พระอาจารย์
7/7 (550213A)
13 กุมภาพันธ์ 2555
พระอาจารย์ – อันไหนไม่จริง...ก็รู้จักทิ้งซะบ้าง อย่าไปแบก อย่าไปหาม อย่าไปหามาสวมมาทรง ... อะไรที่มันเกินธรรมน่ะ
ก็ต้องเรียนรู้ว่าอะไรมันเกินธรรม ... ก็รู้จักหัก สละ ละ ทิ้ง ออกไปซะบ้าง
มีกระเป๋าตังค์รึเปล่า (โยม –
มี) ...ทำไมจะต้องหาสตางค์มาใส่อยู่เรื่อย
เพราะความอยากใช่มั้ย กระเป๋าตังค์มันก็ไม่ได้หาอะไร แต่คนนั่นแหละหาเงิน กระเป๋าตังค์ก็เกิน ...อันไหนที่มันเอาเข้ามาสวมใส่เวลาหนึ่งน่ะ เกินหมด ... มีแต่ตัวเราเองน่ะ บอกว่าขาด
แต่ความเป็นจริงมันเกิน หรือขาด หรือพอดี...ดูเอา ... กายใจนี้ ดูให้ดี เหมือนกระเป๋าตังค์ อย่าไปหาอะไรมาเพิ่ม ...และไม่ใช่ไม่เพิ่มอย่างเดียว ไอ้ที่มันมีอยู่ก็รู้จักหัดจับจ่ายใช้สอย จาโค ปฏินิสสัคโค ปล่อยออกซะบ้าง
คิดล่วงหน้า คิดไปในอดีต คิดไปในอนาคต ...คาดหมายคาดหวังกับอะไร อยากเป็นโสดาบันมั้ย อยากเป็นสกิทาคามั้ย
อยากเป็นพระอรหันต์มั้ย ...ถ้าอยากน่ะ อย่าไปเป็น ทิ้งไปเลย มันเกิน มันเกินธรรม
เอาแค่ยืนเดินนั่งนอน
เย็นร้อนอ่อนแข็ง พอแล้ว รู้แค่นี้พอแล้ว ... ดูซิมันจะตายมั้ย มันจะอดอยากจนตายมั้ย
เราสอนคนน่ะ ไม่สอนอะไรหรอก
เราสอนให้อยู่แบบอดๆ อยากๆ ...ก็ลองดู ยืนเดินนั่งนอน รู้อยู่แค่นี้ จะรู้เองว่ามันอดอยากขนาดไหน ...มันจะเห็นเลยว่าจิตมันหิวโหย อยากได้นั่น อยากได้นี่ อยากให้มีอารมณ์นั้น
อยากให้เกิดสภาวะนี้ อยากให้เห็นอันนั้น อยากให้เห็นอย่างนี้
อดอยากซะหน่อย
ทำกระเป๋าตังค์ให้แฟบซะ โจรจะได้ไม่ปล้น ...ไอ้ที่แต่งองค์ทรงเครื่องมากๆ
ก็ให้รู้จักซะบ้าง... เคยเห็นลิเกมั้ย เคยเห็นลิเกเดินในตลาดมั้ย (โยม – เคย)
เออ พวกเราน่ะเหมือนลิเกเดินในตลาด
(โยมหัวเราะกัน) ...มันปกติมั้ยน่ะ หรือมันผิดปกติ แต่ถ้าเราแต่งตัวธรรมดาเดินในตลาดนี่มันปกตินะ ...แต่นักภาวนานี่เหมือนแต่งลิเกเดินในตลาด แพรวพราว ว้อบแว้บๆ โอ้โห
เดินแล้วกรีดกรายด้วยนะ ...เราบอกว่า เฮ้ย ลิเกมันหลงโรงมาจากไหนวะเนี่ย
ภาวนาไปภาวนามา อะไรไม่รู้...เกินมาหมดเลย แล้วอะไรมันก็ดีโม๊ดด ...ก็ดีนะ ก็แพรวพราวดีนะ แต่เหมือนมนุษย์ประหลาดว่ะ มันไม่เหมือนคนธรรมดาน่ะ... มันแบกธรรม มันหามธรรม มันหามของดี เพราะมันได้...ได้ของดีมาเยอะเลย เหมือนมันรวยไง กระเป๋าตังค์มีแต่เงิน
สละ ละวางออกไป ...เพราะนั้นเมื่อสละบ่อยๆ
ละออกบ่อยๆ แล้วก็จะเห็นว่า ต้นเหตุของการที่มันหาคือตรงไหน...ก็คือความอยาก ...ก็ละความอยากนั่นแหละ แม้แต่อยากได้ในธรรม ก็ไม่เอา
