วันอาทิตย์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2557

แทร็ก 7/4




พระอาจารย์

7/4 (550204C)

(แทร็กชุดต่อเนื่อง)

4 กุมภาพันธ์ 2555




โยม –  ธรรมารมณ์มีความเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกับจิตมั้ยเจ้าคะ 
 
พระอาจารย์ –  เกี่ยวกัน เป็นปัจจัยซึ่งกันและกัน...สิ่งนี้เกิด..สิ่งนี้เกิด สิ่งนี้ดับ..สิ่งนี้ดับ  สิ่งนี้เกิดมาก..สิ่งนี้เกิดมากตาม  สิ่งนี้ดับมาก..สิ่งนี้ดับมากตาม  เหมือนกัน ...สังเกตดู   


โยม –  แต่เมื่อถ้ารู้ไม่ชัดหรือไม่มีการรู้เห็นตรงนี้ มันก็ไปรวมเป็นเนื้อเดียวกันเลย 

พระอาจารย์ –  อือ นั่นแหละมืด  เมื่อใดที่รู้ชัดนี่ ...เหมือนตอนนี้ เห็นมั้ย เห็นสภาพภายนอกชัดเจนใช่มั้ย  เพราะอะไร มันสว่างใช่มั้ย 

ถามว่าสว่างมาจากไหน สว่างมาจากพระอาทิตย์ ...ทำไมบางวันมีพระอาทิตย์แต่มันไม่สว่างอย่างนี้ ...เพราะมันมืด มันก็ไม่ชัด เข้าใจมั้ย  เมื่อใดที่มีพระอาทิตย์และฟ้าใสนี่ มันสว่าง มันเห็นชัด

เมื่อใดที่ใจที่มันตั้งมั่นอยู่กับกาย รู้อยู่ ชัดอยู่ ตรงนี้คือฟ้าใส มันจะมีความสว่าง...เหมือนกับมีความสว่าง...มันก็เห็นได้ชัดว่าอะไรเกิดขึ้น อะไรตั้งอยู่  ...มันก็เหมือนกับเรามองเห็นว่าไอ้นี่ตั้งอยู่ ไอ้นี่เป็นอะไร ไอ้นั่นเป็นอะไร ...คือมันสว่าง

แต่เมื่อใดที่ไม่ตั้งอยู่กายใจปัจจุบัน...ไม่มี ด้วยศีล สติ สมาธิ ปัญญานี่  มันก็คลุมๆ เคลือๆ มืดๆ น่ะ  เหมือนกับฟ้ามันหม่นหมองหรือว่าหัวค่ำ มืด อย่างเงี้ย มันมองอะไรไม่เห็นหรอก เดินไปชนนั่นชนนี่ ...หงุดหงิดรำคาญใจอยู่อย่างงั้นน่ะ  ลังเลสงสัย ไอ้นี่อะไรวะ ไอ้นี่คืออะไรวะ มันมืดนะ มันปกคลุม มันมาปกคลุมใจไม่ให้เกิดแสงสว่าง เข้าใจมั้ย

แต่เมื่อใดที่เราตั้งมั่นอยู่กับกายในปัจจุบันปุ๊บนี่ มันสว่างอย่างนี้  มันก็เห็นอะไรชัดเจน  คำว่าเห็นอะไรชัดเจนนั่นคือ ทัสสนะ คือญาณทัสสนะ ...แล้วเมื่อเห็นแล้วเราจะเดินชนมั้ยนี่ เราจะไปหยิบไปจับมันมั้ยนี่ ว่ามันมีชีวิตหรือมันไม่มีชีวิต ว่ามันจริงหรือไม่จริง ก็รู้เองเห็นเอง มันเห็นเองน่ะ

