พระอาจารย์
7/3 (550204B)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
4 กุมภาพันธ์ 2555
พระอาจารย์ – ต้องทวน ทวนความขี้เกียจ ...ให้มันเด็ดขาด อย่าไปอ้อยอิ่ง ลืมตาปุ๊บ ลุกเลย ... มันเคยชิน กิเลสความเคยชิน ถ้ายังอ้อยอิ่งอยู่กับมัน เดี๋ยวมันก็ปรุง หาเหตุหาผลมารองรับเพื่อจะได้นอนต่อ
แค่นั้นแหละ
หลวงปู่ดูลย์ท่านบอก “วิชชา” เริ่มตั้งแต่วิชชา...มรรค การแยกรูปแยกนาม แยกกายแยกใจ มันต้องอยู่ด้วยมรรค ประกอบด้วยวิชชามรรค ... วิชชาคือรู้น่ะ ต้องมีความระลึกรู้
มีตัวรู้ สร้างตัวรู้ เจริญตัวรู้ขึ้นมา...ด้วยองค์มรรค คือศีล สติ สมาธิ ปัญญา
เจริญขึ้นมา...วิชชาก็เกิด...คือรู้ ... เมื่อวิชชาเกิดด้วยไตรสิกขา คือ ศีล สติ สมาธิ
ปัญญาแล้วนี่ มันเข้าไปละเหตุและผล ...ไม่มีเหตุไม่มีผล ไม่เอาเหตุไม่เอาผลกับอะไร
แต่เมื่อใดที่ไม่มีวิชชานี่
มันจะเป็นอวิชชา...เป็นเราไม่รู้ พอไม่รู้ปุ๊บนี่
การดำเนินการของจิตนี่ไม่ได้ประกอบด้วยศีล สติ สมาธิ ปัญญา ... มันก็เป็นเรื่องราคะ โทสะ โมหะ
เข้ามาประกอบกับอวิชชา พอมันประกอบปุ๊บมันก็มีผล
คือเหตุและผล คือความปรุงแต่ง...อย่างนั้น อ้างนั้น อ้างนี้ ต้องอย่างนั้น เป็นอย่างนี้
มันก็จะวนเวียนอยู่
แต่เมื่อใดที่เราเจริญวิชชา โดยศีล สติ สมาธิ ปัญญาอยู่ต่อเนื่องปุ๊บ
มันเข้าไปละเหตุละผล ... ไม่มีเหตุไม่มีผล
ละเลย...ไม่สนใจความปรุงความคิด ... แต่ว่ามันก็ต้องอยู่ที่กำลัง
อย่าเสียดาย
...มันติด เสียดายอารมณ์ เสียดายความคิด เสียดายเหตุ เสียดายผล เสียด้ายข้ออ้าง
เสียดายเงื่อนไข เดี๋ยวจะอย่างงั้น
เดี๋ยวไม่เป็นอย่างงี้ เดี๋ยวจะเป็นอย่างนั้น เดี๋ยวจะเป็นอย่างนี้ ไอ้นี่มันอ้างเหตุอ้างผลของมันอยู่เรื่อย
ต้องหาเหตุหาผลอยู่ตลอดเวลา คอยมาซัพพอร์ท...เพื่อจะให้ถูกอุปาทานที่มันต้องการ
เข้าใจรึเปล่า
อุปาทานคือจุดที่มันหมายมั่น มันมี...ลึกๆ มันมีจุดหมายมั่นน่ะ แต่เรามองไม่เห็นไอ้จุดหมายนั่น มันมองเห็นไม่ชัด นั่น มันจะเข้าไปเป็นภพเป็นชาติตรงนั้น
คือมันมีที่หมาย เพราะนั้นไอ้เหตุและผลที่มันอ้างทั้งหมด...คือเพื่อให้ไปสู่ที่หมาย
ไอ้เหตุและผลก็เกิดจากความปรุงน่ะ
สัญญาบ้าง สังขารบ้าง จดจำมา ‘...ถ้าเรานอนน้อยจะเป็นอย่างนี้
ถ้าเรานอนมากจะเป็นอย่างนั้น’ นี่มันจำ ‘วันนั้นน่ะเราจำได้ พอไม่ได้นอนแล้วไปทำงานมันเป็นอย่างนี้’ เห็นมั้ย มันมีเหตุมีผลของมันขึ้นมารองรับ เพื่อให้ไปสู่จุดหมายคือ...นอนต่อดีกว่า
หรือให้ทำอะไรก็ตาม ไม่ใช่แค่นอน...ทุกเรื่องเป็นอย่างนี้ มันอ้างเหตุและผล
แต่เมื่อใดที่ประกอบด้วยวิชชา...วิชชา
เข้าใจคำว่าวิชชามั้ย วิชชา จรณะ...จรณะ คือการดำเนินไป ... ทำไมถึงเรียกพระพุทธเจ้า วิชชา จรณสัมปันโน ...
