วันพุธที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2560

แทร็ก 7/30 (2)


พระอาจารย์
7/30 (550411B)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
11 เมษายน 2555
(ช่วง 2)


(หมายเหตุ  :  ต่อจากแทร็ก 7/30  ช่วง 1

พระอาจารย์ –   เราถึงบอกว่าจิตน่ะมันเป็นส่วนเกิน อะไรๆ มันก็ไม่พอดี อะไรๆ มันก็ไม่พอดี ...มีอาหารแค่นี้มันก็ว่าทำไมมีแค่นี้ รสชาติมันน่าจะอร่อยกว่านี้ ...เอ้า ก็มันมีแค่นี้น่ะ

สิ่งที่ปรากฏอยู่นั่นน่ะคือความพอดี ...หรือไม่จริงล่ะ  ถ้าไม่จริงมันก็ไม่มีรสนี้สิ ...มันจริงไง มันพอดีไง แต่จิตมันบอกว่าน่าจะดีกว่านี้ น่าจะๆ นั่น มันไม่รู้จักอิ่ม มันไม่รู้จักพอนะ ...นั่นน่ะมันตัณหารึเปล่าล่ะ 

เราอยู่กับตัณหาทั้งวี่ทั้งวันนี่ กินนอนเสพซ้องกับมันนี่ เป็นตายขายตัวอยู่กับมัน ...มีหรือมันจะไม่พาไปเกิดไปตายอยู่วันยังค่ำคืนยังรุ่ง มีหรือมันจะไม่พาไปเกิดเป็นทุกข์เป็นร้อน

กินอยู่เสพใช้มันด้วยความไม่รู้แล้วก็มีตัณหาเป็นตัวนำอยู่ตลอดเวลา ด้วยความที่ว่าเหมือนเป็นเกลอกันเลย เหมือนเป็นเนื้อเดียวกันเลย ...ไม่มาตั้งสังเกตสังกามันให้ถี่ถ้วน 

ให้ฉลาดรอบรู้เท่าทันอาการเหล่านี้ จนเข้าใจ จนละวาง จนไม่ให้มันเกิดขึ้นมาอีก ...เพราะอะไร  เพราะเห็นว่านี้เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ ไม่ได้เป็นเหตุให้เกิดสุขเลย 

เมื่อมันละจิตได้ เมื่อมันไม่ตามจิตแล้ว มันก็จะรู้จักคำว่า อะไรๆ ที่ปรากฏล้วนแต่พอดี ...เมื่อใดที่อะไรๆ ปรากฏแล้วพอดี ไม่มีจิตเข้าไปว่าอะไร นั่นแหละ ท่านเรียกว่าเป็นผู้ที่เคารพธรรม นอบน้อมต่อธรรม

คำว่าเคารพธรรม นอบน้อมต่อธรรม ...ไม่ใช่มาไหว้พระ ไม่ได้มาไหว้พระพุทธรูป ไม่ได้มาทำบุญใส่บาตร แล้วก็เห็นพระก็ตัวอ่อนตัวงอเรียกว่าเคารพธรรม เคารพพระ

เข้าใจคำว่าเคารพต่อธรรมที่ปรากฏมั้ย ...อย่างเช่นว่าอาหารจานนี้ จะดีจะร้าย จะถูกจะผิด...รับรู้รับทราบด้วยความพอดีและเคารพในธรรมที่ปรากฏนี้

เคารพยังไง...ไม่ไปมีปฏิฆะ ไม่ไปมีราคะต่ออาหารจานนี้ มันยังไงก็อย่างงั้น ...เนี่ย รับรู้รับทราบหรือกินใช้สัมผัสสัมพันธ์มันด้วยความพอดี จึงเรียกว่าเป็นการรับรู้โดยภาวะที่ว่าเคารพต่อธรรม

เขามาด่า...ก็ถือว่าอาการด่านี้ เป็นธรรมหนึ่งที่ปรากฏ การรับรู้รับทราบด้วยความเคารพ เป็นกลาง...เขาด่าได้แค่นี้ เขาด่าพ่อ...ดี เขาไม่ด่าแม่ด้วย

เห็นมั้ย มันพอดีแค่พ่อ ไม่มีแม่มาอีก ...แน่ะมันพอดีแล้ว แล้วก็ดับไป ...เออ ถ้าไม่เคารพธรรม มันจะเกิดภาวะที่เรียกว่ายังไง มันเกิดภาวะที่เรียกว่า อหังการ

จิตเรานี่อหังการ อวดดี สู่รู้ เหนือ ใครมาทำลายทำร้ายกูไม่ได้ ล่วงเกินก็ไม่ได้ ...มันใหญ่น่ะๆ มันมีความเป็นอหังการน่ะ เหมือนก้าม ทั้งที่ไม่มีก้ามหรอก แต่มันเบ่งก้ามวางก้ามของมันอยู่ จิตน่ะ

แต่ถ้าฝึกขัดเกลาอบรมจิตจนเรียนรู้ว่า ความพอดีในธรรมที่ปรากฏในปัจจุบัน ไม่แก้ไม่หนีแล้วนี่  ...มันจะรับรู้รับทราบธรรมนั้นด้วยความเคารพ นอบน้อมต่อธรรม เป็นผู้ที่เคารพธรรม นอบน้อมต่อธรรม

ไม่ว่าธรรมนั้นจะสมมุติว่าดี จะสมมุติว่าร้าย จะสมมุติว่าเป็นคุณ จะสมมุติว่าเป็นโทษ ...ก็มีความเคารพในธรรม เป็นผู้ที่อ่อนน้อมถ่อมตน เป็นผู้ที่ไม่อหังการ ไม่อวดดี

เพราะไม่มีจิตที่มันอวดดี อวดรู้ รู้เกิน รู้ไม่รู้จักพอ มีแต่สร้างมายาขึ้นมาใหม่ๆ ว่าน่าจะอย่างนั้น ควรจะอย่างนี้ ...น้ำขนาดนี้ก็ว่าอุ่นไม่พอ ร้อนก็ยังไม่พอ ถ้าว่าร้อน พอไปเจอน้ำร้อนก็ว่าร้อนไป

แน่ะ ทำไมล่ะ ...น้ำมันผิดตรงไหน ฮึ หรืออาหารมันผิดตรงไหน ที่มันจะอร่อยหรือไม่อร่อย  ทำไมถึงต้องมีปัญหากัน ทำไมถึงจะต้องปฏิเสธในสิ่งที่มันปรากฏอยู่ต่อหน้าต่อตาเรานี่

ทำไมไม่รับรู้รับทราบ สัมผัสสัมพันธ์กันด้วยความเป็นสันติ เห็นมั้ย เพราะอะไร...เพราะโง่ เพราะไม่มีปัญญา เพราะไม่เข้าใจความเป็นจริง เพราะไม่ยอมรับความเป็นจริง

การภาวนานี่ มันจะต้องได้ผลอย่างนี้นะ  ถ้าภาวนาจริง ภาวนาเป็นนี่ มันจะต้องได้ผลอย่างนี้นะ ...คือยอมรับได้ ในสิ่งที่ยากจะยอมรับสำหรับคนทั่วไป ถ้าคนทั่วไปนี่เขาก็บ่นเป็นหมีกินผึ้งน่ะ