เพราะมันเปลี่ยนจากได้ทรัพย์สินเงินทอง ...พอเริ่มปฏิบัติธรรมแล้วมันก็อยากได้ธรรม อยากเห็นธรรม แบบไม่อยากเกิด อยากสำเร็จเร็วๆ 'เมื่อไหร่จะได้สักที หามาหลายอาจารย์แล้ว อาจารย์นี้อาจจะเร็วหน่อยนะ' นี่ มันก็เลยมา ...มันคิดเอาอย่างนี้ (โยมหัวเราะกัน)
แต่ไม่เป็นไร
มันก็ต้องอาศัยพวกนี้เป็นเบื้องต้น อาศัยความอยากในธรรม เขาเรียกว่าอาศัยตัณหามาละตัณหา ...แต่อย่าให้เฝือ อย่าให้เกิน อย่าให้มันเกินพอดี ... ถ้าเกินพอดีแล้วมันจะรุงรัง แล้วมันจะเป็นทุกข์ แล้วมันจะเป็นตัวปิดบังธรรม
เอาพอให้เข้าใจ
พอให้มีแรง ขยัน มุ่งมั่น เอาใจใส่ ตั้งอกตั้งใจขึ้นมา ... นั่นแหละตัณหาเริ่มต้นแค่นั้นพอแล้ว ...แต่อย่าให้ดำเนินไปด้วยความอยากตลอดสาย มันจะพาให้เบี่ยงเบนจากธรรมไปหมด
แล้วก็จะไปติดธรรม จะไปหลงธรรม ก็เหมือนลิเกหลงโรง
การปฏิบัติ...ก็เหมือนกับเรานั่งดูหนัง
ดูละครน่ะ ...เคยดูละครเวที หรือลิเกมั้ย พอเห็นพระเอกมาก็ดีใจ ชอบ ไม่ว่ากัน พอนางเอกมาก็ถูกใจ
หน้าตาดี นิสัยดี ซื่อบื้อดี...ก็ไม่ว่ากัน แต่พอผู้ร้ายมา หงุดหงิด แล้ว ยิ่งอยู่นาน แสดงอยู่นาน นี่ 'กูชักทนมึงไม่ได้แล้ว' ...กระโดดขึ้นไปตบมันสักฉาดหนึ่ง ... ผู้ร้ายมันก็เข้าไปหลบ มันก็ไม่กล้าออกมาแสดงสิ
แล้วเราก็ออกจากโรงละครไม่ได้
ละครก็แสดงไม่ได้ เพราะตัวที่จะออกมัน...'ก็กูออกไปทีไร กูโดนตบทุกที ...แต่ว่าบทกูจะต้องเป็นผู้ร้ายอ่ะ' ... แล้วจะให้ทำยังไงดีล่ะ หือ อยากดูละคร อยากออกจากโรงมั้ยล่ะ ...ปล่อยให้เขาแสดงไปเถอะ
หงุดหงิดก็หงุดหงิดไป ไม่ชอบก็ไม่ชอบไป แต่นั่งดูแบบรู้จักว่า
มรรยาทของผู้ดูที่ดีเป็นยังไงมั้ย ...สงบ นิ่ง เป็นกลาง
อดทนหน่อย ดูเฉยๆ...ดูเฉยๆ
เดี๋ยวมันก็จบ ...อาจจะจบแบบ Happy ending , Sad ending, Tragedy ending ไม่รู้อ่ะ
แล้วแต่บทละครเขา ...ก็เลือกมาดูเองอ่ะ เข้ามาในโรงนี้ โรงนี้เขาฉายหนังเรื่องนี้
ยังไงๆ คุณก็หนีไม่พ้น
แต่พวกเรามันเป็นผู้ดูที่ไม่ค่อยดี เพราะอะไร ...เพราะมันไม่เข้าใจว่าตัวเองเป็นแค่ผู้ดู ... ดูไปดูมามันบอกว่าคนเขียนบทไม่ดี
เดี๋ยวกูเขียนใหม่ ไอ้นักแสดงนี่ก็ไม่ดี ไม่ถูกแคแร็กเตอร์ เดี๋ยวกูเข้าไปแคสติ้งใหม่ กำกับมันใหม่ เขียนบทใหม่ ... มันจะต้องเป็นอย่างนี้ๆๆๆ
เออ
แล้วก็นั่งยิ้มภูมิใจ ละครเป็นไปอย่างที่กูต้องการทุกอย่างเลย ดีใจ คิดว่าการปฏิบัติธรรมก้าวหน้าจริงๆ ...จริงหรือเปล่า นะ ดูเอา
