วันเสาร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

แทร็ก 7/28 (2)


พระอาจารย์
7/28 (550403E)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
3 เมษายน 2555
(ช่วง 2)


(หมายเหตุ  :  ต่อจากแทร็ก 7/28  ช่วง 1

พระอาจารย์ –  ทำไมพระพุทธเจ้าอยู่ดีๆ นี่ มีประเภทนี้มานั่งฟังใกล้ๆ ท่าน ...ท่านรูดใบไม้มากำมือนึงให้เอาไป บอกว่า...ความรู้ที่เรารู้นี่ เหมือนใบไม้ในป่า ทุกใบ ทุกเม็ด ทุกอย่าง...แจ้งหมด

รู้หมด ที่มาที่ไปที่เกิดที่ดับอย่างนี้อย่างนั้น ท่านรู้ทุกใบ ...แต่ท่านบอกว่า เอาแค่กำมือเดียว เอาไป ให้พิจารณาใบไม้ในกำมือ กำมือคืออะไร ขันธ์ห้า ...ก็แค่ขันธ์ห้านี่ พอแล้ว

ขันธ์ห้าคืออะไร...กายใจ ก็มีแค่เนี้ย ...จะไปรู้อะไรกันนักกันหนา จะไปหาวิธีรู้อย่างนั้นอย่างนี้ จะไปรู้ถึงโคตรเหง้าของต้นไม้มัน ตาย...กี่ชาติก็ยังไม่หมดเลย ตายเกิดกี่ครั้งก็ยังไม่รู้ ได้จบเลย

แต่ถ้าเนี่ย ขันธ์ห้า..จบ พระพุทธเจ้าบอกถ้าจบตรงนี้จบหมด จบหมดเลย จบแล้ว พอแล้ว โลกวิทู รู้แจ้งโลกน่ะ พอแล้ว ไม่ต้องไปแจ้งทุกสรรพสิ่งหรือทุกเม็ด หรือวิธีการอย่างนั้นต้องเข้าใจให้ได้ให้ตลอด

เคยเห็นดาวศุกร์มั้ย แต่ละคนเห็นแล้วไม่เหมือนกันหรอก แล้วคาดหรือสร้างภาพไม่เหมือนกัน แล้วใครถูกล่ะ ...ไม่มีใครถูก เพราะไม่มีใครเคยไปเลย ใช่ป่าว

ถึงให้เป็นนักวิทยาศาสตร์ มันก็แค่มองเห็น มันก็ไม่เคยไป จริงรึเปล่าก็ไม่รู้  แม้กระทั่งดาวที่เราเห็นนี่ มันมีอยู่รึเปล่า ใช่มั้ย เห็นแสงของมันที่สะท้อนมาเมื่อกี่ล้านๆ ปีแสงก็ไม่รู้ ดวงจริงยังอยู่รึเปล่าก็ไม่รู้

เนี่ย เชื่อได้มั้ยล่ะ นั่นน่ะ แล้วยังหาอะไรกันอยู่ ทำไมไม่หาตรงนี้ ของมีอยู่แล้ว...เป็นเศรษฐีมาตั้งแต่เกิด แต่ทำตัวเหมือนยาจก ...โง่ซะไม่มีดี 

เฮอะ มีทรัพย์อยู่เต็มยุ้งเต็มฉาง ไปขอทานเขาซะอย่างงั้นน่ะ เหมือนอดอยากปากแห้งไม่พอกิน ...มันโง่หรือมันฉลาด หือ ...พระพุทธเจ้าไม่เคยสอนให้โง่นะ 

พระพุทธเจ้าท่านสอนให้มีปัญญา นี่ มันมีอยู่แล้วกายใจเป็นสมบัติ กายใจ ...มนุสสปฏิลาโภ  ลาโภ นี่ ลาภอันประเสริฐ มีลาภเหมือนมีทรัพย์ 

นี่ๆ ยังไปอดอยากขอทาน ...“จะทำยังไงดีถึงจะได้ธรรม จะทำยังไงดีจะถึงมรรคถึงผล จะทำยังไงดีถึงจะเกิดปัญญา” ...มันมีเงินมีทองใช้ไม่เป็น มีแต่ไปแบมือขอ

แล้วก็ถูกคนอื่นเขาหลอก เอาของเก๊ของสัปรังเคมาบอกว่าเนี่ย เป็นทอง วงเล็บ..ชุบ วงเล็บ..สอดไส้  มันไม่บอกหรอก เพราะตัวมันเองยังไม่รู้เลย...ก็หลงพอกัน

เศรษฐีทำตัวเป็นยาจก ทำตัวเป็นขอทาน ทำตัวเป็นขี้ขอ ทำตัวเป็นไม่รู้จักอิ่มไม่รู้จักพอ ฮึ ธรรมมีอยู่เต็มตัว ความเป็นจริงมีอยู่ทุกขณะ เขาแสดงโดยไม่ปกปิด

ได้ยินมันเทศน์มั้ย เห็นมั้ย เขากำลังแสดงธรรม ทำไมไม่ฟัง ทำไมไม่ฟังธรรม ทำไมชอบไปฟังคำพูด ฮึ ทำไมชอบไปฟังภาษา ทำไมชอบฟังสมมุติ เฮอะ ทำไมไม่ฟังธรรม

ทำไมไม่ดูสิ่งที่เขาแสดงธรรม ทำไมชอบไปดูการกระทำของคน ทำไมชอบไปดูการกระทำของกิเลส ทำไมชอบไปฟังสมมุติ ทำไมชอบไปฟังคำพูด มันไม่ใช่ธรรม

นี่ธรรมเขาไม่แสดงตอนหลับ กับตอนไม่มีสติ ...มันไม่เห็น มันไม่ได้ยิน มีหูก็เหมือนไม่มีหู มีตาก็เหมือนไม่มีตา มีใจก็เหมือนไม่มีใจ ไอ้นั่นน่ะบ้า คนบ้า คนเมา คนหลง

นักปฏิบัติก็บ้าหนักกว่าคนทั่วไปอีก เพราะยิ่งปฏิบัติ เพื่อสนับสนุน ให้หลง ให้บ้า ให้เมา..ธรรม วงเล็บ ปลอม ...เราชอบวงเล็บ เพราะคนมันติดสมมุติ ติดรูปแบบ ติดบัญญัติ ติดท่าทาง ติดภาษา ติดสัญลักษณ์

รู้จักคำว่าสัญลักษณ์ของธรรมมั้ย อย่างนู้นอย่างนี้ๆๆ ...เนี่ย สัญลักษณ์ ทุกคนน่ะมีสัญลักษณ์...กายใจ นั่นคือสัญลักษณ์ของธรรม นั่นคือรูปแบบของธรรม นั่นคือรูปแบบของการปฏิบัติ

จะมาถามว่าวิธีการไหน อันไหนเป็นรูปแบบ จะปฏิบัติยังไง ...รูปแบบการปฏิบัติมีมาตั้งแต่เกิด เท่ากันเสมอกันจำเพาะทุกคนไป ไม่มีใครล้ำใคร ไม่มีใครต่ำกว่าใคร

