ย มันต่างกันนะ


โยม –  ถ้าใจไม่ไปไม่มา ไม่เกิดไม่ดับ มันไม่อะไรทั้งสิ้น

พระอาจารย์ –  ไม่มี ไม่ขึ้นไม่ลง ...มีแต่รู้  มีแต่เห็น ...อย่างว่าเห็น...คือกายนี้ แล้วจิตหนึ่งคือจิตที่ตั้งมั่นอยู่กับปัจจุบันนี่  แล้วตัวที่เห็นจิตหนึ่งกายหนึ่ง...นั่นน่ะใจ อยู่ที่เดียวกันหมดน่ะ 

ทำให้มันได้แค่นั้นน่ะ ตรงนั้นน่ะมรรคที่สมบูรณ์ ที่ชัดเจนที่สุดอยู่ในองค์มรรค ...แต่คราวนี้ว่ามันชัดเจนได้แค่ขณะหนึ่ง...ยังไม่พอ ยังไม่แจ้งในองค์มรรค ...ต้องอาศัยความต่อเนื่องอย่างนั้น จึงจะแจ้งในมรรค 

อย่าให้มันขาด ขาดๆ หายๆ  อย่าให้มันเพลินหายไป อย่าปล่อยปละละเลย อย่าไปเห็นงานอื่นสำคัญกว่างานนี้ อย่าไปมุ่งออกไปหาอะไรข้างหน้าข้างหลัง อย่ามุ่งอะไรออกไปนอกกายนอกใจ

เพราะมันจะหลง หลงได้ง่าย ...ง่ายขนาดไหน ...มีใครเดินผ่านไปผ่านมาปุ๊บ ลืมเลย มันหายไปกับรูปแล้ว แป๊บเดียวเอง แว้บเดียวเองน่ะ แป๊บเดียว มันดึงไปโดยอัตโนมัติเลย 

นี่แหละคือทางที่มันคุ้นเคย อนุสัย  เนี่ย พระพุทธเจ้าท่านเรียกว่านี่คืออนุสัย กิเลส ...กิเลสคือความเคยชิน เกิดขึ้นด้วยความเคยชิน ...เป็นอนุสัย 

เป็นสันดานที่หมักหมมหมักดองอยู่ภายใน ...จนตัวมันเองเข้าใจว่า เนี่ย ก็ธรรมชาติของเราเป็นอย่างนี้ เป็นเรื่องของมันอย่างนี้ เป็นธรรมดาของมันอย่างนี้

พระพุทธเจ้าบอกว่า ไม่ใช่เรื่องของมันเลย ...ไม่ใช่ธรรมดานะ ไอ้นี่ไม่ธรรมดา ...แต่มันแทบจะกลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกันกับใจเลย 

ต้องอาศัยสติสมาธิปัญญาเท่านั้นน่ะ จึงจะมาจำแนกแยกขันธ์ออกจากกัน เป็นส่วนๆๆๆๆ ...จนหยั่งชัดเจนว่าต่างสิ่งต่างเกิด ต่างสิ่งต่างปรากฏ ไม่มีการข้องแวะกันเลย 

ไม่มีการกระทบกระเทือนซึ่งกันและกันแต่อย่างใด ...มันเป็นเอกภาพในการเกิดและการดับ เป็นธรรมที่เป็นอิสระธรรม เป็นเอกภาพในตัวของมันเอง...ทุกอย่างในสากลโลก สากลจักรวาล


โยม –  หมายถึงว่า เวทนาก็ต่างหาก ตัณหาก็ต่างหาก

พระอาจารย์ –  ทุกอย่าง ... แต่ว่าในตัวพวกนี้ เริ่มต้นจากจุดนี้แหละ มันจะไปโยงถึงทั้งสากลโลกสากลจักรวาล ในความผูกพันรวมกัน ให้มาเป็นเรื่อง ให้เกิดเรื่องขึ้น ...แล้วมันเชื่อม

ถ้าปัญญานี่เข้าไปแยกๆๆ เป็นส่วนๆ ปุ๊บ ...มันจะหาเรื่องไม่เจอ จะไม่มีเรื่องนี้ปรากฏเลย  จะไม่เป็นเรื่องกับสิ่งที่...ธรรมดามันไม่มีเรื่องอยู่แล้ว

แต่เรื่องมันปรากฏได้เพราะความไม่รู้มันจับมาผสม ...ตำส้มตำแล้วก็ออกมาเป็นครกนึง แล้วก็ว่าอร่อยหรือไม่อร่อย ...มันทำด้วยความไม่รู้ 

เพราะไม่รู้มันจึงทำ ถ้ารู้แล้วมันไม่ทำ  เพราะมันไม่รู้ไง มันเลยหา  ไม่รู้มันเลยสงสัยไง ใช่มั้ย ก็ถ้ารู้มันก็ไม่สงสัยสิ ก็มันไม่รู้ไง มันถึงสงสัย ...แล้วยังทำตามความไม่รู้อีกเหรอ