นี่เบื้องต้นนะ เบื้องต้นเราจะต้องเรียนรู้ในการที่จะเป็นผู้ดูที่ดีอย่างไร
เป็นผู้รู้ที่เป็นกลางอย่างไร
โรงละครนี่คือกาย คือขันธ์ห้า คือโลก คือผัสสะ
คือรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์ ...ทั้งหมดนี่คือ ไวด์สกรีน รู้จักมั้ย จอหนัง เนี่ยๆ ทั้งหมดที่เห็นตรงนี้ ล้อมรอบตัวเราอยู่นี่คือจอหนังหมด
พวกโยมทั้งหมดที่โลดแล่น ที่ไปๆ มาๆ
รวมทั้งหมาด้วยนี่ คือตัวละคร แต่ละคนมีบทบาท แต่ละคนถูกแคสติ้งมาอยู่แล้ว...ด้วยธรรมชาติคือ
กรรม เหตุและปัจจัย
ถ้าไม่อยากดูละครเรื่องนี้นะ อย่ามาเกิด ... เกิดมาทำไม
ถ้าเกิดมาแล้วยังไงก็ต้องดู ต้องเข้าใจมัน และก็ต้องดูในฐานะที่สงบเสงี่ยมเจียมตัว
มีมรรยาท ...นั่นล่ะ คือสติ ศีล สมาธิ ปัญญา ... จึงจะเข้าใจเนื้อเรื่องที่แฝงอยู่ในตัวละครนี้ ...นี่เบื้องต้นนะ
แล้วระหว่างเราดูหนัง
แล้วดูจนเข้าใจดีแล้วว่าเป็นแค่หนัง ไม่ยุ่งกับมันแล้ว ก็ทนดูอยู่ นี่ ...มันเริ่มเฉลียวใจแล้ว ว่าไอ้ภาพที่เห็นในจอนี่ มันมาจากไหน
ก็ไม่ต้องคิด ไม่ต้องหา ไม่ต้องวิพากษ์วิจารณ์ ...พระพุทธเจ้าท่านบอกว่า โอปนยิโก...น้อมกลับ รู้จักคำว่าน้อมกลับมั้ย รู้จักเหลียวหลังมั้ย ...เมื่อใดที่เหลียวหลังออกจากหน้าจอนี่
มันจะเห็น เห็นอะไร ...เห็นเครื่องฉายหนัง เห็นแสงสว่างจากเครื่องฉายหนัง แว้บๆๆๆ ... เออ
เฮ้ย แล้วมันก็ดู 'อะไรวะเนี่ย ภาพทั้งหมดนี่ มันเริ่มต้นจากนี่เหรอ แล้วอันไหนจริงอันไหนเท็จวะเนี่ย'
มันเริ่มเห็นความเป็นจริงที่ สองระดับ
สองระนาบแล้ว ว่าภาพทั้งหมดนี่ ที่อยู่ในจอ...ที่ตอนแรกนี่เรากระโดดโลดเต้นไปกับมัน หรือจริงจังกับมันเหลือเกิน มีตัวเรา มีตัวเขา เต็มไปหมด มีอารมณ์เต็มไปหมดนี่ ก็เริ่มรู้สึก 'เอ๊ มันเริ่มไม่จริงแล้วว่ะ พอมาดูต้นเหตุของการที่ออกมาเป็นภาพนี่ มันเป็นแค่แสงแว้บๆ นี่เองเหรอ' ...มันน่าเชื่อถือมั้ยนี่
มันจะเริ่มเข้าใจว่า
ทั้งหมดนี่คือมายาของจิต จิตเป็นมายา ...ไอ้ที่เคยจริงจัง เชื่อเป็นมั่นเป็นเหมาะ ว่ามีเลือดเนื้อเชื้อไข เป็นผู้หญิงผู้ชาย ผู้ร้ายผู้ดี ...มันกลายเป็นเงาน่ะ เหมือนเงา กลายเป็นเหมือนเงาซะยังงั้นแล้ว เพราะอะไร ...เพราะมันเริ่มเห็นว่าต้นเหตุของไอ้ทั้งหมดนี่มันคืออะไร และไอ้นี่คืออะไร
นี่คืออะไร
นี่เห็นมั้ย เพราะโอปนยิโกนะ
น้อมกลับ ทวนกลับ ...แต่พวกเราที่เสียเงินเข้าไปดูหนังนี่ มันมีแต่มองตรง