แต่ต้องฟ้าใสนะ  ...ถ้าฟ้าไม่ใสก็คลุมๆ เคลือๆ ...คลุมๆ เคลือๆ คือสงสัย ลังเล ‘…ไม่ใช่มั้ง เอ๊ ยังงั้นมั้ง ยังงี้มั้ง มันเริ่มเคลื่อนออกไปเรื่อยๆ นี่ พอสงสัยมันก็จะไปลูบๆ คลำๆ เข้าใจมั้ย  ...ยังไงดีวะ จะเอายังไงดี เอ๊ มันอะไรวะนี่ ...ก็สงสัยอยู่นั่นแหละ มันก็ไปแตะไปต้อง ไปจับ เพื่อจะเห็นให้มันหายสงสัยว่ามันอะไรวะ

นี่เคลื่อนนะเนี่ย มันเคลื่อนออกจากกายใจแล้ว ไปอยู่ในความสงสัย แล้วกำลังไปคลุมๆ เคลือๆ หรือว่าไปลูบๆ คลำๆ กับอาการนี้อาการนั้น สัตว์นั้นบุคคลนั้น ความคิดเห็นของสัตว์นั้นบุคคลนั้น  มันเริ่มเข้าไปด้วยความสงสัย...จะทำยังไงดี จะแก้ยังไงดี มันถูกหรือมันผิด หรือเราไม่ควรทำยังไง หรือเราจะทำยังไง ...ทั้งหมดมันออกไปด้วยความสงสัย

ก็ต้องหักอกหักใจ ด้วยสติระลึกขึ้นมา แล้วก็กลับมาอยู่ตรงนี้ให้ได้ก่อน กลับมาอยู่ที่กายใจปัจจุบัน เพื่อให้ชัดเจนๆ  พอชัดเจนตั้งมั่นดีแล้วนี่ ฟ้าใสดีแล้วมันก็เห็น อ๋อ เข้าใจแล้ว มันก็เป็นแค่อาการหนึ่งของความคิดความปรุง แค่ความคิด แค่ความปรุง แค่อารมณ์หนึ่งเท่านั้นเอง

เนี่ย มันจะตั้งมั่นแล้วนะ แล้วก็ไม่ยุ่ง เริ่มไม่ยุ่ง  แล้วก็มาก้มหน้างุดๆ อยู่กับกายใจไว้ เพื่อรักษาสถานะให้แจ่มใสไว้ด้วยญาณทัสสนะ

เพราะว่าระหว่างที่เรายังไม่ตั้งมั่นพอ เดี๋ยวพอเห็นอยู่ เดี๋ยวมันก็อดไม่ได้น่ะ ที่จะเข้าไปหาความเป็นจริงว่าจะทำอย่างไรกับมันดีวะ จะแก้ดีมั้ย หรือว่าทำตามดีมั้ย หรือว่าจะยังงู้นยังงี้ ... นี่เริ่มเข้าไปด้วยความลังเลสงสัยอีกแล้วนะ เข้าใจรึยัง มันเข้าไปลูบๆ คลำๆ ...มันเห็นไม่จริงน่ะ

แต่ระหว่างที่มันคิดจะทำตามความคิดนั้นน่ะ หรือจะแก้ไปโดยความคิดนั้น...มันคิดว่าจริงน่ะ คิดว่าทำได้ด้วย  แล้วมันก็มีเหตุผลมารองรับซัพพอร์ทอยู่ตลอด ภายใต้เงื่อนไขที่วิจิกิจฉาตลอดเวลา

ทำไมท่านถึงบอกว่าพระโสดาบันท่านละวิจิกิจฉา...คือตรงนี้ เข้าใจมั้ย เข้าไปทุกอย่างด้วยวิจิกิจฉา คือความลังเลสงสัย ... คือท่านไม่สงสัย ...คือไม่เอาเหตุเอาผลน่ะ เอาตรงนี้ที่เดียว อยู่ตรงนี้ที่เดียวคือปัจจุบัน  ไม่มีทางออก ไม่มีทางเข้า  เกิดเอง...ดับเอง เกิดเอง...ดับเอง อย่างนี้ต่างหาก ...นี่ได้หลัก