แขนสองแขน ขาสองขา หัวหนึ่งหัว ตัวหนึ่งตัว ใจอีกหนึ่งดวง นี่ ออกท้องแม่มาได้เท่ากันเลย ได้รูปแบบการปฏิบัติ ได้วิธีการปฏิบัติ..เสมอกัน ไม่มีใครต่ำ ไม่มีใครล้ำหน้าใคร ไม่มีใครช้ากว่าใคร

แต่เอาหูไปนาเอาตาไปไร่ มัวแต่ไปขุดค้นหาทรัพย์สมบัติ...ขุมทรัพย์สุดขอบฟ้า ของอินเดียน่าโจนส์ แล้วก็อยู่กับตัวเองเหมือนปู่โสมเฝ้าทรัพย์ ไม่รู้จักทรัพย์ที่มี

ไม่ใช่ได้มาง่ายๆ ทรัพย์อันนี้ เนี่ย ได้โอกาส ได้ความพอดีแล้ว แต่จะใช้เป็นมั้ย ...มันถึงต้องมีคนบอก มาบอก...แล้วก็ไป ไปแล้ว...แล้วก็ไม่กลับอีกด้วย จะทำยังไง 

น่าเสียดายนะ น่าเสียดายชีวิตที่ล่วงไปนะ ...แล้วจะเจอใครล่ะ มันหลากสี เยอะแยะนะ ดูดีด้วย น่าเชื่อด้วย ใช่มั้ย ...นี่ยังเชื่อไม่รู้กี่ขบวนแล้ว (โยม – เชื่อคนง่าย)

เพราะเป็นคนหลายใจ มันไม่ใจเดียว มันไม่เป็นใจหนึ่ง มันเป็นคนมักง่าย ใจง่าย หลายใจ ใช่ป่าว (โยม – ค่ะ ใช่ค่ะ) ...ก็บอกถ้าใจหนึ่งใจเดียวนะ ไม่ไปหรอก

อยู่ตรงนี้ เด็ดเดี่ยวกล้าหาญ รักเดียวใจเดียว ไม่หลายใจ ไอ้นู่นก็เอา ไอ้นี่ก็อยากได้ ไอ้โน่นก็หล่อดี ไอ้นั่นก็งามดี ไอ้นั่นก็ดูประณีต ไอ้นั่นก็น่าจะใช่นะ น่าจะเร็วกว่านี้

มันหลายใจ มักง่าย ใจง่าย ใจเบา ใจโลเล ใจไม่เป็นหนึ่ง ใจไม่อาจหาญ ใจไม่แน่วแน่ ใจไม่จริง ใจไม่ตั้งมั่น ใจไม่หนักแน่น ใจหวั่นไหว ใจไม่ตรง ใจคดใจงอ คดในข้องอในกระดูก

มีอะไรก็เหมือนเถาไม้เลื้อย เลื้อยไปเลื้อยมา มีอะไรให้จับก็จับก็เกาะ ไม่จับก็เกาะ เกาะๆ แกะๆ ไปออกดอกออกผลตามเถาตรงโน้นตรงนี้เยอะแยะไปหมด ...นั่นแหละจิต

จิตไม่ใช่ใจ ใจล่ะเป็นหนึ่ง ...ก็ต้องเอาจิตให้เป็นหนึ่งอยู่กับใจ ดูซิมันจะตายมั้ย ไม่ได้มรรคผลก็ไม่เอา ..ไม่เอา ไม่เชื่อจิตที่มันสร้าง ที่มันหลอก ที่มันบอก ที่มันสอน

เอาจิตรู้นั่นน่ะเป็นตัวบอกตัวสอน นั่นน่ะเขาเรียกวิถีแห่งรู้ นั่นเขาเรียกวิถีแห่งมรรค วิถีแห่งมรรคก็คือวิถีแห่งรู้ ...เมื่อวิถีแห่งรู้แล้วก็ดำเนินไปในองค์มรรคด้วยวิถีรู้นี่แหละ จะเข้าสู่วิถีแห่งความรู้แจ้ง

ไม่ใช่วิถีแห่งจิต ถ้าวิถีแห่งจิตล่ะก็..ไม่สุขก็ทุกข์ เอาเหอะ มีอยู่สองอย่าง ไม่สุขมากก็ทุกข์มาก ไม่สุขน้อยก็ทุกข์น้อย ไม่สุขน้อยก็ทุกข์มาก ไม่สุขมากก็ทุกข์น้อย ...มีอยู่แค่นั้นแหละ วิถีแห่งจิต

ทำกันไปเหอะ เดี๋ยวก็ได้เดี๋ยวก็ไม่ได้ๆ เดี๋ยวก็พอใจเดี๋ยวก็ไม่พอใจ เดี๋ยวก็ดีใจ เดี๋ยวก็เสียใจ เดี๋ยวก็น้ำตาไหล ทำไปเถอะ ให้จิตมันพาไป ขึ้นเขาลงห้วย ลงนรกขึ้นสวรรค์ บ้ากับมันไปเหอะ ภพเยอะแยะมีให้เลือก

แต่ถ้าอยู่ในวิถีแห่งรู้นี่ ไปด้วยความโล่งโปร่ง ว่างเปล่า ไม่ได้อะไร สุขก็ไม่มี ทุกข์ก็ไม่มี ไปด้วยความราบเรียบ ไม่มีรสชาติ...แต่บริสุทธิ์ ...ความบริสุทธิ์น่ะไม่มีรสชาตินะ

เพชรดีน่ะเขาต้องไม่มีสี เขาถึงเรียกว่าเพชรน้ำเอก เพชรน้ำหนึ่ง ...เข้าใจคำว่าน้ำหนึ่งมั้ย ไม่มีน้ำสอง ถ้ามีน้ำสองแสดงว่ามีใย มีขนแมว มีรอย มีตาน้ำ

แน่ะ ถ้าเป็นเพชรก็เพชรน้ำหนึ่งน่ะ ใจนี่เป็นเพชรน้ำหนึ่งนะ ...จิตน่ะมันสับปลับ จอมปลอม แล้วมันก็สร้างธรรมสับปลับ ธรรมจอมปลอม

ไอ้พวกเราก็เลยเป็นปลวก อยู่ในจอมปลวกซะอย่างงั้น อาศัยอยู่ในจอมปลวก ไม่มีสาระแก่นสารใดๆ ...ถ้าเป็นมอดก็มอดอยู่กับคัมภีร์ ได้แต่กัดกินคัมภีร์ไป คงไม่ได้มรรคผลนิพพานหรอก

ได้แต่อิ่ม...กับหิว อิ่มกับหิว คัมภีร์ไหนมันก็แทะ สมมุติบัญญัติไหนมันก็เอาเป็นอาหาร ...ไม่ปลวกก็มอด สองอย่าง แล้วก็อิ่มกับหิว อดอยากๆๆๆ ปากแห้งมั้ย

อยู่กับธรรม...ไม่เห็นธรรม ไม่รู้ธรรมนี่ เสียชาติเกิด ...มัวแต่ไปค้นธรรมคนอื่น มัวแต่ไปหาธรรมที่อื่น เสียเวลานะ ...ไม่มีอะไรก็ลมหายใจเข้าออก วูบๆ วาบๆ ดูมันเข้าไป 