ก็บอกว่าถ้ารู้แล้วไม่สงสัย นั่น...ก็รู้ซะเลยสิ ใช่มั้ย ...ไม่ใช่ไปสงสัยจนกว่าจะรู้ขึ้นมา...ไม่มีทาง ...อย่าไปเชื่อว่า เออ คิดไป สงสัยไป หาวิธีไป เดี๋ยวก็รู้ขึ้นมาเอง 

ก็บอกว่าทำตามความสงสัยก็คือทำตามความไม่รู้อยู่วันยังค่ำน่ะ ...คือเป็นนักภาวนาประเภทเอาน้ำสกปรกมารดเท้าที่สกปรก แล้วก็บอกว่าเท้านี้จะสะอาดซักวันนึง

มันคงสะอาดมั้ง ...ไม่มีทางนะ ...ตราบใดที่เอาความสงสัยแก้ความสงสัย เอาความคิดมาแก้ให้วิถีธรรมบริสุทธิ์ ...มันจะบริสุทธิ์ได้ยังไง เป็นไปไม่ได้หรอก  

ก็บอกว่า ไม่ตามความไม่รู้ออกไป ...ก็คือเมื่อใดที่รู้...ตรงนั้นความไม่รู้เกิดไม่ได้  จิตก็เกิดไม่ได้ ...เพราะจิตมันเกิดจากความไม่รู้

แต่ตอนนี้พวกเรายังไม่อยู่ในองค์มรรคร้อยเปอร์เซ็นต์ เราไม่อยู่ในองค์มรรคที่แข็งแกร่งชัดเจน จึงไม่เกิดสภาวะที่เห็น เรียกว่ามรรคจิตหรือมรรคปหาน คือเกิดดับในคราวเดียวกัน 

นี่ รู้แล้วคิดยังอยู่เลย รู้แล้วอารมณ์ยังตั้งอยู่เลย อย่างนั้น  ขุ่น มัว หมอง อยู่อย่างนั้น ...เขาเรียกว่ากายใจยังไม่อยู่ในองค์มรรคโดยชัดเจน เข้าใจมั้ย จึงไม่เกิดเป็นภาวะที่เรียกว่ามรรคปหาน


โยม –  ทำยังไงให้เป็นกายใจเป็นองค์มรรคซักที

พระอาจารย์ –  ก็รู้บ่อยๆ ดิ ... อย่าไปสนใจมัน ช่างหัวมัน ...รู้เรื่องของเราไว้ เรื่องของกายใจไว้อย่างเดียว 

เดี๋ยวมันจะรวมเป็นหนึ่ง มรรคสมังคีกัน  ศีลสติสมาธิปัญญาสมังคีกัน  องค์มรรคนี่แข็งแกร่งขึ้นมาปุ๊บ...ชัดเจน ทุกอย่างชัดเจนในทีเดียว จึงเรียกว่าเป็นมรรคจิต

แต่มรรคจิต จะไปพูดว่าเป็นมรรคจิตร้อยเปอร์เซ็นต์ยังไม่ได้หรอก ...มันเป็นมรรคปหาน ปหานอยู่ในองค์มรรค ชัดเจน เกิดตรงไหนดับตรงนั้นๆ ไม่มีสิทธิ์มาวนเวียน สร้างรอยมลทินอยู่ภายในนี้ 

ตอนนี้ยังมีมลทินอยู่ เพราะอำนาจของอวิชชายังหนาแน่นห่อหุ้มไว้ มันมีแรงการให้ค่าสูง  จะให้มันปล่อยจนสลายหายไปในตัวของมันเอง...ยากมาก ...ต้องอดทน 

เพราะนั้นก็ต้องเสวยวิบากไป เป็นวิบากกุศล อกุศลไป ...แต่อย่าไปจริงจังใส่ใจกับมันแล้วกัน


โยม –  วิบากเก่าหรือวิบากใหม่คะ

พระอาจารย์ –  ใหม่นี่แหละ ...ทำในเดี๋ยวนี้มันก็รับผลเดี๋ยวนี้น่ะแหละ ...คือคิดมาก  พอไปนั่งเฉยๆ ดูสิ ให้มันนั่งแล้วเงียบ ไม่มีทางเงียบหรอก บอกให้ 

ปล่อยจิตทั้งวันให้ล่องลอยๆ นี่  แล้วมาให้นั่งเฉยๆ นี่  เดี๋ยวมันก็ล่องลอยคล้อยเคลื่อนไม่ยอมหยุด เหมือนผีบ้าเลยน่ะ มันจะเป็นอย่างนั้น ...เนี่ยแหละคือวิบาก 

คือผลจากการกระทำด้วยความละเลย ปล่อยเนื้อปล่อยตัว ปล่อยให้คิดไปเรื่อยเปื่อย มีเจตนามีอะไรไป ...พอจะกลับมาอยู่ในองค์มรรค รู้กายรู้ใจ  หูย คราวนี้แหละยาก เสวยผลไปเหอะ ทำยังไงก็ได้ผลอย่างนั้น

