พระอาจารย์
7/5 (550204D)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
4 กุมภาพันธ์ 2555
โยม – ถ้ายังมีตัวผู้รู้
ก็ยังแสดงว่ามีตัวรับ...รับวิบากอย่างนี้ใช่ไหมเจ้าคะ
พระอาจารย์ – มันมีความเป็นสัตว์บุคคลอยู่ในผู้รู้ ถึงจะไม่ได้บอกเป็นสมมติว่าเราก็ตาม แต่มันมีความรู้สึกเป็นตัวบุคคลอยู่ อาจจะไม่ใช่เรา...แต่มันมีความเป็นบุคคลอยู่
เพราะนั้นในความเป็นบุคคลมันก็ยังเสวยวิบากอยู่ เป็นทุกข์บ้าง เป็นสุขบ้างกับอาการรับรู้ได้ แล้วมีความรู้สึกว่าเป็นทุกข์ มีความรู้สึกว่าเป็นสุขทางโลกที่ขึ้นๆ
ลงๆ ตามวิบากของตัวเองที่ทำมา แต่จะไม่มีเราเข้าไปเสวยเป็นตัวบุคคล ...แต่มันรู้สึกได้ทุกข์นั้น สุขนั้น
โยม – ถ้าสมมุติเรากลับมาที่รู้
เข้ามาอยู่ในการรู้สึกตัวโดยเต็มๆ โดยความเป็นปัจจุบันอย่างชัดเจนนี่ การรับผลมันก็ยัง...
พระอาจารย์ – รับแบบตรงๆ รับแบบเต็มๆ
รับแบบ...รับพร้อมกับการชำระไปในตัว ไม่ใช่รับแบบไปเพิ่มต่ออีก ... เหมือนกับชดใช้...เป็นการชดใช้โดยปริยาย...ใช้กรรม ใช้กรรมนั้นๆ เพื่อให้หมดกรรมนั้นๆ ไป
โดยปัจจุบัน ในปัจจุบัน
ต้องทน ไม่หนี ไม่แก้ ...ไม่หนี ไม่แก้ รู้อย่างเดียวนั่นน่ะ ...ก็รู้นะ
รู้สึกด้วยว่าทุกข์นะ แต่รู้ไว้เฉยๆ ว่าเป็นทุกข์ในอาการนี้ ในธรรมนี้ ...อย่าไปยุ่ง
อย่าไปแก้ อดทนอย่างเดียว...ยอมรับ นั่นแหละ กรรมนั้นก็จะหมดไป
แต่ถ้าเข้าไปดิ้นรนขวนขวาย ด้วยอาการของเราน่ะ
เข้าไปด้วยจิตพาไปสร้างเรา แล้วก็มีเราในนั้น นี่ออกจากผู้รู้แล้ว
จากผู้รู้เคลื่อนออกไปเป็นเรา จิตมันพาเคลื่อนออกไปเป็นเรา เป็นเรื่องของเรา
เป็นเรื่องของเขา ...ตรงนี้ไปก่อกรรมใหม่แล้ว
ถึงไม่ออกไปภายนอกก็เป็นมโนกรรมของตัวเอง
โยม – แสดงว่าออกไปนอกนี้เมื่อไหร่ก็บิดเบือน
พระอาจารย์ – อือ
โยม – ก็เหมือนเราขาดความเคารพในธรรมที่ปรากฏ
พระอาจารย์ – อือ มันคิดว่าเหนือกว่าธรรม ... กลับมารู้ตัวอย่างเดียวนี่แหละ แล้วก็พยายามรู้สึกตัวไว้
พอเริ่มรู้เฉยๆ
หรือว่าจิตมันตั้งมั่นอยู่ที่ผู้รู้ได้แล้วจริงๆ นี่
สิ่งที่ปรากฏเบื้องหน้ามันนี่เป็นสักแต่ว่าหมดน่ะ สักแต่ว่าสุข สักแต่ว่าทุกข์
สักแต่ว่าธรรม สักแต่ว่าความคิดความปรุง นั่นแหละ มันจะรับผล ชดใช้โดยตรงแหละ