เนี่ย ลมพัดวูบ...ดู ขยับที...รู้...ดู กลืน...รู้ กิน...รู้ หยิบจับ...รู้ เหลียวหน้าแลหลัง...รู้ แค่เนี้ย ไม่ต้องไปสนใจเรื่องอื่น ...เพราะนี่คือความเป็นจริง นี่คือของจริง นี่คือสิ่งที่ปรากฏจริง เป็นปัจจุบันจริง 

ปัจจุปันนัญจะ โย  ธัมมัง ตัตถะ ตัตถะ วิปัสสติ...เท่านั้นน่ะ เพราะธรรมมีอยู่จริงที่นี้ที่เดียวเท่านั้น ไม่มีในที่อื่นเลย ...และต้องเห็นธรรมในที่นี้ จนถึงที่สุดของธรรมว่าคืออะไร

นั่นแหละ จึงจะสำเร็จในงานของมรรค จนเห็นว่าทุกสิ่งที่อยู่ในปัจจุบันนี้ ไม่มีอะไรมีอยู่จริง ทั้งหมดเลย นั่นแหละจึงเรียกว่าจบกิจที่พึงกระทำในมรรค

ยังไปหาอะไรมากินมาเสพอีก มอด ปลวก ให้มันกินเข้าไปเถอะ มันไม่อิ่มหรอก มันอยู่คู่กับโลกน่ะ ...หยุดอยู่ในปัจจุบัน เห็น..แค่ปัจจุบัน รู้..เท่าที่ปัจจุบันปรากฏ แค่นั้นแหละ ไม่เห็นมันยากตรงไหน

ไอ้ที่มันยากเพราะจิต ไอ้ที่มันยากเพราะไม่เห็นจิต ไอ้ที่มันยากเพราะตามจิต ...ถ้าละจิตได้ เท่าทันจิตได้ แล้วจะรู้ว่า ธรรมนี้จริง ...แล้วจะรู้ว่า ไอ้ที่หาน่ะไม่จริง

เมื่อใดยังไม่เท่าทัน แล้วก็เราอยู่กับจิต จะไม่รู้ว่าธรรมนี้จริง แล้วมันจะเข้าใจว่าไอ้ที่หาน่ะมีจริง จะเหนื่อยนะ จะยากนะ เพราะมันหาไม่เคยเจอสักที ทำก็ไม่เคยถึง ได้ก็ไม่เคยเต็ม มันมีรูรั่วอยู่ตลอด

ให้ต่อเรือน่ะ...ไม่ใช่เอากาบกล้วยมาต่อ มันไปไม่ไกลหรอก โยม อย่าไปคิดว่ากาบกล้วยมันจะพาข้ามโอฆะสงสารได้ ...ไปไม่รอดหรอก

ความจริงเท่านั้น...จึงจะสอนจิตสอนใจได้ ความจริงเท่านั้น...จึงจะเข้าไปละความไม่จริงได้ ความจริงเท่านั้น...จึงจะเห็นความไม่จริงชัดเจน

แล้วจะรู้เลยว่า ตลอดชีวิตที่ผ่านมาจนถึงขั้นนี้ ...ที่ผ่านมาทั้งหมด มันอยู่กับความไม่จริงตลอดเวลา ยี่สิบสี่ชั่วโมง ...หลับยังฝัน

น่าเสียดาย...ถ้าตายตอนนั้น มันก็จะมาเกิดอยู่ในโลกที่ไม่มีความเป็นจริง แล้วก็มาสุขๆ ทุกข์ๆ ตามความไม่จริงที่สร้างขึ้นในโลกนี้

เอาแล้ว พอแล้ว ไปฝึก ...ต้องทำ ทำด้วยการ ตัด ละ ถอนออก...ในการที่มันทะยานออกไป


.................................




แทร็ก 7/28 (1)


พระอาจารย์
7/28 (550403E)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
3 เมษายน 2555
(ช่วง 1)


(หมายเหตุ  :  แทร็กนี้แบ่งการโพสต์เป็น  2  ช่วงบทความ)

โยม –  อาจารย์ขออนุญาตถามค่ะ พอดีก่อนหน้านี้ได้สนทนากับพระศรีลังกาค่ะ แล้วก็คุยกันถึงเรื่องการปฏิบัติ แล้วท่านก็พูดถึงว่า มันมีกามราคะ แล้วก็มีอาสวะอย่างนี้ค่ะ ก็คือว่าแลกเปลี่ยนกัน แล้วก็บอกว่า เออ กิเลสอะไรก็มีอยู่ทุกอย่าง แต่ว่าเรารู้สึกว่ามันไม่ใช่เรา เราเห็นเฉยๆ อย่างนี้ค่ะ

ทีนี้ท่านก็เลยถามว่า ถ้าพระอริยเจ้าที่ท่านสูงขึ้นไป กิเลสตรงนั้นมันสิ้นไปได้ยังไง ทุกวันนี้เราแยกเป็นผู้รู้กับกิเลส เราก็ไม่ได้ไป serve ว่ามันเป็นเรา แล้ววันนึงไอ้กิเลสตรงนี้มันหมดไปยังไงน่ะค่ะ

พระอาจารย์ –  ตัวมันไม่มีอยู่แล้ว ที่มันมีขึ้นเพราะความไม่รู้ ...เพราะความไม่รู้นี่ จึงไปสร้างความเป็นหมอกมัว เข้ามาห่อหุ้มมัน

เมื่อใดที่เห็นความดับๆๆ ไม่มีอะไรในการที่มันปรากฏขึ้นมานี่แหละ คือเป็นอนัตตาหมด ตรงเนี้ย มันจะเข้าไปทำลายไอ้หมอกมัวที่เป็นเหตุให้เกิดอาการพวกนี้ในตัวของมันเอง

เหมือนจิตเห็นจิต แล้วก็จิตฆ่าจิต เข้าใจมั้ย ...เมื่อกี้ก็บอกแล้วว่า จิตรู้นี่เข้าไปทำลายจิตไม่รู้ มันจะทำลายของมันอย่างนี้ เพราะจริงๆ ไอ้จิตไม่รู้นี่ มันไม่รู้ว่าไม่มีอะไร แต่มันเชื่อว่ามันมี

ทำไมมันถึงออกมาเป็นจิต เพราะมันต้องหาอะไร มันออกไปหาอะไร เพราะมันเข้าใจว่าในอะไรมันมี มันมีในอะไรนั้น ...แต่จริงๆ มันไม่มีไง เพราะความเป็นจริงมันไม่มี

เพราะนั้นพอเราตั้งมั่นอยู่แล้วไม่เชื่อมัน แล้วก็เห็นความดับไป ...มันก็มีจิตรู้ เห็นความดับไป แล้วก็ไม่มีอะไรในสิ่งที่มันหา หรือมันเชื่อ หรือมันคาดว่าน่าจะมี หรือคิดว่ามี

ตรงนี้ มันจะทำให้ความไม่รู้...ที่มันสร้างเป็นหน่อเนื้อเชื้อไขในการก่อเกิด ในการแสวงหาอะไรออกมา ...มันหมดกำลังในตัวของมันเอง เหมือนกล้วยออกเครือ เหมือนม้าอัสดรออกจากท้องแม่ มันจะเป็นอย่างนั้น เข้าใจรึเปล่า