จรณะที่สัมปันโนเป็นไปเพื่อเกิดญาณรู้ หยั่งรู้ จรณะที่อยู่ด้วยศีล สมาธิ ปัญญานี่
เขาเรียกว่าวิชชา จรณสัมปันโน
อาศัยวิชชาที่เกิดจากจรณสัมปันโน
คือศีล สติ สมาธิ ปัญญา เป็นตัวทำให้เกิดความรู้...ใจรู้ขึ้น แล้วมันจะละเหตุละผลไปในตัว
คือมันละความปรุงแต่ง มันก็ไม่อ้างเหตุอ้างผลอะไรมารองรับ คือยังไงยังงั้น ...ทำยังไงก็ได้ให้จิตมันตื่นรู้ อย่างอื่นไม่สน นี่คือ...จรณสัมปันโน
แต่ถ้าไปสนเมื่อไหร่
หมายความว่ามันก้าวล่วงเข้าไปในความปรุงแต่งแล้ว ในตัณหาที่มีอุปาทานรองรับแล้ว แต่ถ้าวิชชาที่ประกอบด้วยจรณสัมปันโน
มันจะกลับมาซัพพอร์ทตัวรู้ อยู่กับรู้อย่างเดียว อยู่กับวิชชา วิชชาคือรู้ เพื่ออะไร ... เพื่อขจัดอวิชชา
เพื่อทำให้อวิชชาความไม่รู้นี่ จางคลายหรือว่าหมดสิ้นไป
แต่ของพวกเราน่ะ...โดยความเคยชินน่ะ มันจะอยู่กับอวิชชา
คือไม่รู้อะไร อาศัยเหตุผลมารองรับความถูกความผิดอยู่ตลอด
อ้างนั่นอ้างนี่ มันก็ติดเหตุติดผลอยู่นั่นน่ะ
ทำไมท่านถึงบอกว่าธรรม นิพพาน
หรือว่าโลกุตตรธรรม หรือปรมัตถธรรมนี่ ท่านเรียกว่านอกเหตุเหนือผล ไม่มีเหตุไม่มีผลเลย มันเป็นธรรมล้วนๆ
คือมีแต่สภาวธรรม ไม่ขึ้นด้วยเหตุและผลใดๆ
แต่ขึ้นกับตามเหตุและปัจจัยที่ประกอบขึ้นเป็นธรรมนั้นเท่านั้นเอง
แต่มนุษย์ปุถุชนมันจะไม่ยอมเชื่อธรรมนั้น
มันจะเชื่อแต่เหตุและผล ต้องมีเหตุและผลมารองรับ เพราะนั้นเมื่อดำเนินในองค์วิชชา แล้วก็ศีล สติ
สมาธิ ปัญญา มันจะละเหตุละผลไปในตัว ไม่คอยนั่งหาเหตุหาผล รู้ละ รู้ปล่อย รู้วาง อย่างเดียว
ยังไงยังงั้น...ยังไงยังงั้น ตั้งก็ตั้ง.. รู้ว่าตั้ง...จบ
ไม่ต้องไปอะไรกับมันหรอก
ให้มันอยู่ในเท่าที่มี กายก็รู้ว่ามีกาย นั่งก็รู้ว่านั่ง ก็รู้อยู่แค่นั้น นอนก็รู้ว่านอน เห็นมั้ย
มันไม่มีเหตุมีผลในการนอน ลุกก็คือลุก
ก็รู้ว่าลุก เห็นมั้ย มันอยู่แค่นั้น รู้แค่กายกับใจ แค่นั้นเอง
ไม่มีเหตุผลข้างหน้าข้างหลังใดๆ
คือมันหมดความปรุง ไม่มีอดีต ไม่มีอนาคต ไม่มีเหตุในอดีต
ไม่มีผลในอนาคต ...พวกนี้มันเป็นจิตที่มันโลดแล่นไปสร้างความเชื่อ สร้างมิจฉาทิฏฐิขึ้นมา
แต่ถ้ายังไงยังงั้น ...ลุกก็ลุก
นอนก็นอน ก็รู้กะนอนแค่นั้น ไม่ต้องคิด แล้วก็เท่าทันความคิดความปรุง อยู่ด้วยศีล สติ
สมาธิ ปัญญา รู้ตัวอยู่กับกายเท่านั้น ก็อยู่แค่ตรงนั้นเอง เดี๋ยวใจมันก็จะตื่นขึ้น อยู่กับความรู้แจ้ง
รู้ชัด ... รู้จริง รู้แจ้ง รู้ชัดขึ้น ความไม่รู้มันก็จะจางคลายลงไป
ต้องเด็ดเดี่ยว
ในการกระทำอะไรทุกอย่าง ...ที่มันละล้าละลังนี่ เพราะมันติดความคิดเรื่องเหตุและผล ... เข้าใจคำว่าเด็ดไม่ขาดมั้ย มันไม่เด็ดขาด มันเด็ดไม่ขาด...เพราะมันยังข้องอยู่
มันยังคาเหตุคาผลที่มันอ้างสารพัดสารเพ จะไปจะมาก็ละล้าละลัง
