พระอาจารย์
7/6 (550204E)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
4 กุมภาพันธ์ 2555
พระอาจารย์ – อะไรก็ได้ที่เป็นปัจจุบัน...รู้หมด แต่ว่าให้อยู่ในกรอบกายไว้ แล้วอะไรจะเกิดขึ้นตรงนั้น ในกายนั้น ช่างมัน ...ทำใจกลางๆ
อยู่กับรู้ให้ชัด แล้วทุกอย่างก็เป็นไปตามธรรม ให้มันเป็นไปตามธรรม ไม่ได้เรียกว่าเป็นกิเลสหรือไม่เป็นกิเลส
ไม่เรียกว่าดี ไม่เรียกว่าร้าย ... รู้เฉยๆ
ถ้ามันรู้ไม่ชัด...ก็รู้กับกายไว้
รู้กับอิริยาบถไว้ อิริยาบถใหญ่ อิริยาบถย่อย ให้มันรู้ไว้ เป็นเครื่องผูกเครื่องยึดไว้กับปัจจุบัน...คือความจริง
อย่าไปอยู่กับความไม่จริง ...มันเคย มันจะเข้าไปอยู่กับของไม่จริงด้วยความเคยชิน เพราะมันคิดว่าจริง จริงยิ่งซะกว่าเดี๋ยวนี้อีก
มันว่าอย่างนั้นเลยนะ มันจะทุกข์ล่วงหน้า ทุกข์ลับหลังอยู่นั่นแหละ
ทั้งๆ ที่ว่าตรงนี้
นั่งๆ นอนๆ อยู่ตรงนี้ รู้กับกาย กายก็ปวดๆ เมื่อยๆ เป็นธรรมดา ...ความจริงมีอยู่แค่นี้ ทุกข์ก็ไม่มี แต่มันไปเชื่อทุกข์ข้างหน้าของมัน
ก็ไปเอาเป็นเอาตายหาเหตุหาผลอยู่นั่นน่ะ ...ไม่มีสาระ บอกแล้ว มันไม่มีสาระเลยน่ะ
ดูดีๆ
ถ้ามันแยบคายได้ หรือว่าเฉลียวใจ ที่เรียกว่าชวนะ รู้จักชวนะมั้ย มันเฉลียว
..กูจะไปบ้าอะไรมันนักหนาวะ ไม่เห็นมีอะไรเลย นั่นมันเฉลียวใจขึ้นมา กลับมาอยู่ตรงนี้ซะ เดี๋ยวมันก็เคลื่อนออกไปอีก เอ้า รู้ขึ้นมา ...เฉลียวใจบ่อยๆ อย่าไปจมไปแช่กับสิ่งที่มันไม่จริง
เพราะขณะที่ว่าอยู่กับกายนี่
ต่อไปกายนี้ก็ไม่มีสาระอะไร ... อยู่กับปัจจุบัน พอมันชัดปัจจุบันจริงๆ นะ กายนี่ลอยๆ
ไหวลอยๆ บนอะไรก็ไม่รู้...แล้วก็มีรู้อยู่ นิ่งก็เป็นนิ่ง หนาวก็เป็นหนาวลอยๆ
ไม่มีกาย ไม่มีทรวดทรงสัณฐาน ไอ้ทรวดทรงสัณฐานของกายนี่มันเป็นสัญญา
แต่ถ้าหนาว
ดูแค่หนาวตรงๆ มันก็หนาวลอยๆ อยู่อย่างนั้นน่ะ แล้วก็รู้ว่าหนาว มีสองอย่างแค่นั้นเอง ถ้าเป็นสัมมาสมาธิจริงๆ แล้วมันจะเหลือแต่กายแค่นี้เอง ไหวก็เป็นไหวลอยๆ เวลาเดิน
มันไม่มีทรวดทรงของขา ไม่มีทรวดทรงของตัว...สัณฐานของกาย ... สัณฐานของกายมันเกิดจากรูปสัญญา
แต่ถ้าดูตรงๆ ที่เป็นธรรมตรงๆ คือความรู้สึกตรงๆ ทางกายหรือผัสสะทางกายตรงๆ ก็เป็นแค่ ไหวๆๆ...รู้ ไหวๆๆ...รู้ ไหว...รู้ รู้...ไหว ดินก็ไม่มี น้ำก็ไม่มี โลกก็ไม่มี กายหญิงชายก็ไม่มี มีแต่ไหวกับรู้
นี่ เขาเรียกสัมมาสมาธิที่เป็นสมาธิที่จดจ่ออยู่ในธรรมหนึ่งเท่านั้นเอง เมื่อมันแนบแน่นแน่วแน่แล้วมันจะเห็นกายเป็นแค่นั้นเอง ...แต่โดยรวมไป
ก็พยายามกลับมาอยู่ในองค์ของกายไว้ แม้ว่าจะเป็นรูปสัณฐานของกายก็ตาม
โยม – ไอ้ตัวที่เฉลียวน่ะค่ะหลวงพ่อ
คือมันต้องสร้างขึ้นมาให้มันเฉลียวไหมเจ้าคะ
พระอาจารย์ – แรกๆ ถ้าสร้าง...มันก็ไม่เฉลียวจริงหรอก แต่ว่ารู้ตัวบ่อยๆ ระลึกขึ้นมา หรือว่าทำให้มันเฉลียวใจบ่อยๆ
เดี๋ยวมันก็เฉลียวเองน่ะ ต่อไปมันก็จะรู้จักคำว่าเฉลียวเองแหละ ...มันจะเฉลียวเอง
ไม่ใช่ไปทำให้มันเฉลียวใจ
