วันเสาร์ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

แทร็ก 7/13



พระอาจารย์
7/13 (550305C)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
5 มีนาคม 2555



พระอาจารย์ –  อยู่ด้วยความไม่ประมาท  อยู่ที่นี้...ด้วยความไม่ประมาท ...นี่ขนาดว่ามีปัญญาแล้วก็ยังต้องอยู่ตรงนี้ ไม่ได้ไปอยู่ที่ไหนที่คิดว่าสบายกว่านี้...ไม่มีหรอก 

ก็อยู่ที่เก่านี่แหละ กายก็เก่านี่แหละ ใจรู้อันเก่านี่แหละ ไม่ได้มีที่ไหนดีกว่าหรอก ไม่มีที่ไหนประเสริฐกว่านี้หรอก แม้มันจะกำราบกิเลสหยาบๆ เบื้องต้นได้ขนาดไหนก็ตาม ...ก็ต้องอยู่ที่นี้ จนวันตาย

วันตาย ...คือวันที่ขันธ์ตาย วันตายคือวันที่จิตตาย ... มีสองอย่างวันตายของมัน  

ถ้าสมมุติจิตยังไม่ตาย ขันธ์ตายก่อน ก็จนกว่าขันธ์จะตาย ...อยู่ที่นี้  

ถ้าขันธ์ยังไม่ตายแต่จิตตายก่อน ก็อยู่ที่นี้ต่อไปจนกว่าขันธ์จะตายจริงๆ 

เห็นมั้ย ขนาดที่ว่ามีปัญญาขนาดนี้ ท่านก็ไม่ได้ไปอยู่ที่ไหนหรอก ท่านก็อยู่ที่นี้ ไม่ไปอยู่ที่อื่น

อย่าไปเชื่อที่คิดว่ามีที่อื่นดีกว่า  เห็นมั้ย ความคิดนะมันจะพาให้เชื่อว่ามีที่อื่นดีกว่า ...ไอ้ที่อื่นนั่นแหละคือภพ ไอ้ที่อื่นนั่นน่ะคือการเกิดขึ้น...ด้วยอำนาจของความไม่รู้  นั่นแหละที่อื่น บอกให้ 

อยู่ที่นี้ ...จนกว่าจะเห็นว่าที่นี้ก็ไม่มีอะไร อยู่ที่นี้เพื่อให้เห็นความเป็นจริงของที่นี้...ว่าไม่มีอะไร  ให้มันเห็นว่าที่นี้คืออะไร เป็นอะไร แล้วมีอะไรจริงมั้ย นั่น มันต้องอยู่ตรงนี้ อยู่ที่นี้ เพื่อให้เห็นความเป็นจริงตรงนี้ ที่นี้ ที่เดียว

แค่ให้อยู่ตรงนี้ที่นี้ที่เดียวนี่ ...มันก็จะเห็นมากขึ้นในความเป็นจริงของที่นั้นที่โน้นน่ะว่า...ไม่มี   แล้วก็ความทะเยอทะยานของการจะไปที่นั้นที่โน้นที่นู้นก็จะน้อยลง

เมื่อมันเห็นความสำคัญของที่โน้นที่นั้นที่นู้นน้อยลง  จิตที่มันปรุงแต่งไปในที่นั้นที่นู้นก็น้อยลง ...ความสงบระงับจากความปรุงแต่งมากขึ้น อยู่ภายในของมัน...ผู้รู้นั้น

แล้วมันจะรับผลของมันคือ...ความเย็นไม่เป็นทุกข์ได้เอง ...แล้วมันก็จะยิ่งชัดว่าเมื่อใดที่ออกจากนี้ ไม่เย็น...เป็นทุกข์...มันก็ไม่ไป

ภาวนามันเป็นเรื่องใกล้ตัว เป็นเรื่องอยู่กับตัวจริงๆ ...ใกล้ตัวก็คือแค่นี้ เท่านี้ เท่าที่เห็นเท่าที่ได้ยิน ...เรื่องที่ตัวก็คือกายใจ รู้กับกายแค่นี้ ...มันเป็นเรื่องแค่นี้เองจริงๆ 