แต่ผู้ปฏิบัติธรรมที่เข้าถึงธรรม หรือว่ากำลังเพียรอบรมขัดเกลาอยู่ จะสงบภายนอก ...แม้ภายในมันจะพยายามแตกตัวของมันออกมาขนาดไหนก็ตาม ก็คอยระวังเท่าทันแล้วก็รู้ สังเกตดูไป

นี่เบื้องต้นมันจะเป็นอย่างนี้ ...พอรับผลๆ แล้ว ใครเขาบ่นกันเป็นหมีกินผึ้ง เขาจะแสดงอากัปกริยาที่บ้าบอคอแตกดีใจกระโดดโลดเต้น เสียใจน้ำหูน้ำตาไหล

แต่ผู้ปฏิบัตินี่ภายนอกภายในจะมีแต่ความสงบระงับ เป็นกลาง เนี่ย คือผล ของการปฏิบัติอยากได้มรรคได้ผลมั้ย ก็เอาตัวเนี้ยเป็นตัววัด

ไม่ใช่ว่าต้องเห็นผีรึเปล่า เห็นแสงสว่างรึเปล่า วันนี้เห็นผีกี่ตัว หือ ถ้าไม่เห็นผีสักตัวแสดงว่ามาปฏิบัติไม่ได้ผลเลยว่ะเที่ยวนี้ หรือไม่เห็นสว่างเลย วูบๆ วาบๆ ก็ไม่มีให้จิตใจมันตื่นเต้น แปลว่าไม่ค่อยได้ผล 

แล้วมันก็ว่า ที่นี้ไม่ค่อยดี ไม่ค่อยเป็นมงคล ...นั่น มึงน่ะไม่เป็นมงคล ภาวนาไม่เป็น หาแต่เรื่องมาหลอกตัวเอง ...หลอกตัวเองไม่พอ ให้คนอื่นเขามาหลอกอีก ไปถามคนนู้นไปถามคนนี้ 

มีตอนที่เราเคยอุปัฏฐากหลวงปู่น่ะ นั่งอยู่ข้างๆ ท่านนี่ ญาติโยมก็มาถามเรื่องภาวนา ...มีโยมผู้หญิงมาถาม หลวงปู่คะ หนูภาวนาแล้วหนูเห็นแสงสีม่วงค่ะ จะทำอย่างไรดีคะ มันคืออะไร 

หลวงปู่ก็บอก...แสงก็คือแสง แค่นั้นจบ ไปภาวนาต่อ นั่นแหละคือคำตอบ ...ไอ้คนฟังนี่ก็อ้าปาก เหมือนกับกินลูกอมแล้วลืมกลืน อะไรวะ คือไม่เข้าใจเลยว่าหลวงปู่ตอบอะไรเนี่ย 

เข้าใจมั้ย คือมันรู้สึกว่าน่าจะมีอะไรที่ แหม่...คือมันคาดไงว่าหลวงปู่จะตอบอะไรที่มันน่าจะ...แหม่ ...แต่หลวงปู่พูดแบบเรียบง่ายมาก ว่าแสงก็คือแสง ไปภาวนาต่อ จบ ...ไอ้เรานั่งฟังข้างๆ ยังอมยิ้ม

แล้วก็มีญาติโยมมาถามหลวงปู่อย่างนั้นอย่างนี้ ...เป็นนักศึกษานะเป็นประธานชมรมพุทธนะ ไฟแรง ศึกษามาก อ่านตำรามาก ถามโน่นถามนี่ หลวงปู่ครับ มรรคกี่ข้อ ถ้าเราทำอย่างนั้นจะเป็นอย่างนี้

ถามตอนประมาณสองทุ่มครึ่งสามทุ่ม ท่านเทศน์เสร็จแล้วน่ะ ภาวนาเสร็จแล้วเทศน์เสร็จแล้ว ไอ้พวกนี้ก็แห่กันเข้าไปเป็นกลุ่มอย่างนั้น ถาม ...ไอ้เราก็นั่งฟังอยู่ นึกอยู่ เดี๋ยวมึงโดนแน่ๆ

หลวงปู่ก็นั่งจิบน้ำชาฟังไป มันก็ถาม หลวงปู่ก็ไม่ตอบสักคำ พอมันพูดแล้วก็นั่งเงียบรอคำตอบ ...หลวงปู่บอก เอ้า เอาขาซ้ายขึ้นทับขาขวา เอาขาขวาขึ้นทับขาซ้าย หลับตาไป ภาวนา ไม่ให้ไปไหน

แล้วท่านก็นั่งจิบน้ำชาของท่านไป ไม่ถึงสิบห้านาทีน่ะ ...เรานั่งอยู่ข้างๆ นี่เห็นเลย เหงื่อนี่มันแตก ทั้งผู้หญิงทั้งผู้ชายเลย หน้านี่แดง หายใจฟืดฟาด

เสร็จแล้ว หลวงปู่ท่านก็นั่งดูอยู่ ท่านก็บอก เอ้า พอ ...มันก็ลุกขึ้น..."หลวงปู่ครับ กระผมกราบลาครับ" (หัวเราะกัน) อยากรู้ธรรมมั้ย อยากเห็นธรรมมั้ยล่ะ ...นั่นล่ะคำตอบ

แต่ครูบาอาจารย์ท่านไม่พูดนะ แล้วคนถ้าไม่เข้าใจก็ตีความไม่ถูกนะ ว่าท่านให้ธรรม...ให้เห็นธรรม ...ไม่ใช่ให้มาถามธรรม หาธรรม

แต่คราวนี้ว่า ระดับครูบาอาจารย์ที่อยู่บนนู้นจะมาตะโกนอธิบายแบบว่า...นี้นะเป็นกุศโลบายเพื่อจะให้เห็นว่าธรรมตามความเป็นจริงคือตรงนี้

ท่านไม่พูด มันไกลเกินไปแล้ว...มึงไปรู้เอาเอง ถ้าโง่ก็โง่ไป ท่านไม่อธิบายให้เหนื่อย แต่ท่านให้แล้ว ให้ธรรมแบบสูงสุดแล้ว คือปัจจุบันธรรม นั่นแหละ

ไปถามตอบเอาเองแล้วกันตรงนั้นน่ะ อยากรู้อะไรล่ะ สงสัยอะไรล่ะ ดูเอา ...มันติดอะไรล่ะ มันข้องอะไรล่ะ อะไรเป็นเรา อะไรเป็นของเราล่ะ อะไรเป็นความอยาก อะไรเป็นความไม่อยากล่ะ

กิเลสอยู่ตรงไหนล่ะ จะละตรงไหนดีล่ะ เห็นมั้ย นั่นแหละธรรมเทศนาบทใหญ่ ที่ท่านไม่ได้พูดเลยสักคำ ...แต่มันไม่เข้าใจหรอก แล้วมันก็ไปหาฟังธรรมไปเรื่อย หาอาจารย์องค์นั้นองค์นี้ต่อไป

อย่างมีพระที่อยู่นี่บางองค์ก็มากราบท่าน บอกว่าเดี๋ยวผมขอลาหลวงปู่ครับ ผมขอไปเรียนธรรมกับหลวงปู่แหวน...สมัยนั้นหลวงปู่แหวนยังอยู่