ไม่งั้นก็ทั้งหมดที่ออกไปนี่ ลูบๆ คลำๆ หมด ...จะได้ผลอย่างไร ผลดั่งใจ ผลไม่ได้ดั่งใจก็ตาม ก็ยังลูบๆ คลำๆ ไม่รู้จริง  แต่บางครั้งก็ได้ดั่งใจ บางครั้งก็ไม่ได้ดั่งใจ  เนี่ย มันจะมาติดตรงนี้ ที่ทำแล้วมันได้ดั่งใจ แล้วก็ทำแล้ว..ได้ดั่งใจแต่ไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ ก็ต้องหาวิธีใหม่อีก มากขึ้นไปกว่านั้นอีก วิธีอื่นอีกมั้ง

เห็นมั้ย ไม่จบนะ ไม่จบหรอก เพราะเรื่องมันล้านแปด เหตุการณ์น่ะ ที่จะปรากฏ ความคิดความเห็นของสัตว์บุคคลที่จะมากระทบสัมผัส เยอะแยะไปหมดน่ะ เอ้า ใช้วิธีเดิมไม่ได้อีกแล้ว เอา มันก็หาวิธีอีกแล้ว เดี๋ยวอย่างนั้นอย่างนี้ สงสัย ทุกอย่างทำตามความสงสัยหมดเลย

ไม่รู้จริง ...แต่พยายามทำให้รู้จริง ทำให้เกิดจริง ทั้งหมดนี่หลับตาทำหมดเลย ...เขาเรียกว่ามืดบอดหมดเลย มันไม่ได้สว่างแจ้งชัดอย่างนี้

นี่ ปัญญาคือแสงสว่าง มันเห็นน่ะ ...มันเห็นว่า อ๋อ นี่กองนึง นี่กองนึง  นี่ธรรมอันนึง กองๆๆ แค่นี้เอง เห็นชัดเจนเลย  นี่เขาเรียกว่าสติสมาธิปัญญามันรักษากายใจไว้  เหมือนกับฟ้ากำลังสว่างไม่มีเมฆหมอกปกคลุม

มันก็เห็นชัดอย่างนั้น ...อ๋อ นี่ต้นไม้  อ๋อ นี่ธรรม นี่เวทนา นี่จิต นี่กิเลส นี่อันนี้ปรากฏขึ้น มันก็เป็นแค่ของกองนึงๆๆๆ  ตรงนี้ดับ...ตรงนี้ปูด...ตรงนี้ดับ...ตรงนี้ปูด...ตรงนี้เลยหาย  มันเห็นอย่างนี้ อยู่แค่นี้เอง ...ไม่ยุ่งเลย ไม่มีการกระทำใดๆ

ส่วนกายใจก็ทำไปตามกาลอันควร...ภายนอกน่ะ ก็ทำไป ก็สักแต่ว่าทำไป  แต่มันเห็นตลอดภายใน แยกกันอยู่ มันแยกกัน ... แต่ว่าจะมีฐานของการอยู่คือกายใจ ชัดเจนอยู่ที่กายใจ  แล้วมันเห็นเองน่ะ เห็นโดยรอบเลย

เข้าใจคำว่าเห็นโดยรอบมั้ย...ว่าระหว่างที่อยู่กายใจโดยรอบมันมีอะไร มีอารมณ์ มีกิเลส มีกิเลสตัวนั้น  แล้วก็มีกิเลสตัวนี้  เดี๋ยวก็ตัวนั้น เดี๋ยวก็ตัวนี้ เดี๋ยวก็แทรกขึ้นมา ...อย่าไปยุ่ง อย่าไปละ อย่าไปหาถูกหาผิด อย่าไปตำหนิตัวเอง ว่าทำไมถึงเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ...นี่เริ่มออกอีกแล้ว

ไม่ต้องว่า รู้อย่างเดียว รู้กับกาย ...แล้วมันก็จะเห็นความแปรปรวนขึ้นๆ ลงๆ เหมือนลูกคลื่น อยู่อย่างนี้ ... แต่ว่าลูกคลื่นนี้ไม่ใช่เรา ลูกคลื่นนี้ไม่ใช่ของเรา ... เป็นธรรม เป็นเรื่องของขันธ์..."เรา" ไม่มี มีแต่รู้กับกาย ระหว่างนี้ ... นี่คือโสดาบัน ท่านอยู่ในหลักนี้ ไม่ออกนอกหลัก