เข้าใจคำว่าภายใต้ความสงสัยมั้ย
มันละล้าละลังไปหมด ห่วงหน้าพะวงหลัง เพราะมันอ้างเหตุและผล ‘มีแล้วจะได้อย่างนั้น อย่างนี้’
มันคิด มันปรุง...มันไม่เด็ดขาด
เพราะนั้นการทำอะไรให้มันเด็ดขาด...จะทำก็ทำ ไม่ทำก็ไม่ทำ ก็อยู่ตรงนั้น แล้วก็รับผลทุกอย่าง มันจะปรากฏยังไงต่อมาในขณะต่อมา
ก็ให้รู้กับธรรมนั้นตามความเป็นจริงตรงๆ ต่อไป
อย่าไปคิดล่วงหน้า คิดนำ คิดตามอะไร พวกความคิดนี่อย่าไปใช้ อย่าให้กำลังมัน
อย่าไปให้กำลังมัน ... เมื่อไม่ให้กำลังความคิดความปรุงนี่
มันก็จะมาทุ่มเทการให้กำลังอยู่กับรู้ รู้อย่างเดียว รู้ให้ชัด
กับสิ่งที่ถูกรู้ในปัจจุบัน คือกายเป็นฐานน่ะ ฐานกายฐานใจ
มันก็จะค่อยๆ อ่อนแรงลงไปเรื่อยๆ ในความคิดความปรุง
ไม่ค่อยมาเขย่า หรือทำให้สั่นคลอน เกิดความละล้าละลัง ห่วงหน้าพะวงหลัง
วิตกกังวล ... เมื่อใดที่มีเหตุมีผลมากน่ะ
วิตกกังวลมาก ไม่รู้จะทำยังไงดี
เครียดแล้ว วิตกแล้ว มันคล้ายๆ กับ... ตัดสินใจไม่ถูก
ไม่ต้องตัดสินใจ...คือไม่คิดเลย
ถึงเวลาก็ทำไปเลย นั่นน่ะ เหมือนคนโง่เลย แล้วก็รับไป ดีก็ได้ ร้ายก็ได้ อะไรก็ได้
ยังไงก็ได้ เท่าที่มันจะเป็นธรรมในปัจจุบันที่มันพอดีตรงนั้น ...จะดีก็ดี จะไม่ดีก็ไม่ดี
ใจนี่จะเด็ดขาดขึ้น...เด็ดขาดขึ้น มีชีวิตแค่ปัจจุบันขณะ อยู่กับแค่ปัจจุบันธรรม ...ไม่ไปอยู่ในอดีต ไม่ไปอยู่กับอนาคต
ไม่ไปอยู่กับสิ่งที่ยังมาไม่ถึง ไม่ไปอยู่กับสิ่งที่มันล่วงไปแล้ว เนี่ย เด็ดขาด ถ้าอยู่อย่างนี้เด็ดขาด มั่นคง ไม่หวั่นไหว ...แก้ปัญหาได้หมด
ไม่กลัวปัญหา ไม่กลัวสิ่งที่จะเกิด ไม่กลัวสิ่งที่หมดไปแล้ว
แต่ถ้าไปอยู่ในความคิดนี่จะกังวล กลัว
‘...เขาจะเป็นยังไง เขาจะคิดกับเรายังไง
ถ้าเราทำอย่างนี้ ถ้าเราตอบอย่างนี้’ ... ไม่คิด
ถ้าไปอยู่ในความคิดก็มีแต่ความกลัว ความกังวล ...ละมันไป กลับมารู้ตัว
แล้วทุกอย่างมันจะเป็นไปด้วยความสมดุลกลมกลืนเอง
รู้มันก็จะชัด กายก็จะชัด
มันก็ชัดอยู่ตรงนั้น แล้วก็จะชัดในขันธ์ ๕
ที่ปรากฏมาเป็นนาม มันก็เกิดมาท่ามกลางกายกับใจนี่แหละนามธรรมน่ะ
มันไม่เกิดที่ไหนหรอก เหมือนกายนี่เป็นกำแพง
แล้วมีรู้อยู่ข้างใน แล้วเรารู้อยู่แค่กาย มันก็อยู่ในกำแพงนี่
ขันธ์ ๕ ก็อยู่นี่ กายอันนี้ รูปนาม
นามทั้ง ๔ เวทนา จิต ธรรม หรือ เวทนา สัญญา สังขาร มันก็จะผุดโผล่อยู่ท่ามกลางกายที่เหมือนกับเป็นกำแพง...แล้วก็มีรู้อยู่ ไม่ต้องกลัว มันก็เรียนรู้กับอาการของนามไปในตัว
เพราะนั้นเวลานั่งสมาธินี่
มันจะทำความชัดเจนในขันธ์ ๕ ในอาการปรากฏผุดโผล่ขึ้นภายใน ให้อยู่ภายในขันธ์ ๕ กองธาตุกองขันธ์ ...โดยเอากายเป็นหลัก
เหมือนกับเป็นกำแพง ไม่ให้จิตมันโลดแล่นออกนอกกำแพงกายนี้ ปริมณฑล
ให้มันอยู่ในปริมณฑล เหมือนกับจำกัดพื้นที่ให้มัน