หลวงปู่ท่านก็บอก...จะไปทำไมหลวงปู่แหวน เหอ จะไปทำไม จะไปทำอะไร เพิ่นว่า เดินยังจะไม่ไหวแล้ว พูดยังพูดไม่ออก พูดไม่ได้ แล้วจะไปฟังธรรมอะไรกับท่าน ทำไมไม่อยู่ตรงนี้ 

ขนาดนั้นมันก็ยังไม่เข้าใจกันอีก ...มันน่าเบื่อมั้ยล่ะ ถ้าเป็นหลวงปู่ท่าน

บางองค์มาลาไปธุดงค์ หลวงปู่บอก ไปแต่งบาตรมา ไปแต่งกลดมา สะพายมา ไม่ต้องไปไหนล่ะ เดินมันรอบวัด รอบเขตรั้ววัด เดินมันเข้าไป เอามันจนหายอยากธุดงค์น่ะ ...นี่ หลวงปู่ท่านสอน

คือมันอยากตามแบบจริยาวัตรครูบาอาจารย์ เดินธุดงค์ไปเรื่อยน่ะ เผื่อจะได้ธรรมในถ้ำนู้น เงื้อมป่านี้ ป่าช้านั้น ...มันฝันหวานนะ

ธรรมจะบรรเจิดรอรับเราในข้างหน้าต่อไปเลย นี่ หลวงปู่ท่านใจไม้ไส้ระกำเหลือเกิน มาตัดช่องน้อยแต่พอตัวไม่ยอมให้ไปหาธรรมได้ธรรมเลย ...มันจะนึกกันอย่างนั้นเลยนะ

แต่ท่านไม่อธิบาย เราต้องมากลั่นกรองเอา ...แรกๆ เราก็ไม่รู้เหมือนกัน แล้วมันก็ทบทวนขึ้นได้ว่า อ้อ ท่านสอนอย่างนี้เพื่ออะไร ...เนี่ย จึงมาบอกกันต่อๆ มา สืบทอดกันต่อมาในสายธรรม

ไม่ให้หาธรรม ไม่ได้ไปประกอบธรรมขึ้นมาใหม่ ไม่ได้แสวงหาอะไร ...ไอ้ที่มีอยู่คาหูคาตารกตัวอยู่เนี่ย ทำไมไม่ดู ทำไมไม่เห็น ทำไมไม่จำแนกแจกแจงลงไป อะไรเป็นอะไร

มันเป็นขาจริงมั้ย มันเป็นแขนจริงมั้ย  มันเป็นชายจริงมั้ย มันเป็นหญิงจริงมั้ย มันเป็นเราจริงมั้ย หรือมันเป็นอะไร หรือมันไม่ได้เป็นอะไร

ไม่ต้องไปคิด ไม่ต้องไปค้น ดูลงไปก็จะเห็นเพราะธรรมนี้แสดงอยู่ชั่วนาตาปี ...เราตายไปแล้ว ธรรมนี้ก็ยังปรากฏอยู่อย่างนี้ ให้เราเกิดขึ้นมาใหม่ เราก็จะมารับรู้สภาวธรรมอย่างนี้

ซึ่งเขามีเป็นวงเวียนวงวัฏจักรของเขา แสดงธรรมอยู่ตลอดเวลา ...นี่เรียกว่าโลกธรรม เป็นธรรมที่มีอยู่ในโลก เป็นความจริงที่มีอยู่ในโลก

ดู รู้ เห็น เข้าใจ จนเบื่อ เอือมระอา ในธรรมที่มีอยู่ในโลกนี้ ว่ามันเป็นแค่นี้เอง ไม่ได้เป็นอย่างอื่น ไม่ได้เป็นอะไรนอกเหนือจากนี้ ไม่ได้มีความวิเศษเลิศเลอ ควรแก่การเข้าไปจับจองถือครองห่วงหาอาลัยแต่ประการใด

นั่น เรียกว่าดูจนเห็น...เกิดภาวะหนึ่งในจิตในใจดวงนั้น เป็นภาษาพระท่านเรียกว่านิพพิทา มันเบื่อ ...เพราะอะไร ...ดูกี่ครั้ง เห็นกี่ครั้ง มันก็แสดงอาการอย่างนี้ๆๆ

ไม่ได้ดี ไม่ได้เป็นเหมือนอย่างที่เราคาดหรอก ไม่ได้มีอะไรที่มันซ่อนเร้นปิดบัง แล้วเราคิดว่ามันน่าจะมีอะไรมากกว่านั้นหรอก ...มันมีอย่างเนี้ย แสดงอย่างเนี้ย ชั่วนาตาปี วนเวียนๆ เช้าสายบ่ายค่ำ 

เหมือนพระอาทิตย์ขึ้น-ตก ขึ้น-ตก เหมือนเดิมตลอดเวลา ...เบื่อวะ มันดูจนอย่างนี้ รู้สึกว่าเบื่อว่ะ ไม่รู้จะไปทู่ซี้อยู่กับมันทำไม แต่ไม่ฆ่าตัวตายหรอก

เบื่อเพื่ออะไร เพื่อจะไม่เอามาเป็นสมบัติอีกต่อไป ...แต่ยอมรับ ในฐานะที่ว่าโง่มาก่อน จึงได้ความน่าเบื่อนี้มาครอบครอง โดยภาวะจำยอม...ก็ต้องยอม



(ต่อแทร็ก 7/31)



วันจันทร์ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2560

แทร็ก 7/30 (1)


พระอาจารย์
7/30 (550411B)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
11 เมษายน 2555
(ช่วง 1)


(หมายเหตุ  :  แทร็กนี้แบ่งการโพสต์เป็น  2  ช่วงบทความ)

พระอาจารย์ –  ภาวนาไม่มีเด็กไม่มีหนุ่มไม่มีแก่ ภาวนาไม่มีเพศไม่มีวรรณะ ภาวนาไม่เลือกอะไรทั้งสิ้น ไม่อ้างอะไรทั้งสิ้น ...แก่ก็ภาวนา หนุ่มก็ภาวนา เด็กก็ภาวนา

ทำอาชีพอะไรก็ภาวนา เป็นสถานะอะไรก็ภาวนา แม่บ้าน พ่อบ้าน ลูกบ้าน อยู่ในสถานะอะไร เป็นนักเรียนเป็นหัวหน้างาน เป็นพระเป็นชี เป็นใครก็ตาม ...ภาวนาต้องไม่เลือกสถานะ

เพราะภาวนาที่แท้จริง เราก็บอกแล้วว่าอยู่ที่กายใจ เมื่อใดที่รู้กายเห็นกาย..รู้ใจเห็นใจ...เมื่อนั้นแหละ ถือว่าภาวนาแล้ว กินข้าวก็ภาวนา ดื่มน้ำก็ภาวนา ล้างจานก็ภาวนา

อย่างเวลาล้างจานนี่ จิตมันอยู่ที่ไหน ...มันอยู่ที่คิด มันอยู่ที่อารมณ์ มันอยู่ที่ไม่พอใจ มันอยู่ที่เบื่อ มันอยู่ที่รำคาญ หรือว่ามันอยู่ที่มือ มันอยู่ที่ขา มันอยู่ที่น้ำเย็น มันอยู่ที่ขยับไปขยับมา ...นั่น ต้องฝึก