ไม่เห็นมันยาก ...ถ้ารู้อยู่แค่นี้กับของที่ใกล้ตัว กับของที่อยู่เป็นตัว นี่ มีอยู่แค่นั้น ตาหูจมูกมันก็แค่นี้ รอบอาณาบริเวณ หู...เสียงก็ได้ยินแค่เท่าที่ประสาทมันจะรับได้แค่นี้ ใกล้ๆ นี่ 

เห็นมั้ย ธรรมเป็นของใกล้ขนาดไหน เขาปรากฏอยู่รอบตัวเรานี่ ในอาณาบริเวณนี้ นี่ใกล้...นี่ธรรมภายนอกนะ 

ธรรมภายในล่ะ...ก็ตัว ขันธ์ ๕ ...แล้วก็คอยสังเกตสิ  ภายนอกกับภายในมันสัมผัสกัน เชื่อมกันแล้ว ขันธ์ ๕ มันแสดงปฏิกิริยาอย่างไร 

มันคิดมั้ย มันปรุงแต่งมั้ย มันมีความสุขมั้ย มันไปเป็นสุขเป็นทุกข์กับสิ่งล้อมรอบตัวมันมั้ย ...แล้วเมื่อมันเกิดขึ้นมาแล้ว มันไปตั้งอยู่แค่ไหน มันอยู่ยังไง สุดท้ายแล้วเป็นอย่างไร ...ก็แค่เนี้ย 

ไม่เห็นมันจะซับซ้อนเลย... ไม่เห็นมีรูปฌาน อรูปฌานสี่ สมาบัติแปด วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา อุเบกขา ไม่เห็นมีสักกะติ๊ดน่ะ มันก็แค่เนี้ย ความเป็นจริงก็มีอยู่แค่นี้ ทำไมจะต้องไปเปิดตำรากางอยู่ในใจในจิตอยู่ตลอดเลย 

เห็นอะไร รู้อะไร ได้ยินอะไร ได้ฟังอะไร ได้กลิ่นอะไร ได้รสอะไร ... ขันธ์ ๕ ปฏิสัมพันธ์กัน พอใจ-ไม่พอใจเกิดขึ้นอย่างไร กิเลสเกิดขึ้นอย่างไร ...ดู ธรรมที่ปรากฏนี่ คืออย่างนี้ 

รู้เห็นธรรมที่ปรากฏก็คืออย่างนี้ รู้เห็นขันธ์ที่ปรากฏก็คืออย่างนี้ รู้เห็นส่วนที่เป็นกิเลสปรากฏก็คืออย่างนี้  มันของจริงความจริงทั้งนั้น ...เรียนรู้ธรรมอย่างนี้ 

แล้วเห็นความเป็นจริงที่สุดของธรรมคืออะไร ...มันหนีไม่พ้นไตรลักษณ์ เป็นเรื่องของไตรลักษณ์ล้วน ๆ

แต่ถ้าไม่ตั้งมั่นเป็นหนึ่งอยู่ตรงนี้ ขณะนี้  มันจะไม่เห็น สิ่งที่มีอยู่จริง ...เขาอยู่จริง ก็รับทราบอยู่จริง คืออะไรเป็นอย่างไร 

มัวแต่วุ่นวี่วุ่นวาย กระวนกระวาย กระสับกระส่ายไปกับอดีตอนาคต ไปกับธรรมที่ยังไม่ปรากฏ หรือธรรมที่ล่วงลับไปแล้ว มันเลยเหมือนคนหลับตาอยู่กับธรรมปัจจุบัน มันก็เลยเหมือนคนตาบอดเดินคลำทาง 

กำลังหาทางไปนิพพานอยู่แบบปิดตาเดิน ไม่มีทางหรอก ถ้าให้คนตาบอดนำทางหรือว่ากำลังเดินปิดตาไป ...ก็บอกแล้วไม่มีทางที่จะเข้าสู่ทาง ไม่มีทางที่จะเห็นทาง ยังไม่เห็นเลยจะไปเข้าสู่ทางยังไง

สติในปัจจุบันนี่สำคัญ ปัจจุบันคืออะไรก็สำคัญ ...กายนี่ถึงบอกว่าเป็นหลักปัจจุบัน ยังไงๆ มันก็กายปัจจุบันมีอยู่ตลอด ยกเว้นเวลาหลับ ที่จิตมันพัก อายตนะมันพัก มันเลยขาดการรับรู้ในปัจจุบันชั่วคราว 