แต่ถ้าเราทำตลอดเวลาด้วยสติสมาธิ...รักษาไว้ต่อเนื่องไป ...พอบทจะหยุด แล้วก็ตั้งอกตั้งใจดูจริงๆ จังๆ ปุ๊บ ภาวะนี้ง่ายมาก ใจนี่จะว่างเบา 

หรืออย่างมากก็เป็นแค่สะเก็ดที่ไม่สามารถจะลากให้ออกไปหรือให้เสียงาน...ให้เสียงานคือกายใจ ...เพราะนั้นความสงบมันจะมีในระดับที่ไม่เสียงาน

แต่ไอ้นี่งานยังทำไม่ได้เลย มัวแต่...หูย เบื่อจัง ทำไมเราถึงเป็นอย่างนี้วะ ...นี่ มันจะออกไปไกลในเรื่องที่ไร้สาระ ไม่ยอมจบ นั่นน่ะ เป็นเรื่องเป็นราว 

คนนั้นคนนี้ๆๆ เราจะทำยังไงกับมัน มันจะทำยังไงกับเรา อะไรอย่างนั้นน่ะ  อะไรมันถูก อะไรมันผิด กูถูกหรือมันผิด วุ่นวายอยู่อย่างนั้นน่ะ ไม่จบง่ายๆ

ก็ต้องอดทนแล้ว เสวยไปด้วยความอดทน...ขันติ ...รักษากายใจไว้  พูดให้น้อย นอนน้อย กินน้อย สติให้มาก  กายใจให้รู้มากๆ ให้ต่อเนื่องมากๆ 

นี่ ให้มาก ...ภาวนาให้มาก ...การภาวนาคือรู้กายรู้ใจปัจจุบัน อยู่กับปัจจุบันให้มาก อย่าปล่อยให้ล่องลอยไปกับอดีตอนาคต อย่าไปคิดถึงเรื่องที่ยังไม่เกิด อย่าไปอาลัยอาวรณ์กับเรื่องที่ดับไปแล้ว 

อย่าไปตำหนิติเตียนตัวเองที่ทำไม่ดีในอดีต อย่าไปหลงชมตัวเองในอดีตที่เคยทำมา หรือเขาเคยชมเคยยกยอเราในอดีต ...บ้าบอคอแตก ไม่มีสาระ 

มันไม่มีอะไรทั้งสิ้น ไม่มีความจริงอยู่ตรงนั้นเลย ...อย่าไปหลงอยู่ในความไม่จริง สิ่งที่ไม่จริง ...สิ่งที่ยังไม่เกิด กับสิ่งที่เกิดไปแล้ว นั่นน่ะมันไม่จริง  

ถ้าไปทำอย่างนั้นน่ะ ให้นึกถึงอาการนี้ว่า...บ้วนน้ำลาย แล้วกำลังไปนั่งเลียน้ำลายที่เราบ้วนทิ้งอยู่  งามดีมั้ยล่ะ เป็นอากัปกริยาที่งดงามดีมั้ย ...ไม่งามเลยนะ น่าเกลียด ไม่มีสาระ 

แต่คนทั้งโลกนี่อยู่ในลักษณะนี้ทั้งโลก ...มีแต่พระอริยะน่ะถึงเห็น แล้วก็เตือนว่ามันเป็นอากัปกริยาที่ ไม่งามในเบื้องต้น ไม่งามในท่ามกลาง และจะไม่มีทางงามในที่สุด

ต้องเริ่มตั้งแต่งามในเบื้องต้นนี่ก่อน ...ศีลสติสมาธิปัญญาปัจจุบัน มีมั้ย...ไม่มี  ก็ให้มีซะ ...มียังไง ใครช่วยได้ ...ไม่มีใครช่วยได้  ทำเอง ของใครของมันเลยนะ 

ก็ถามอยู่นี่ว่ามีมั้ย...ไม่มี ...ไม่มีก็ทำขึ้นมาสิ ไม่รู้ก็รู้ลงไป ...จะมาดิ้นรนกระวนกระวาย ท้อแท้ อย่างงี้อย่างงั้นอย่างโง้นทำไม...รู้มันลงไปดิ  จะไปคิดทำไม ไม่มีก็ทำให้มี...เดี๋ยวนี้

ไม่ต้องไปขอ ไม่ต้องไปอ้อนวอน ไม่ต้องไปบูชายัญ ไม่ต้องไปรอเวลา ไม่ต้องว่าเมื่อนั้นเมื่อนี้ ...เวลามันกลืนกิน ผ่านไป หมดไปๆๆ นะ 

ภาวนานี่แข่งกับเวลานะ ... ความตายนี่คืบคลานเข้ามาทุกขณะจิตนะ ...ทุกขณะวินาที มันหมดไปสิ้นไป มันกลืนกินชีวิตขันธ์ไปนะ


(ต่อแทร็ก 7/23  ช่วง 5)