ถ้าไม่ฝึกอยู่กับกายตรงนี้ มันก็ไปอยู่กับอารมณ์ มันก็ไปสร้างอารมณ์...ไม่พอใจ น่าเบื่อ เซ็ง "เดี๋ยวจะไปทำนั่นก็ไม่ได้ จะไปทำนี่ก็ไม่ได้" ...คิดเอา มันจะอยู่ที่ความคิดแหละ

นั่น เป็นทุกข์แล้ว เศร้าหมองแล้ว ...แล้วก็เร่งๆๆ จะหนี  เร่งรีบเพื่อจะหนี...ไม่ชอบ จะได้หมดไปไวๆ ...จิตมันจะก้าวข้ามปัจจุบันไปเรื่อยน่ะ มันไม่อยู่

ถ้าอยู่ด้วยความสงบ ละเอียด ล้างจานก็ภาวนา เช็ดจานก็ภาวนา เดินไปเดินมาก็ภาวนา นี่ ภาวนาอยู่กับเนื้อกับตัว ไม่ได้ภาวนาเลื่อนๆ ลอยๆ  ไหลๆ หลงๆ  เผลอๆ เพลินๆ ...นั่นไม่ได้เรียกว่าภาวนา

มาวัดก็แค่นั้นน่ะ ไม่ได้ภาวนาอะไรหรอก ไหลๆ หลงๆ เผลอๆ เพลินๆ ไป ...มาภาวนาก็ตอนหนึ่งทุ่ม ตีสามก็มามั่งไม่มามั่ง แล้วก็คิดว่าได้อะไรแล้ว ...ก็ได้แค่รูปแบบของการภาวนา กับจิตที่บางครั้งก็ดี บางครั้งก็ไม่ดี

แต่ภาวนาจริงๆ น่ะมันต้องตลอดเวลา ...ตราบใดที่ยังมีกาย ตราบใดที่ยังมีลมหายใจเข้า ลมหายใจออก...แปลว่าตอนนั้นเป็นเวลาภาวนา

ไม่มีวัด ไม่มีบ้าน  ไม่มีที่วัด ไม่มีที่บ้าน ...มีที่ "นี้"  มีแต่ที่ "นี้" ...นั่นน่ะความพากเพียรจริงๆ จังๆ ต้องอยู่ที่ "นี้"  ไม่ได้อยู่ที่วัด ...พอมาวัดล่ะพากเพียร พอกลับบ้านล่ะกูไม่พากเพียรแล้ว สบาย อย่างนี้ไม่ใช่

ไอ้ที่ภายนอกน่ะมันเป็นข้ออ้าง ...ที่กายนี่ไม่มีข้ออ้างน่ะ บอกว่าที่นี้คือที่ภาวนา ก็ต้องภาวนาอยู่ที่นี้ กายใจนี้ ...หรือว่าไม่มีกายใจ ฮึ ถ้าไม่มีกายใจค่อยว่ากัน

ตราบใดที่ยังมีกายใจ แปลว่าตรงนั้นล่ะเป็นที่ภาวนา ไม่ว่าจะสถานะไหน เหตุการณ์ไหน นั่งรถลงเรือ อยู่ในที่ชุมนุมชน อยู่ในสถานการณ์เลวร้ายคับขัน

หรืออยู่ในสถานการณ์ที่น่าเผลอน่าเพลิน น่าเพลิดเพลิน เป็นสุขสบายใจ ...ไม่รู้ล่ะ มันมีกายใจอยู่ตรงนั้นมั้ย ...ถ้ามี ต้องภาวนาอยู่ที่นั่น อย่าไปอยู่ที่อื่น  ถ้าอยู่ที่อื่น...หลง

บางคนมาฟังเรา ฟังไปฟังมา บอกว่า "อาจารย์ถ้าทำอย่างนี้หมายความว่า มันจะไม่มีความสุขอีกต่อไปเลยนะเนี่ย" ...อื้อ ก็คงงั้นแหละ นิพพานนี่ไม่มีความสุขหรอก ไม่ได้สุขหรอก

มันเป็นอย่างนี้แหละ แต่มันไม่เป็นทุกข์ มันจะไม่มีทุกข์ ...แล้วจะรู้เองว่าสุขที่แท้จริงคืออะไร ไม่ใช่สุขแบบกินข้าวอิ่ม ดูหนังสนุก ไปเที่ยวแล้วเห็นอะไรเจริญหูเจริญตาแล้วมีความสุข

มันไม่ใช่ความสุขอย่างที่พวกเราเข้าใจนะ ความสุขในนิพพานน่ะ เราก็เลยบอก มันไม่มีหรอกสุข นิพพานน่ะ ...เพราะอะไร  เพราะสุขอย่างที่พวกเราเข้าใจมันสุกๆ ดิบๆ สุขเกิดๆ ดับๆ

แต่สุขในนิพพานน่ะเป็นสุขเย็น น้ำเย็นกับน้ำร้อนนี่จะกินอะไรล่ะ ของนุ่มนวลกับของแข็งนี่จะเอาอะไร มันเป็นความเย็น ความสงบภายใน

เป็นความไม่มีอะไร เป็นความไม่มีทั้งสุขดิบๆ แล้วก็ทุกข์ดิบๆ อยู่ในนั้น ...ถือว่าเป็นสุขอันยิ่ง ท่านเรียกว่าบรมสุข แต่ไม่รู้จะเรียกในภาษาว่าอะไรดี ท่านก็เลยใช้คำว่าสุขเข้ามาทาบ

มนุษย์ที่ไม่เคยเห็นนิพพาน ไม่เข้าถึงนิพพาน ก็เลยไปเข้าใจว่าสุขในนิพพาน จะมาเทียบกับสุขที่กินข้าวอิ่ม ดูหนังสนุกแล้วมันจะหายไปหมดไป แล้วมันจะเป็นสุขได้อย่างไร

มันก็หาความสุขนั้นไม่เห็นหรอกด้วยความคิด ...แต่มันจะเห็นด้วยสติสมาธิปัญญาไปตามลำดับ

เมื่อใดที่เข้าไปเห็นความบริสุทธิ์ของใจ แม้ขณะหนึ่ง แค่งูแลบลิ้น ช้างกระดิกหู ฟ้าแลบ แค่นี้ ...จะเห็นเลยว่า ใจนี้เป็นสิ่งที่อัศจรรย์ ใจนี้เป็นสิ่งที่ไม่มีอะไรจะมายิ่งใหญ่กว่าใจนี้เลย

กว่าที่จะบากบั่นฝ่าฟันกิเลสน้อย กิเลสใหญ่ กิเลสหยาบ กิเลสละเอียด กิเลสหยาบช้าต่ำ ...มันต้องอาศัยความพากเพียรจริงๆ ไม่ใช่แค่พอมาฟังแล้วก็กลับไปขยันทำนิดนึงแล้วก็เลิก หาย ทิ้ง

อาศัยทำบ่อยๆ จนเป็นความชำนาญ ความเคยชิน  นั่นแหละ มันจึงจะลืมตาอ้าปากได้ นึกเจริญขึ้นเมื่อไหร่ จิตใจก็ตั้งมั่นขึ้นขณะนั้น