แล้วก็ไม่ไปผูกพันกับกรรมนั้นอีก เป็นอดีต เป็นอนาคต มันก็มีแต่หมดไปสิ้นไป
กรรมนี่มันหมุนจนกว่าจะหมดลมหายใจน่ะ แม้แต่พระอรหันต์ท่านยังไม่หมดกรรมเลย ...จนกว่าจะหมดขันธ์
๕ เพราะนั้นระหว่างที่ท่านอยู่กับขันธ์ ๕ กรรมมันทยอยตลอดเวลา
แต่ท่านรู้ไปชำระไป รู้ไปหมดไป จนสิ้น ...พอสิ้นปุ๊บ มันก็หมดลมหายใจ หมดวาระ
พอดีเป๊ะ ไม่ขาดไม่เกิน
โยม – กรรมพระอรหันต์ ต่างกับกรรมของคนที่ไม่ใช่พระอรหันต์มั้ย
พระอาจารย์ – เหมือนกันน่ะ เหมือนกัน ...ดีร้ายถูกผิดเคยทำมาอย่างไร ได้มาทั้งหมดแหละ ...แต่ต่างคนต่างอยู่ ไม่เข้าไปจริงจัง
แต่เป็นสุขเป็นทุกข์จริง มี...แต่ท่านไม่เข้าไปมีในสุขในทุกข์นั้น
พระพุทธเจ้าก่อนปรินิพพานน่ะ ที่จะเดินไปกุสินารา หิวน้ำ
ใช้พระอานนท์สามครั้งไปตักน้ำ พอไปตักน้ำก็ให้มีคาราวานเกวียนเดินลงน้ำ น้ำก็ขุ่น พระอานนท์ก็บอกตักน้ำไม่ได้ สามครั้งน้ำก็ขุ่นอยู่นั่นน่ะ ...ก็เป็นการชดใช้วิบากไป ถึงเป็นพระพุทธเจ้า ...ร้อน หิวน้ำ
ท่านต้องเสวยทุกขเวทนา กรรม...เศษกรรม ยังไม่หมด
พระพุทธเจ้าบำเพ็ญทุกรกิริยาหกปี วิบากเหมือนกัน เป็นกรรมติดตัวมาเลยน่ะ...ต้องมาทรมานตัวเอง เห็นมั้ย กรรมมันเป็นตัวดำเนินวิถีของขันธ์โดยรวม
แม้แต่สำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ท่านก็ยังต้องชดใช้อยู่ ...วิบากกรรม
แต่ท่านชดใช้ในภาวะที่ยอมรับ เข้าใจ
เป็นกลาง ...แต่ความรู้สึกหิวกระหาย ร้อนหนาว เป็นสุขเป็นทุกข์ท่านมีอยู่ตรงนั้นน่ะ
มีในขันธ์นั่นแหละ ...ก็ชดใช้ไปในขันธ์นั้น ขันธ์นั้นก็เสวยไป แต่ใจไม่เข้าไปเสวย
ไม่มีใจเข้าไปเสวยในขันธ์ แต่ขันธ์นั้นเสวยเข้าไปเต็มๆ
โยม – แสดงว่ามันมีการแยกส่วนกัน
พระอาจารย์ – แยกกันเป็นเอกเทศเลย ...แม้แต่นาม แม้แต่จิตก็แยกกันจากใจ เป็นเอกเทศเลย ความรู้สึกทางจิต
ทางเวทนาอะไรพวกนี้ ท่านมีความรู้ความเห็นอยู่โดยธรรมชาติโดยปกติ ไม่มีศีลสมาธิปัญญา แต่เป็นปกติที่มันแยกกันโดยอิสระจากขันธ์เลย
เพราะนั้นก็จะเห็นขันธ์เป็นสิ่งหนึ่งลอยอยู่...ขันธ์ ๕ ความคิด ความปรุง
อารมณ์นี่ ทุกอย่างมีหมด แต่มันถอดออกมาหมด ถอดรูปถอดนามออกมาหมด ...ใจมันถอดออกจากรูป ใจตรงนี้มันถอดออกจากนามมาเลย
ไม่มีใครผู้ใดเข้าไปเสวยในขันธ์นั้น
แต่ขันธ์ก็เป็นไปตามกรรมและวิบาก