เพราะนั้นเมื่อจำกัดพื้นที่อยู่ในกายปุ๊บ
หมายถึงว่าสิ่งที่ถูกรู้ทั้งหมดนี่ต้องเป็นเรื่องของขันธ์ ๕ มันก็จะผุดโผล่มาเป็นความคิด เป็นสัญญา เป็นสุข
เป็นทุกข์ เป็นกิเลส เป็นอะไรก็ตาม หรือเป็นธรรมปราณีตก็ตาม
มันก็เป็นเรื่องของนามล้วนๆ
ใจก็รู้ตั้งมั่นอยู่กับขันธ์
แล้วก็ดูความเป็นไปของขันธ์ ก็พิจารณาขันธ์ไปด้วยความเป็นกลาง
มันก็จะเห็นขันธ์เป็นแค่สิ่งหนึ่ง นามก็เป็นแค่สิ่งหนึ่ง เกิดๆ ดับๆ …แต่ในขณะนั้นน่ะ ใจมันจะต้องไม่ไหว รู้...ชัด
ไม่เคลื่อน ไม่เข้าไปจับต้องขันธ์
รู้ตัวอย่างเดียว ...เวลานึกอะไรไม่ออก
หลงไปหลงมา แก้อะไรไม่ได้ กลับมายืน เดิน
นั่ง นอน ถามตัวเอง ‘กำลังทำอะไรอยู่’
รู้...กลับมารู้ที่กาย มีความรู้สึกที่แขนที่ขา
ตึง ปวดตรงไหน ดูมันไป ... นิดๆ หน่อยๆ
ตรงไหนก็ได้ เป็นจุดก็ได้ เป็นอะไรก็ได้ ...บ่อยๆ น้อมกลับมาที่กายบ่อยๆ
ในเมื่อเห็นกายแล้วก็ให้น้อมลงที่ใจ
ใครเป็นคนรู้กายเห็นกาย ไล่กลับมา ทวนกลับมาอยู่กับรู้
บ่อยๆ เนืองๆ ...ไม่ต้องไปเอาอะไรกับสภาวธรรมหรอก
ให้รู้กายไว้แค่นั้น เป็นเครื่องระลึก ไม่ให้ออกนอกกาย
ออกก็ออกไปไม่นาน แล้วก็กลับมา ...กลับบ้าน
อยู่ที่บ้าน อยู่ในบ้าน อย่าให้มันออกไปเที่ยวนอกบ้านนาน
เกี่ยวกับหน้าที่การงาน ก็ทำแล้วก็ให้รู้ว่าทำไป เพราะการงานมันก็เป็นสมมุติในโลก
ทำให้ถูกต้องตามสมมุติในโลกไป ... แต่ถ้าใช้สมมุติ ใช้ความคิดในโลก ใช้เหตุผลในโลก
แล้วก็ทำไปแล้ว แล้วเกิดมันทุกข์ขึ้นมา...ต้องเข้าใจ แล้วก็วางความคิดให้ได้
วางเหตุผลให้ได้ ไม่เอาถูกเอาผิดกับอะไรนะ
เพราะว่าถ้าใช้ความคิดในโลก
หรือว่าใช้เหตุใช้ผลในโลกแล้ว พอไปทำ
บางทีมันก็ไม่ได้ผลอย่างที่เราคิด ...ก็ต้องปล่อย ก็ต้องปล่อยเหตุและผลนั้น ไม่เอาถูก ไม่เอาผิด ...อย่าดันทุรัง
เพราะนั้นก็ต้องยอมรับ ด้วยการเมตตา ให้อภัย พรหมวิหาร ๔...เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ไม่มีอะไรก็ต้องอุเบกขาไว้ก่อน ...ไม่ตามเหตุไม่ตามผลแล้วก็ต้องอุเบกขา วางเฉยซะ ...นั่นคือธรรมแบบโลก โลกธรรม
ต้องมีพรหมวิหาร ๔ อยู่กับโลกธรรม
แต่ถ้าเอาขั้นปรมัตถ์ก็วางลูกเดียว
ใครว่าไงว่างั้น...จบ ไม่หือไม่อือ เข้าใจป่าว
โยม – มันเหมือนเราดื้อ หรือเราขัดแย้งอย่างนั้นไหมเจ้าคะ
พระอาจารย์ – ไม่หรอก ...เขาเรียกว่าปรับสมดุล
ระหว่างนอกกับใน คราวนี้ใจเราก็ต้องเป็นกลางข้างใน
ไม่ได้มีเจตนาใดๆ ...ก็รับปากไปอย่างนั้นพอให้เขาสบายใจ แต่ใจเราก็ไม่ต้องว่าอะไร
ทำได้ก็ทำ ไม่ได้ก็ไม่ทำ เฉยๆ อย่างนี้ ...ไม่จริงจัง
แต่ก็ไม่ได้ว่าไม่ใส่ใจใยดี
เข้าใจมั้ย ...เป็นกลางๆ ... คราวนี้ก็ต้องมาดูว่า
หงุดหงิดมั้ยล่ะ ในการรับปากเขา เก็บมาคิดมั้ยล่ะ เครียดมั้ยล่ะ กังวลมั้ยล่ะ เนี่ย ต้องมาละ ไล่ชำระตรงนี้ออกอีก...ไม่เอาๆๆ