ระลึกขึ้นเมื่อไหร่ เจริญขึ้นเมื่อไหร่ ใจก็ตั้งมั่น จิตก็ตั้งมั่นในขณะนั้นน่ะ ความชำนาญมันจะอยู่ในระดับที่จับปุ๊บ...วางปั๊บปล่อยปั๊บเลย ทุกอย่างหลุด ล่วง

อะไรจะมาแตะต้องสัมผัสครอบงำใจไม่ได้อีกเลย ด้วยความชำนาญของการหมั่นเจริญสติบ่อยๆ รู้ตัวบ่อยๆ อยู่กับกายใจบ่อยๆ แล้วก็ทำความต่อเนื่องให้มากขึ้นไป

บางครั้งบางคราวเราก็ต้องกำหนดตั้งสัจจะบ้าง ว่า...นี่นะ กำลังกินนี่จะไม่ลืม  มันกำลังขี้นี่ จะไม่ลืม  กำลังอาบน้ำ จะไม่ลืม จะรู้ตัวในช่วงนี้

คือบางครั้งเราจะต้องให้มันได้ในช่วงหนึ่งระยะหนึ่ง หมายความว่ากับอากัปกริยาบางอย่าง ใส่เสื้อผ้านี่ จะไม่ลืม มันมีอ่ะ มันมีกิจวัตรจำเจซ้ำซากอยู่แล้ว

แล้วมันจะเป็นกิจวัตรซ้ำซากจำเจที่มันจะเลอะเลือนอยู่ ที่ทำด้วยความเคยชินน่ะ ก็พยายามไปกำหนด แล้วก็ตั้งสติ ตั้งอกตั้งใจที่จะรู้ตัวตรงนั้นให้ได้

และมันก็เป็นอากัปกริยาที่ซ้ำซากทุกวี่ทุกวันน่ะ อาบน้ำ แปรงฟัน รู้ตัวมั้ย แค่นั้นน่ะ ...แค่หนึ่งนาทีสองนาที่นี่ มันรู้ตัวไม่ได้ ก็ไปตายซะ มันโง่เง่าเหลือเกินน่ะ ใช่มั้ย

มันต้องฝึกอบรม อย่าเอาแต่ความสะดวกสบาย ...เพราะตอนนั้นน่ะมันไม่ได้เสียประโยชน์กับใครเลย ไม่ได้ข้องเกี่ยวเป็นธุระความเดือดร้อนของใคร รู้ตัวตอนกิน รู้ตัวตอนเดิน ตอนอาบน้ำแปรงฟันแต่งตัวใส่เสื้อผ้านี่

เวลาพวกเราใส่เสื้อผ้านี่เราไม่เคยรู้ตัวนะ มือจับกระดุมอย่างไร ใส่เสื้ออย่างไร ถอดกางเกงใส่กางเกง ยกขาก้าวขาเข้าสวมกางเกงยังไง มันทำแบบผลุบผลับร้อนๆ รนๆ น่ะไม่ได้อยู่กับเนื้อกับตัวเลย

แล้วก็ทำทุกวันๆๆ แทนที่จะมีสติสักหน่อยดูมัน ...พระก็เหมือนกันนี่ ห่มจีวร คลี่จีวร นิ้วมือจีบอย่างไร ขยับอย่างไร ชูแขนอย่างไร หมุนม้วนอย่างไร มันต้องอยู่ตรงนั้นน่ะ

ธรรมเขาแสดงอยู่ตลอดเวลา มีแต่สติน่ะที่ไม่ตลอดเวลา ...แล้วก็ธรรมเขาก็แสดงซ้ำซากๆ ตลอดเวลา กลับปล่อยทิ้งไปหายไปโดยเปล่าประโยชน์

ไม่มีสติเป็นผู้รู้เป็นผู้เห็นสภาวธรรมที่ปรากฏขึ้นตามความเป็นจริง ว่าแสดงความไม่เป็นสัตว์ไม่เป็นบุคคล ไม่เป็นใคร ไม่เป็นของใคร ...นี่ มีตลอดเวลาเลย อย่าทิ้งช่วงโอกาสนาทีทอง...มันมี

เพราะนั้นสัจจะอธิษฐานก็เอามาใช้ซะบ้าง ไม่ใช่เอาสัจจะไปตั้งว่า ชาติหน้าจะไปนิพพาน ขอให้ชาติหน้าไปเจอพระศรีอาริย์ ...ไอ้นั่นไม่ต้องไปตั้งแล้ว มันไกล

หรือประเภทที่ว่า...เกิดมาขอให้ร่ำรวย ขอให้เจอแฟนสวยผัวหล่อเงินทองมากล้น ...ไม่ต้องไปขอ ไม่ต้องไปตั้งสัจจะอธิษฐานบ้าบอคอแตกแล้ว

อธิษฐานอยู่ตรงนี้ สัจจะอย่างนี้ว่า...ระหว่างกินนี่...มื้อนี้จะรู้ตัว ...พอหมดช่วงนึงไป ลุกขึ้นจะไปขึ้นรถระหว่างเดินเราจะรู้ตัวตลอดไม่เผลอไม่เพลิน อย่างเนี้ย

ถ้าไม่ตั้งใจกันอย่างนี้นะ...ในอากัปกริยาของเราที่ใช้ชีวิตอยู่ในโลกน่ะ มันจะตกอีหรอบเดิมนั่นแหละ หลงๆ เผลอๆ เพลินๆ ...นี่ ถ้าไม่ตั้งใจเอาจริงเอาจังกับมัน

พอทำหน่อย มีความเพียรขึ้นมาหน่อย ได้สักแป๊บ...เฮอะ ไม่เอาแล้ว ขี้เกียจแล้ว ...ความเพียรมันจะหมด น้อย สลาย จนมลายหายสิ้นไปเลย ...ไม่ทำแล้ว

พอฟังเรากลับไปนี่ มันก็ขยันไปทำนะ เดี๋ยวพอสักพักทำไปวันสอนวัน...โอ้ย ไม่เอาแล้ว ปล่อยอย่างเดิมดีกว่า เผลอเพลินสบายๆ ดีกว่า...เป็นอิสระดี 

อิสระของโลก อิสระในการมาเกิดตายในโลก...นั่นแหละอิสระของมัน ไม่ใช่อิสระแบบพระอริยะ ...เราถึงบอกว่าพระอริยะท่านอยู่ด้วยสติวินัย สติวินโย...มีสติเป็นวินัยเลย 

เพราะนั้นไม่ใช่แค่ศีลวินัย 227 ข้อ ...แต่ท่านมีสติวินัย...สติวินโย เป็นตัวบังคับควบคุมอยู่ตลอด เป็นแม่แบบ มีสติเป็นแม่แบบ เป็นวินัย ไม่ออกนอกวินัยนี้เลย 

นี่สติของพระอริยะ ท่านเรียกว่าสติวินโยนะ ...ส่วนสติของพระที่โกนหัวห่มผ้าเหลืองเฉยๆ ก็ไม่เรียกว่าเป็นสติวินโย เพราะไม่รู้จักสร้าง...สติวินโยมันก็ไม่เกิด

ทำน่ะยังไงๆ มันต้องทำ ...แค่เข้าใจแค่ฟังน่ะมันไม่ได้ มันก็สะสมเป็นความศรัทธาปสาทะ เป็นศรัทธาหัวเต่า เข้าๆ ออกๆ เดี๋ยวก็เอา...เดี๋ยวก็ไม่เอา เดี๋ยวก็เอาเดี๋ยวก็ไม่เอา อยู่อย่างนั้น