เพราะนั้น จะไปอยู่ที่รู้อย่างเดียวไม่ได้ ...ต้องให้มันเห็นสิ่งที่ปรากฏด้วย เพื่อสอนตัวมันเอง สอนตัวจิตที่ไม่รู้ด้วย...ว่าไม่มีอะไรในกอไผ่ แล้วมึงจะหาอะไร

แต่ถ้าไม่บอกมันว่าไม่มีอะไรในกอไผ่ หรือไม่มีใครไปสอนให้มันเชื่อว่าไม่มีอะไรในกอไผ่ ...มันก็ยังหาอะไรในกอไผ่ต่อไป ...ไม่ว่ากอไผ่ หรือกอกก กอหญ้า กออะไร

มันก็หาไปเรื่อยน่ะ...ว่ามันต้องมี มันน่าจะมี คิดว่ามี  มันไม่มีหยุดหาหรอก เพราะเคยเข้าใจว่ามันเคยได้เคยมีอยู่ ...ไอ้ตัวนี้ก็คือกลุ้มรุมอยู่หน้าใจอยู่ตลอด เป็นหมอกเป็นเมฆ

แล้วก็เชื่อน่ะ ทำเองได้เองแล้วก็เชื่อด้วยว่าได้ ...ไอ้เชื่อว่าได้ก็คือเอากลุ้มรุมเข้ามาอีก มีความเชื่อที่หนาแน่นขึ้น จริงจังขึ้น เที่ยงขึ้น จับต้องได้ ควบคุมได้

ก็ว่าทำได้ ทำมากับมือ คิดมากับมือ ทำตามความคิดน่ะได้ผลเลย ทำตามความเห็นนี่ได้ความสุขได้ความทุกข์มาเลย เนี่ย มันจะไม่รู้สึกจริงยังไง ...นั่นแหละคือการพอกพูนอวิชชา

เพราะนั้นจะละยังไงล่ะ ...จะละความไม่รู้...ก็ต้องละด้วยความรู้...ให้รู้ว่ามันไม่มีอะไร มันไม่เที่ยง มันเป็นทุกข์ มันเป็นอนัตตา ...ถ้ามันไม่เห็นไตรลักษณ์ มันไม่มีทิ้งตัวมันเองหรอก

ยังไงๆ ก็ไม่มีวิธีเรียนลัด ...ต้องเห็นไตรลักษณ์เท่านั้น มันจึงจะยอม จิตดวงนี้ จิตไม่รู้ดวงนี้ เพราะมันเป็นความจริงที่เถียงไม่ได้ มันเถียงไม่ได้เลย ...นั่นเรียกว่าสัจธรรมเป็นกฎตายตัว

เพราะมันชอบอ้างข้างๆ คูๆ อยู่เรื่อย อ้างเหตุและผลอย่างนั้นอย่างนี้ วิธีอย่างนั้น เดี๋ยวถ้าละอย่างนี้แล้วมันจะไม่ได้อย่างนั้น ถ้าทำอย่างนี้จะไปติดตรงนั้น

จิตทั้งนั้นน่ะ มันพ่นออกมา มันสาระแน ความคิดความเชื่อ ความน่าจะเป็น ความควรจะเป็น ถูก-ผิด ...แต่มันไม่รู้เลยตัวมันเองไม่มีอะไร เหมือนลมๆ เข้าใจมั้ย

แต่พอมีจิตรู้อีกตัวนึงเห็นอยู่ แล้วไม่ไปใยดี ไม่ไปอินังขังขอบกับมันสิ  จะเห็นเลยว่า...เออ เฮ้ย ลักษณะของจิตมันเป็นเช่นนี้เอง

ลักษณะมันเป็นเช่นไร...เกิดขึ้นมาโดยไม่มีตัวไม่มีตน ตั้งอยู่ด้วยความไม่มีตัวไม่มีตน ดับไปโดยที่ไม่มีตัวตนที่แท้จริง ...นี่คือลักษณะของมันที่แท้จริง

นี่คือว่าเห็นจิตตามความเป็นจริง...แล้วละ ไม่ไปอินังขังขอบกับมัน อย่าไปอินังขังขอบกับมันสิ ...ที่คิดว่าจริง คิดว่าน่าจะจริง เอามาให้ดูหน่อย อยู่ไหน ฮึ

เอามาให้ดูเลย เอามาให้ดูสิ ไหนล่ะ อดีตอยู่ตรงไหน อนาคตอยู่ตรงไหน ผลที่จะได้จากการกระทำนี้ เอามาให้ดูก่อน ...มันไม่มีใช่ไหม ยังไม่มีอะไรเลยใช่มั้ย (ค่ะ)

แล้วมีอะไรล่ะตรงนี้...มีลมหายใจมั้ย มีตูดมีก้นมั้ย มีมือมีแข้งมั้ย มีเย็นมีอ่อน...มีมั้ย  เนี่ย อันไหนจริง อันไหนไม่จริง ...เราถึงบอกว่าอย่าทิ้งของจริงนะ ถ้าทิ้งของจริงมันจะไปอยู่กับของไม่จริง

แล้วไปอยู่กับของไม่จริงจนโง่งมงายเมื่อไหร่ มันจะหลงของไม่จริงจนเชื่อว่ามันจริง แล้วก็จะดั้นด้นค้นเข้าไปๆ ดันทุรังเข้าไปอยู่ในนั้นน่ะ ในจิตนั่นน่ะ ในความเห็นความเชื่อของมันน่ะ

มันก็มืดๆ มืดลงไปเรื่อยๆ สงสัยลังเลๆ  นั่นน่ะมืดมั้ย ขุ่นมั้ย กังวลมั้ย กลัวมั้ย ท้อมั้ย เพราะอะไร เพราะมันไม่มี แล้วหาอะไรในความไม่มี...มันไม่มีอะไรให้หา

แต่พอมาตั้งรู้อย่างนี้ อ๋อ ลักษณะมันเป็นเช่นนี้เอง ...นี่ เรียกว่าเมื่อรู้กายเห็นกายจึงจะเห็นจิต เห็นว่าจิตมันเป็นลักษณะอย่างนี้ๆ เป็นแค่อาการ ไม่มี something wrong ในจิต เข้าใจมั้ย ยังคิดว่ามี something อยู่มั้ย

ก็เหมือนเราถามว่า มีอะไรในกอไผ่ หือ ไปหาดู  ล้มกอไผ่ไปเลย มีอะไร ต่อให้กอไผ่เป็นเพชร ต่อให้กอไผ่นั่นเป็นทอง ต่อให้เขาบอกว่ามีมรรคผลนิพพานในกอไผ่ เอามาดูหน่อยดิ๊ หาสิว่ามีอะไรในกอไผ่มั้ย

อย่าไปหลงคารมของจิต อย่าไปหลงกับคนที่ไม่รู้จริง แล้วเอาสิ่งที่น่าจะเสมือนจริงมาหลอก บอกให้เลย จะถูกหลอก โง่แล้ว มันพร้อมที่จะโง่อยู่ด้วย นี่คือสันดานนะ เราไม่ได้ว่าใครนะ