แต่แรกๆ ก็ต้องทำให้มันเฉลียว รู้จัก 'เอ๊ะ อ๊ะ เอ๊ะ
รึเปล่า อย่างนี้หรือเปล่า' ...ให้มันเฉลียวใจขึ้นมาว่าไอ้ที่กำลังจมปลักอยู่นี่
มันเป็นควายอยู่หรือเปล่า ถ้ามันเฉลียวใจว่ากูเป็นควายอีกแล้วมั้งนี่ อะไรอย่างนี้ ...ฝึกไว้ ให้มันรู้ตัว
เพราะความเฉลียวมันก็ต้องเกิดขึ้นจากสติเป็นเบื้องต้น ว่า 'เอ๊ะ กำลังหลงไปมั้งนี่ กำลังไปจมอยู่กับอะไรก็ไม่รู้มั้งนี่' ... ให้มันรู้
ให้มันถอนตัวขึ้น เฉลียวให้มันถอนตัวขึ้น
กลับมารู้กับตรงนี้ เดี๋ยวนี้ รู้ที่นี่ รู้เดี๋ยวนี้ กับสิ่งที่มีอยู่เดี๋ยวนี้
ขณะนี้ ที่มันจับ กลับมาอยู่กับปัจจุบัน
ถ้ามันกลับมาเองโดยไม่ตั้งใจ
ก็เรียกว่าเป็นสัมมาสติ เหมือนเป็นอัตโนมัติ ...แต่ถ้าบังคับให้มันกลับมาก็เรียกว่าสติ ฝึกสติ ฝึกกายานุสสติปัฏฐาน
โยม – เหมือนเราออกจากความเคยชินเดิมของกิเลส
แต่มันก็ต้องสร้างความเคยชินของมรรค
พระอาจารย์ – ของศีล สติ สมาธิ ปัญญา
เป็น นิสสยะปัจจโย...สร้างนิสัยใหม่ขึ้นมา นิสัยเก่ามันเป็นนิสัยลุ่มหลงมัวเมา
นิสัยใหม่คือนิสัยรู้กับเห็น เพราะนั้นศีล สมาธิ ปัญญา เป็นเครื่องมือที่ต้องสร้างบ่อยๆ
เพื่อให้เกิดความคุ้นเคย ลบความคุ้นเคยเดิม
และเมื่อลบความคุ้นเคยเดิมปุ๊บ
มันก็จะเป็นความเคยชิน ที่เหมือนกับกิเลสที่เคยชิน มันเป็นเอง เข้าใจมั้ย
นั่นคือมหาสติ นั่นคือสัมมาสติ นั่นคือสัมมาสมาธิ นั่นคือสัมมาญาณะ
แต่แรกๆ ก็ต้องทวน...ลบความคุ้นเคยเดิม
จนมันพอดีกัน จนมันเหนือกว่ากัน ...เมื่อนั้นปุ๊บ มันจะเป็นอัตโนมัติ
เหมือนกับที่เราใช้ชีวิตอยู่ตามปกติ...ที่ตามกิเลสโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัวน่ะ
มันก็เป็นอัตโนมัติใช่มั้ย เออ สติ
เมื่อเราทำถึงที่ถึงทาง มันก็เป็นอัตโนมัติ เหมือนเราใช้กิเลส
มีอะไรเกิดขึ้นมันรู้ ไม่มีอะไรก็รู้ มันรู้ของมันเอง
รู้อยู่
เหมือนกับเป็นเชื้อไวรัสเกาะอยู่ที่ไขกระดูก รู้เห็นอยู่ตลอด...โดยอัตโนมัติเลย แต่มันคนละฟากกัน มันก็เรียกว่าเป็นสัมมา ...เพราะนั้นบางทีมันก็เอะใจขึ้นมาเอง รู้ขึ้นมาเอง นั่นน่ะคือสัมมาสติ แล้วมันจะเกิดสัมมาสติขึ้นมาบ่อยๆ
จนต่อเนื่องไป
ถ้าไม่มีสัมมาก็ต้องเจริญขึ้น ทำขึ้น
บ่อยๆ เนืองๆ เป็นนิจ ...สร้างนิสัยใหม่ ท่านเรียกว่าเป็นนิสสยะปัจจโย
ประกอบเหตุปัจจัยที่เรียกว่าศีล สมาธิ ปัญญานี้ คือการเข้าไปประกอบเหตุปัจจัยแห่งศีล สมาธิ ปัญญา ขึ้นมา บ่อยๆ เนืองๆ
นี่เรียกว่ามรรค เจริญมรรค
มรรคไม่เจริญ ไม่มีทางที่จะเกิดปัญญาได้
ไม่มีการที่มันจะไปลบความเคยชินเดิมได้
เดี๋ยวนี้รู้สึกจะมีพวกที่อยู่เมืองเลยนี่เยอะ
เคยได้ยินรึเปล่า ที่ว่าไม่ต้องทำอะไรเลย อยู่เฉยๆ
ก็นิพพานเอา ศีลก็ไม่ต้อง สติก็ไม่เอา ใจก็ไม่ตั้ง ...คนเข้าเยอะนะ
พวกหมอพวกอะไรไปกันเยอะเลย ไอ้ที่ลงหนังสือพิมพ์แต่ก่อนที่ว่ามีสร้างรีสอร์ทอะไรในป่า ...ไม่ต้องภาวนา ไม่ต้องทำอะไร ทุกอย่าง ปล่อย
เพราะทุกอย่างมันไม่มีตัวตนอยู่แล้ว
โยม – อ้าว ถ้านั้นมันก็ไม่ไปหลงหรือเจ้าคะ
พระอาจารย์ – ก็บอกแล้วไงว่า