ศรัทธาปสาทะมันตามเหตุปัจจัย เวลาไม่มีก็ไม่มา เวลาใจไม่ดีก็ไม่มา ถ้าไม่พร้อมไม่อะไรก็ไม่ทำ อะไรอย่างนี้ เขาเรียกว่าศรัทธาปสาทะ ยังเป็นศรัทธาหัวเต่า...ไม่มั่นคง ยังไม่มั่นคง

แต่มันก็ยังดีว่ามันยังมีศรัทธาบ้าง ไม่เหมือนกับคนบางคนที่ไม่มีศรัทธาเลย ...ได้ฟังธรรมได้เห็นธรรม ได้เห็นพระ อย่างพวกเรายังมีการเหลียวหลังในการฟังธรรม เออ ฟังท่านพูดเรื่องอะไร

บางคนก็ไม่สนใจเลย ไม่ใส่ใจ มองข้าม ดีไม่ดีด่าซ้ำตามหลังอีก “พระทุกวันมันเป็นอย่างนี้” นี่เขาเรียกว่ารักดีหามจั่ว รักชั่วหามเสา อยู่ดีๆ ไม่ว่าดี หาเรื่องหามเสาซะอย่างนั้น

จิตนี่มันหาเรื่องน่ะ ...ถ้าอยู่เฉยๆ ไม่พูดอะไร ไม่ว่าอะไร ไม่ตำหนิอะไร ตำรวจก็ไม่จับ ...มันอดไม่ได้น่ะ ต้องมีติดลมติดด่าไปด้วยนะ...หาเรื่องๆๆ จิตมันหาเรื่อง

ถือเป็นอกุศลเกิดขึ้นแล้ว ของดีไม่ค่อยสะสม ของชั่วนี่สะสมจริง...ทั้งวัน จิตน่ะ มันไม่ค่อยคิดดีเท่าไหร่หรอก  ดูอะไร เห็นอะไร ตำหนิหมดน่ะ คนนั้นคนนี้

มาอยู่ในวัดนี่ นั่งคอยดูกันแล้ว กัดคนโน้น งับคนนี้ ไม่งับไม่กัดก็แทะ ฟาดหัวฟาดหางอยู่ภายใน ...จิตนี่ ไม่ค่อยชมใครน่ะ หาเรื่องคน หาเรื่องกับอะไรอยู่ตลอด

ไม่มีคนให้หาเรื่อง ก็หาเรื่องวัตถุสิ่งของ "ประตูทำไมมันปิดไม่ค่อยสนิทวะ ทำไมมันมีเสียงดังวะ ทำไมน้ำมันไหลแรง ไม่ไหลแรง วันนี้ไม่ไหลเลย" ...นี่ มันมีเรื่องได้แม้กระทั่งวัตถุธาตุน่ะ

จิตผีบ้านี่ มันบ้า มันเมา ...แล้วเราก็ยังอยู่กับมัน ใช้กับมัน เหมือนกับเป็นเกลอเป็นสหายกันเลยเหรอ เหมือนเป็นเนื้อหนึ่งใจเดียวกันรึไง


(ต่อแทร็ก 7/30  ช่วง 2)



แทร็ก 7/29 (2)


พระอาจารย์
7/29 (550411A)
11 เมษายน 2555
(ช่วง 2)


(หมายเหตุ  :  ต่อจากแทร็ก 7/29  ช่วง 1

พระอาจารย์ –   ใจทุกคนทุกดวงนี่ ไม่ว่าผู้ปฏิบัติ ไม่ว่าผู้ไม่ปฏิบัติ แม้แต่หมานี่ ...ใจคือความสว่างสะอาดบริสุทธิ์ตลอดเวลาอยู่อย่างนั้น ไม่เคยไม่สว่าง ไม่เคยไม่สะอาด ไม่เคยไม่บริสุทธิ์

แต่มันถูกทับถม ครอบงำ มันถูกปิดบัง จนหาใจไม่เจอ จนไม่เห็นว่าความสะอาดของใจคืออะไร ความบริสุทธิ์ของใจเป็นยังไง ...มันตัวเองยังไม่เห็นน่ะ คิดดู สิ่งที่มันมาปิดบังครอบงำนี่มันมากขนาดไหน 

พอเราบอกว่าใจรู้ใจเห็นใจสว่างนี่ ไม่มีใครเข้าใจเลย ...เข้าใจก็แบบคิดเอา คาดเอา ยังคาดเอาอยู่นะ ว่าน่าจะเป็นอย่างนั้นรึเปล่า น่าจะเป็นอย่างนี้รึเปล่า ยังสงสัยลังเลกับมันอยู่นั่น 

นั่นน่ะยังไม่จริง ยังเห็นใจไม่จริง ยังเข้าไม่ถึงใจ ...เพราะอะไร ...กิเลสอาสวะ สิ่งที่เราให้ค่า สิ่งที่เราไปหลงกับมัน จริงจังกับมัน พวกนี้ มันห่อหุ้ม เป็นกำแพงเลยน่ะ เหมือนกำแพงเจ็ดชั้น สิบชั้น ยี่สิบชั้น

กว่าจะกวาดล้าง กว่าจะทำความเบาบางจางคลายออก พอให้ลิ้มรสความสะอาดบริสุทธิ์ของใจ ...บอกแล้วว่าต้องมีกำลังของอินทรีย์ เริ่มตั้งแต่ศรัทธา วิริยะเป็นต้นไป สติสมาธิปัญญาเป็นสิ่งที่ตามมา

วนเวียนซ้ำซากอยู่ตรงนี้ แล้วทุกอย่างก็จะเป็นไปเพื่อการชำระขัดเกลา เป็นการชำระขัดเกลาความเห็นผิด ความรู้ผิดๆ ทั้งจิตหยาบ ทั้งจิตไม่หยาบ ทั้งจิตหา ทั้งจิตค้น ทั้งจิตเข้าไปหมายมั่น ทั้งจิตเข้าไปคะเน

ทั้งจิตที่มันเข้าไปสร้างภาพล่วงหน้า ในอย่างนั้น ในเรื่องอย่างนี้ ในอารมณ์อย่างนั้น ในความน่าจะเป็นอย่างนี้ ...พวกนี้ มันจะเบาบางๆๆ จนหมดไปสิ้นไป

จนหมดไปสิ้นไปนั่นแหละความบริสุทธิ์ของใจนี่ ไม่ต้องไปหา ไม่ต้องไปทำเลย...เหมือนพระอาทิตย์กลางหาว ในวันที่ฟ้าใสน่ะ ลอยเด่นเป็นสง่าอยู่อย่างนั้นน่ะ

นั่นน่ะความบริสุทธ์ผุดผ่องน่ะ เขาปรากฏของเขาเอง ...เพราะอะไร ...เพราะไม่มีเมฆมาบดบัง ไม่ใช่กลางคืน ไม่ใช่ตอนพลบค่ำหรือใกล้รุ่ง

แต่เหมือนกลางวัน นี่ สว่าง ความสว่างของใจที่ไม่มีอะไรห่อหุ้มนี่ สว่างสามโลกธาตุ...แสงสว่างของใจนี่ไม่มีอะไรมาปิดบังได้เลย