สันดานคืออนุสัย มันเชื่อไง มันเชื่อ  ลึกๆ มันจะเชื่อนะ ใครมาพูดอะไรที่น่าเลื่อมใส โดยท่าทางการพูดดูดี...ไม่ได้เหมือนเราพูดนี่ (โยมหัวเราะกัน) ...มันก็ว่าเชื่อได้เลย อะไรอย่างนั้น

จิตน่ะมันพร้อมที่จะหลงอยู่แล้ว และยิ่งพยักเพยิดถือหางให้มันนะ มันจะยกหางเหมือนกับหมายกหางตัวเองน่ะ ...ยิ่งมีคนอื่นมาช่วยยกหางนี่ โห ไปกันใหญ่เลย

ไม่มีอะไรก็คือไม่มีอะไรๆ จิตมันไม่มีอะไร ...ก็บอกมันไม่มีอะไร จะไปดูมันทำไม จะไปตามมันทำไม มันไม่มีมรรคมีผลในจิตหรอก มันไม่มีมรรคมีผลในการทำไปตามจิตหรอก

มันไม่มีปัญญาที่เกิดจากการที่คิดที่ปรุงที่หาหรอก ...ปัญญามันอยู่ตรงนี้ เข้าใจคำว่าอยู่ตรงนี้มั้ย ...อยู่ตรงที่ว่ามึงน่ะไม่มีอะไร นั่นแหละ...ปัญญา

เนี่ย กินยาให้เขย่าขวด ถ้ากินไม่เขย่าขวดแล้วจะขุ่นมัว เศร้าหมอง “ทำไมมีทางเลือกให้หลายทางเหลือเกิน ทำไมมันมีหลายทางจังวะ” ...เฮอะ ก็บอกว่ามรรคก็คือมรรค มรรคคือเอกายนมรรค

ท่านพูดอยู่แล้วว่าเอกายนมรรค เข้าใจมั้ย เอกายนมรรค คือหมายความว่าเป็นทางสาย..เอก ...เอกนี่ไม่ใช่สอง เอกไม่ใช่โท เอกไม่ใช่ตรี เอกไม่ใช่อินฟินิตี้ ...เอกคือหนึ่ง คือมีทางเดียว

แต่เท่าที่พูดมานี่ ทำไมมันมีหลายทางจัง ห๊า ไอ้เดี๋ยวก็อย่างงั้น เดี๋ยวก็อย่างงี้ เดี๋ยวพอไปอีกอาจารย์นึงก็องค์นั้นเดี๋ยวก็อย่างงั้นอีกแล้ว ไอ้คนฟังก็เลยเริ่มงงๆ ลังเล หูตาเลิ่กลั่กแล้ว

จิตนี่มันจะเหมือนหมางับกระดูกนะ เหมือนหมากับกระดูกเลย เราพูดอยู่บ่อยๆ จะหาว่าเราพูดหยาบ เหมือนหมากับกระดูก เหมือนควายกับปลัก มันเป็นของคู่กันซะอย่างงั้นน่ะ

มันพร้อมที่จะเร่เข้าไปในสิ่งที่ไม่มีสาระ แต่พยายามเข้าใจเชื่อว่าเป็นสาระ ...นี่คือเชื้อ นี่คือเชื้อของอวิชชาที่มันมีเชื้ออยู่ภายใน...ซึ่งจริงๆ น่ะใจเขาไม่ได้ข้องแวะกับอะไรเลย

ใจคือใจ ใจคือรู้ ใจคือเห็น ใจนี่ไม่มีกิเลสแม้แต่นิดแม้แต่อณูเดียวก็ไม่มีในใจ ...แต่ไอ้ที่มันอยู่หน้าใจ นี่ๆ จิตทั้งนั้นน่ะ วนเวียนๆๆ ...แล้วใครล่ะเห็นมันวนเวียนอยู่นั่น ใช่มั้ย

แล้วยังไปวนเวียนกับมันทำไม มาดูที่มันไม่วนเวียนนี่สิ...ยืนเดินนั่งนอน ขยับไปขยับมา ดูซิมันจะตายมั้ย ดูซิมันจะไม่ได้มรรคผลนิพพานมั้ย ...มันดูไม่จริงนี่

ดูไม่จริงเพราะอะไร ...เชื่อจิตอีกแล้ว “ไม่ได้อะไรแน่ๆ เลยเรา ไม่เห็นมีปัญญาอะไรเลย ราคะก็ยังมี ความอยากได้อยากโน่นอยากนี่ก็ยังมี” ...มีก็มี มีแต่ไม่เอา เข้าใจรึเปล่า

มันอยากมี..มีไป ...ไม่เอา ไม่ตาม ไม่คิดต่อ เรื่องของมึง ไม่ใช่เรื่องของกู ...ก็อยู่นี่ ดูซิ ไอ้ที่มันปรุงขึ้นมา จะจริงมั้ย ไอ้ที่มันสร้างความน่าเชื่อ รูปนั้น อารมณ์ เวทนาอย่างนั้น ดูซิมันจะจริงมั้ย

เนี่ย มี..แต่ไม่เอา ไม่ไปใยดีมัน ...ไม่ต้องไปห้าม ไม่ต้องไปหาทางดับ หรือพิจารณาเพื่อให้มันหายไป โล่ง เกลี้ยง ว่าง เบา ...ไม่สนใจ กูไม่ใยดีมึง นี่...มี..แต่ไม่เอา

แต่ไอ้พวกเรานี่ พอไม่มีแล้วก็ยังไปหาเรื่องให้มันมี ไอ้อย่างนี้แย่ เข้าใจป่าว ...เออ ถ้ามันมีเองก็มีเอง ก็ช่างมัน พยายามตั้งไว้ ...นี่ไม่ได้พูดเรื่องราคะอย่างเดียว ทั้งหมดน่ะ

โกรธ หงุดหงิด อะไรก็ตาม มันเป็นเรื่องเดียวกันหมดน่ะ ไม่ใช่จำเพาะแค่กามราคะ ...โทสะ ปฏิฆะ โลภะ ก็เหมือนกัน ทำไมจะต้องมาเป็นตายขายขาดอยู่กับกามราคะอย่างเดียว

เหมือนกันหมดน่ะทุกอารมณ์ ทุกเรื่องมันก็คืออาการนึงน่ะ ก็ไปใยดีกับมันทำไม ...ถ้าไปครุ่นคิดหาวิธีแก้วิธีหนี วิธีจะทำยังไงถึงจะไม่เกิดขึ้นอีก นั่นน่ะก็จมอยู่ในวงล้อของจิตที่หมุนวน

แล้วมันจะมีหลากหลายอุบาย หลากหลายวิธี มากมายมหาศาลเลย เหมือนดวงดาวในสากลจักรวาล ...จะดูมันหมดมั้ยนี่ หมดมั้ย เยอะแยะไปหมด


(ต่อแทร็ก 7/28  ช่วง 2)



วันศุกร์ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

แทร็ก 7/27


พระอาจารย์
7/27 (550403D)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
3 เมษายน 2555