มันพูดเอาเอง เออเอาเอง มักง่าย ... ไม่ทำไม่ได้นะ ไม่งั้น พระพุทธเจ้าท่านไม่มาพูด
ไม่มาบัญญัตินะ ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ...ต้องมีนะ เพราะนั้นไอ้ที่ฟังมาทั้งหมดนี่เป็นปริยัติ
แล้วมันเทียบเคียงกับปริยัติได้มั้ย...ผลน่ะ ตรงไหมล่ะ ตามปริยัติมั้ย
ที่พระพุทธเจ้าพูดไว้ว่านี่คือศีล ศีลเป็นยังไง สมาธิเป็นยังไง
สัมมาเป็นยังไง มิจฉาเป็นยังไง มันตรงกันมั้ย มันพอคาดเดาได้
เทียบเคียงได้ตามปริยัติ
ต้องมีพระไตรปิฎกนี่เป็นที่อ้างอิง
คือเป็นธรรมที่พระพุทธเจ้าเคยพูดเคยตรัสไว้นี่ คือเป็นตัวอ้างอิง
ท่านเรียกว่าเป็นปริยัติ จึงจะไม่ออกนอกหลักเบื้องต้น
แล้วพอเข้ามาปฏิบัติ เกิดผลขึ้นเรื่อยๆ
เอง ไอ้ที่เคยจำเคยอ่านมาทั้งหมดนี่ มันสวมกันได้พอดีกันเป๊ะ ไม่ผิดเพี้ยนจากที่พระพุทธเจ้าท่านเคยพูดเคยสอนเลย
อย่างนี้ ไม่หนีจากปริยัติเลย เป็นตัวที่รับรองได้ว่าไม่ผิดจากที่พระพุทธเจ้าตรัสในองค์มรรค ว่าสมุทัยมีอย่างไร
อริยสัจสี่คืออะไร ผลคืออย่างไร เหมือนกันหมดเลย
แล้วมันจะเกิดความซาบซึ้งภายในนี่
จากที่แต่ก่อนเราเคยคิดเอาเอง เข้าใจเอาเอง เมื่อมาปฏิบัติแล้วมันจะ
เข้าใจอีกอย่างหนึ่งว่าตรงตามปริยัติ แต่ว่าไม่ได้เข้าใจด้วยความคิดความปรุง
แต่มันเห็น...เห็นจริงตามนั้น
แล้วจะเห็นไปตามลำดับขั้นเลยว่า เพราะสิ่งนี้เกิด
สิ่งนี้จึงเกิด เพราะสิ่งนี้ดับ สิ่งนี้จึงดับ
ถ้าไม่มีศีล ถ้าไม่มีสติ ถ้าไม่มีสมาธิ ถ้าไม่มีปัญญา สิ่งนี้ไม่เกิด
สิ่งนี้ไม่เกิด สิ่งนี้ไม่เกิด เมื่อมีศีล สมาธิ ปัญญา สิ่งนี้เกิด สิ่งนี้เกิด
สิ่งนี้เกิด ...รู้เลยอะไรเนื่องด้วยอะไร ไม่ผิด เป็นไปตามธรรม
แต่คนมันมักง่าย ...เหมือนกับบอกว่าคุณไม่ต้องปฏิบัติธรรมหรอก คุณดูการ์ตูนคุณก็ได้นิพพาน
ดูการ์ตูนไปอย่างเดียว ไม่ต้องคิดอะไร แล้วก็ได้นิพพาน ว่าอย่างนี้ก็ได้ ใช่มั้ย เพราะมันไม่มีอะไรในโลกอยู่แล้ว ไม่เห็นต้องทำอะไร จะไปทำทำไม ก็ดูการ์ตูนไปเฉยๆ
เดี๋ยวก็ได้นิพพาน เชื่อเลยอย่างนี้
มันเชื่อได้มั้ยล่ะ มันเชื่อเอาแบบมั่วๆ เชื่อเอาแบบว่าพระไตรปิฎกนี่ไม่ต้องไปเชื่อ ไม่ต้องไปจริง
ที่เขียนมาไม่รู้จริงรึเปล่า ถ้าอย่างนี้ก็ดูการ์ตูนเอา สำเร็จนิพพานก็ได้
ไม่มีอะไรอ้างอิงได้เลย เพราะว่าจะอ้างอิงพระไตรปิฎกก็บอกว่า โอ้ย เขียนกันเอง
ใช่มั้ย การปฏิบัติก็มั่วซั่วไปหมดแล้ว บอกให้
ถ้าไม่อ้างอิงพระไตรปิฎกไว้เป็นหลักอยู่ทุกวันนี้หมดแล้ว
ศาสนานี้หมดไปนานแล้ว มันก็บอกว่าไปนั่งตกปลาเฉยๆ รำไทเก็ก
ก็เข้าสู่ธรรมชาติของนิพพานได้ เอ้า พูดได้หมดน่ะ แต่มันพูดลอยๆ น่ะ
มีอะไรมารองรับล่ะ
ว่าไม่ต้องกำหนดอะไร ไม่ต้องคำนึงอะไร ไม่ต้องทำอะไร
ไม่ต้องจับอะไรทั้งสิ้น เพราะทุกสภาวะเป็นนิพพานอยู่แล้ว ไม่มีตัวตนที่แท้จริงอยู่แล้ว
จะไปหาตัวตนจะไปตั้งตัวตน จะไปรู้มันทำไม ...พูดน่าเชื่อถือเลยแหละ แต่มันพูดลอยๆ
โยม – มันก็พร้อมจะหลงกันง่ายเหลือเกินนะเจ้าคะ
พระอาจารย์ – อือ มันมักง่าย