ตามโลกที่มากระทบสัมผัส ...เพราะนั้นโลกที่มากระทบสัมผัสนี่ กรรมทั้งนั้นเป็นผู้ชักนำพามา
มีการกระทำของตัวเองสืบเนื่องกับบุคคลภายนอก เกี่ยวข้องสัมผัสสัมพันธ์ก็ต้องเจอ
พระพุทธเจ้าไปที่ไหนมาที่ไหนนี่มีเหตุปัจจัยหมด เพราะสัตว์บุคคลนั้นท่านจึงไป มีความเกี่ยวพันกันท่านจึงไป ... พระพุทธเจ้าทำไมท่านไม่นิพพาน
ทำไมยังต้องรอสุภัททะ เพราะยังเหลือสาวกองค์สุดท้าย ยังไงก็ต้องรอ ยังตายไม่ได้
ตอนเผาพระพุทธเจ้า ขนาดตายแล้ว ปรินิพพานแล้ว ...จุดไฟไม่ติด
ประชุมเพลิงไม่ได้ ยังต้องรอพระมหากัสสปะมากราบ เห็นมั้ย กรรมทั้งนั้นนะ
ขนาดนิพพานแล้วนะนั่นน่ะ แต่วิบากที่มีต่อขันธ์น่ะยังไม่หมด
พอพระมหากัสสปะมาปั๊บ
ก็เหมือนพระบาทของพระพุทธเจ้ายื่นออกมาให้พระมหากัสสปะกราบ แล้วพอพระมหากัสสปะกราบถวายอัญชลีเสร็จครบแล้ว ไฟลุกขึ้น
เหมือนมีไฟทิพย์ไหม้เองเลย ไฟที่จุดไม่ติด เผาไม่ได้ ...เป็นกรรมเป็นอกุศลกรรมของพระพุทธเจ้าแต่ปางก่อนที่ทำร่วมกับพระมหากัสสปะ
แล้วทุกวันนี้พระมหากัสสปะก็ยังเผาไม่ได้ ศพท่านน่ะ ยังอยู่ อยู่ในถ้ำน้ำแข็งที่หิมาลัย
ต้องรอให้พระศรีอาริย์มาเผาอีก ...เรื่องของกรรมนะนั่นน่ะ พระมหากัสสปะนิพพานไปแล้วนะ
แต่กรรมที่มีต่อวิบากขันธ์ยังสามารถทำให้เผาศพของท่านไม่ได้
ไม่มีใครเหนือกรรม
บอกให้ เพราะมันเป็นกฎของธรรมชาติ เป็นเรื่องของธรรมชาติ
โยม – เพราะนั้นกรรมที่พูดนี่
มันมีการที่จิตหรืออะไรคะหลวงพ่อ ที่มันยังคงไปเกาะเกี่ยวหรือยังคงค้างอยู่
พระอาจารย์ – ความไม่รู้ ...ถ้าเป็นมนุษย์ทั่วไป
มันก็ไปเกาะเกี่ยวด้วยความไม่รู้กับสิ่งที่เกิดขึ้น แต่ถ้าเป็นพระอรหันต์ท่านไม่เกาะเกี่ยวกับสิ่งนั้น
ท่านก็ปล่อยให้มันเป็นตามกรรมของมันเอง จะมีจะร้ายจะดับจะไม่ดับก็เป็นเรื่องของมัน ...ก็หลุดออกแล้ว
ถึงวาระท่านหมดอายุกับขันธ์นี้ กายนี้ ท่านก็ทิ้งหมด ปล่อยให้เรื่องของขันธ์นั้น เป็นเรื่องของกรรมและวิบากกรรมที่ยังไม่หมดจบสิ้นกันไป ถ้าหมดโดยสมบูรณ์แล้วก็เผาไปเลย หมด จบ ไม่เหลือ
แต่ว่าถ้ายังสืบเนื่องกับสัตว์บุคคลอื่น
แล้วสัตว์บุคคลอื่นยังไม่มาในกาลเทศะเวลานี้ มันก็ยืดเยื้อไป
ขันธ์นี้มันก็ยืดเยื้อไป เพื่อให้พอดีกันสัตว์นั้นบุคคลนั้น วันนั้นเวลานั้นตอนนั้น
เป็นตัวกำหนดขึ้นมา
ไม่มีใครกำหนดหรอก เป็นเรื่องของธรรมชาติล้วนๆ