โยม –  หลวงพ่อเจ้าคะ ท่านพูดท่านใช้คำว่า สังขารุเบกขาญาณ คราวนี้มันก็มองเข้าไป มันเห็นว่ามันเป็นการหยั่งรู้ในลักษณะที่เป็นธรรมปรุงแต่งอะไรก็ตาม คือเขาเห็นแค่ว่าอุเบกขา ก็คือเป็นกลางๆ ไม่ไปใช่หรือไม่ใช่ ถูกหรือผิด 

แล้วมันก็มองกลับมาที่ธรรมที่เล่าให้หลวงพ่อฟังเมื่อกี้นะคะ ว่ามันก็ไม่ไปถูกไปผิด ไปตั้งใจแน่วแน่เอาเป็นเอาตายอย่างนั้น ...อย่างนี้มันเทียบเคียงกันได้ไหมเจ้าคะหลวงพ่อ

พระอาจารย์ –  ไม่ต้องไปเทียบกับสังขารธรรมอะไร ...อะไรก็ตามที่มันเป็นไปเพื่อการละและวาง แล้วก็กลับมาอยู่กับปัจจุบัน ...ก็อยู่ตรงนั้น 

เพราะนั้นเมื่ออยู่กับปัจจุบัน อย่าลืมทำความรู้แจ้งในกาย ทำความรู้แจ้งกับใจ...แจ้งอยู่สองตัวนี่ ทำความแจ้งอยู่สองตัวนี่ ...ไอ้ส่วนที่ออกไปออกมาน่ะ มันก็แจ้งด้วยตัวของมันเองว่ามันเกิด-ดับ 

มันก็แจ้งอยู่แค่นั้นน่ะ มันก็เห็นความแจ้งอยู่แค่นั้น มันไม่มีอะไร ...พอมันกลับมาอยู่ตรงนี้แล้วทุกอย่างดับหมด มันไม่เหลืออะไรหรอก เรื่องราว สัตว์บุคคล ใครจะดีใครจะร้าย ใครจะเป็นคุณเป็นโทษ

แต่คราวนี้ว่าเวลากลับมาแล้วนี่ เรากลับมาอยู่เฉยๆ รึเปล่า ...เพราะนั้นจะมาสังขารุเบกขาญาณไม่ได้หรอก จะมาอยู่อุเบกขาไม่ได้ จะมาอยู่กับรู้ซื่อๆ นี้...ต้องแยบคาย  

ต้องรู้ด้วยความแยบคาย รู้กับความแยบคายในกาย ...เพราะเรายังไม่จบ เรายังไม่แจ้ง เรายังต้องอาศัยปัญญา ยังต้องมีการเจริญขึ้นซึ่งปัญญา คือความเห็นที่ชัดเจนในกายตามความเป็นจริงอันนี้ 

ถึงแม้มันจะไม่เดือดเนื้อร้อนใจกับกายแล้ว ก็ยังไม่ได้ ...ดูมันลงไปอีก ซ้ำมันลงไปอีก เอาจนมันไม่มีอะไรหลงเหลือ เอาจนมันหมด เอาจนมันสิ้นน่ะ

เอาจนกายนี้มันสิ้น เอาจนกายนี้มันหมด ...คือมันดับ คือมันว่าง คือมันสูญ ไม่มีความหมายใดความหมายหนึ่งติดอยู่ในกายนี้อีก ...หมายความว่าความเป็นจริงของกายไม่มี 

คือที่แท้จริงของทุกขสัจทั้งหลายทั้งปวงก็คือความเป็นสุญโญ ที่สุดของธรรมก็คือความดับไป ที่สุดของกายก็คืออนัตตา ทั้งหมดคือความดับ ...เอามันจนไม่เหลือ

เพราะนั้นถ้าเห็นกายดับๆๆ จิตก็ดับ ...เพราะระหว่างที่มันเรียนรู้เรื่องกายอยู่ แล้วจิตมันจะไปเอาเรื่องเอาราวอะไร แล้วเราไม่เอากับมัน ก็จะเห็นความดับของมันในตัวของมันอยู่แล้วน่ะ

แต่กายน่ะมันยังไม่ดับจริง มันยังเป็นภาระ มันยังเป็นเรื่องอยู่ มันยังพร้อมที่จะเป็นเรื่องอยู่ ...ก็มาทำความสำเหนียก ก็รู้เฉยๆ ไม่ต้องคิดอะไร ...แต่ว่าให้แยบคาย 

รู้ด้วยความแยบคายในกาย มันเป็นก้อนนะ อย่าไปเบื่อที่จะน้อมให้มันเห็นมันลักษณะอย่างนั้น ว่าเป็นธรรม เป็นแท่ง เป็นก้อนนะ ไม่ใช่สัตว์ไม่ใช่บุคคลนะ

ไม่ต้องเบื่อที่จะน้อมลงๆ อยู่อย่างนี้ ให้มันแยบคาย โยนิโสอย่างนี้ๆๆ ถี่ถ้วนลงอย่างนี้ๆๆ ไม่ว่าอาการหยิบ อาการเคลื่อน อาการไหว อาการจับ 

แล้วก็พร้อมกันนั้น...ให้แยบคายรายละเอียดลงไป ถึงการดับในแต่ละขณะของกาย ในอิริยาบถที่เป็นอิริยาบถย่อย เห็นความดับในขณะที่วูบนึงๆ

หรือไม่มีอะไร ก็ลมหายใจ เป็นลักษณะ..วูบ แล้วก็วูบ เป็นแค่ก้อนความรู้สึก วูบ แล้วก็วูบๆๆ  ไม่ต้องไปดูว่าเข้าออกๆ ให้เห็นเป็นความรู้สึกว่าก้อนลม กองลม วูบเข้า วูบออก วูบเกิดดับ อย่างนี้ 

ให้เป็นความรู้สึกของลมเป็นกอง เข้ามาที วูบ ออกไปทีก็วูบ อยู่อย่างนี้ ...แล้วก็เห็นว่า นี่ กายมันเป็นอย่างนี้ แค่นี้เองจริงๆ เป็นแค่ลม กายเป็นแค่อย่างนี้

ถ้าเวลาอยู่คนเดียว มันรู้สึกที่อาการนั่ง อาการเกร็ง อาการตึง แล้วมันเบื่อมันหน่าย  ก็มาดูที่ลม ดูความรู้สึกวูบของลม แล้วก็เป็นก้อนเป็นกอง สลับไปสลับมา ถี่ถ้วนลงไป

เลื่อนขึ้นเลื่อนลง ย้ายไป ข้างบนข้างล่าง ข้างล่างข้างบน อยู่อย่างนั้น ถ่ายเท หยั่งลงในความรู้สึกในกายให้ถี่ถ้วนลงไปในขณะ จนเห็นความดับตรงนั้นตรงนี้ที ...ให้เห็นความดับไปในกายบ่อยๆ

หลวงปู่เจี๊ยะนี่ รู้จักมั้ยหลวงปู่เจี๊ยะ นี่เป็นองค์เดียวที่ท่านบอกว่า ท่านไม่เคยกำหนดสมาธิ ท่านไม่เคยกำหนดสมถะ ท่านพิจารณากายอย่างเดียว...ตลอดเวลา