รู้อย่างเดียว เมื่อเหตุที่ต้องทำก็ทำไป
ไม่ขัดไม่ขืน แต่ถ้าไม่มีเหตุก็ไม่ยื่นมือออกไปทำ
ก็เฉยๆ ก็รับปากไป
โยม – แต่มันจะไม่ใช่ลักษณะของการที่...ดูดาย
พระอาจารย์ – อือ ไม่ดูดาย ไม่ถึงกับดูดาย
แต่ก็ไม่ถึงกับขวนขวายกระตือรือร้นกับมัน ...กลางๆ นั่นน่ะ ถ้าถึงเวลาจะต้องทำหรือต้องทำจริงๆ
ก็ทำด้วยใจที่เป็นกลางๆ รู้ตัวไว้ อยู่กับกายไว้ อย่าไปอยู่กับความคิด ทำไปหงุดหงิดไป ๆ
อย่างเนี้ย
ให้กลับมาอยู่ที่กายซะ
ทำไป...ให้อยู่ที่มือ อยู่ที่แขน อยู่ที่ขา อย่าไปอยู่ที่หงุดหงิด
อย่าไปอยู่กับหงุดหงิด ถึงแม้มันจะหงุดหงิดก็ตาม อย่าไปอยู่กับมัน
อย่าไปจดจ้องกับมัน เดี๋ยวมันจะหลุด...หลุดไปจากฐานกายใจ แล้วมันจะเลื่อนลอยไปเรื่อย
แล้วมันจะแบกกลับบ้านด้วย
เพราะนั้น ถึงทำแบบต้องฝืนทำ
หรือว่าเลี่ยงไม่ได้ ก็ทำไป แต่ว่าอยู่กับกายไว้ ทำไป ดูมือดูไม้ ดูแขนดูขา ดูหน้าดูตา ดูหัวดูหูไว้ อยู่กับกายไว้ แล้วก็ทำไป สักแต่ว่าทำ
อย่าไปอยู่กับหงุดหงิด ...ทำไปด้วยใจกลางๆ
งานบางอย่างมันก็เลี่ยงไม่ได้น่ะ
ปฏิเสธแล้วปฏิเสธอีก หนีแล้วหนีอีก ก็ต้องทำ เหนื่อยก็ต้องเหนื่อย แต่อย่าไปทำด้วยจิตที่ขุ่นมัว
แม้มันจะมีความขุ่นมัวอยู่ก็ตาม แต่อย่าไปอยู่กับความขุ่นมัว อยู่กับกายไว้
เดี๋ยวความขุ่นมัวมันจะค่อยๆ จางไปเอง
มันก็จะมีความรู้สึกแจ่มใส เบิกบาน
ในการที่รู้อยู่กับกาย ทั้งๆ
ที่ว่าเริ่มแรกก็เริ่มจากขุ่นมัว แต่พอเริ่มมารู้ตัวอยู่กับกายปุ๊บ
มันก็ทำไปแบบราบรื่น เป็นปกติ
ไม่งั้นระหว่างทำไป หงุดหงิดไปด้วย หงุดหงิดรำคาญไปด้วย ...กลับมานั่ง เสร็จงานแล้วยังหงุดหงิดต่ออีกนะ ตำหนิติเตียนผู้อื่น
หาผิดหาโทษให้เขาอีก หาคุณงามความดีให้ตัวเองอีก มันก็เปรียบเทียบกันอยู่อย่างนั้น
เมื่อทำก็ทำไป ทำแบบไม่เอาอะไร
ไม่เอาผิดเอาหน้ากับอะไร แต่ถ้าเลี่ยง
ไม่ทำก็ไม่ทำ ... แต่ถ้ามันเลี่ยงไม่ได้ก็
เฮอะ ตกกระไดพลอยโจน แต่อย่าไปอยู่ในอารมณ์ที่ขุ่นมัว อยู่ตรงนั้นมันจะเริ่มจากความขุ่นมัว
ทำด้วยความขุ่นมัว แล้วถ้าไปจมกับความขุ่นมัว
แล้วมันจะทำไปด้วย คิดไปด้วย ด่าไปด้วย (หัวเราะ) บ่นไปด้วย ...ไม่ดี เป็นมโนกรรม
แล้วมันจะสร้างความเศร้าหมอง
แล้วเวลามาอยู่คนเดียวปุ๊บ
อาการพวกนี้มันจะลอยขึ้นมา เสวยเป็นวิบากอย่างนี้ เพราะว่า คนอื่นเขาไม่รู้น่ะ แต่ตัวเองรู้
มันก็เป็นมโนกรรมของตัวเองที่จะต้องรับผล...ฟุ้งซ่านมั่ง
หงุดหงิด อยู่ดีๆ ก็หงุดหงิดเรื่องนั้นเรื่องนี้ขึ้นมา
นี่
เป็นเรื่องที่เราทำไปด้วยความหงุดหงิดในขณะที่ทำด้วยความไม่รู้ตัว
แม้ว่าคนอื่นเขาจะไม่รับรู้ก็ตาม คือไม่มีกรรมกับคนอื่น แต่ตัวเองยังเสวยกรรมนั้น พอจะมาสงบรวมจิตรวมใจปุ๊บ ไอ้พวกนี้เอาแล้ว