เพราะไอ้พวกนี้มันจะชักจูงให้ออกนอก ไปอยู่กับมัน ไปจม ไปมุดหัว งมหาถูกหาผิดอยู่นั่นน่ะ หาเหตุหาผลต่อเนื่อง ด้วยความลังเลสงสัยไม่จบไม่สิ้น ...ไม่จบนะ 

สงสัย...นี่ไม่จบหรอก เราถึงบอกไง อ่านหนังสือพิมพ์น่ะ อ่านแล้วก็สงสัย ทำไมมันถึงฆ่ากันวะ ทำไมมันไม่ทำอย่างนั้น ทำไมถึงทำได้อย่างนี้ มันสงสัยหมดน่ะ ...เพราะระหว่างที่สงสัยมันส่งออกไปแล้ว ส่งออกไปอยู่ในเรื่องราวที่ไม่รู้จริงรึเปล่าก็ไม่รู้ 

ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าไอ้ที่เขาเขียนมานี่โกหกทั้งเพรึเปล่าแล้วมาพิมพ์เอา จริงรึเปล่าล่ะ แค่เป็นตัวหนังสือ ก็ว่า หูย จริงจังไปหมดเลย ดูเหมือนเรื่องจริง เข้าข้างเลย โห น่ากลัวโว้ย ทำไมถึงทำอย่างนี้ได้วะ’ ... ทุกอย่างนี่จริงเท็จไม่รู้เลยนะ แต่คิด...ลึกๆ มันเชื่อว่าจริง ใช่ป่าว เชื่อไปหมดน่ะ

แต่บอกให้เลย ไม่มีอะไรจริงสักอย่างน่ะ มันเป็นแค่ความเห็นว่าจริงเท่านั้น  แต่ความจริง...ไม่รู้เขาฆ่ากันจริงรึเปล่าก็ไม่รู้ แต่มันเขียนว่าอย่างนั้น  มันเขียนยังไงก็ได้ ใช่มั้ย  อารมณ์นี่ก็ โห ขึ้นแล้ว ก็สงสัย ๆ ครุ่นคิดไปเป็นเรื่องราวล้านแปดเลย ความน่าจะเป็น ไม่น่าจะเป็น ...แล้วก็เกิดตัวเราของเรา แล้วก็เกิดอารมณ์ดีร้ายถูกผิดชั่วดี ราคะโทสะโมหะได้ ในขณะที่แค่อ่านหนังสือนี่แหละ

ทั้งหมดนี่...ไม่มีอะไรเกิดขึ้นสักอย่างตรงนี้เลย ... อะไรจริงล่ะ...นั่งอยู่ กำลังพลิกดูอ่านหนังสือ อันนี้จริง อันนี้คือความจริง จริงที่สุดเลย ... แต่มันไม่อยู่กับความจริงอันนี้ มันไปอยู่กับอะไรที่ไม่จริงข้างหน้าข้างหลังของมันก็ไม่รู้

คือส่งออกตลอดเลย เห็นมั้ย แล้วก็มีตัวเราเข้าไปซัพพอร์ทรองรับ ...ตัวเราซัพพอร์ทรองรับ ตัวเขาซัพพอร์ทรองรับ อยู่ในนั้นน่ะ ...อะไรจริง อะไรเท็จ ไม่รู้ แต่เป็นเรื่องของเราเรื่องของเขาหมด

แล้วก็มาลังเลสงสัยไปมา คิดไปคิดมาหาโน่นหานี่ เพลิดเพลินไปในความคิด มันเพลิดเพลิน ... มันเคยชิน ด้วยความเคยชิน อ่านหนังสือปุ๊บมันไหลเลย อ่านเรื่องราวมันไหล ...ลืมความจริง ไม่อยู่กับความเป็นจริง ความเป็นจริงมันมีแค่ไหนล่ะ มีแค่ในปัจจุบัน