มองออกไปข้างหน้า แล้วจริงจังด้วย เอาจริงเอาจัง เอาเป็นเอาตายเลย จนไม่รู้จักคำว่า...กลับมาหาสาเหตุที่แท้จริง ว่าทั้งหมดนี่มันเกิดขึ้นเพราะอะไร
ทำไมถึงสอนให้มีสติ
ทำไมถึงสอนให้มีสมาธิที่ตั้งมั่น ทำไมถึงสอนให้แยกกาย แยกขันธ์ แยกใจ ทำไมให้เห็นระหว่างของสองสิ่ง
ทำไมให้เห็นว่านี่เป็นสิ่งที่ถูกรู้ นี่เป็นสิ่งที่รู้ ... ไปพิจารณาเอาเอง
ที่เราพูดเปรียบกับเรื่องดูหนังนี่
เมื่อเข้าใจว่ามันเป็นของสองสิ่งนี่ ผลลัพธ์มันคืออะไร ...คือหายบ้า มันจะหายบ้าเงา
หายบ้า หายอิน หายจากการเข้าไปอินเนอร์ในหนัง ที่เป็นผู้มี ผู้เป็น ผู้จะมี ผู้จะเป็น ผู้เคยมี ผู้เคยเป็น มันก็จะมาอยู่ในลักษณะที่เรียกว่า outsider ...คือเป็นแค่ผู้รู้ ผู้ดู ผู้เห็น
นี่ยังไม่จบนะ
นี่เบื้องต้น เอาให้ได้ก่อน เริ่มจากตรงนี้ ... ไม่ต้องไปทำที่อื่นแล้ว
ไม่ต้องไปหาอะไรอีกแล้ว เพราะมันมีให้ดูตลอดเวลา
ไม่ต้องไปหาธรรม
ไม่ต้องไปทำให้ธรรมปรากฏ ... เดี๋ยวนี้มันก็ยังปรากฏ เสียงเราก็ปรากฏ ตาก็เห็นรูป
ใช่มั้ย อากาศก็มี เย็นมั้ย รู้สึกมั้ย มีแขน มีขามั้ย มันตึงมั้ย มันปวดมั้ย
เห็นมั้ยนี่ เขาปรากฏอยู่แล้ว ...ทำไมไม่ดู
จะไปหาธรรมที่ไหน เอาในป่าดีมั้ย
ในป่าหิมพานต์เลยมั้ย มันจะได้ลึกซึ้งละเอียดหน่อย หรือจะเอาตามเงื้อมผา หรือไปเสาะหาพระตามเงื้อมผา
ห้อยหน้าผาอยู่ จะได้ธรรมละเอียดหน่อยงี้น่ะ ... ไม่มีนะ
ธรรมมีอยู่ตรงนี้นะ
คือสิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงนี้นะ ...แล้วเราอยู่ในฐานะที่เป็นผู้ดูที่ดีหรือเปล่า
หรืออยู่ในฐานะที่ว่าอินเนอร์ลูกเดียว คือหลงไปกับมัน ลืมไปกับมัน เข้าไปอยู่ในมันซะอย่างงั้นน่ะ
คือเข้าไปเป็นผู้กำกับ คิดว่าทั้งหมดนี่เรากำกับได้
เป็นเรื่องของเรา เราจะจัดแจงยังไงก็ได้ เ ข้าไปคิด เข้าไปปรุง เข้าไปหา
เข้าไปทำอะไรก็ได้ ...เนี่ย คือกระโดดเข้าไปอยู่ในโรงละคร ...เป็นไอ้บ้าอีกตัวนึงที่เป็นส่วนเกินน่ะ ใช่มั้ย
คือบทละครมันมีอย่างนี้เท่านี้ มันจำเพาะด้วยเหตุและปัจจัย
กรรมและวิบาก เหตุปัจจโย กัมมะปัจจโย วิปากะปัจจโย อารัมณปัจจโย
เขามีอยู่อย่างนี้ๆ แค่เนี้ยๆๆ
แต่พวกเรานี่เหมือนไอ้บ้า ที่สอดแทรกเข้าไป ทำให้มันวุ่นวี่วุ่นวาย สับสน งง สงสัย ลังเล 'เอ๊ะ ยังไงกันแน่วะเนี่ย' ตัวคนเดียวไม่พอนะ ทุกคนน่ะ มันกระโดดเข้าไปในโรงละครทั้งโลกน่ะ นี่ มันจะอีรุงตุงนังขนาดไหน ...แล้วก็มาเถียงกันว่า มึงผิดกูถูก กูถูกมึงผิด
