วันศุกร์ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

แทร็ก 7/12


พระอาจารย์
7/12 (550305B)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
5 มีนาคม 2555



พระอาจารย์ –  ภาวนามันไม่ใช่มีเวล่ำเวลานี่ ไม่มีเวล่ำเวลาเลย ไม่ต้องอ้างกาลอ้างเวลาเลย ...ตรงไหน ตอนไหน วินาทีไหน ขณะไหน...รู้ได้ต้องรู้  และต้องรักษาสติตรงนั้นให้ต่อเนื่อง 

จะบริกรรมก็ดี จะกำหนดอุบายอะไรก็ดี ให้เกิดความต่อเนื่อง...เพื่อให้มันยืนอยู่ในฐานของปัจจุบัน เพราะความเป็นจริงมันมีอยู่ในปัจจุบัน ...จิตมันจะตั้งมั่นได้ มันก็ต้องตั้งมั่นกับปัจจุบัน 

ไม่ใช่ไปตั้งมั่นในอดีต ไม่ใช่ไปตั้งมั่นในอนาคต ไม่ใช่ไปตั้งมั่นวันนั้น ไม่ใช่ไปตั้งมั่นตอนเข้าพรรษา มันไม่มีเวลาตั้งมั่นหรอกจิต ...ต้องตั้งมั่นเดี๋ยวนี้ ที่นี้ เดี๋ยวนี้ ขณะนี้ 

แล้วมันก็จะค่อยๆ หนักแน่นมั่นคงไปตามลำดับ ...ยิ่งหนักแน่นยิ่งมั่นคงเท่าไหร่  การเห็นการรู้ การจำแนกแยกขันธ์ในปัจจุบันขันธ์ปัจจุบันธรรมนี่ มันจะชัด มันจะเห็นชัด ...รู้ชัดเห็นชัด 

นั่นแหละเป็นผล ว่าทำไมถึงรู้ชัดเห็นชัด ...เพราะมันตั้งมั่น มั่นคง ไม่หวั่นไหว ...ก็ชัดว่านี่เป็นกาย ชัดว่านี่เป็นความคิด นี่เป็นอารมณ์ นี่เป็นเวทนา ชัดว่านี่เป็นผัสสะ นี่เป็นรูป นี่เสียง นี่กลิ่น นี่เป็นแค่รส 

มันชัดในการที่ต่างอันต่างเกิด ...ขันธ์เกิดส่วนขันธ์ รูปเกิดส่วนรูป นามเกิดส่วนนาม ผัสสะเกิดส่วนผัสสะ รูปเสียงกลิ่นรสเกิดส่วนรูปเสียงกลิ่นรส ไม่ได้เกิดขึ้นร่วมกันแต่ประการใด ...มันจำแนกออก ...มันชัด

แต่ถ้ามันไม่ชัดนี่ มันจะผสมกลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกัน...แยกไม่ออก ... นั่นแหละมันหลง มันไม่มีปัญญาที่มันแหลมคม เสียด ซอย จำแนก วิเคราะห์ธรรมเป็นส่วนๆ ไป 

มันก็กลมกลืนเป็นเรื่องเป็นราวเดียวกัน เป็นของเราเป็นของเขาทั้งหมด แยกอะไรไม่ออกเลย ...มันจำแนกแยกธรรมเป็นส่วนๆ ไม่ออกเลย

แต่ถ้าเราเริ่มตั้งมั่นอยู่ตรงนี้ รู้อยู่ตรงนี้ รู้อยู่กับเดี๋ยวนี้ รู้อยู่กับปัจจุบันขณะนี้  จนจิตมันตั้งมั่นดีแล้ว ... อะไรเกิดขึ้น...มันก็จะรู้ มันก็จะเห็น ในส่วนที่มันเกิด  อะไรที่ดับไป...มันก็จะรู้ มันก็จะเห็นในส่วนที่มันดับ 

ว่า...อ๋อ อันนี้มันดับ อันนี้ยังตั้งอยู่ ...มันคนละส่วนกันอย่างไร มันไม่เกี่ยวข้องสัมผัสสัมพันธ์กัน มันไม่ใช่เนื้อเดียวกัน มันไม่ใช่เรื่องเดียวกัน 