เพราะนั้นว่าถ้าเริ่มเผลอเริ่มเพลินไป อย่างน้อยกลับมาอยู่ รู้ว่านั่ง ... แค่นี้กลับมาอยู่กับความจริงแล้วนะ จริงที่สุดแล้วคือปัจจุบัน  แล้วก็อยู่กับความจริง ตั้งมั่นกับความจริงบ่อยๆ

แล้วมันจะเห็น ..อ๋อ ปัจจุบัน ไอ้ที่ว่าจริงๆ แล้วนี่...มันไม่จริงเว้ยเฮ้ย  เดี๋ยวมันก็เปลี่ยนอีกแล้วๆ  ความจริงมันก็แค่แป๊บนึงเอง แป๊บเดียวเองปัจจุบัน ...ไม่ใช่ว่าให้ยึดปัจจุบันนะ แต่ให้ตั้งอยู่กับปัจจุบันแล้วให้เรียนรู้ว่าปัจจุบันก็ไม่จริง ไปๆ มาๆ หาอะไรจริงไม่เจอเลย

สุดท้ายเหลืออะไรจริง ...เหลือแต่ใจที่รู้อยู่จริง ไม่หายไปไหน  แล้วสุดท้าย ท้ายสุด ใจก็ไม่จริงเว้ยเฮ้ย สุดท้ายเลยไม่มีอะไรจริง ว่างหมดเลย อนัตตาหมด ตั้งอยู่ไม่ได้  นั่น มันต้องไล่ทวนกลับเข้ามาอยู่อย่างนี้

แต่ตอนที่เรายังไม่เข้าถึงตรงนี้ทีเดียว ยังอยู่ตรงนู้นกับตรงนี้ ตรงโน้นกับตรงนี้ ตรงนู้นกับตรงนี้ เข้าใจมั้ย ...ก็พยายามดึงกลับมา เพื่อให้มันตั้งมั่นอยู่ที่สองสิ่งคือกายใจ  แล้วเมื่อเรียนรู้กายใจ จนรู้ว่ากายปัจจุบันก็แค่พึ่บพั่บๆๆ นี่ เดี๋ยวเหลือแต่ใจ

พอเหลือแต่ใจแล้ว คราวนี้มันจะมาเพียรเพ่งอยู่ที่ใจดวงเดียว แล้วมันก็จะมาเรียนรู้ อ๋อ ใจมันก็ไม่เที่ยงโว้ย ...แล้วมันรวมตัวกันได้เพราะอะไร มันเป็นหนึ่งเพราะอะไร ทำไมใจเป็นหนึ่ง ทำไมไม่เป็นศูนย์วะ มันมารวมเป็นหนึ่งได้ยังไง

เพราะงั้นมันรวมเป็นหนึ่งแสดงว่ามันต้องมี ...เมื่อใดที่สิ่งใดที่ว่ามี แปลว่ามันไม่ใช่อนัตตา  แต่เมื่อใดที่มันไม่มี มันก็จะเห็นว่ามันรวมได้...เพราะว่าอะไรเป็นปัจจัยให้เกิดการรวมของจิตหนึ่งใจหนึ่ง

มันก็จะเห็นต่อไปเรื่อยๆ ว่าที่มันมาเป็นใจหนึ่ง จิตหนึ่ง หรือว่าผู้รู้ได้นี่  เพราะความไม่รู้ มันมารวมกัน เพื่อให้เกิดใจเป็นก้อนหนึ่ง ดวงหนึ่ง ...เพื่ออาศัย ใจหนึ่ง ก้อนหนึ่ง ผู้รู้หนึ่งนี่ ไปทำงาน ไปทำงานที่มันต้องการ

นั่นแหละ มันก็จะเข้าไปสอบสวนทวนความได้เอง ว่าที่สุด...ใจหนึ่งก็ไม่มี ... ต่อเมื่อมันหมดหน้าที่ เมื่อใดที่มันหมดหน้าที่ที่มันจะไปอะไรกับเนี่ย หรือโน่น  มันก็อยู่ของมันไม่ได้หรอก เพราะมันไม่รู้จะออกไปทำอะไรแล้ว