โยม – ขนาดมีครูบาอาจารย์ก็ยังหลงได้อีกน่ะ
พระอาจารย์ – ครูบาอาจารย์ก็ตบซ้ายตบขวาอยู่เนี่ย
มันยังไม่ค่อยยอม มันจะปีนเกลียวอยู่เรื่อย
มันเป็นอย่างนั้น ...มันต้องผ่านการอบรมอินทรีย์มาพอสมควร
ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ
ปัญญา พวกนี้เป็นอินทรีย์เบื้องต้น และประกอบอินทรีย์ด้วยอิทธิบาท ๔ คือความเพียร
ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา และในการประกอบอิทธิบาท ๔ ต้องประกอบด้วย สัมมัปปธาน ๔
เพียรละในสิ่งที่ควรละ เพียรเจริญในสิ่งที่ควรเจริญ เพียรรักษาความเจริญให้มีอยู่ เพียรทำจิตที่ไม่บริสุทธิ์ให้บริสุทธิ์ขึ้น
พวกนี้คือสัมมัปปธาน ๔
พระพุทธเจ้าพูดไว้หมดเลยในหลักของโพธิปักขิยธรรม
องค์ธรรมแห่งความตรัสรู้ กอปรด้วยมหาสติปัฏฐาน โพชฌงค์ ๗ พวกนี้ อิทธิบาท ๔ สัมมัปปธาน
๔ อินทรีย์พละ ๕ มรรค ๘ ไตรสิกขา พวกนี้ มันรวมลงในโพธิปักขิยธรรมหมด
แต่ว่าถ้าพูดโดยปริยัตินี่ มันเป็นหลายข้อแล้วก็หลากหลาย แต่เราพูดว่า รู้เฉยๆ
แค่นี้รวมหมดในโพธิปักขิยธรรมทั้งหมดเลย เมื่อเราเข้าถึงจุดนั้นแล้วเราจะจำแนกธรรมได้เป็นส่วนๆ เลยว่า ไม่ผิดตามปริยัติ
ตามที่พระพุทธเจ้าบอกไว้เลย ตามหมวดธรรมนั้นๆ จะตีออกมาความไหนถูกหมดเลย ตรงหมดเลย
ไม่เพี้ยนเลย
เพราะอย่างนั้น..ต้องมีอย่างนี้..จึงจะเกิดภาวะอย่างนี้ได้
และถ้าเมื่อใดที่รู้อยู่เห็นอยู่ในปัจจุบัน หมายความว่าขณะนั้นไตรสิกขาครบแล้ว ศีล
สมาธิ ปัญญามี ถ้าไม่มีไตรสิกขาคือศีล สมาธิ ปัญญานะ ไม่มีทางที่จะรู้อยู่กับปัจจุบันได้
เพราะนั้นในขณะที่รู้ว่านั่ง
ขณะนี้ครบแล้วศีลสมาธิปัญญา แต่ถ้าเราพูดปริยัตินะแล้วไปหาว่าอันไหนเป็นศีล
อันไหนเป็นสมาธิ อันไหนเป็นปัญญา งงตาย แต่บอกให้เลยว่ามันครบแล้วในองค์สามไตรสิกขา
เหมือนก้อนหินสามเส้าแล้วเอาหม้อมาตั้ง
แล้วก็เป็นเตาต้มน้ำกินได้ อาศัยสามก้อน สองก้อนก็ไม่ได้ ก้อนเดียวก็ไม่ได้
มีสามก้อนวางปุ๊บเป็นเตาเอาหม้อวางต้มน้ำกินได้ นี่เขาเรียกสามเส้า
นี่ครบแล้วไตรสิกขา เพราะนั้นรู้กับปัจจุบันจึงปรากฏได้ นั่นเป็นผลแล้วที่มันเห็น
ถ้าไม่ทำแล้วไม่มีทาง
ถ้าไม่เจริญขึ้นน่ะไม่มีทางหรอก ปล่อยไป ไม่มีทางที่จะเข้าใจอะไรได้ มีแต่ปล่อยเลยตามเลย มันก็เลื่อนไหลลอยไป ล่องลอยไปในอนันตาจักรวาลเลยบอกให้
ไม่มีจบสิ้นหรอก
มันต้องน้อมกลับเข้ามาตั้งที่ฐาน เบื้องต้นคือกายใจ
เบื้องต้นคือกายเป็นฐาน จากกายแล้วก็มาถึงฐานที่เป็นเหตุแรกของกายคือใจ จนทวนจนถึงที่สุดแล้วว่า นี่ ไม่มีอะไรเหนือกว่านี้แล้ว
มันทวนกลับมาจนที่สุดแล้วว่า
นี่ที่สุดแล้ว จากนี้ไปไม่มีแล้ว ก็จะเจอแต่ใจล้วนๆ เป็นที่ตั้ง
ที่มันตั้งอยู่ที่สุดแล้ว มีอยู่แค่นั้นเอง ก็จะทวนไปถึงที่สุดของใจ คือไม่มี...จึงจะเห็นความไม่มีที่แท้จริง
ไม่ใช่อยู่ดีๆ ก็บอกไม่มีอะไรๆ ไม่ต้องทำอะไร นี่ออกนอกไปตลอด
ตามเหตุ ไหลไปตามเหตุ ไหลไปตามกระแส...สัทธรรมปฏิรูป กล่าวตู่พระธรรม