เพราะก็ต่างคนต่างเป็นผู้กำกับน่ะ เอาดิ ... 'กูจะเอาจบแบบ Happy ending น่ะ' ...'กูไม่ชอบ กูชอบ Sad movie น่ะ' เนี่ย มันจะไม่เกิดการเบียดเบียนกัน ทะเลาะกันหรือ เพราะแม้แต่ตัวเองยังทะเลาะกับตัวมันเองเลย แล้วถ้ามีคนอื่นกระโดดเข้ามาร่วมด้วย
ด้วยเจตนา ด้วยความหลงนี่น่ะ
นี่ไม่ต้องพูดถึงการจะเห็นธรรมตามความเป็นจริงเลย ...คือมันจะเห็นตามความจริงที่กูต้องการเท่านั้นน่ะ เพราะอะไร ...เพราะมันเป็นผู้ดูที่ไม่ดี
เป็นผู้ดูที่ไม่มีมารยาท ไม่สงบเสงี่ยม ไม่สันติ ไม่เป็นกลาง
เข้าใจคำว่าเป็นกลางมั้ย ... ถ้าเป็นกลางก็นึกเอา นึกภาพเอาว่านั่งดูหนังแบบสงบเสงี่ยม
แม้แต่ว่าเรื่องนี้กูเกลียดจริงๆ กูเกลียดมันจริงๆ ก็สงบเสงี่ยมไว้ ...นั่นแหละสติสมาธิปัญญารวมกันเป็นหนึ่ง อยู่ในที่ผู้รู้ผู้เดียว
อยากเห็นตัวผู้ร้ายมั้ย
...ไปนั่งขัดสมาธิเพชร 3 ชั่วโมง (โยมหัวเราะกัน) เดี๋ยวผู้ร้ายออกทันที ... ตอนนั้นแหละ ฮื่อ 'กูจะเป็นผู้กำกับๆ กูไม่เป็นผู้ดูแล้ว' ... ลองดูมั้ย ร้อยทั้งร้อย ...เอาดิ
ตอนนี้ก็ดูสงบเสงี่ยมดีอยู่หรอก ...ไปลองนั่งสมาธิเพชร 3 ชั่วโมง เอ้า ไม่ต้องถึง 3 หรอก
สามมันเกิน...มันน้อยเกินไป (เสียงโยมหัวเราะว่า...สัก 20 นาทีก็พอ) ...นี่ เดี๋ยวก็รู้แล้ว
ผู้ร้ายออกมาเต็มโรงเลย ...มันก็จะทนไม่ได้ว่า 'จะแคสติ้งใหม่แล้ว จะจัดระเบียบใหม่มันแล้ว'
แล้ววิธีจัดระเบียบใหม่อย่างง่ายของผู้กำกับที่โง่สิ้นดีคือ...กูเอาขาออกเลย
(หัวเราะกัน) ...นั่นแหละเป็นผู้กำกับที่โง่ที่สุด บอกให้ ... คือทำไปตามความโง่เขลา
ความไม่รู้ คิดว่า เอาแค่ลูบหน้าปะจมูก เอาแค่เนี้ยแล้วหาย...แก้ได้แล้ว
เขาเรียกว่าซุกไว้ใต้หีบ กวาดไว้ใต้พรม ... แล้วมาบอกว่า เนี่ย แก้กันยังเงี้ยๆ สุดท้ายก็หน้าเหี่ยวหน้าย่น ทุกข์ แก้ไม่ออกนะ ...พอเจอทุกข์ถึงขั้นนั้นน่ะ ทุกข์แก้ไม่ออกแล้ว ไม่เข้าใจ
เพราะอะไร ...มันดูหนังไม่เป็น มันไม่รู้จักย้อนกลับมาดูว่าอะไรเป็นเหตุ อะไรเป็นปัจจัย
อะไรเป็นจุดเริ่มต้นแห่งการเกิด อะไรเป็นปลายเหตุ อะไรเป็นกิเลส อะไรเป็นความหลง
อะไรเป็นความจริง อะไรเป็นขันธ์ อะไรเป็นความอยาก อะไรเป็นความไม่อยาก ...มันไม่รู้อะไรสักอย่างเลย
ก็เขาให้ดูๆ ... นี่ไม่ดู มีแต่จะไปทำ มีแต่จะไปแก้
... แล้วที่ให้ดูเพื่ออะไร ...เพื่อเก็บข้อมูล เข้าใจมั้ยๆ ว่าวิจัยน่ะ วิเคราะห์วิจัย
ดู ...เออ นี่คือไอ้นี่ อ๋อ ไอ้นี่คือไอ้นี่ อ๋อ ไอ้นี่อย่างนี้ๆ
ถ้านั่งดูเฉยๆ มันก็จะเก็บเกี่ยวข้อมูลพวกนี้
สะสมไว้ จะได้เข้าใจว่า ...อ๋อ เพราะอย่างนี้เกิด จึงมีอย่างนี้เกิด เพราะอย่างนี้ดับ