ลูกกะเป๊กมันขึ้นมาเป็นพรวน ...ก็เป็นกรรมน่ะ เป็นอกุศลกรรม มันก็เป็นทุกข์
เสียดแทงใจภายใน เพราะนั้นไอ้เรื่องมันจบไปแล้ว
มันก็ลอยขึ้นมาเป็นระลอกๆๆ
เพราะนั้นเวลาทำอะไรก็พยายามรู้ตัวไว้
มันก็ชำระมโนกรรมไปในขณะนั้น คนอื่นไม่ได้รู้ ไม่ได้ดีไม่ได้เด่อะไรด้วยหรอก
แต่เรานั่นแหละ มันจะได้ไม่มีกรรมกับตัวเราเอง
โยม – อย่างนั้นที่ค่อยๆ เห็นมาเรื่อยๆ มันเข้าใจคำว่ามันติดกับดักของความคิด
พอหลวงพ่อมาพูดให้ฟังเมื่อกี้ก็เห็นความละเอียดดีเทลของมันมากขึ้นว่า อ๋อ
มันยังมีซอยย่อยอีกในกับดักเหล่านี้ ที่มันจะคอยติดข้อง
พระอาจารย์ – อือ
โยม – แล้วก็กลับมาที่รู้แบบตรงๆ
คือนอกเหตุเหนือผลอย่างที่หลวงพ่ออธิบาย มันก็เลยเข้าใจ ...เหมือนอันเดิมมันกลับเข้ามา
ที่ว่าตรงต่อธรรม คือมันต้องตรงจริงๆ ที่จะหลุดจากแต่ละเปลาะของความคิดนั้นน่ะเจ้าค่ะ
พระอาจารย์ – เป็นบ่วง บ่วงมาร บ่วงของขันธมาร แล้วเราเคยใช้บ่วงพวกนี้จนเคยชิน
จนดูเหมือนกับเป็นงานปกติ เป็นรูทีนของมัน ไม่ต้องบังคับ ไม่ต้องบอกกัน มันก็ทำไปตามความเคยชิน
...กิเลสเป็นเรื่องของความเคยชิน แต่เราไม่เคยสนใจใยดี ไม่เคยใส่ใจ
ก็นึกว่ามันก็เป็นของมันอย่างนี้
แต่จริงๆ มันผิดปกติ
มันเป็นเรื่องของกิเลสขี่คอนำ นั่น เขาเรียกว่ามันไม่มีวิชชาจรณะ จรณะคือเครื่องอยู่ คือศีล สติ สมาธิ ปัญญา มันก็เป็นเรื่องของอวิชชากับโมหะ ตัณหา อุปาทาน
เป็นตัวนำ เพราะนั้นเป็นเรื่องของกิเลสมันขี่คอนำ
แล้วก็บงการชี้ไปชี้มา
แต่เมื่อใดที่เราอยู่ด้วยวิชชาจรณะ
มันก็สลัดตัวที่ขี่คอเราลง ธรรมก็เป็นตัวนำ
ความเป็นจริงในปัจจุบันก็เป็นตัวนำ กายใจก็เป็นตัวนำ ไม่มีกิเลสนำ ...ไม่งั้นกิเลสก็นำ
พอกิเลสนำปุ๊บ กายใจหายแล้ว กายใจปัจจุบันหายเลย รู้ก็หาย กายก็หาย
ธรรมปัจจุบันหาย
มีแต่ความครุ่นคิดกังวลภายใน
สัตว์บุคคลภายนอก เรื่องราว ความคิดความเห็น...วนเวียน เหมือนเป็นวัฏฏะจิต
อยู่ในวัฏฏะจิต หมุนเวียน เหมือนน้ำวน เมื่อเป็นน้ำวนก็เป็นน้ำครำ มันไม่มีที่ไปที่มา
มันก็เน่า เป็นทุกข์ เป็นน้ำครำ
ก็สลัดออก...สลัดออก หลุดออกมาจากมัน ...ต้องหลุดออก ถอนออกด้วยสติ กลับมารู้กายปัจจุบัน
อยู่ตรงนั้น ส่วนน้ำครำน้ำคร่ำมันจะมีอยู่
อันนั้นเป็นวิบากที่จะต้องรับผลไป ... พอไม่ไปประกอบเหตุปัจจัยร่วมด้วยกับมัน
เดี๋ยวมันก็ค่อยๆ แปรปรวน จนหมดสิ้นไปเอง ...ไม่ต้องไปดับ ไม่ต้องไปหนี
ไม่ต้องไปชำระ ไม่ต้องอะไร เขาดับของเขาเองได้
ที่มันไม่ดับเพราะเราไปประกอบเหตุประกอบปัจจัยนั้นต่อ
เหตุนั้นก็ไม่ดับ เข้าใจมั้ย เหตุนั้นก็จะแปรเปลี่ยนด้วยปัจจัยที่เราเข้าไปประกอบด้วยเจตนา
กุศล อกุศล เจตนาเป็นราคะ โทสะ โมหะ
เหตุก็จะแปรเปลี่ยนไปเรื่อย เรื่องราวมันก็แปรเปลี่ยนไปเรื่อย หนักบ้าง เข้มบ้าง