แต่นอกนั้นตื่นขึ้นมาทั้งวันนี่  กายมีอยู่...กับปัจจุบัน ยืนพื้น ...อย่าปล่อยให้เวลามันล่วงเลยหมดไปกับความคิด อย่าปล่อยให้เวลามันล่วงเลยหมดไปกับอดีตอนาคต อย่าปล่อยให้เวลามันล่วงเลยหมดไปกับการแสวงหา 

อย่าปล่อยให้เวลามันล่วงเลยไปกับความคิดความเห็นความเชื่อหรือเรื่องราวของสัตว์บุคคล หรือเรื่องภาวะความเป็นไปของในโลก อย่าให้หมดเวลาไปกับเรื่องพวกนี้ ...ไม่มีสาระหรอก 

ให้เวลาโดยสมมุตินี่ หมดไปกับการรู้การเห็นกายกับขันธ์ ๕ ในปัจจุบัน ...นี่เป็นสาระที่สุด เป็นประโยชน์สูงสุด เป็นคุณสูงสุด เป็นการปฏิบัติที่ตรง...ที่ตรงที่แจ้งต่อทางไปนิพพาน

เผลอใหม่รู้ใหม่...ไม่เสียหายหรอก  อย่าไปหงุดหงิดรำคาญมัน ลืมไปรู้อีก ลืมใหม่รู้อีก ลืมร้อยครั้งรู้ร้อยครั้ง ลืมพันครั้งรู้พันครั้ง ...อย่าไปท้อ อย่าไปปล่อยให้มันว่า "ช่างมันเถอะ ไม่เอาแล้ว"  นั่น ความเพียรไม่มี 

ลืมอีกรู้อีกๆๆ ...อยู่อย่างนี้ เอาให้มันต่อเนื่องลงไป จนมันเท่าทันความหลง เท่าทันความลืมเนื้อลืมตัว ลืมกายลืมใจ ...เอามันจนเท่าทันนั่นแหละ ไม่ต้องถามว่าตอนไหนเวลาไหนหรือเมื่อไหร่ ลืมอีกรู้อีกๆๆ 

มันต้องทำงานอย่างนี้ นี่คืองาน  ขยันรู้เข้าไว้ ขยันไม่ลืม เพื่อมันชนะความหลง ชนะความลืม ทำงานนี้ เพื่อให้จิตมันตั้งมั่น ...เมื่อมันตั้งมั่นแล้วคราวนี้มันก็ไม่ค่อยลืมแล้ว ถ้ามันตั้งมั่นได้มันก็ไม่ค่อยลืมแล้ว 

มันก็เห็นอยู่ในปัจจุบัน ที่มันเกิด ที่มันตั้ง ที่มันดับ ที่มันแปรปรวน ที่มันขึ้น ที่มันมาก ที่มันน้อย ที่มันลง มันเห็น ไม่ค่อยลืมแล้ว ...จนมันเป็นมหาสติ จนมันเป็นอัตโนมัติ 

ศีลสมาธิปัญญามันรวมลงเป็นหนึ่งเดียวกัน มันก็เป็นอัตโนมัติ มันก็ทำงานของมันเองน่ะคราวนี้ มันก็รักษากายใจของมันเองโดยอัตโนมัติ 

ไปไหนมาไหนทำอะไรมันก็เห็นกายใจโด่เด่ๆ อยู่ตรงนี้ ไม่หลุดไม่หายไปจากนี้เลย ไม่มีความมืดความหายความมัวเมามาแทรกมาแซง มาปิดมาบังได้เลย 

เหมือนกระจกใส สะท้อนเงาได้แจ่มชัดดีอย่างนั้น สะท้อนเงาของตัวเองได้แจ่มชัด...มันใส กระจกมันใส ไม่เป็นฝ้าไม่เป็นขุ่นไม่เป็นมัว ไม่แตกไม่ร้าวจนมองเห็นอะไรไม่ชัดเจน ...มันชัดเจนตัวมันเอง