จึงมีอย่างนี้น้อยลง เพราะอย่างนี้มากระทบกับอย่างนี้ จึงมีอย่างนี้ต่อเนื่องไม่จบ
เออ มันเห็นอย่างนี้มันก็เก็บข้อมูลวิจัยได้ เพราะอะไร ...เพราะนั่งดูดีๆ เป็นผู้ดูที่ดี เป็นผู้รู้เป็นผู้เห็นที่ดี ... มีสติที่ตั้งมั่น มีสติอยู่เนืองๆ มีสมาธิที่ตั้งมั่นอยู่ในปัจจุบัน
อยู่ที่ใจรู้ใจเห็นที่เดียว ที่อื่นไม่เอา
เพราะถ้าลุกจากที่นั่งน่ะ เดี๋ยวก็ปวดฉี่ๆ ...ดูหนังรู้เรื่องมั้ย ฮึ ไม่ปวดฉี่ก็มีข้ออ้าง เอ้า ต้องทำอย่างนั้นก่อน
ต้องทำอย่างนี้ก่อน เดี๋ยวคนนั้นโทรศัพท์ก็ดัง ต้องไปรับโทรศัพท์ ... กลับมา เอ้า
ทำไมพระเอกตายล่ะ อ้าวมันตายยังไง มาถามคนนั่งข้างๆ ก็บอก 'กูจะไปรู้มึงเรอะ
ให้ดูก็ไม่ดู' ...ใช่มั้ย
เพราะอะไร ...เพราะมันดูไม่ต่อเนื่อง กระท่อนกระแท่นๆ เดี๋ยวก็อ้างโน่นอ้างนี่ 'ลูกเรียกอ่ะ ต้องไปรับลูกอ่ะ ไม่ทำ' ...'งานกำลังเข้าเลย
งานกำลังมาเป็นขบวนเลย ทำงานก่อน ไม่ดูอ่ะ' ...'เดี๋ยวก่อนนอนค่อยดู ตื่นเช้าค่อยนั่งดูมัน' พอไปถึงเวลานั้นแล้วก็ว่า ...'เอาไว้ก่อน'
แล้วก็มานั่งถามอาจารย์ ทำไมถึงเป็นยังงี้ ...'กูจะไปรู้เรอะ ให้ดูก็ไม่ดู' จะมาตอบให้ได้ยังไง ใช่มั้ย จะโทษใครล่ะ โทษใครล่ะ โทษอาจารย์มั้ย
ว่าสอนไม่ดีรึเปล่า หรือโทษคนทำ ...ให้ดูดีๆ ไม่ดูเองน่ะ แล้วก็อ้างโน้นอ้างนี้... 'บารมีไม่มี
ชาติก่อนคงไม่ได้ทำมาอ่ะ ก็ค่อยๆ ทำไปเป็นงานอดิเรกน่ะ เดี๋ยวก็คงได้ไปเอง'
หรือ 'มาขอกำลังกับอาจารย์หน่อย
เดี๋ยวอาจารย์ให้กำลังแล้วก็เร็วขึ้นหน่อย' ...กูไม่ให้ (หัวเราะกัน) มาขอกันได้ยังไง การปฏิบัติมันไม่ใช่ของใคร ...ไม่งั้นพระพุทธเจ้านี่เอาไปหมดแล้ว สามโลกธาตุท่านไม่ให้เหลือหรอก
ท่านช่วยได้ท่านดึงเอาไปหมดแล้ว ท่านไม่ให้มาโผล่อยู่ตรงนี้หรอก ใช่มั้ย
จะมาหวังพึ่งคนอื่นได้ยังไง ท่านก็บอกแล้วว่าให้ดูดีๆ ดูให้ต่อเนื่อง มันจะได้เข้าใจว่า เนื้อเรื่องนี้เขาสื่อความหมายอะไร แล้วมันจริงมั้ย ...แล้วที่สุดแล้วมันคืออะไร
มันต้องอาศัยความพากเพียรนะ อดทนนะ ...งานเล็กงานน้อย งานจิ๊บงานจ๊อย งานจ๊อบงานโอเวอร์ไทม์อะไรพวกนี้ไม่เอาแล้ว รู้อย่างเดียว ดูอย่างเดียว ต้องตั้งใจอย่างนี้เท่านั้นหนา จึงจะดูหนังรู้เรื่องจบ ...จบ แล้วมันไม่ได้จบแค่หนังเรื่องเดียว มันหลายเรื่อง บางทีก็หลายเรื่องซ้อนกันในโรงเดียวกัน
ถ้าไม่สมาธิตั้งใจดูตั้งใจเห็นจริงๆ
รู้รอบเห็นรอบจริงๆ นี่ งง กระโดดไปกระโดดมา เดี๋ยวเข้าห้องน้ำ เดี๋ยวไปกินข้าว