คราวนี้ว่าถ้าคนไม่เข้าใจก็ไปคิดว่าคิดเรื่องกายอยู่ตลอดเวลา ...แต่คำว่าพิจารณากายของท่านนี่ ท่านว่าไว้เลยว่าการพิจารณากายของท่านคือ ยืนเดินนั่งนอน เนี่ย ท่านย้ายไปย้ายมาตรงความรู้สึกในกาย 

ตรงนั้นตรงนี้ ตรงนี้ตรงนั้น อยู่ตลอดเลย ...ท่านบอกว่าเร็วมาก ชัดเจนหมดเลย แจ้งหมดเลยน่ะ  แล้วไม่ต้องเดือดเนื้อร้อนใจกับวิธีการปฏิบัติอะไร ท่านบอกพิจารณากายลูกเดียว

แต่พิจารณาไม่ใช่คิดนะ ท่านบอกเนี่ย ดูข้างล่างดูข้างบน ดูข้างบนดูข้างล่าง ดูความรู้สึก ...เหมือนกับส่องไปส่องมา ดู มันปรากฏตรงนี้ ปรากฏตรงนั้น 

อย่างตรงข้างล่างมันเป็นแท่งยังไง มันตึง มันยึด  หรือนั่งอยู่ก็ไม่ได้ให้นั่งแช่อยู่กับที่ใดที่หนึ่ง ก็ขึ้นๆ ลงๆ ขึ้นๆ ลงๆ  ...มันตื่น ผ่องใส ว่องไว หมุนมากเลย  ใจนี่มันโมหะเข้าครอบไม่ได้เลย

ความหลงที่บางทีมันไปแช่กับอารมณ์  บางทีก็เพลินไปกับลม มันจะไหลเข้าไป และในระหว่างนั้นมันจะมีปีติเกิด ก็ไปพอใจกับปีติหรือว่าความเย็นอะไรพวกนี้ 

พวกนี้มันเป็นอารมณ์ที่มันเกิดต่อเนื่อง...เวลาที่จิตมีสมาธิ มันก็มีธรรมารมณ์พวกนี้ปรากฏ  แล้วมันก็ไปพอใจ ไปนอนแช่ พอสบายใจยิ้มกริ่มอยู่ตรงนั้น...ก็ไม่เอา

ก็มาดู ขึ้นๆ ลงๆ ย้ายความรู้สึก ดูความรู้สึกทั่วกายไปตลอด วนไปวนมาอย่างนี้ ...สงบก็ช่าง ไม่สงบก็ช่าง เอาความรู้แจ้งเป็นหลัก ...จนกายนี่มันแตก มันละเอียดหมด 

มันดับ ไม่มีที่ไหนไม่ดับ แล้วมันแตกไปหมด มันก่อรวมเป็นก้อนกายไม่ได้ มันรวมไม่ได้ มันรวมตัวกันไม่ติดเลย ...นี่เป็นความรู้สึกของจิตนะ มันจะเป็นความรู้สึกที่จิต เห็นเป็นยิบยับ

จิตมันจะรู้สึกไปรวมกายไม่ได้ กายไม่รวมมาเป็นก้อนเป็นกองได้  มันดับๆๆ รวมไม่ติดเลย ...คือเห็นความรู้สึกตรงไหนก็ดับตรงนั้น เกิดตรงไหนก็ดับตรงนั้นไป 

มันก็ดับๆๆ พั้บๆๆ เหมือนขีดไฟแช็กพุ้บพั้บๆๆ ไป อย่างนั้นน่ะ ...ชำระกายอยู่อย่างนี้ ปัญญามันเข้าไปชำระในกายอยู่อย่างนั้น ไม่เอาเรื่องอื่นเลย

เพราะนั้น กายนี่สำคัญ จิตยังเป็นรอง ...จิตน่ะมันมีไว้ให้ละ จิตมีไว้ให้เห็นแล้วก็ละ  ไม่ใช่จิตมีเพื่อตามหาค้นหา จิตไม่ได้มีเพื่อไปทำความรู้แจ้งกับมัน 

จิตมีเพื่อให้ละ...เห็นแล้วก็ละๆ เห็นแล้วก็วาง เห็นแล้วก็ปล่อย ...อารมณ์เหมือนกัน นามทั้งหลายนี่ มันไม่ใช่ของยิ่งใหญ่มโหฬารอะไร ...เอากายเป็นหลักไว้ 

จนเห็นกายดับๆๆ ทุกอย่างดับหมดแหละในเวลากายดับ มันดับหมดน่ะ ไม่มีอะไรเหลือหรอก นามก็ดับ รูปก็ดับ ...ดูสิ เวลากลืนน้ำลาย เวลาเคี้ยว เวลาขยับ เวลาความรู้สึกมันหายไปวูบนึง พุ้บ นั่นน่ะมันดับ

บอกให้เลย ถ้าสติสมาธิปัญญามันแน่วแน่จริงลงไปในปัจจุบันขณะที่มันดับน่ะ ...มันดับไปสามโลกธาตุเลย ขณะที่มันดับไปในความรู้สึกของกายแต่ละครั้งๆ นี่ 

ถ้าเป็นมหาสติที่แท้ หรือสัมมาที่สติต่อเนื่องนี่ การดับในการขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวแต่ละครั้งนี่ เหมือนสามโลกธาตุนี่ดับพร้อมกัน มันดับพร้อมกันเลยในสามโลกธาตุ...ไม่เหลืออะไร 

นั่นน่ะ ดูซิว่ามันยิ่งใหญ่ขนาดไหน...กายอนัตตา รวมไปหมดถึง...สัพเพ ธัมมา อนัตตาติ...หมดเลย

เมื่อมันแน่วแน่เป็นสัมมาสมาธิขั้นละเอียด สติขั้นละเอียดสุดแล้วนี่ ไม่มีว่าจิตออกมาหมายแม้แต่อณูนึง ...ปังเลย ดับที สามโลกธาตุนี่ดับต่อหน้าเลย และดับทุกขณะจิตของกายที่เคลื่อนไหว 

แม้ไม่เคลื่อนไหวมันก็อยู่ในลักษณะที่จังก้ากัน ในลักษณะที่ไม่อิงอาศัย ต่างอันต่างทำหน้าที่ ต่างอันต่างเป็นธรรม แสดงธรรมต่อหน้ากัน อยู่อย่างนั้น

แต่เมื่อธรรมหนึ่งดับปุ๊บนี่ ดับหมด ...ธรรมหนึ่งดับปุ๊บนี่ สัพเพ ธัมมา อนัตตา ดับหมดๆๆๆ ...มันดับไปพร้อมกับจิตเลย

แต่กว่าจะรวมให้มันเป็นหนึ่ง ลงเป็นหนึ่ง เป็นธรรมหนึ่ง...กายหนึ่ง จิตหนึ่ง ธรรมหนึ่ง ...ต้องอบรมมาก ต้องจริงจัง ต้องต่อเนื่องถึงขั้นเป็นมหาสติเลย 

เพราะนั้นไอ้ลักษณะที่พวกเราเห็นแค่ความดับไป...แต่ละครั้ง แต่ละขณะ ...แบบฟลุ้ค แบบบังเอิญ แบบนานๆ มาทีเงี้ย ยังไม่พอหรอก ...มันต้องได้ทุกเวลา มันเหลือแต่กายใจล้วนๆ เลยแหละ 