เป็นเรื่องของกฎของธรรมชาติ ไม่มีใครเหนือธรรมชาตินี้ แต่ว่าใจท่านน่ะเหนือไปแล้ว
แต่ว่าขันธ์นี้เป็นเรื่องของธรรมชาติอยู่ ขันธ์ ๕ เป็นเรื่องของธรรมชาติ
มันก็ต้องตกอยู่ใต้เงื่อนไขของธรรมชาติ อย่างไรก็ต้องอย่างนั้น หนีไม่พ้น
แต่ใจท่านพ้นแล้ว พ้นธรรมชาตินี้ไปแล้ว ไม่เกาะเกี่ยวกับธรรมชาตินี้แล้ว
ไม่เอาถูกเอาผิด ไม่เอาดีเอาร้ายกับธรรมชาตินี้แล้ว การคงอยู่ การดำรงอยู่
การตั้งอยู่ การหมดไป การเกิดใหม่ การสั้นการยาว ไม่สนแล้ว ... ปล่อย ทิ้ง วาง แยกกันโดยสิ้นเชิง
โยม – ถ้าเหลือแต่ภาวะใจที่ไม่มีขันธ์
ที่จะต้องมาทนอยู่แล้ว ยังมีการรับรู้อยู่มั้ยเจ้าคะ
พระอาจารย์ – ตอนไหนล่ะ
โยม – เหมือนปรินิพพานหรือนิพพานกันไปแล้ว
พระอาจารย์ – ไม่มีอ่ะ ไม่มีอายตนะแล้ว หมดอายตนะ
โยม – แล้วทำไมอย่างที่หลวงปู่มั่นตามที่อ่านประวัติมีพระพุทธเจ้ามาสอน
มีพระอรหันต์มาล่ะเจ้าคะ
พระอาจารย์ – คืออย่างเช่น... นั่งอยู่ใช่มั้ย อย่างนี้
แล้วลุกไป ไอ้ตรงที่นั่งอยู่ตรงนี้เป็นไง มันอุ่นอยู่มั้ย
มันยังมีพลังงานเหมือนอุ่นอยู่ ถึงลุกไปแล้วก็ยังอุ่นอยู่ใช่มั้ย ...เนี่ยคือพลังงานที่ตกค้าง แม้แต่ตัวจะไปแล้วก็ตาม แต่มันมีพลังตกค้างอยู่ตรงนี้
เพราะนั้นพลังพวกนี้คือบารมี พุทธบารมี เหมือนเป็นพุทธบารมี ...แต่ไม่ใช่ตัวท่านนะ แต่เป็นพลังงานที่แฝงอยู่ในโลกนี้
และพลังงานเหล่านี้สามารถสร้างเป็นนิมิตหมาย
เพื่อมาเชื่อมสัมผัสสัมพันธ์กับองค์ธรรมที่จะน้อมไปสู่ธรรมที่เรียกว่านิพพาน
เป็นพลังงาน เป็นพุทธบารมี ...ก็มาปรากฏเป็นอย่างไรก็ได้ มันยังมีตกค้างอยู่ ...ห้าพันปีน่ะ
โยม – แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ามีตัวตนหรือผู้กระทำแล้ว
พระอาจารย์ – ไม่มีอ่ะ ไม่มีอายตนะใจ
ไม่มีอายตนะกายแล้ว ไม่มีการรับรู้อะไรแล้ว เป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ อยู่เหนือธรรมชาติแล้ว ...ไม่มีการรวมตัวก่อตัวมาเป็นรูปนามใดๆ อีกต่อไป ...ดับโดยสิ้นเชิง
เพราะนั้นที่ท่านมานี่มันเป็นเรื่องของบารมี
ที่ยังค้างอยู่เท่านั้น เพื่อมาให้กำลังใจสำหรับผู้ที่อยู่ในเส้นทางนี้
ใกล้จะถึงเส้นทางนี้ เพื่อความชัดเจนแค่นั้นเอง
เพราะนั้นพระที่อยู่ได้ทุกวันนี้
ยังอาศัยบารมีพุทธะอยู่นะ หมดบารมีพุทธะเมื่อไหร่ก็หมดแล้ว หมดอายุศาสนาแล้ว