ยาวบ้าง แรงบ้าง เป็นโทษบ้าง เป็นไม่ดีบ้าง
พอเราเป็นตัวประกอบปัจจัยเข้าไปด้วยเจตนา
เหตุมันก็จะแปรปรวนไป ยิ่งตั้งอยู่เหตุมันก็เปลี่ยนไปๆ
มากขึ้นๆๆ ไป … แต่เมื่อใดเราไม่ไปประกอบเหตุปัจจัย
คือเหตุน่ะมันตั้งอยู่แล้ว เอ้า ความคิด ความคำนึงน่ะ มันหลุดมาแล้ว
หรือว่าความกังวลมันมีแล้ว เหตุมันมีอยู่ใช่มั้ย มันปรากฏแล้ว
แต่เราไม่ประกอบปัจจัยกับเหตุนั้น
มาประกอบปัจจัยกับปัจจุบัน ...มันตั้งอยู่ไม่ได้หรอก ถ้าไม่มีใครเข้าไปซัพพอร์ท
ประคับประคองมัน หรือว่าไปทำให้มันปรุงแต่งเพิ่มขึ้นน่ะ หรือว่าเราไม่ไปปรุงแต่งกับมันเพิ่มขึ้นน่ะ
มันก็จะหมดเหตุปัจจัยในตัวของมันเอง
มันก็จะเห็นว่า...ระหว่างที่เราประกอบเหตุปัจจัยของกายใจปัจจุบันนี่
ด้วยศีล สติ สมาธิ ปัญญา แล้วก็รู้อยู่เห็นอยู่ เดี๋ยวมันก็จะเห็นเองว่า อ๋อ ไอ้นี่ดับ ... มันก็จะเห็นความเป็นไตรลักษณ์ ไม่มีตัวไม่มีตน
ไม่ใช่เรื่องของเรา ไม่ใช่เรื่องของใคร เห็นความดับไปเอง มันก็เห็นอาการของกิเลส ของอารมณ์ พวกนี้เป็นธรรม
พวกนี้เรียกว่าธรรมารมณ์
ธรรมารมณ์นี่มันประกอบด้วยความคิด
ความปรุง ประกอบด้วยสัญญาอารมณ์ ประกอบด้วยกิเลส พอใจ หงุดหงิด รำคาญ พวกนี้เป็นธรรมารมณ์ มันก็จะเห็นธรรมนี้ดับไปเอง
ไม่ใช่เราไม่ใช่ของเรา ก็เห็นธรรมนี้เป็นไตรลักษณ์ นี่เรื่องธรรมนะ ทั้งหมดน่ะที่อยู่นี่เป็นเรื่องธรรมารมณ์
ไม่ใช่จิต
จิตคือสงบ ไม่สงบ เบา กว้าง แคบ นี่เป็นความรู้สึกของจิต เข้าใจมั้ย หน่วง ขุ่น มืด สว่าง พวกนี้เป็นเรื่องของจิต
นี่เรียกว่าจิต แต่ไอ้ลักษณะที่คิดกังวล
ครุ่นคิดแล้วก็มีอารมณ์หงุดหงิดไม่พอใจ แล้วก็หาทางออกไม่ได้ พวกนี้เป็นธรรมารมณ์
ถ้าดูโดยเนื้อธรรม
นี่เรียกว่าธรรมารมณ์...อย่าไปยุ่งกับมัน อย่าเอาชนะ อย่าแก้ อย่าหาเหตุหาผล อย่าเข้าไปประกอบหาเหตุหาผล หาถูกหาผิด
หรือว่าหาทางออก นี่คือเหตุผลนั่นแหละ …ไม่เอาเหตุไม่เอาผลกับมัน
กลับมารู้
เพราะนั้นต้องมีฐาน อยู่ที่ฐานกายใจอย่างนี้
มันก็ไม่เข้าไปเกาะแกะๆๆ กับธรรมารมณ์ ...การไม่เข้าไปเกาะแกะหรือว่าไม่เข้าไปแตะต้องมันนี่
ก็คือการไม่เข้าไปประกอบปัจจัยร่วมกับมันด้วยความปรุงแต่ง ด้วยความคิดคำนึง ด้วยการที่จะเอาอะไรกับมัน
จะทำยังไงกับมันดี
พวกนี้คือเจตนา หรือจงใจ คือการสร้างกรรม คือมโนกรรม ...มันก็ล้างมโนกรรม
กลับมาอยู่ที่กรรมปัจจุบันที่มันดำเนินอยู่โดยปกติของธาตุขันธ์ นี่ อยู่ด้วยวิชชาจรณสัมปันโน
คืออยู่ด้วยวิชชากับไตรสิกขา ศีล สติ สมาธิ ปัญญา รวมลงในปัจจุบันของกายใจ
สักพักนึง สักระยะนึง เดี๋ยวจะเห็นเอง
มันจะแปรเปลี่ยนเป็นค่อยๆ น้อยลง ค่อยๆ น้อยลง จนหมด ...แล้วให้สังเกตดู
ถ้าขณะที่ทำแล้วยังแอบไปปรุงแอบไปคิด จะเห็นว่ามันไม่หาย ไม่หายไปไหน