ถึงตอนนั้นแล้ว แล้วจะเห็นว่าอัศจรรย์จริงๆ ...ความอัศจรรย์จริงๆ ของทุกคนมีอยู่แล้ว แต่ไม่เคยเห็นความอัศจรรย์ของใจตัวเอง ของใจที่มีอยู่แล้ว

เมื่อเข้าไปเห็นความอัศจรรย์ของใจ...ที่เกิดจากความพากเพียรในการชำระจิตไม่รู้ออกไป ทำลายจิตหลงออกไป ทำลายอวิชชาออกไป ทำลายรากเหง้าของกิเลสคือ ราคะ โทสะ โมหะ ออกไป

ความบริสุทธิ์ของใจที่เรียกว่าเป็นวิสุทธิจิต วิสุทธิธรรม บริสุทธิจิต จะบังเกิดขึ้น ณ ที่นั้น

เมื่อถึงตอนนั้นน่ะ ไม่เชื่อพระพุทธเจ้าก็เชื่อแล้ว ไม่เชื่อพระธรรมก็เชื่อแล้ว ไม่เชื่อว่าพระอริยสงฆ์มียังไง เป็นยังไง ความเป็นอริยสงฆ์อยู่ตรงไหน

มันไม่ต้องไปถามใครแล้ว ...เข้าใจ นอบน้อมต่อพระรัตนตรัยจริงๆ เพราะเข้าถึงพระรัตนตรัยจริงๆ คือใจ..ที่เป็นใหญ่เป็นประธานอยู่นี่ อยู่ที่นี่ ตรงนี้แหละ

เพราะนั้นจะเริ่มเข้าไปถึงใจ จะเริ่มเข้าไปชำระเพื่อให้เห็นความบริสุทธิ์ของใจ ต้องเริ่มชำระที่กายใจปัจจุบัน อยู่ที่กายใจปัจจุบัน...เสมอ

แรกๆ เราไม่รู้หรอกว่าการที่กลับมารู้ตัวอยู่เสมอ รู้อยู่ที่กายยืนเดินนั่งนอน โดยที่ว่า...อย่างนี้หรือเรียกว่าชำระแล้ว ...นี้แหละคือการชำระในเบื้องต้น

ชำระอะไร...หนึ่ง จิตที่คิดไปในอดีต จิตที่คิดไปในอนาคต จิตที่ไปสร้างกุศลอกุศลกับสัตว์บุคคลวัตถุธาตุภายในและภายนอก จิตที่มีกิเลสราคะโทสะโมหะ

ขณะที่รู้อยู่ที่กาย มันไม่มีอะไรตรงนี้เกิดขึ้นหรอก ไม่มีเจตนาที่จะไปทำ ...เห็นมั้ย มันชำระโดยที่ไม่รู้ตัวหรอกว่า แค่รู้ตัวรู้กายยืนเดินนั่งนอน แล้วตรงต่อกายที่ยืนเดินนั่งนอนนี่ มันเป็นการชำระจิตไม่รู้ในระดับนึงแล้ว

แต่เหมือนงานมันมีทั้งงานกุลี มันมีทั้งงานวางแผน มันมีทั้งงานที่ละเอียด มันมีทั้งงานที่ควบคุมงานทั้งหมด ...เพราะนั้นงานเบื้องต้นนี่มันดูเหมือนกับไม่ได้เห็นผลงานอะไรเลยน่ะ

เหมือนกุลีกำลังขุดหลุมสร้างบ้าน ปรับดินอะไรอย่างนี้ ...บ้านอยู่ไหน ไอ้ที่ว่าใหญ่โตมโหฬาร เป็นเหมือนวัง เป็นความสุขน่าอยู่น่าอาศัย สุขสบาย อยู่ไหน ยังไม่มองเห็น

ยังมีแต่กองดิน แล้วก็กองหิน กองทราย กองปูน ระเกะระกะ  นั่นแหละเบื้องต้นของงาน ผลของงานมันยังดูไม่ชัดเจน ...ตรงเนี้ย เหล่าผู้ปฏิบัติมักจะท้อถอย 

จิตกิเลส จิตไม่รู้มันจะแทรกซึมว่า...ไม่ได้อะไรหรอกเรา วิธีนี้ก็อาจจะไม่ใช่ ไม่เหมาะกับจริตของเรา...เดี๋ยวต้องหาวิธีอื่นมั้ง เดี๋ยวต้องหาอาจารย์องค์อื่น เผื่อจะมีกุศโลบายที่ตรงกับเรา

ทั้งหมดนี่จิตไม่รู้เริ่มทำงานแล้วนะ มันเริ่มได้ช่องแล้ว และมันเสริมกับไอ้ตัวเราของเราที่มีความอยากเข้าไปประกอบกับมัน ก็จะให้ทำตามมัน

แล้วก็ผลของการทำตามจิตที่มันว่าอย่างนี้ ผลก็คือทิ้งกายและใจปัจจุบัน ไปหาเอาข้างหน้า ...มันเริ่มไปหาในข้างหน้าแล้ว ไปเริ่มมีชีวิตใหม่ในอนาคตอีกแล้ว

แต่ละคนนี่ ในภาคการปฏิบัตินี่ ผ่านมาไม่รู้กี่ครูบาอาจารย์  เพราะทุกคนนี่จะเริ่มลังเล ลังเลสงสัยๆ ...ฟัง อ่าน อาจารย์องค์นั้นก็ดี อาจารย์องค์นี้ก็ดี

คืออาจารย์ทุกอาจารย์น่ะดีหมดแหละ แต่เราน่ะไม่ดี เราน่ะมันโง่  อาจารย์ท่านฉลาด ธรรมของท่านก็ดี เลิศ ประเสริฐ แต่เราไม่เข้าใจ...ว่าตราบใดที่เรายังค้นหาธรรม เราก็ไม่เห็นธรรม

แต่เมื่อใดที่เราหยุดหาธรรม เราจะเห็นธรรม ...หยุด...เท่านั้นแหละจึงจะเจอ ...เพราะมันไม่ต้องหา มันมีอยู่แล้ว...กายใจเป็นธรรมที่มีอยู่ เป็นธรรมจำเพาะสัตว์และบุคคลนั้นๆ

หมามันก็มีใจ แต่มันไม่สามารถจะมารู้จำเพาะกายใจมันได้ ...เพราะกรรมที่เป็นครุกรรม กรรมหนักที่เป็นอกุศลมันปิดบังสติไม่ให้เกิดได้ ศรัทธาก็เกิดไม่ได้ วิริยะก็เกิดไม่ได้

เพราะนั้นไม่ต้องพูดถึงสติสมาธิปัญญา ไม่มีทางเกิดได้เลย ...เพราะมันจะต้องชดใช้กรรม ด้วยอำนาจแห่งความไม่รู้แล้วไปสร้างอกุศลกรรมมา จนได้รูปได้ชาติได้ภพมาเป็นอย่างนี้ๆ

เป็นมาทุกคนน่ะแหละ หมูหมากาไก่ ไส้เดือนกิ้งกือ แมลงมดหนูปูปลาตะเข้ ...อย่าไปคิดว่าเกิดเป็นคนมาอย่างเดียวนะ เป็นมาทั้งนั้นแล้ว แต่มันจำไม่ได้