ความเพียรน้อย...ผลก็น้อย  การต่อเนื่องน้อย...ผลก็น้อย  ขี้เกียจมาก...ก็ทุกข์มาก คิดมาก...ก็ทุกข์มาก หลงมาก...ก็ทุกข์มาก 

การภาวนาก็ต้องอบรมวิถีแห่งมรรคอย่างนี้ จนมันชัดเจนในองค์มรรค จนมันชัดเจนในทางของมรรค จนมันชัดเจนในศีลสติสมาธิปัญญา ...มันชัดหมดน่ะ 

แล้วมันจะเข้าใจในความเป็นเหตุและปัจจัยซึ่งกันและกันอย่างไร  ศีลมี...สมาธิเกิด สมาธิมี...ปัญญาเกิดได้อย่างไร ...มันจะชัด 

เมื่อมันชัด...มันจะเห็นความสำคัญของสติสมาธิปัญญามากขึ้นๆ จนแนบแน่นอยู่ที่ใจรู้ใจเห็นเลย เป็นเนื้อหนึ่งใจเดียวกัน...ไม่ขาดไม่หายไปจากปัจจุบัน 

ไอ้ที่มันยังขาดหายไปเพราะมันยังไม่เห็นคุณค่า ใจมันยังไม่เห็นคุณค่าของสติสมาธิปัญญาที่แท้จริง  มันก็จะตกอยู่ในอาการเผลอเพลิน ตกอยู่ในอาการลุ่มหลงมัวเมาที่มันเคยชินมาแต่เก่าก่อน

เพราะนั้น การภาวนาเป็นเรื่องของใครของมัน ใครก็ช่วยไม่ได้ ... ศีลใครศีลมัน สติใครสติมัน สมาธิใครสมาธิมัน ปัญญาใครปัญญามัน  อยู่ที่ว่ามีความบากบั่นพากเพียรมากน้อย...อันนั้นน่ะต่างกันไป 

แต่ทุกคนต้องทำเองหมด ต้องเจริญขึ้น ... รอไม่ได้ นึกคิดเอาก็ไม่ได้ คาดหวังก็ไม่ได้  ต้องเจริญขึ้น มันจึงจะเกิดความรู้ความเห็นที่ชัดเจนแล้วก็เป็นจริง แล้วก็เข้าใจความเป็นจริง แล้วก็ยอมรับความเป็นจริง 

แล้วก็ปล่อยความเป็นจริงทั้งหมด นั่นแหละการสำเร็จด้วยการภาวนา ด้วยการเจริญขึ้น ...เพราะว่าที่สุดของการภาวนาคือปล่อย ทิ้งหมด โดยไม่เหลืออะไรเลย นั่นแหละคือที่สุดของภาวนา

ยังเด็กยังหนุ่มยังแน่นกันอยู่ รีบทำซะ...อายุยังน้อย แก่ไปแล้วมันจะขี้เกียจมากขึ้น แก่ไปแล้วจะลุกจะเดินจะเหินก็ โอยๆ มันต้องมาข้องแวะเกาะเกี่ยวกับเวทนาในกาย เป็นภาระที่จะมาเป็นเหตุให้จิตมันอ้างอยู่เสมอ 

ตอนนี้มันยังไปไหนกระฉับกระเฉง ตาหูไม่ฝ้าไม่ฟาง กินข้าวดีกินน้ำลำ(อร่อย) ... เอาเวลาส่วนนี้มาภาวนาให้มากๆ สะสมปัญญาไว้

เอาไว้ใช้ตอนแก่ด้วย ...เดี๋ยวนั่งก็โอย กินข้าวก็ไม่อร่อย อาบน้ำแล้วก็ว่าไม่ได้อาบ กินข้าวเสร็จแหม็บๆ ก็บอกยังไม่ได้กินเลย ...ภาวนาไม่เป็นแล้วตอนนั้นน่ะ 

ตอนนี้ยังรู้เรื่อง เดินเหินคล่อง สติความคิดยังแจ่มใส กำลังวังชาเรี่ยวแรงยังมี เวทนายังห่างไกล ยังไม่มาเป็นผู้อยู่อาศัยที่แท้จริง เขาอาจจะมาเป็นแขกมาแวะมาเยือนมาเคาะมาร้องเรียกเป็นครั้งคราว 