เป็นการกล่าวตู่พระธรรมนะ โดยเอาความคิดความเห็นความเชื่อตัวเองมาบิดเบือนธรรม
แล้วมาโป้ปดมดเท็จให้คนลุ่มหลงมัวเมา ...คนน่ะ กิเลสมันพร้อมที่จะสบายอยู่แล้ว
ดูง่ายๆ ...เวลาเรากลับมาทวน กลับมารู้นี่ มันต้องเหมือนกับต้องทำงานนะ การที่ทำอะไรแล้วก็รู้ รู้ว่านั่ง รู้ว่านอน มันไม่สบายนะ เหมือนกับว่ามันต้องทำอะไรสักอย่างหนึ่ง ใช่มั้ย สู้นั่งสบายๆ ไม่รู้เนื้อรู้ตัวดีกว่า มันง่ายดี
เห็นมั้ย มันไม่ทำงานอะไรเลย
ต้องมีงาน ต้องทำงาน คือสัมมาอาชีโว ในมรรคแปด ต้องมีงานนะ เพราะนั้นการที่กลับมารู้ น้อมกลับมารู้บ่อยๆ เหมือนกับมันต้องทำอะไรสักอย่างเสมอ
เป็นงานภายใน นี่คืองานภายใน งานภายในองค์มรรค เพราะนั้นเวลาทำงานมันก็เหมือนออกกำลัง เวลาออกกำลังมันแข็งแรงมั้ย แข็งแรง เอ็กเซอร์ไซส์บ่อยๆ
เพราะนั้นใจมันได้ทำงาน
ทำงานที่ใจ อยู่ที่ใจ ใจมันก็มีกำลัง ก็เกิดความแข็งแรงตั้งมั่นขึ้นมา แต่ถ้าไม่ทำงาน ปล่อย มันก็ง่อยเปลี้ยเสียขาไป ใจก็ตั้งไม่ได้ เพราะนั้นการทำงานมันก็ต้องทวนน่ะ มันก็ต้องน้อมกลับบ่อยๆ น้อมกลับเสมอ
มันเหมือนกับต้องทำอยู่ตลอด ไม่ทำไม่ได้ ใจก็ไม่แข็งแรง
ถ้าไม่ออกกำลัง
มัวแต่ปล่อยให้มันออกกำลังไปทางจิต(สังขาร) จิตก็แข็งแรง
จิตก็พาไปแบบกู่ไม่กลับน่ะ ถ้าจิตมันแข็งแรงเห็นมั้ย กู่ไม่กลับนะ กลับมาอยู่ปัจจุบันมันจะตายให้ได้ มันชักดิ้นชักงอ มันหงุดหงิด มันไม่ได้อะไร มันอยาก
มันแรงมากเลย มีแรงมากมั้ยล่ะ เพราะไปออกกำลัง ใช้งานมัน มันก็มีกำลัง
แต่ถ้ามาใช้งานที่ใจ ใจก็มีกำลัง
อยู่ที่ใจ ใจก็แข็งแกร่งขึ้น ตั้งมั่นรู้อยู่เห็นอยู่...รู้อยู่เห็นอยู่
ไม่ไปไม่มากับอะไร แต่ต้องออกกำลังกับมันเยอะๆ ด้วยศีล สติ สมาธิ ปัญญา ความแข็งแกร่ง ความหนักแน่น ความมั่นคง ก็มากขึ้นไปตามลำดับ แข็งแรงขึ้น
แข็งแรงขึ้นก็ไม่หวั่นไหว
ตาหูจมูกลิ้นมากระทบมาสัมผัส ความคิดอารมณ์สัญญาความจำมากระทบสัมผัสไม่หวั่นไหว
เพราะมันแข็งแรง เมื่อไม่หวั่นไหว แข็งแรง ตั้งมั่น ไม่ส่ายแส่ออกไป
มันก็จะเห็นธรรมชัดเจนขึ้น เกิดๆ ดับๆ ชัดเจน
ปัญญาเกิดตอนนั้น
การละการวางการปล่อย การออกจากความหมายมั่น ออกจากความยึดมั่นในความเห็นก็ตาม
ความคิดก็ตาม ในผัสสะก็ตาม ในขันธ์ก็ตาม มันจะไม่ออกไป
แต่ว่าโดยธรรมชาติ ให้มันกลับมาดู
ให้มันกลับมารู้ มันไม่ทำหรอก มันเหนื่อย มันปล่อยสบายๆ ดีกว่า มันชอบความสบาย...สบายก็คือไหล แล้วก็บริหารจิตไป จิตก็บริหารกำลังไป ความลุ่มหลง ความมัวเมา
ความทะเยอทะยาน ความไม่รู้จักพอ ความไม่รู้จักหยุดอยู่ มันไปของมันเรื่อยเปื่อย
กู่ไม่กลับ
นั่นแหละ มันก็ว่านิพพาน ...เราก็ว่ามันจะนิพพานได้ยังงั้ย ไม่ทำอะไรเลยมันไม่มีทาง ไม่มี ลงนรกไปแล้วกัน
มันก็ไหลไปจนจรดนรกนั่น ข้ามโลกข้ามจักรวาล มันก็ไหลไป เลื่อนลอย
เอ่อ..เหมือนผุดออกมาจากตาน้ำ มันจะไปไหนก็ได้ ซึมซาบเอิบอาบไปทั่ว น้ำที่มันเอ่อไหลนองขึ้นมา
ปล่อยไม่ได้
อย่างนี้เขาเรียกว่าปล่อยปละละเลย ไม่ใช่ปล่อยวาง ถ้าปล่อยวางมันต้องรู้