มันก็แยกธาตุแยกขันธ์ จำแนกธาตุจำแนกขันธ์ จำแนกสภาวธาตุสภาวธรรมสภาวขันธ์ จำแนกสภาวะใจสภาวะจิต ...มันจำแนกออกจากกัน แบ่งออกจากกัน โดยสภาพธรรมตามความเป็นจริง 

ตามธรรมชาติของความเป็นจริงที่มันก่อเกิดขึ้นมาโดยเหตุและปัจจัยที่ต่างกัน ...ถ้ายังไม่หมดเหตุปัจจัยนั้น เหตุปัจจัยนั้นยังไม่ดับ ก็ยังอยู่ ...แล้วเมื่อหมดเหตุปัจจัยนั้น เหตุนั้นก็ดับ เมื่อหมดเหตุปัจจัยนี้ เหตุตรงนี้ก็ดับ 

นั่น มันจะเห็นความเป็นสัดเป็นส่วน เป็นการที่ต่างอันต่างเกิดต่างอันต่างดับ ไม่มีการข้องแวะเกาะเกี่ยวซึ่งกันและกันแต่ประการใด  มีความเป็นอิสระ มีความเป็นเอกภาพ มีความเป็นธรรมอันหนึ่งในสิ่งนั้นๆ

ส่วนใจ...ก็มีหน้าที่รู้หน้าที่เห็น เป็นสภาพเดิมแท้ของเขาแค่นั้น ...และในระหว่างที่มันจำแนกแยกธาตุแยกขันธ์แยกธรรมเป็นสัดเป็นส่วน เห็นการเกิดการดับของแต่ละธรรมแต่ละขันธ์ที่เกิดแล้วก็ดับ 

มันจะเห็นเลยว่าในระหว่างเกิดขึ้นตั้งอยู่ของธรรมแต่ละส่วนๆๆๆ นี่...ไม่มีเรา ของเรา ตรงไหนปรากฏเลย  ทั้งในส่วนที่เรียกสมมุติว่าความคิด ในส่วนที่เรียกสมมุติว่าความสุข ความทุกข์ ความปวด ความเมื่อย 

ทั้งในส่วนที่เรียกว่าแขน ขา หน้า ตา ตัว ผม เล็บ ขน ฟัน หนัง เอ็น ตับ ไต ไส้ พุง ม้าม ปอด หัวใจ น้ำเลือด น้ำเหลือง ที่ปรากฏผุดโผล่ขึ้นมาให้รับรู้รับทราบ ก็ไม่มีว่ามีเราตรงไหน ของเราตรงไหนอยู่ในนั้น

นี่ ด้วยจิตที่มันตั้งมั่นเห็นธรรมตามความเป็นจริง...ซ้ำลงไป ย้ำลงไป ... ความเชื่อผิดๆ ความเห็นผิดๆ ที่เคยว่าขันธ์นี้เป็นเรา ขันธ์นี้เป็นของเรา กายนี้เป็นเรา กายนี้เป็นเขา...

ความคิดเป็นเรา ความคิดเป็นของเรา ความคิดเป็นเขา ความคิดเป็นของเขา ความเห็นเป็นเรา ความเห็นเป็นเขา  ...ความเห็นผิดๆ เหล่านี้ มันจะค่อยๆ จางลงไป คลายลงไป 

เพราะมันเห็นขันธ์ที่ปรากฏแต่ละขันธ์ มันแยกส่วนกัน ...แล้วก็ในส่วนที่มันปรากฏเป็นความคิดบ้าง เป็นอารมณ์บ้าง เกิดแล้วก็ดับ ไม่เห็นมีเรามีของเราตรงไหน ในนั้น 

ในการเกิดขึ้นของมัน ในการตั้งอยู่ของมัน แล้วก็ในการดับของมัน...ก็ไม่เห็นมีสภาวะไหนสภาวะหนึ่งที่บ่งบอกว่านี้เป็นเรา นี้เป็นของเรา ...เนี่ย ปัญญานี่มันเห็น 

มันไม่โง่แล้ว ถ้ามันเห็นอย่างนี้มันก็ไม่โง่แล้ว ไม่โง่มาบอกว่าไอ้นี่ยังเป็นเราอยู่นะ นี่เชื่อแบบโง่ๆ