เมื่อใดที่มันยื่นมือไปแล้วจับอะไรไม่ได้นี่ เข้าใจมั้ย มันจะไปจับอะไรดีล่ะ มันก็จับไม่ได้  ตัวมันก็เริ่มคลี่คลายตัวของมันเอง มันไม่รู้จะไปจับอะไร  ใจที่มันรวมเป็นหนึ่งนี่ มันไม่รู้จะไปจับกับอะไร ว่างหมด มันไม่หาอะไรจับ เกิดดับๆๆๆ  ตัวมันก็จะหมดกำลังไปในตัวของมันเอง

ไอ้ที่ห่อหุ้มรวมตัวเป็นใจนี่ คลี่คลายสลายออก ลบ...ถูกลบไปเลย ถูกลบไปจากโลก สามโลกธาตุ  เพราะมันหมดหน้าที่ของใจแล้ว หมดหน้าที่ของผู้ที่รู้ ...เพราะว่าไอ้ผู้รู้มันเกิดขึ้นได้เพราะความไม่รู้

มันต้องการอะไร มันต้องการสุข มันต้องการทุกข์ มันต้องการได้ มันต้องการเป็น ...ความไม่รู้นี่ มันก็เลยรวมตัวเป็นจิตผู้รู้ขึ้นมา คือใจหนึ่ง  เราก็อาศัยใจหนึ่งนี่ไปเรียนรู้ มึงเอาอะไรวะ ไม่เห็นมีอะไร...มึงเอาอะไรวะ ไม่เห็นมีอะไร มีแต่ของเกิดดับ

จนมันวางจากโลกภายนอก แล้วก็วางขันธ์ ๕ ...เห็นขันธ์ ๕ เป็นของว่าง เห็นขันธ์ ๕ เป็นของไม่มีตัวตนที่แท้จริง เป็นของเกิดๆ ดับๆ ไม่มีสาระ ปุ๊บ มันหมดหน้าที่ ไม่รู้จะจับอะไรดีวะ  มันเหมือนอยู่ในอวกาศน่ะ หาอะไรไม่เจอ ...มันจะอยู่ไปทำซากทำไม มันอยู่ไม่ได้หรอก จับอะไรไม่เจอ มันก็หมดหน้าที่ของมันโดยปริยาย 

อวิชชามันก็ถูกชำระออกอย่างนี้ การชำระอวิชชาที่ห่อหุ้มใจ อาสวะ ... ใจที่กลายเป็นเหมือนห้อง เมื่อห้องมันถูกทำลาย อากาศในห้องกับอากาศภายนอกมันก็คืออันเดียวกัน  แต่ว่าพอมีห้องปั๊บมันบอกว่ากายนี้เป็นห้องหนึ่งๆๆ คือใจหนึ่ง จิตหนึ่ง ใจหนึ่ง อณูหนึ่ง มีห้อง เข้าใจมั้ย

อวิชชานี่ อาสวะนี่คือห้อง คือผนังห้อง  แต่ในห้องกับนอกห้องนี่อันเดียวกันนะ คือความว่าง เหมือนกับว่าง เหมือนกับไม่มีอะไร  มันเชื่อมกัน มันจะเชื่อมเป็นเนื้อเดียวกัน  แต่ตอนนี้มันไม่เป็นเนื้อเดียวกัน เพราะมันแยกเป็นเอกเทศ ว่าเป็นห้องหนึ่ง แต่ของในห้องหนึ่งกับของนอกห้อง คืออากาศในห้องกับอากาศนอกห้องนี่คืออากาศอันเดียวกันคือใจ

พอทำลายอวิชชาปุ๊บก็คือทำลายห้อง  มันก็กลืนกัน ไม่มีประมาณ อยู่ในธรรมชาติทั้งหลายทั้งปวง นี่เขาเรียกว่าอนันตมหาสุญญตา ใจคืนสู่ภาวะเดิมแท้  เพราะว่าใจมันถูกทำลายไม่ได้