แต่เดี๋ยวถ้าอีกห้าหกสิบปีข้างหน้าต่อไปเขามาบ่อยขึ้นล่ะ พอมาบ่อยมากขึ้นชักคุ้นเคย กูไม่ไปแล้วขอนอนด้วยคน...เวทนามันจะมาตีสนิทให้เลย ...แล้วจะทำยังไงเวลานั้น 

ภาวนามันไม่มีอันภาวนาได้แล้ว...ถ้าไม่มีปัญญา  ก็จะมีแต่บ่น มีแต่ว่า มีแต่ตำหนิ มีแต่ท้อ เสียดายเวลาที่ผ่านไป ... "รู้อย่างนี้ภาวนาเสียตั้งแต่เมื่อห้าสิบปีก่อนก็ดี" ... แน่ะ หูย กว่ามันจะคิดได้ตั้งห้าสิบปีแล้ว

"รู้งี้ ฝึกรู้อยู่ที่กายใจปัจจุบันซะตั้งแต่ห้าสิบปีที่แล้ว น่าจะได้ผลตอนนี้เลย" เนี่ย สายไปแล้ว รอเกิดใหม่เอาแล้วกัน ...นั่น มันหมดเวลาล่วงไปอย่างนั้น ทำงานหามรุ่งหามค่ำแทบเป็นแทบตาย 

สุดท้ายมันเท่ากันหมดแหละ นอนตายบนที่นอน หรือยืนตายก็เท่ากับฝ่าตีน ....กูหาที่แทบตาย เวลาตายมันใช้ที่แค่ฝ่าตีน เนี่ยถ้ายืน เวลาถ้าสมมุตินอนตายก็แค่ไม้กระดานสามแผ่น หูย กูหาแทบตาย 

ซื้อที่ซื้อทางเยอะแยะ เงินทองมากมาย อาศัยพื้นดินนอนตายแค่ฝ่าตีน กับแผ่นหลัง อาศัยแค่นั้นจริงๆ เหลือแค่นั้นจริงๆ ที่พอให้อาศัยเป็นที่ตายอ่ะ ...มีอะไร้ ชื่อเสียงเกียรติยศเงินทอง ก็แค่นั้นน่ะ

ถ้าตายในอากาศสบายเลย ไม่ต้องอาศัยผืนดิน ...เครื่องบินตกน่ะ มันช็อกตายตั้งแต่เครื่องบินยังไม่ทันตกหรอก ไม่ต้องอาศัยผืนดินเลย ...เห็นมั้ย หามาแทบตาย ทำมาแทบตาย ขวนขวายแทบตาย ไม่เหลืออะไร

ถ้ายังไม่รู้ไม่เห็นไม่เข้าใจ มันก็เกิดมาตายเปล่า...เกิดมาตายเปล่า..เกิดมาตายเปล่า  ภาวนาไปภาวนามาไม่เห็นผล ด้วยความท้อถอย ก็เลิกละ เลิกไป ไปหมกมุ่นมัวเมากับโลกกับธรรม 

สุดท้ายก็...บวชก็ตาย ไม่บวชก็ตาย เหมือนกัน เท่ากัน ...ไอ้ที่ทำมานั่นน่ะ ถึงทำอะไรไม่เหมือนกัน แต่เวลาตายเท่ากัน

ภาวนานี่ เมื่อเริ่มภาวนา เมื่อเข้าใจแล้วนี่ ...ต่อไปจะต้องกำชับพื้นที่ให้เหลือแค่นิดนึง ขณะเดียวนี่ ต้องให้รู้อยู่ทุกขณะ แค่นั้น ไม่ให้เล็ดลอดออกไปแม้แต่ขณะเดียว นั่นแหละ  

หมายความว่าเท่าทันทุกขณะ ทุกความคิด ทุกความปรุงแต่ง ทุกอารมณ์ ทุกความรู้สึก ...ไม่ใช่ยิ่งมายิ่งห่าง หรือว่าเป็นช่องโบ๋ช่องโหว่มากขึ้น ...นั่น ไม่ได้การแล้วอย่างนั้น

(ต่อแทร็ก 7/14)


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น