แต่บอกแล้วไงว่า เบื้องต้นการเห็นนี่ มันยังไม่ยอมหรอก มันไม่ยอมรับ ...ก็บอกว่าต้องอาศัยยาแรง เพราะไอ้ความเห็นผิดนี่มันฝังลึก แน่น โอบรัดกระหวัดเกี่ยวใจไว้ หุ้มไว้อย่างหนาแน่น 

ถ้าอย่างภาษาเขาก็ว่าแบบกระเบื้องตราช้าง มันแบบแน่นแบบหนา ...เพราะนั้นถ้ามาทำแบบเล่นๆ เป็นงานอดิเรก ภาวนาเป็นงานอดิเรก ใจดีก็ทำ มีเวลาว่างๆ ก็ทำ นี่ไม่มีทางจะสู้กระเบื้องตราช้างได้หรอก 

ดูกี่ทีกี่ที...ก็ไม่ยอมรับ  ก็ยังว่าเป็นเรา ก็ยังว่าเป็นของเรา ไม่เห็นมันหายไปสักทีเลย  ความคิดเกิดขึ้นมากี่ครั้งกี่ครั้ง ดูยังไงก็ยังเห็นว่าเป็นของเรา ...มีความรู้สึกว่ายังเป็นของเราอยู่ 

เอาแล้ว เริ่มท้อแล้วว่า "ไม่ถูกแล้วมั้ง ไม่ได้ผลแล้วมั้ง  สุขเกิดขึ้นก็ยังว่าเราสุข ทุกข์เกิดขึ้นก็ยังว่าเราทุกข์ ... เห็นก็เห็นอยู่นะ แต่ก็ยังรู้สึกว่าเป็นเราของเราอยู่นะ ...เอ๊ มันจะไม่ได้ผล"  

นี่ เริ่มแก้ เริ่มหนี เริ่มหาวิธีใหม่ เริ่มค้น เริ่มหาเหตุหาผล  เริ่มคิด เริ่มหลง เริ่มหนีออกจากปัจจุบันแล้ว เริ่มควาน  เริ่มไขว่ เริ่มคว้า ...แน่ะ เริ่มหาอะไรมาทำเพื่อให้ “เรา” หายไป 

พอมันมาคิดมาสนับสนุน ก็หลงคิดอีกแล้วนั่น หลงหาอีกแล้ว ...ไม่รู้ตัวอีกแล้ว  ความไม่รู้ตัวมันก็ขึ้นมา...ซ้อนขึ้นมาอีก ... เนี่ย ทิ้งงานแล้ว...ทิ้งงานในองค์มรรค 

แล้วก็ปล่อย ให้มันเป็นไปเหมือนเดิมอย่างนั้นน่ะ ไม่เจริญสติสมาธิปัญญาให้เกิดความรู้ชัด ความเห็นชัด ซ้ำลงไปอีก ...ด้วยความเพียรเพ่ง ไม่ท้อถอย 

ไม่ยอมรับก็รู้...ว่าไม่ยอมรับ  ก็ไม่หนี ก็รู้ต่อ...ดูต่อ อยู่กับปัจจุบันนั้นต่อ กลับมามุ่งหน้าทำงานไป ... ไม่ใช่นั่งฝันว่าเมื่อไหร่เงินเดือนขึ้น เมื่อไหร่ตำแหน่งจะสูงขึ้น แต่งานไม่ทำ ...ไม่มีทางหรอก 

ก็รู้ว่าอย่าไปคิดสิ เงินเดือนยังไม่ขึ้น เท่าเก่าก็เท่าเก่า ทำงานไป เอาผลงานเข้าว่า ...นั่นคือมรรค ต้องเจริญ  มันจะเห็น มันจะยอม มันจะไม่ยอม ก็รู้ไป...ดูไป ค่อยๆ อบรมใจ ด้วยปัญญาไป

มันก็ค่อยๆ คลี่คลายไป ทีละเล็กทีละน้อย นั่นน่ะ ขอให้อย่าหนีออกจากสติ สมาธิ ตั้งมั่นอยู่ในปัจจุบัน ปัญญาคือสอดส่องดูมัน รู้กับมันด้วยความอดทนอดกลั้น...ต่อกิเลสที่มันแผดเผา 