เข้าใจแล้ววาง พอเห็นแล้วไม่มีอะไร...แค่นั้นเอง...วาง ... เนี่ย ปล่อยวาง ไม่ใช่ปล่อยลอยชายเลื่อนลอย แล้วก็บอกทุกอย่างไม่มีตัวตนไม่มีอะไรอยู่แล้วจะไปเอาอะไรกับมัน
นี่พูดแบบมักง่าย ศาสดาหัวแหลม
แล้วก็มาตีกินไอ้พวกปัญญาชนทั้งนั้น ปัญญาล้ำ
สมาธิอ่อน สติไม่มี 'ไม่รู้จะทำทำไม เสียเวลา ปล่อยเลย
ทุกอย่างมันไม่มีตัวตนอยู่แล้ว ก็จะไปจับต้องไปรู้มันทำไม อยากทำอะไรก็ทำ' มันก็ดูการ์ตูนไปเหอะ แล้วก็นิพพานมั้ง ไม่เห็นต้องทำอะไรนี่ใช่มั้ย ...เป็นไปไม่ได้หรอก จำไว้เลย
วันนั้นก็มีคนมา เป็นลูกศิษย์เพิ่น
มาคะยั้นคะยอจะให้เราฟังซีดีเพิ่นให้ได้ บอกไม่ฟัง รู้อยู่แล้วมันเป็นยังไง ...เป็นไปไม่ได้ เห็นมั้ย มันเริ่มแผ่ขยายขึ้นมาเรื่อยๆ ลัทธิ...พวกนี้ถือว่าเป็นลัทธินะ หนึ่งลัทธิ
สองปรัชญา
พุทธศาสนาไม่ใช่ลัทธิไม่ใช่ปรัชญานะ ...เป็นธรรมจากความเป็นจริง เป็นการสอนจากความเป็นจริง เป็นธรรมที่เห็นจริง
จับต้องได้จริง รู้เห็นได้จริง ไม่ใช่แค่ปรัชญาหรือลัทธิความเชื่อ
คิดเอาเองเชื่อเอาเอง หรือว่าโดยอาศัยตรรกะเหตุและผลโลกๆ ...ไม่ใช่
พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนจุดนั้น และพระพุทธเจ้าสอนให้ไม่เชื่อด้วย ในกาลามสูตรท่านบอกเลยไปอ่านดู สิบข้อ ไม่มีอะไรเชื่อได้เลยสักอย่าง ใช่มั้ย
ครูบาอาจารย์สอนยังไม่ให้เชื่อเลย ประเพณีนิยมก็ไม่เชื่อ ตามเหตุตามผล
ตามความที่เขาวิเคราะห์ดีแล้ว ถ้าไปอ่านพระพุทธเจ้าจะรู้เลยว่า
ไอ้ทุกอย่างที่เขาพูดมานี่เชื่อไม่ได้สักอย่าง
แต่ให้ปฏิบัติ
ให้ใจมันเป็นสันทิฐิโก รู้เอง เห็นเอง แล้วมันก็วางเอง ...ไม่มีใครวาง ใจวางเอง
ไม่มีใครเข้าไปวาง ไม่มีใครไปบังคับให้ใจนี้วาง
แรกๆ น่ะบังคับให้ใจมันวาง
มันไม่วางหรอก ใช่มั้ย บอกให้มันหยุดก็ไม่หยุด ทำไม บอกให้มันหยุดคิด มันก็ไม่หยุดคิด
ใช่มั้ย บังคับนะ เราสั่งมันนะ ...เพราะมีเราเข้าไปสั่ง มันก็ยังไม่วาง ...จนกว่าใจจะเห็นเอง เข้าใจเอง มันวางเอง
เพราะนั้นจะทำอย่างไรให้ใจเห็นเองวางเอง ...ก็ต้องเอาสติเป็นผู้รู้ผู้เห็น กำกับไว้ให้มันเป็นแค่ผู้รู้ผู้เห็นไว้ ให้มันรู้เห็นไปจนอิ่มหนำพอใจแล้ว อ้อ เข้าใจแล้ว คายทิ้งเอง ถ่มทิ้งเอง อิ่มแล้ว
พอแล้ว เซ็งแล้ว ...มันก็เข้าใจ
ไม่ใช่เราไปบังคับให้มันวางหรือไม่วาง หรือไม่ให้สร้างหรือไปจับหรือไปปล่อยอะไร ...แรกๆ นักปฏิบัติก็พยายามไปบังคับให้มันปล่อย ให้มันไม่เอา ให้มันละกิเลส
ให้มันไม่มีกิเลสเกิดขึ้น
เราสั่งเขาไม่ได้หรอก เราสั่งใจดวงนี้ไม่ได้
เพราะใจไม่ใช่ของเรา...ใจต่างหากเป็นผู้สร้างเราขึ้นมา
ด้วยจิตที่ไม่รู้ ที่มันอยู่ข้างหน้าใจ ...เพราะนั้นเราน่ะ มันเป็นผลลัพท์ที่เกิดจากจิตไม่รู้มันสร้างขึ้น แล้วเราจะมาสั่งให้ใจนี้ทำนั้นทำนี้ มันไม่มีทาง
บอกให้มันปล่อย มันก็ไม่ปล่อย
..ก็รู้อยู่ว่ามันไม่ดี..ก็ปล่อยสิ มันไม่ปล่อยอ่ะ ใครจะไม่รู้ว่ากิเลสไม่ดี
บอกไม่ให้เกิด มันก็ยังเกิด ทำไม สั่งมันได้ที่ไหน ...แล้วก็พยายามทุกวิถีทางจะบังคับ