แต่มันไม่ถูกทำลาย มันไม่ถูกสร้างขึ้นใหม่ แต่มันถูกห้องมาปกปิดไว้ มาห่อมันไว้ มันก็เลยกลายเป็นจิตหนึ่งขึ้นมา เข้าใจมั้ย เป็นผู้รู้อันหนึ่ง  แล้วอาศัยผู้รู้อันหนึ่งนี่ไปทำงาน แล้วเวลามันได้งาน ผู้รู้ก็เป็นผู้รับ เป็นบุคคลที่รับผลเกิดขึ้น  มันอาศัยในความไม่รู้น่ะ มันสร้างอย่างนี้เนี่ยเพื่อให้เกิดอะไร แล้วมันจะได้อะไร

แต่ก็อาศัยตัวมันน่ะแหละมาเรียนรู้ว่า มึงเอาอะไรล่ะ มีแต่เกิดกับดับ ไม่มีอะไรๆ เนี่ย มันจะถูกทำลาย เพิกถอนในตัวของมันเอง ก็เรียกว่าเกิดความจางคลาย ไอ้ที่กั้นตัวเป็นห้องเป็นหับ...เพราะนั้นผู้รู้มันจะถูกรวมกันเหลือเป็นแค่นิ๊ด เป็นจุดนึง ลอยอยู่ท่ามกลางอวกาศ วาระสุดท้ายน่ะ

แล้วภาวะหนึ่งถ้านั่งสมาธิ ฝึกไปเรื่อยๆ มันจะเข้าไปน้อมถึงสภาวะนี้ได้เป็นขณะ ที่เรียกว่าอัปปนาบ้าง อุปจารบ้าง มันก็จะเห็นว่ามันขาด เห็นมันกว้างออก แล้วก็มีรู้อยู่ แต่ว่าในลักษณะสมาธินั้นเป็นการทำขึ้นมา ยังไม่ได้เต็มพร้อมสมบูรณ์ด้วยปัญญา

เหมือนกับเลียนแบบ แต่ให้เห็นสภาวะของใจที่แท้จริง กับทุกสิ่งที่ล้อมรอบตัวมัน ว่าไม่มีอะไร  เหมือนกับมันขาดออก หรือว่าไม่ให้ค่าไม่ให้ความสำคัญกับภายนอกเลย เหลือแต่รู้อยู่ ลอย ...กายก็ยังไม่มีเลย เวลามันรวมเป็นอุปจารหรือว่ารวมเป็นขณิกะขั้นแรงๆ

แต่ไม่ต้องฝันถึงอัปปนา อัปปนามันเกินไป แค่อุปจารนี่ก็เห็นชัดเจนแล้วว่าลอยอยู่ท่ามกลางอวกาศ ...แต่ว่ามันอยู่ด้วยกำลังของสมาธินะ มีเจตนาประกอบ  มันจะได้ความชัดเจน

แล้วพอเรียนรู้ไปในชีวิตประจำวัน สติ สมาธิ จรณะ การดำเนินชีวิตอยู่ในลักษณะของอยู่กับศีล สมาธิ ปัญญา แล้วก็เรียนรู้สัมผัสสัมพันธ์กับโลก มันก็จะเป็นความพร้อม รู้รอบ เห็นรอบ อันนี้ก็คือภาวะจริง เต็มตัว 

มันก็เหมือนคล้ายกับใจที่ลอยอยู่ท่ามกลางอวกาศ ที่เคยเห็นในอุปจาร หรือในสมาธิที่จิตมันรวมเป็นหนึ่ง ... แต่ว่าสมาธิจิตรวมเป็นหนึ่งนี่ยังไม่จบ ธรรมยังไม่จบแค่นั้น... เพราะว่าที่สุดของสมาธิ คือไม่มีสมาธิ คือไม่มีจิตหนึ่ง ไม่เหลือจิตเลย ไม่เหลือใจเลย คืออนัตตา.

(ต่อแทร็ก 7/5)




ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น