มันไม่สบายหรอกความพากเพียรน่ะ และก็ไม่มีอะไรได้มาแบบสบายๆ หรอก มีแต่ทุกข์ทั้งนั้นน่ะ ...ดูกี่ครั้งๆ ก็ยังเป็นเรา เห็นกี่ครั้งกี่ทีก็ยังเป็นเรา 

จะบอกให้เพราะอะไร...เห็นน้อยไป รู้น้อยไป ความต่อเนื่องน้อยไป  นั่นแหละ ไม่ต้องหาเหตุหาผลอื่นเลย บอกให้เลย สรุปให้เลย ...อย่ามัวไปนั่งคิดนั่งหาวิธี 

เมื่อสรุปได้อย่างนี้แล้วก็ไม่ต้องคิดอะไรมาก รู้ต่อไป เจริญสติต่อไป ตั้งมั่นอยู่กับตรงที่มันเป็นเราของเรา ...ดูมันเข้าไป จนกว่ามันจะยอมคายออกน่ะ ว่าไอ้ที่มันอมอยู่นี่มันขม มันรู้จักคายซะมั่ง 

มันยังไม่รู้จักว่าขมจริงๆ มันก็ยังไม่คาย ...เอาจนมันรู้ชัดเห็นชัด รู้อีกเห็นอีกๆ ซ้ำลงไป ย้ำลงไป ต่อเนื่องลงไป ...ขมก็ยังขมวันยังค่ำ ไม่ต้องกลัว...มันคายแน่

แต่ถ้าความเพียรถอย ความคิดแทรก ความปรุงแต่งเกิด ...ของขมกลายเป็นของหวานแล้ว กลืนกินด้วยความเอร็ดอร่อย เป็นพิษเป็นภัยไม่รู้แล้ว อร่อยอย่างเดียว ...เป็นความเคยชิน

การภาวนาน่ะ ดีชั่วไม่ได้อยู่ที่ไหนหรอก ไม่ได้อยู่ที่สถานที่ ไม่ได้อยู่ที่วาสนาบารมีอะไรหรอก อยู่...ที่นี้  

แต่มันเป็นโรคอยู่อย่างนึง...คือโรคที่ไม่ชอบอยู่ที่นี้  

มันชอบอยู่ที่โน้น มันชอบอยู่ที่นั้น ...ที่นี้มันอยู่ไม่ได้ มันเป็นโรคอะไร ฮึ ...โรคบ้ากิเลส โรคความไม่รู้กัดกินบังคับบงการ ให้มันแตกออกจาก “นี้” ตลอดเวลา 

ให้กลับมาอยู่ตรงนี้ รู้ตรงนี้ เห็นตรงนี้ มันจะตายซะให้ได้ ...มันอึดอัด มันกระวนกระวาย มันจะอ้างเหตุอ้างผล อ้างธรรมะชั้นสูง ... "ถ้าอยู่ตรงนี้อยู่แค่นี้ ไม่ได้อะไร" ...นั่นมันว่า 

แล้วก็เชื่อมันหมด ทำตามมันหมดน่ะ ...เป็นโรคใจอ่อน เป็นโรคอ่อนแอปวกเปียก  ไม่แข็งแกร่ง ไม่ตั้งมั่นอยู่ในที่นี้ เดี๋ยวนี้ ตอนนี้ ขณะนี้

แล้วก็วิ่งไล่หาธรรมะกันเพลิดเพลินไปเลย ธรรมปลอมธรรมจริงไม่รู้ล่ะ มันคิดว่ามันกำลังหาอะไรอยู่ มันก็ยังแยกไม่ออกเลยว่าอันไหนจริงอันไหนเท็จ ...ไขว่คว้าหาธรรมกันไป 

ก็บอกว่าธรรมมันอยู่ตรงนี้ อยู่ที่นี้  จะไปหาตรงไหน จะไปหาที่ไหน  เพราะธรรมมันมีอยู่ตรงนี้...แค่นี้  ...เมื่อมันมีอยู่ตรงนี้ แค่นี้ ก็ต้องรู้แค่นี้  ...จะไปเอาที่ไหน เอาแค่ไหนล่ะ 