แล้วมันอาจจะเป็นต่อไปด้วย ไม่รู้ ไม่มีใครการันตีได้ เพราะอะไร เพราะทุกคนไม่ได้เป็นพระอริยะ ...รู้เลย ไม่ต้องถามเราหรอก ตอบตัวเองได้เลย...ยังไม่ได้เป็น

เพราะนั้น ถ้ายังไม่ได้เป็นพระอริยะน่ะ ยังมีสิทธิ์เป็นไปได้หมดเลยไม่ว่าจะสัตว์ประเภทไหนน่ะ 

นี่ยกเว้นพระอริยะเท่านั้นน่ะ ท่านรู้ ท่านรู้ตัวท่านเองเลยว่า แค่เนี้ย ไม่เกินเนี้ย ไม่เกินเท่าเนี้ย ไม่เกินจากมนุษย์อย่างเนี้ย เท่าเนี้ย ...รู้เลย มีลิมิท มีประมาณเลย

แต่ของพวกเราไม่มีประมาณเลยในการเกิดนะ และในชาติแห่งการเกิดด้วย...ว่าไม่รู้จะเป็นชาติใด สองขา สี่ขา แปดขา มีปีก มีหางก็ได้ หรือไม่มีรูปไม่มีกายก็ยังได้ 

คำว่าไม่มีรูปกายนี่ หมายความว่าไม่ใช่แค่เป็นเทวดาอินทร์พรหมเท่านั้นนะ เป็นเปรต อสุรกาย สัตว์นรกก็ได้ มันไม่มีกายเนื้อ ...มันไปได้หมดน่ะ ท่องไปได้หมด

เพราะอะไร เพราะมีจิตไม่รู้เป็นตัวบงการเราไม่รู้หรอก เราไม่เข้าใจหรอก เพราะไม่มีปัญญาว่าจิตไม่รู้อันนี้มันจะพาไปเกิดเป็นอะไร...ไม่เชื่อด้วย

ถึงบอกว่าจิตปรุงแต่งนี่ การที่ไม่เข้ามามีปัญญา สร้างปัญญาให้เกิดนี่ อันตราย ...มันพาไปเกิด เป็นทุกข์เป็นร้อนในวัฏฏะสงสารด้วยความไม่รู้เนี่ย

แค่จิตขณะนึง แค่จิตไปจมอยู่กับอะไร หมกมุ่นอยู่กับอะไร จริงจังกับอะไร ตายลงตอนนั้นน่ะ อันนั้นน่ะเป็นเหตุปัจจัยหลักเลย ในการได้ภพและชาติอย่างไร

สมัยพระพุทธเจ้าท่านก็บอกแล้ว มีพระองค์หนึ่งเห็นพระอีกองค์หนึ่งมีจีวรสวย ตัวเองจีวรไม่สวยไม่งาม ขาดๆ วิ่นๆ ไม่มีคนถวาย อยากได้เหมือนของเขา

จิตก็กังวลคิดคำนึงอยู่ถึงจีวรนั้น พอดีตายระหว่างที่จิตกังวลจมปลักหม่นหมองอยู่กับจีวรนั้น นี่ไปเกิดเป็นเล็น ตายตรงนั้นก็ไปเกิดเป็นเล็นในจีวรนั้น ...เห็นมั้ย จิตมันพาไปได้หมดนะ

เหมือนกับเทวดากับหนอนในกองขี้น่ะ เป็นเพื่อนกัน เคยเกิดมาเป็นเพื่อนกัน แต่ไปจับพลัดจับผลูไปคิดไปทำอกุศล ก็ตกนรกหมกไหม้ไปนานนมกาเล แล้วก็เกิดมาเป็นสัตว์เดรัจฉาน

แล้วสุดท้ายก็เกิดมาเป็นหนอน อยู่ในขี้ หลุมขี้ เทวดาที่เป็นเพื่อนเห็นก็สงสาร เห็นว่าเคยเป็นเพื่อนกัน จะมาเตือนกันให้มีจิตภาวนา ให้มีจิตมุ่งไปทางกุศล จะได้เกิดในภพภูมิที่ดีขึ้น

หนอนมันบอกว่าไม่ไปหรอก อยู่ในนี้สบายดี...อิ่ม ไม่ต้องดิ้นรน มีแต่ขี้กับขี้ กินนอนกับขี้ มีอาหารกินเหลือเฟือดี ไม่ต้องทำอะไร ก็สบายดี

นี่ตายเกิดเป็นหนอนในขี้เท่าไหร่กว่าจะระลึกรู้ตัวได้ว่าเป็นทุกข์ ...ขนาดเทวดาที่เป็นเพื่อนเป็นพระโพธิสัตว์มาเตือน ยังบอกเลยว่าอยู่ในหลุมขี้นี่ ไม่ต้องไปหากิน ไม่ต้องไปทำอะไร สบายดี

มันก็ตายเกิดๆ อยู่ในหลุมขี้นั่นแหละ วนเวียนอยู่อีกเท่าไหร่ นี่เป็นเรื่องเล่า แต่ไม่ใช่ว่าหมายความว่า พวกเราจะไม่เคยเป็นอย่างนี้นะ ...เป็น แต่จำไม่ได้

เพราะนั้นการได้ชีวิตมา ได้มาฟังธรรม ได้มาเข้าใจธรรมในระดับนึงแล้วนี่ ...อย่าเสียโอกาส อย่าให้มันเสียโอกาส ด้วยความขี้เกียจ ด้วยความประมาท

เอ้อ ไม่เป็นไรยังหนุ่มยังสาวอยู่ ยังมีที่น่าจะทำ ควรจะต้องทำมากกว่า ...มองว่าการปฏิบัติยังเป็นเรื่องไกลตัว เป็นเรื่องที่ถึงเวลาเดี๋ยวค่อยทำ เวลามันควร...อายุควรเมื่อไหร่ค่อยทำ ขอใช้ชีวิตให้สนุกก่อน

มันประมาท จะรู้มั้ยว่าตายเมื่อไหร่ แต่ละคนนี่ไม่รู้หรอก รู้วันตายมั้ย...ไม่รู้  แล้วรู้ว่าจะอายุยืนมั้ย...ไม่รู้ ...แต่คิดแล้วเชื่อแล้ว มันเชื่อของมันเองแล้วว่าน่าจะยาวนะ ทุกคนน่ะมันจะคิดเข้าข้างตัวเอง

แต่ความเป็นจริงน่ะไม่ใช่ ไม่มีใครรู้ กรรม วิบาก...เหตุปัจจัยหลากหลาย หลายอย่างเป็นตัวกำหนด ไม่ใช่ความอยากหรือความไม่อยากของเราอย่างเดียว

เพราะนั้นมันหาความแน่นอนไม่ได้ ...มัวแต่ผัดวันประกันพรุ่ง รอวันรอคืน สุดท้ายตายซะก่อน เสียโอกาสไป 

การกลับมาเกิดก็ไม่รู้ว่าจะเกิดเป็นอะไร ...แล้วไม่รู้ว่าจะเกิดมาเจอพระธรรม ผู้แสดงธรรมที่แท้จริงมั้ย มันเลยกลายเป็นเสียโอกาสไปโดยไม่น่าจะเสียโอกาส


(ต่อแทร็ก 7/30)