อันนี้ก็ต้องเรียนรู้อีกว่า อ๋อ เนี่ย
เหตุให้เกิดทุกข์ อะไรเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ ...มันก็เรียนรู้อีกเรื่องของสมุทัย...เมื่อใดที่ยังทะยานออกไปด้วยอำนาจของตัณหาความอยากความไม่อยาก
แล้วเข้าไปเกาะเกี่ยวหรือว่าเข้าไปปรุงต่อกับมัน ...มันก็ไม่หายหรอก อยู่นานขึ้นไปอีก
ธรรมารมณ์มันสามารถเก็บได้ข้ามภพข้ามชาติ
มันตราตรึง มันติดตรึงใจ แนบแน่น เพราะเราไปหน่วงเอาไว้ด้วยตัณหา
เข้าไปมีเข้าไปเป็นกับมัน
เพราะนั้นสังเกตดูเมื่อไหร่ที่เรารู้กับกายชัดๆ
เหมือนกับไม่รู้ไม่ชี้ ไม่รู้ไม่ชี้กับมัน จะหงุดหงิด จะขุ่นมัว จะไม่พอใจ
จะเบื่อรำคาญเกลียดขี้หน้ามัน คนนั้นคนนี้ คนที่พูด คนที่ให้เราทำ หรือเหตุปัจจัยโดยรอบโดยรวมที่บังคับที่บีบคั้นให้เราต้องทำอะไรก็ตาม
...ไม่ต้องไปยุ่งกับมัน รู้แค่กายใจ
แล้วก็จะเห็นเองว่ามันตั้งอยู่ไม่นาน
หรือถึงมันตั้งอยู่ก็ตั้งอยู่แบบ...บนความไม่มีอะไร สักแต่ว่าธรรม สักแต่ว่าธรรมารมณ์หนึ่ง ไม่ใช่สัตว์
ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่เราไม่ใช่เขา แค่นั้นเอง สุดท้ายมีความดับไปเป็นธรรมดา
จนกว่ามันจะเห็นความดับไปเป็นธรรมดาบ่อยๆ
ปัญญามันก็จะเริ่มชัดเจนขึ้น ว่าอ๋อนี่
ถ้าอยากเป็นทุกข์มากก็คิดไปดิ ถ้าไม่อยากคิดมากก็ไม่ต้องไปยุ่งกับมันสิ
มันก็ดับไปเอง มันก็จะรู้ตรงนั้นโดยตัวของมันเองว่า มรรค
อยู่ในมรรคนี่ แล้วผลของมันคืออะไร
ถ้าออกนอกมรรคเมื่อไหร่
ไปจับไปต้องไปปรุงไปแต่งมัน ผลของมันคือทุกข์ ถ้าอยู่ในมรรค ศีล สติ สมาธิ ปัญญา คือปัจจุบัน
รู้ตัวๆ อยู่กับกาย ยืน เดิน นั่ง นอน แล้วก็รู้ว่ามีธรรมนี้ตั้งอยู่ แค่นี้พอแล้ว
คือประกอบในองค์มรรค แล้วก็เห็นผลของมันคือความดับไป
อยู่กับความดับไปสิ้นไปเอง เป็นธรรมดา เนี่ย
เกิดใหม่เอาอีก เรียนเหมือนเก่า
แบบฝึกหัดเก่า นี่เป็นแบบฝึกหัดในองค์มรรค ... ก็จะมีแบบฝึกหัดนี่ซ้ำซากๆ
อยู่อย่างนี้ จนกว่าจะชำนาญ จนกว่าจะหลุด
จนกว่าจะเห็นธรรมนี้สักแต่ว่าธรรม เห็นธรรมารมณ์นี้สักแต่ว่าธรรมารมณ์
เห็นจิตสักแต่ว่าจิต ไม่ยุ่งไม่เกี่ยว ไม่แตะไม่ต้อง
ปล่อยให้เป็นไปตามเหตุปัจจัยอันควร
ระหว่างนี้มันก็จะชัดแจ้งในสมุทัย
ในมรรค ในอริยสัจสี่ไปในตัว … แต่ที่พูดน่ะมันเป็นสมมุติภาษาเท่านั้นนะ ... ในการเข้าไปรู้น่ะ มันไม่แยกอะไรเป็นสมุทัย
เป็นมรรค เป็นอะไรหรอก เป็นอริยสัจสี่ตอนไหน ทำความแจ้งในอริยสัจสี่ตอนไหน ก็ไม่รู้ล่ะ
แต่จริงๆ
ในการที่รู้กายเห็นกายอยู่ขณะนี้...แล้วมีเรื่องราวอย่างนี้เกิดขึ้น...แล้วเรารู้อยู่
นี่คือการทำความแจ้งในอริยสัจสี่ไปในตัวเลย แล้วต่อไปมันจะประมวลผล...มันประมวลผลเอง
(ต่อแทร็ก 7/4)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น