ไอ้ที่เกินจากนี้ นอกจากแค่นี้ จิตมันว่าเอาเอง...ว่าแค่นี้ไม่ใช่  ต้องแค่นั้น ต้องเท่านั้น ต้องตรงนั้น ต้องอย่างนั้น ...จิตมันว่า จิตมันหลอก  

แล้วเราไม่มีปัญญาเท่าทันจิต ...ไม่เห็นว่านี้คือจิตปรุงแต่ง เป็นธรรมหนึ่งที่ปรากฏ ณ เดี๋ยวนี้  ไม่มีค่า ไม่มีสาระ ไม่เป็นสาระอะไร

นี่ ด้วยจิตที่ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวตามอำนาจความปรุงแต่งของจิต...ก็จะเห็นว่า จิตปรุงแต่งนี้ก็จะดับ แล้วมันก็อยู่กับ "แค่นี้" ไป ... เดี๋ยวๆๆๆ มันก็ขึ้นมาอีก จิตน่ะ มันขยันทำงาน 

เพราะเราเคยใช้งานมัน เพราะเราเคยใช้ประโยชน์จากมันมาเก่าก่อน เพราะเรานิยมชมชอบมัน เพราะเราคุ้นเคยกับมัน เพราะเราคิดว่ามันมีประโยชน์ เพราะเราคิดว่ามันจะพาเราไปหาจุดหมายที่เราต้องการได้ 

เดี๋ยวมันก็ขึ้นมาอีก ว่า "จะไม่ได้อะไร รู้แค่นี้ไม่พอ ต้องอย่างนั้น ต้องอย่างนี้" ... มาอีกแล้ว ...ก็รู้ทันสักครั้งนึง สองครั้ง สามครั้ง สี่ครั้ง ...เอาแล้วเว้ย ครั้งที่ห้า ชักไหวแล้ว ชักส่ายแล้ว ...ถ้าจิตไม่ตั้งมั่นนะ 

ถ้ากำลังของสติสมาธิไม่ตั้งมั่นจริงๆ นี่  คิดขึ้นมาซ้ำเรื่องเก่า ไม่เกินสิบครั้ง...เสร็จ ส่าย ทิ้งปัจจุบันแล้ว ...แบบ "กูไม่เอาแล้วแค่นี้" เนี่ย  

คราวนี้จิตมันก็หัวเราะตีพุงเป็นแป๊ะยิ้มเลย พาท่องไปในจักรวาล หัวหกก้นขวิดไปกับความคิด กำเริบเสิบสาน ทะยานอยาก ...เหมือนติดปีกติดหาง เหมือนเสือติดปีกไป 

แล้วแข็งแรงแข็งแกร่งด้วยนะ เอาไม่อยู่แล้ว ...ถ้าลองได้พอกพูนขึ้นมาแล้ว นี่ มันไปหา...ด้วยอำนาจของกิเลสปรุงแต่งมากมาย ได้อารมณ์มาอย่างงั้นอย่างงี้เนี่ย 

ความเสมือนจริง ความเป็นจริง ความเป็นเรา ความเป็นของเรา โอ้โห มากัน...แบบเกาะแนบแน่นเป็นพรวน สวมองค์ทรงเครื่องเป็นลิเกหลงโรงเลยนั่น 

ทีนี้จะสละ ละวาง ละคลาย  หยุดความคิด หรือว่าไม่ตามความคิดน่ะ ไม่ไหวแล้ว ...ทานอำนาจความคิด ทานอำนาจอารมณ์ไม่ไหว 

จะมีสติตอนนั้น จะมีความตั้งมั่นตอนนั้นน่ะ รากเลือด เหนื่อย ...นี่เพราะไม่มีความเพียรที่จะรักษากายใจให้ตั้งมั่นในปัจจุบัน นับตั้งแต่เริ่มต้นที่จะคิด เริ่มที่จะหาออกไปจากปัจจุบัน