ยังมีบารมีของพุทธะ ยังมีบารมีของสังฆะ ซัพพอร์ทอยู่ ไม่งั้นไม่มีใครใส่บาตรให้กิน
ไม่มีใครทำบุญให้หรอก
โยม – แต่มันไม่ใช่เป็นการสร้างภาพหรือจินตนาการเอง
พระอาจารย์ – ไม่ใช่ เป็นธรรมที่ตกค้างอยู่ในโลกนี้
โยม – เมื่อกี้หนูฟังเทป ตายก่อนตาย
เจ้าค่ะ หนูเห็นคำพูดเขาแนะนำว่าคนใกล้ตายให้ระลึกถึง ...พระพุทธเจ้าก็ได้
พระโพธิสัตว์ก็ได้เหมือนฉายแสงลงมาอาบร่าง
พระอาจารย์ – ก็เป็นอุบายทั้งนั้น
โยม – อุบายหนึ่งใช่มั้ยเจ้าค่ะ
พระอาจารย์ – เราเคยพูด...ที่พูดให้พระที่กำลังจะตายฟัง เออ เราบอกให้รู้อย่างเดียวใช่มั้ย...อยู่ที่รู้
อยู่กับรู้ ไม่ต้องไปอยู่กับแสงสีเสียง ไลท์แอนด์ซาวด์
โยม – ท่านอาจารย์บอกว่าให้อยู่ที่รู้ รู้ของท่านนี่หมายถึงรู้กาย รู้เวทนา...
พระอาจารย์ – อะไรก็ได้ ... อยากก็รู้ อยากตายก็รู้
ไม่อยากตายก็รู้ กังวลก็รู้ ไม่กังวลก็รู้ เห็นมั้ย ไม่ว่าอะไรเกิดขึ้น...รู้
แล้วก็อยู่กับรู้ เข้าใจยัง
โยม – ในฐานของคนที่ปฏิบัติและผู้ปฏิบัติโยมฟังเข้าใจ
แต่ถ้าหนูจะไปพูดกับคนไข้ใกล้ตายยังงั้น แล้วไม่มีฐานเลย มีแต่บุญๆๆ
หนูจะทำยังไงให้เขารู้สึกว่ามันสงบลง ไม่ใช่กระวนกระวาย
พระอาจารย์ – ก็ต้องใช้อุบาย
โยม – ใช้อุบายแบบที่เขาพูดมา
คือมันก็มีหลายระดับ
พระอาจารย์ – อือ ...บอกแล้วถ้าไม่ได้ฝึกฝนก่อน บอกให้รู้ มันไม่มีทางรู้ได้หรอก
ไม่มีปัญญาก็ไม่ได้ ...แต่ถ้ามีปัญญาปุ๊บ มันจะพลิก พลิกได้ก็พูดได้ แนะนำได้ ...สำคัญว่าเขาจะพลิกได้มั้ย
ถ้าพลิกได้ก็หมายความว่ามีวาสนาพอ มีบุญบารมี
มีปัญญาซัพพอร์ทอยู่ เขาก็เข้าใจ เมื่อเข้าใจปุ๊บ
ความสงบเย็นระงับมันจะเกิดขึ้นเอง อยู่ที่รู้นั้น ไม่ว่าอะไรเกิดขึ้น...รู้
ไม่ว่าอะไรเกิดขึ้น...รู้ ไม่ต่อไปตาม
ไม่ตาม ไม่ต่อ กับความอยากความไม่อยาก กับความกลัวความไม่กลัว กับความจะไปจะมา
กับอดีตกับอนาคตนี่ รู้อย่างเดียว ๆ ถ้าเขาจับประเด็นได้ จิตมันจะพลิก...พลิก
แต่พวกปัญญาเสื่อม ปัญญาอ่อน
ไม่มีพลิก ...หงุดหงิด ไม่ยอม ทำไม่เป็น ไม่ยอมทำ มองไม่ออก..'รู้ยังไงวะ
อะไรเป็นรู้' แยกไม่ออกเลย ...ไอ้นี่พวกหนา บอกให้รู้ตัวก็..'อะไรของมึง' ...ไม่ต้องคิดมาก ให้มันพุทโธไป อย่างนี้ ก็ต้องอยู่กับอุบาย
แต่ถ้ามีปัญญาก็แนะนำได้