หรือหาวิธีการปฏิบัติเพื่อจะควบคุมให้ได้...ไม่ใช่
ให้ใจเขารู้
ด้วยความเป็นกลาง...ไม่เลือก แล้วให้เขาเห็นตามความเป็นจริงในตัวของมันเอง
นั่นแหละเป็นการเรียนรู้ เรียกว่าสำเหนียก ด้วยโยนิโสมนสิการ แยบคาย
ในสิ่งในธรรมที่ปรากฏ ...เหมือนกินข้าวจนเต็ม หมดจานแล้วก็กินอิ่ม เมื่อกินอิ่มแล้วมันก็อิ่ม
เข้าใจแล้ว
จนกว่ามันจะเข้าใจ เมื่อเข้าใจแล้วเขาก็เห็นว่า ที่สุดแล้วไม่มีอะไร
แค่นั้นเอง วาง ติดอีกมา รู้ใหม่ ติดอีกรู้อีก ให้มันเรียนรู้ซ้ำซากอยู่ตรงนั้น
จนเข้าใจ จนใจมันเห็นจนพอ จนไม่มีความจริงไหนเหนือกว่าความดับไป
ไม่มีตัวตนที่แท้จริง
นั่นแหละ เห็นซ้ำเห็นซากอยู่แค่นั้น มันก็วางเอง
ทีนี้บอกให้มันจับมันก็ไม่จับ ทีนี้เราไปสั่งให้มันจับมันยังไม่จับเลย เนี่ย
ใจไม่ฟัง ไม่เชื่อ ไม่ได้ขึ้นอยู่ในอำนาจของเราหรือเรื่องของเราแล้ว
เป็นเรื่องของความเป็นจริง โดยสัจจะ โดยธรรม โดยญาณ โดยความวิมุติ โดยความหลุดพ้น
เป็นไปด้วยตัวของมันเอง
นักปฏิบัติธรรมมักง่าย
ก็ได้ของแบบลวกๆ ...ของลวกๆ ก็สุกๆ ดิบๆ มีพยาธิ เดี๋ยวก็เสาะท้อง
เดี๋ยวก็อาหารเป็นพิษ เพราะมันมักง่ายกินแต่ของสุกๆ ดิบๆ ลวกๆ เอา ได้แบบลวกๆ
ก็ลาบก้อยหอยเนื้อก็ว่าไป กินเข้าไปแล้วเดี๋ยวก็มาหาโรงพยาบาลกันเป็นแถว
อาหารเป็นพิษทั้งนั้น
เพราะกินแบบมักง่าย เป็นธรรมแบบมักง่าย เอาสะดวกเข้าว่า
ไม่แยบคาย ไม่ทำงานที่ควรแก่งาน คือสัมมาอาชีโว ปล่อยให้มันล่องลอยเลื่อนลอยแล้วก็บอก เอ้า ไปนิพพานได้ ...มันไปหลอกเด็กเหอะ
ได้แต่หลอกเด็ก กับคนโง่ที่ดูเหมือนฉลาด แค่นั้นเอง
.............................
(เพิ่มเติมพิเศษในส่วนที่กล่าวถึงเรื่องลัทธินี้)
พระอาจารย์ –
คือมันมีมาตั้งแต่ก่อนพระพุทธเจ้าเกิดอีก แต่มันไปไหนไม่รอดหรอก
เพราะมันคาอยู่แค่ทิฏฐิ
โยม – จริงแล้วมันเกิดขึ้นจากการที่เป็นทิฏฐิแล้วไปตั้งไว้
พระอาจารย์ – ไปผูกไว้
โยม – โยมอ่านแล้วมีความรู้สึกว่ามันขาดไปอย่างหนึ่งคือ มันขาด “รู้”
คือไปตั้งสัญญาไว้อีกอย่างนึง เหมือนโปรแกรมใหม่ว่า “ไม่มีอะไร” นะ
พระอาจารย์ – ไม่มีแม้กระทั่ง
“รู้” ไม่ต้องรู้อะไร
ไม่ต้องไปให้รู้อยู่ด้วย เพราะรู้จริงๆ มันไม่มี เป็นภาวะที่ไม่มีประมาณอยู่แล้ว ...คือไอ้พวกนี้บอกแล้วมันไปสร้างทิฏฐิและความเชื่อนี้ขึ้นมาแล้วก็ผูกทิฏฐิไว้
โยม – แต่ทีนี้ถ้าไปทำกรรมอะไรแล้วก็บอกว่า ไม่มี...มันอนัตตาอยู่แล้ว
พระอาจารย์ – ก็นั่นน่ะสิ
มันก็ทำอะไรได้หมดน่ะ อย่างนั้นน่ะ ถูกก็ไม่มี ผิดก็ไม่มี ชั่วก็ไม่มี คุณก็ไม่มี ดีร้ายทำได้หมด
เพราะทำแล้วไม่มีใครรับผล
แต่จริงๆ มันรับ โดยตัวที่ด้วยความไม่รู้นั่นเองที่มันมีอยู่
ไอ้ความไม่รู้ที่ยังมีอยู่นี่มันไม่รู้ ...ถ้าไม่อาศัยดวงจิตผู้รู้ไปตามลำดับแล้วนี่
มันจะเข้าไม่ถึงตัวผู้ไม่รู้ที่แท้จริง...ที่มันอยู่กับดวงจิตผู้รู้นั่นเอง
โยม – แล้วที่เขาว่ามันไม่มีอะไรอยู่แล้ว
มันก็อนัตตาอยู่แล้ว แล้วก็มีการทำสมุจเฉทประหาร