เดี๋ยวไปซื้อขนม เดี๋ยวก็ลูกเรียก เดี๋ยวก็ต้องไปทำงาน เดี๋ยวก็ต้องไปคุยกับผัวกับเมียกับลูก โอ้ย ดูไม่รู้เรื่อง
ไม่รู้เรื่องจะทำยังไง ...ทำยังไงก็ไม่ได้ เพราะยังไงคุณต้องดูให้จบ ไม่จบเขาก็บังคับให้จบ เพราะว่าเกิดมาทำไม ต้องเจอเรื่องราวต่างๆ บีบคั้น เสียดแทง โหม รุมเร้าอยู่ตลอด
ในโลกนี้ใบนี้ ในชีวิตนี้ จนแปดสิบเก้าสิบปี โรงหนังปิด เขาถีบออกจากโรง
แต่ก็ต้องถูกบังคับมาดูอีก
หนีไม่พ้นหรอก ...หนังเรื่องนี้ คือโลกใบเก่านี่ ขันธ์อันเก่านี่ แต่เปลี่ยนหน้าใหม่ ...ตายแล้วมันก็เปลี่ยนหน้าให้ใหม่ แต่ขันธ์ก็คือขันธ์ห้าอันเก่า ดินน้ำไฟลม รูป
เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ... เหมือนเดิมนี่แหละ
แต่เปลี่ยนแค่ลักษณะรูปลักษณ์ ลักษณะเพศพรรณวรรณะอาจจะแปรปรวนไปบ้าง แต่ก็คือขันธ์ห้าอันเก่า โลกใบเก่า ...อาจจะโลกอยู่ในยุคสมัยหน้า สมัยใหม่ ก็คือโลกใบเก่านี่แหละ
แต่ปรุงแต่งเพิ่มเติมขึ้นไป หรือน้อยลงไปบางอย่าง อันนั้นตามวิสัย ...สุดท้ายก็คือโรงหนังอันเก่า หนีไม่พ้นหรอก
หักอกหักใจซะ ตัดอกตัดใจซะ อดทนดูมันไปจนจบ มันจะได้ไม่เสียชาติเกิด ...อย่าไปเสียดายเวลา ว่าเอาเวลาไปทำอันนั้นก่อน เอาเวลาไปทำอันนี้ก่อน
เอาเวลาไปเพื่ออันนั้น เพื่อคนนี้ เมตตามั่ง สงสารมั่ง สงเคราะห์มั่ง เกื้อกูลมั่ง
เอ้า เพื่อคนนั้นเพื่อคนนี้บ้าง ...แต่เวลาของตัวเองน่ะ ผัดวันประกันพรุ่ง
เมื่อไหร่จะดูให้จบเสียทีก็ไม่รู้ เมื่อไหร่จะดูให้ต่อเนื่องให้มันรู้เรื่อง
ให้เข้าใจเป็นเรื่องๆๆๆ ไป ...กายคืออะไร
จิตคืออะไร ธรรมคืออะไร เวทนาคืออะไร สัญญาคืออะไร ผัสสะคืออะไร รูปคืออะไร
เสียงคืออะไร กลิ่นคืออะไร ...ยังไม่รู้ ยังดูไม่จบสักเรื่องเลย
ดูไปครึ่งๆ กลางๆ ทนไม่ได้แล้ว บางทีก็อยากดูนะ แต่ทนไม่ได้ ทำไมถึงทนไม่ได้ ก็อย่างนั่งสมาธิเพชรสามชั่วโมง
ปวดทนไม่ได้แล้วแหละ ไม่อยากดูแล้ว อันนั้นก็ไม่ว่ากัน เวทนานั่นเอาไว้ก่อน ก่อนตายค่อยดูเอา ...เอาดูอันนี้ให้ได้ก่อน ระหว่างวันนี่ อย่าหนี อย่าให้มันหนี อย่าให้มันหนีออกจากโรง
เมื่อดูจนสามารถจะเป็นผู้รู้ผู้ดูที่สงบเงียบเรียบร้อยปกติเป็นกลางตั้งมั่นได้แล้ว
จากนั้นมันจะเกิดภาวะที่เรียกว่าทบทวน ถึงสาเหตุ ...คือมันน้อมกลับว่าอะไรเป็นเหตุ
ให้เกิดรูปนี้นามนี้ อะไรเป็นที่ตั้ง ของทุกข์ที่แท้จริง มันใช่รูปเสียงกลิ่นรส
หรือว่ารูปภาพที่อยู่ในจอมั้ย
มันก็จะสอบสวนทวนความ