ของดีน่ะ...ไม่ใช่หาง่ายๆ ไม่ใช่รักษาได้ง่ายๆ  กายใจน่ะ...ยาก มันชอบไปหาของไม่ดี...จิตน่ะ  แต่มันคิดว่าตรงไอ้ของไม่ดีนั่นดีกว่าตรงนี้ มันเลยกลายเป็นของยาก...กายใจปัจจุบันนี่ 

มีทั้งข้ออ้าง ความเห็นเองเออเอง มีทั้งตำรับตำราอ่านมาฟังมา มีทั้งคำพูดคนนั้นคนนี้บอกมา เล่าขานกันมา ...มันจะเป็นแรงสนับสนุนผลักดันให้ออกนอก “นี้” ไป ตลอดเวลาแหละ  

มันถึงมีแต่เรื่องน่ะ มันถึงมีแต่มากเรื่อง แล้วก็เรื่องมาก  พอถึงว่ามากเรื่อง...เรื่องมาก เหมือนดินพอกหางหมู เหมือนวัวพันหลัก เหมือนลิงติดตัง เหมือนปลาติดแห หาทางออกไม่ได้เลย อีรุงตุงนังไปหมด 

เป็นภาระ ...ทั้งๆ ที่มันไม่เป็นภาระใดๆ ทั้งสิ้น ไม่มีสาระใดๆ ทั้งสิ้นเลย...นี่ตามความเป็นจริงนะ ...แต่มันไม่มีปัญญาที่เห็นไง มันก็ยังเที่ยวแบกภาระนั้นอยู่ 

ภาระลมๆ แล้งๆ นั่นแหละ ที่จับต้องไม่ได้ เป็นแค่อากาศธาตุ เป็นแค่ความคิดความปรุงนั่นแหละ ... แต่มันกลายเป็นภาระอันใหญ่หลวง เป็นขันธ์ที่เป็นภาระอย่างยิ่ง 

พระพุทธเจ้าท่านถึงเรียกว่าอุปาทานขันธ์ ...จิตไม่รู้มันสร้างขึ้นมาเองน่ะ ...ก็ต้อง เห็นบ่อยๆ รู้บ่อยๆ ว่าเนี่ย คือเหตุให้เกิดทุกข์ จะเอาไว้ทำไม จะไปตามมันทำไม จะไปต่อเติมให้มันทำไม 

ละ...ด้วยการรู้อยู่กับปัจจุบัน ให้เพียรเพ่งลงไปในปัจจุบัน...อย่างแรงกล้า  เราต้องเรียกว่า...ต้องอย่างแรงกล้า เพราะว่าไม่อย่างนั้นผู้ที่เริ่มต้นปฏิบัติ มันจะทานอำนาจความคิดความปรุงไม่ไหว 

จนมันพอมีปัญญาที่มันจะรักษาตัวเอง กายใจได้แล้ว  มันจึงค่อยๆ เชื่อง จิตมันจะเชื่องลง ความปรุงแต่งมันก็จะน้อยลง ...แต่ถึงขนาดนั้นแล้วก็ยังประมาทไม่ได้ มันรอทีเผลอ 

อย่าเผลอนะ ...เผลอครั้งแรกไม่ว่า ครั้งสองครั้งไม่ว่า แต่อย่าเผลอบ่อยๆ นะ เสร็จนะ ...เดี๋ยวฟื้นแล้ว ๆ เดี๋ยวจิตปรุงแต่งจะฟื้นคืนชีพมาอีกแล้ว 

มันจะขุดคุ้ย ขุดค้นเรื่องนั้นเรื่องนี้ ความเห็นนั้นความเห็นนี้ ความมีหน้ามีตา ความมีตัวมีตน...ที่ยังไม่ได้มี ที่ยังไม่ได้มา มันจะเริ่มสรรหาขึ้นมา

นี่จึงยังต้องรักษากายใจอยู่เสมอ และในขณะที่รักษากายใจอยู่เสมอ ปัญญาต้องสอดส่องให้เห็นถึงความเป็นไตรลักษณ์ของกายของจิตอยู่เสมอเช่นกัน 

เพื่อเป็นตัวกำราบ ฟาดฟัน กิเลสภายใน...ที่มันจะฟื้นคืนชีพมาติดปีกติดหางโลดแล่นไปในสามภพ



(ต่อแทร็ก 7/13)


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น