ถ้าเขาเข้าใจได้ก็เข้าใจ ก็พลิกให้เขา เขาก็พลิกได้ ...แต่ถ้าไม่เข้าใจก็ให้พุทโธเข้าไป ... คือการสอนเราก็ต้องสอนที่ดีที่สุดก่อน
ที่ตรงที่สุดก่อน แล้วถ้าตรงแล้วมันไม่ยอมตรง จิตไม่ยอมตรง มันยังคดๆ งอๆ
อยู่ก็ต้องให้สิ่งที่คดๆ งอๆ ไป
ถ้าไม่มีอะไรก็เปิดเทปให้ฟัง พระเสียงเพราะๆ
ให้ฟัง สบายใจ...ให้เกิดความสบายใจที่สุด เป็นเครื่องระลึกอยู่ เป็นเครื่องดึงดูดใจไว้
ให้อยู่ในที่เป็นสุ..ขะ..ติ คือจิตมันเป็นสุขะ เป็นสุข อยู่กับสุขที่เป็นบุญ
สุขก็คือบุญ
เพราะนั้นไอ้พวกญาติพี่น้องที่มาฝากนั่นฝากนี่ ให้นั่นให้นี่ อย่าให้มาใกล้ หาภาระหาห่วงมาให้ ...ให้ใจมันเป็นสุขที่สุด แม้แต่ว่าขณะนั้นจะทุกข์ ...อะไรที่มันพอใจที่มันดี คือจิตมันเป็นบุญขึ้นในขณะนั้นก็ให้น้อมนำเอาสิ่งนั้นให้เขา
ถ้าเขาน้อมนำได้เองด้วยปัญญา...ก็ให้เขาอยู่กับรู้ ให้เต็มกำลัง
แล้วไม่ต้องกลัวข้างหน้าข้างหลัง ตายแล้วไปไหน ...พอเริ่มคิด...รู้ หลงไปอีก..รู้
รีบบอกให้รู้ไว้ ...อย่าให้หาย อย่าให้รู้หาย แค่นั้นแหละ จับพลัดจับผลูก็พลิกได้เลย
โยม – แต่ไอ้ส่วนสุคตินี่เหมือนไปให้ภพเขา ในภพที่ดี
พระอาจารย์ – คือจัดลำดับคิวบุญ คือเขาทำบุญอะไรมา
มันก็ไปตามลำดับบุญ ก็เอาบุญขึ้นมารับก่อน ทำบุญทำบาปมาเยอะ สมมุติบาปมากกว่าบุญ แต่ว่าตอนนั้นให้เขาน้อมนำแต่บุญ
บุญส่งผลก่อน เวลาเกิดก็ดีหน่อย
โยม – มันต่างกับในส่วนที่กลับมารู้ๆ
ตรงนั้นมันไม่ไปสร้างภพอะไรอีกใช่ไหมเจ้าคะ
พระอาจารย์ – อือ
โยม – แต่วิบากมันก็จ่ออยู่ตามลำดับขั้น
พระอาจารย์ – ตามลำดับ ...แต่ว่าเป็นไปตรงตามที่สุดของนิพพาน ดีไม่ดีก็นิพพานในตัวของมันได้เลย ถ้าพอ
ถ้ารู้เป็น ถ้ารู้จริง มันก็ขาดออกได้ในขณะ...โดยฉับพลันก็ได้ ...ถึงมาเกิดก็ตามบุญตามกรรม แต่ว่ามีจิตที่แน่วแน่ตรงต่อนิพพาน... สั้นลง โดยลำดับ
ไม่ไปเผลอเพลินกับบุญ ไม่ไปต่อกรกับบาป
เพราะนั้นเหตุปัจจัยแห่งการระลึกอยู่ที่รู้ไว้ปุ๊บ
มันจะมุ่งตรงต่อธรรมอันเดียวคือนิพพาน คือที่สุด ไม่ต้องไปเสียเวลามาก ...ส่วนกรรมก็ตามที่มันเคยทำมา แต่มันจะมีตัวมหากุศลนี่ เป็นตัวซัพพอร์ทอยู่ตลอด
ตกน้ำไม่ไหลตกไฟไม่ไหม้ ยังไงๆ มันก็อยู่ได้.
(มีต่อแทร็ก 7/6)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น