จนมันเหลือแค่กายใจล้วนๆ ...ข้างนอกนี่ไม่มีเลยนะ ไม่มีออกไปหมายอะไรเลยน่ะ  เหลือแต่สองสิ่งนี่ล้วนๆ เท่านั้น เวลามันจะเอาเป็นเอาตายนี่ มันเข้าไปชำระที่กายที่เดียว

นั่นแหละ จิตน่ะไม่ได้ผุดได้โผล่...ตายลูกเดียว  อวิชชาตัณหาโผล่มาเมื่อไหร่ มันจะไปหาธรรมไหน มันจะสร้างธรรมมาหลอกล่อตรงไหน ออกไปนี่ไม่มีได้กินหรอก 

มันจะออกไปเอาถูกเอาผิดกับข้างหน้าข้างหลัง...ไม่มีแล้วอดีตอนาคตธรรม ไม่เอาน่ะ...ตายอยู่ตรงนั้น ตายคาที่อ่ะ ...เข้าใจคำว่าตายคาที่มั้ย เกิดตรงไหนดับตรงนั้น

แต่ในลักษณะที่พวกเราอยู่กับกายใจตรงนี้ มันยังมีอะไรวนเวียนอยู่อย่างนี้ มันยังไม่ตายนะ มันยังมีความปรุง มีอารมณ์ลอยอยู่ ขุ่นก็ยังขุ่น มัวก็ยังมัวอยู่ ผ่องก็ยังผ่อง ใสก็ยังใสอยู่อย่างนี้

แต่ถ้าตายคาที่...หมายความว่าอยู่ตรงนี้มันว่างหมดๆ ว่างหมด กายใจนี่ ว่างหมด ความคิดความปรุงไม่ได้เกิดหรอก พั่บๆๆ แล้วก็กายขยับดับ ปึงๆๆ ทีขาดหมด สุญโญหมด ...นั่นน่ะญาณวิสุทธิ 

ถึงขั้นนั้นเรียกว่ารักษาความเป็นวิสุทธิในองค์มรรค ทำความบริสุทธิ์หมดจดในเส้นทางนั้น จนถึงที่สุด ล้างไพ่หมด ล้างสำรับหมด ...มันก็ล้างขันธ์หมด เข้าสู่ขันธ์ธรรมชาติ ขันธ์บริสุทธิ์

เพราะขันธ์นี่มันบริสุทธิ์อยู่แล้ว ...มันไม่บริสุทธิ์เพราะจิตน่ะมาสร้างมลทินกับขันธ์ เอาความไม่รู้ เอาความเห็นผิดๆ เอาอะไรมาทำให้ขันธ์นี่เป็นมลทิน 

แต่พอชำระๆ ปุ๊บนี่ ...ขันธ์นี่ก็คืนสู่ความบริสุทธิ์ของมันเองตามธรรมชาติ ...เพราะขันธ์เป็นของบริสุทธิ์อยู่แล้ว 

ดินน้ำไฟลมนี่เป็นของบริสุทธิ์โดยธรรมชาติ เป็นธรรมดาปกติ มีความบริสุทธิ์เป็นธรรมธาตุเต็มเปี่ยม โดยตัวของมันเองอยู่แล้ว ไม่ใช่ไปทำให้มันบริสุทธิ์ขึ้นมา 

แต่ชำระความไม่รู้ ความที่คลาดเคลื่อนจากธรรม ที่มาปกคลุมปิดบังมันน่ะออกไป จนหมดสิ้น ...ความบริสุทธิ์ผ่องใสจึงปรากฏผุดโผล่ขึ้นมาด้วยตัวของมันเอง นั่น ก็อยู่กับความบริสุทธิ์ล้วนๆ


โยม –  หลวงพ่อเจ้าคะ คำว่า กาย ที่หลวงพ่อให้เห็นใจกับกายนี่ ที่หนูเคยใช้คำว่ารูปหรือ surface ที่มันเป็นผิวสัมผัสนี่ ตะกี้หลวงพ่อว่าให้หยั่งไปในความรู้สึก 

ก็คือมันเห็นว่าจริงๆ กายมันไม่ได้ว่าหรอก แต่มันเหมือนสะท้อนกลับขึ้นมาให้เห็นตัวเวทนาที่มันจะเย็นร้อนอ่อนแข็งวูบไหว แล้วเหมือนกับว่าเอากายเป็นตัวสะท้อนให้เห็นความรู้สึกที่เรียกว่ามันเป็นเวทนากลับไปกลับมา อย่างนี้ใช่ไหมคะ

พระอาจารย์ – อื้อ กายน่ะมีสองลักษณะคือ เป็นธาตุกับเป็นเวทนา ...นิ่งไหวๆๆ พวกนี้เป็นธาตุ ลักษณะของธาตุ เป็นก้อน เป็นกอง พวกนี้เป็นธาตุ ...เย็นร้อน เมื่อย ปวด พวกนี้เป็นเวทนา 

ก็ดูในความรู้สึกเป็นสองลักษณะของกายนี่ ...กายนี่โดยตัวของมันเอง แสดงธรรมอยู่สองลักษณะ เป็นธาตุกับเป็นเวทนา เท่านั้นเอง ...แล้วก็ดูเฉยๆ ไป มันจะยังไงก็ช่าง 

ถ้าอยู่อย่างนี้มันทึบๆ ก็หยั่งลงที่ความทึบ ดูมันไป พอมันไหวก็เห็นไหว ก็รู้ไป มีอย่างนี้ เป็นแค่นั้นน่ะ ...ไม่ต้องไปใส่ชื่อให้มัน แล้วก็ไม่ต้องบอกว่าเป็นผิวเป็นอะไร 

ก็ไม่ต้องหาเหตุหาผลอะไรกับมัน ...อย่าไปหาเหตุหาผลกับกาย  มันรู้สึกยังไงก็อย่างงั้น แค่นั้นแหละๆๆ อยู่แค่นั้น...นั่นน่ะกายตรงๆ รู้ไปตรงๆ 

แล้วมันก็เปลี่ยน แล้วก็ดับ มันไม่มีอะไรหรอก ...แล้วมันก็เหลือแค่สองสิ่งจริงๆ ไม่มีสิ่งอื่นมาเจือปน  กายก็ไม่มีสิ่งอื่นมาเจือปนในกาย ใจก็ไม่มีจิตเจือปนในใจ

เห็นมั้ย มันก็เหลือแต่รู้กับอะไรก็ไม่รู้ที่ปรากฏอยู่ สองอย่าง จริงๆ ล้วนๆ ...นั่นน่ะ กาย-ใจ ที่เราพูดเป็นม้อตโต้นี่น่ะ ม้อตโต้ของพระอริยะขั้นสูงสุด ท่านก็เหลือแค่นั้นจริงๆ 

นอกนั้นท่านมีไว้เล่น ไว้ใช้ แล้วก็ทิ้ง แค่นั้นเอง ไม่มีประโยชน์  สุดท้ายก็มาอยู่กับลมหายใจเข้าออกแล้วก็ยืนเดินนั่งนอน เป็นปกติธาตุขันธ์อันนี้ ...ก็รักษาธาตุขันธ์อยู่แค่นี้แหละ


(ต่อแทร็ก 7/28)