พระอาจารย์ – ด้วยตัวของมันเอง
โยม – ด้วยการกระทำนะคะ
ไม่ใช่หมายถึงว่าจิตทำสมุจเฉทเอง
พระอาจารย์ – เป็นไปไม่ได้ มั่ว เนี่ย
พวกนี้ ทิฏฐิเหล่านี้ มันตามมาตั้งแต่สมัยพระพุทธเจ้าแล้ว
หมายความว่าพระพุทธเจ้าสิ้นไป พวกนี้ก็กลับเข้ามาอยู่ในศาสนานั่นเอง ไม่ได้ไปที่อื่นหรอก
จริงแล้วก็ไม่อยากจะพูดเรื่องพวกนี้
มันนอกกายนอกใจไป มันแก้ไม่ได้อยู่แล้ว
เพราะว่ามันแก้ความเห็นหรือว่าแก้บุคคลเหล่านี้ไม่ได้ แต่ว่าที่พูดที่บอกก็เตือนกัน
คือพวกนี้อาศัยที่ว่า ลบหลู่หรือว่าจาบจ้วงธรรม หมายความว่ากล่าวอ้างธรรมของพระพุทธเจ้า แล้วทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน
โดยเข้าใจว่าพระพุทธเจ้าสอนอย่างนี้ ที่สุดของพระพุทธเจ้าคือตรงจุดนี้
ซึ่งจริงๆ
เขาเรียกว่าเป็นการเอาคำของพระพุทธเจ้ามาลบหลู่แล้วก็กล่าวอ้าง
แล้วมันจะทำให้คนที่ตามไม่ทัน มันจะเข้าใจว่านี่พระพุทธเจ้าสอนจุดที่สุดของพระพุทธเจ้าสอนคือตรงนี้
หรือว่านิพพานคืออย่างนี้ ...ซึ่งมันไม่ใช่
เพราะนั้นว่า...เป็นไปตามลำดับธรรมเลย
ถึงบอกว่า ศีล สมาธิ ปัญญา ก็ว่าศีล สมาธิ ปัญญา คือไม่มีว่าอยู่ดีๆ
มากระโดดเข้าอนัตตาเลย ...ถ้ามันไม่มีใครพูดเรื่องอนัตตา ไม่มีใครได้ยิน
จิตมันไม่มีทางจำได้หรอก มันก็เป็นแค่ความจำหนึ่งเท่านั้น
เป็นความเห็นหนึ่งเท่านั้น
แต่ถ้าเริ่มให้ความเป็นจริงที่ปรากฏในปัจจุบันเป็นบาทฐาน เป็นที่ตั้งของมรรค เป็นต้นทางของมรรคแล้ว ...มันจะค่อยๆ
เข้าไปเลิกละเพิกถอนบัญญัติสมมุติ ความเห็นตามบัญญัติ ความเห็นตามสมมุติไปตามลำดับ
เพราะนั้นน่ะ รู้มาก ความรู้มากนี่มันจะไปปิดบังธรรม
รู้มากมันจะไปครอบงำจิต รู้มากมันจะทำให้ความจริงคลาดเคลื่อน ธรรมมันคลาดเคลื่อน
แต่ถ้ารู้โง่ๆ ลงไปในฐานปัจจุบัน ฐานศีล ฐานกายแล้วนี่ มันจะเรียงลำดับเหมือนกับจัดระเบียบห้องสมุดใ ห้เห็นอะไรเป็นอะไร
กองไหนเป็นกองไหนอย่างไร แยกกองขันธ์ แยกกองกิเลส แยกการเข้ามาสงเคราะห์สนับสนุน
ปัจจยาการต่อเนื่อง
เหมือนจัดระเบียบวารสารเป็นหมวดเป็นหมู่ ซึ่งตอนนี้มันสะเปะสะปะ แล้วก็เหมาว่าเป็นเรา ของเรา เขย่ารวมกัน มันแยกอะไรไม่ออก
ความเห็นใดความเห็นหนึ่ง ก็เป็นความโง่ที่เกิดขึ้นมาลอยๆ เท่านั้นเอง
แต่การมาเรียงลำดับ ไล่ตามลำดับ มันจะจัดเหมือนกับเข้าระบบระเบียบของมัน มันเห็นเลยว่าอะไรควรอยู่ตรงไหน อะไรเป็นพวกเดียวกัน กองอยู่ที่เดียวกัน
เป็นช่องเป็นกองๆ ของมัน ไม่คละเคล้าปะปนกันมั่วซั่ว นี่เขาเรียกวิจยะธรรม
มันจะเกิดการวิจยะธรรม วิจยะขันธ์ วิจยะโลก วิจยะสิ่งต่างๆ
ตามเหตุปัจจัยอันควรยังไง ตามความเป็นจริงยังไง อันไหนไม่จริงก็แยกเป็นส่วนไม่จริง
อันไหนจริงก็อยู่ในส่วนที่เป็นจริง แยกความปนเปื้อนออกจากกัน
เพราะนั้นถ้าไม่อาศัยกำลังของศีล
สมาธิ จิตตั้งมั่น จิตเป็นหนึ่ง มันจะแยกอะไรไม่ชัดเจน จริงไม่จริง
มันจะคละเคล้าปนเปื้อนกันไปหมด นั่นแหละ หน้าด้านๆ
………………………….

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น