นี่เรียกว่าปัญญา ถ้าพูดให้ดีหน่อยก็เรียกว่าญาณทัสสนะ คือมันชัดเจน
มันเริ่มเห็นชัดเจน มันเห็นรอบโรงแล้ว
แรกๆ ตามันแคบ ตามันมองตรง มีแต่ตัวละคร ...คือมันจดจ่อ อู้หูๆๆ อยู่นั่น แล้วก็กระโดดไปเล่นมั่ง ลงมามั่ง ...มันจะไม่เห็นโดยรอบเลย
ว่าเรื่องราวทั้งหมดนี่คืออะไร อะไรเป็นของจริง อะไรเป็นของเท็จ
อะไรเป็นของที่สร้างขึ้นมา อะไรเป็นเหตุปัจจัยแห่งการเกิดขึ้น
อะไรเป็นเหตุปัจจัยที่ดับไป ...มันไม่เข้าใจ
คือมันจะเอาแต่เนื้อเรื่อง
แล้วก็เอาแต่อารมณ์ เอาแต่ความรู้สึกในรูปเสียงกลิ่นรสหรือในความคิดความเห็น เข้าไปเป็นอินเนอร์ตลอดเวลา แล้วกระโดดเข้า-กระโดดออกๆๆ ... ส่วนมากไม่ค่อยกระโดดออกหรอก มันกระโดดเข้าไปตลอดเลย แล้วก็หายไปเลยๆๆ กับมัน
แต่ส่วนมากพวกเรานี่มันจะหน่อยนึง ไม่ค่อยมากหรอก แล้วมันก็กระโดดเข้าไป...หายยยย วันนึงหายไปสักยี่สิบสามชั่วโมงครึ่ง (โยมหัวเราะกัน) ที่ถอยมานั่งดูนี่ไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ...ทั้งวันนะ รวมๆ ทั้งวันไม่ใช่ตอนเวลาปฏิบัตินะ
ขนาดเวลานั่งปฏิบัติน่ะ ... หลับตาปุ๊บ กูก็หลับเลย (หัวเราะกัน) ใจก็หลับ...ปิ๊ดปี๋เลย หายไปเลยๆ ...ยิ่งหายยิ่งดี ชอบอีกนะ ... หายไปกับพุทโธล่ะยิ่ง 'โอ้โห ใช่เลยนี่' พุทโธไปๆ 'เฮ้ย โห
ตั้งชั่วโมงหายไปไหนไม่รู้เลยนี่'
เคยมั้ยล่ะ หายไปกับลมซะยังงั้น แล้วยังว่า 'โอ้โหย
จิตรวมดีขนาด' ...ลมก็หาย จิตก็หาย รู้ก็หาย(หัวเราะ) รู้กูหายไปไหนไม่รู้ มันหายไปได้ยังไง
ฮึ ... เออ แล้วเรียกว่าภาวนา แล้วก็ยิ้มกริ่มเลยนะ ว่าภาวนาดีเว้ย ...เราบอกว่า
เคยเห็นคนโง่ซ้อนคนโง่มั้ยล่ะ โง่แบกโง่น่ะ
ต้องเข้าใจ ...เมื่อกระโดดถอยมานั่งดูแล้วนี่ เมื่อเริ่มนั่งดู สงบ ระงับ
แล้วก็ไม่กระโดดโลดเต้นไปตามเนื้อหาหนัง คือเนื้อเรื่อง เรื่องราวต่างๆ
ที่ว่าผ่านไปวนมา ...มันจะเริ่มหันดูรอบตัวมันเอง สามร้อยหกสิบองศา
สำรวจด้วยความละเอียดถี่ถ้วน
น้อมกลับ น้อมเข้าน้อมออก ดูไปดูมา สังเกตตัวมันเอง...อะไรเป็นรู้ อะไรเป็นเห็น ใครเป็นคนรู้ ใครเป็นคนเห็น ในรู้ในเห็นนั้นมีใครมั้ย
มีสัตว์มั้ย มีบุคคลอยู่มั้ย มีความเป็นเรามั้ย มีความเป็นเขามั้ย ... มันตรวจสอบ
มันถี่ถ้วน มันละเอียด มันรอบคอบ
เนี่ยสติก็ละเอียดขึ้น สมาธิก็ตั้งมั่น ...ยิ่งตั้งมั่น สติก็จะยิ่งละเอียดขึ้น ปัญญามันก็จะถี่ถ้วนขึ้น ...เห็นไอ้ที่มันเป็นความเป็นจริงชัดเจนขึ้น
(ต่อแทร็ก 7/8)


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น