พระอาจารย์
7/11 (550305A)
5 มีนาคม 2555
พระอาจารย์ – แต่ละคน แต่ละองค์ แต่ละผู้ปฏิบัตินี่ ...ที่มันไม่ได้ผลเพราะมันยังไม่มีการทำต่อเนื่อง มันไม่มีความต่อเนื่อง ...ความเพียรไม่ต่อเนื่อง มาเป็นพักๆ
ขาดความขยันต่อเนื่อง ไม่ทำต่อเนื่อง ทำๆ ขาดๆ
ทำแล้วก็หยุดๆ ...ถ้าจะบริกรรมก็ต้องบริกรรมให้ต่อเนื่อง ไม่ขาด ถ้าจะพุทโธ
ก็ต้องพุทโธไม่ให้ขาดพุทโธ เจริญสติก็ต้องเจริญสติไม่ให้ขาด
ผู้ถาม – เอาสองอย่างพร้อมกันได้มั้ยครับ
พระอาจารย์ – ได้ ทำได้ก็ได้...ตัวเดียวกัน ถ้ามันเข้าใจมันก็ตัวเดียวกัน ...ส่วนมากทำแล้วมันก็หลงเพลินไปกับความคิด เพลินไปกับอดีตอนาคต
เพลินไปกับเรื่องราวต่างๆ
แล้วไม่ค่อยกลับมาอยู่กับปัจจุบัน
ไม่กลับมารักษากายใจปัจจุบันไว้ ...ความเพียรก็เลยเกิดความย่อหย่อนไป
เกิดความหลงมาแทนความสงบ ความเพลิดเพลินในโลก...อารมณ์โลกน่ะ
การเจริญภาวนานี่มันต้องไม่มีกาลเวลา ...ตอนไหน ขณะไหนนี่ ต้องอยู่กับความรู้ตัวทั่วพร้อม มีความรู้กำกับ
โดยอาศัยสติเป็นผู้กำกับรู้ไว้ ...จนกว่าจิตมันจะตั้งมั่นเป็นหนึ่ง
เมื่อใดที่จิตตั้งมั่นเป็นหนึ่งขึ้นมาน่ะ แล้วจะเกิดปัญญา แยกกายแยกใจออกจากกัน
แยกใจแยกขันธ์ออกจากกัน ...เมื่อไหร่ที่มันแยกกายแยกใจแยกขันธ์ออกจากกันแล้วนั่นน่ะ
มันจึงจะเกิดปัญญาที่เข้าไปเห็นความเป็นจริง ของกาย ของขันธ์ ๕
เพราะนั้นการภาวนามันเป็นการเรียนรู้เรื่องขันธ์
๕ โดยตรง มันต้องเข้าใจว่าขันธ์ ๕ คืออะไร ... จึงให้อยู่ในแวดวงของขันธ์ ๕ ซึ่งย่อลงก็เหลือแค่กายกับใจ ...ไม่ได้ไปเรียนรู้เรื่องอื่น
อะไรที่มันนอกเหนือจากขันธ์ ๕ ไปนี่ ไม่ต้องไปเรียนรู้มันหรอก
ไม่ต้องไปหามารู้ด้วย เพราะมันจะทำให้จิตมันฟุ้งซ่านแตกกระจายไป ...มันจะไม่เห็นขันธ์ ๕ ไม่เห็นกาย ไม่เห็นใจ
เพราะจิตยังไม่ตั้งมั่นน่ะ มันไม่เห็น ... เห็นได้แป๊บเดียว ชั่วคราว แล้วมันก็โลดแล่นออกไป หาธรรมไปเรื่อย...จิตน่ะ ... แล้วเราจะไม่เท่าทันอาการของจิต
การฝึกเบื้องต้นคือฝึกให้จิตตั้งมั่น ด้วยสติสมาธิ ให้มันอยู่กับปัจจุบัน
ให้มันตั้งมั่นอยู่ในปัจจุบัน ...ดูเอาได้ว่ามันอยู่ในปัจจุบันได้นานแค่ไหน ...ถ้ามันอยู่ได้พล้อบๆ แพล้บๆ แล้วก็ปัจจุบันก็หายไปน่ะ แปลว่ามันไม่ตั้งมั่น
การภาวนาพุทโธ การกำหนดลมหายใจ
การเจริญสติ ...ทั้งหมดทั้งปวงก็เพื่อให้กลับมารักษาจิตปัจจุบัน
รักษากายรักษาจิตให้อยู่ในปัจจุบัน รักษาใจให้มันรู้เห็นกับปัจจุบัน
นั่นน่ะ อุบายเพื่อให้อยู่กับปัจจุบันซะก่อน
ให้มันตั้งมั่นอยู่ในปัจจุบัน ...เมื่อมันตั้งมั่นในปัจจุบันจนได้ที่ได้ฐานดีแล้วนี่
ไม่หวั่นไหว ไม่ส่ายแส่ มันจึงจะเกิดการรู้จริง การเห็นกายในปัจจุบันตามความเป็นจริง
เห็นขันธ์ปัจจุบันตามความเป็นจริง
เพราะนั้นการเห็นกายตามความเป็นจริง
เห็นขันธ์ตามความเป็นจริงในปัจจุบัน ...ก็คือเห็นจริงในไตรลักษณ์ เห็นเป็นไตรลักษณ์
ไม่เที่ยง แปรปรวน ไม่คงที่ ควบคุมไม่ได้ มีความดับไป ไม่มีตัวตนที่แท้จริง
นั่นแหละปัญญามันเข้ามาเห็นความเป็นจริง ก็เห็นแค่นั้นแหละ ... การเลิกละเพิกถอนมันก็จะเกิดขึ้น ...เป็นผลตามมาจากการที่มันอาศัยจิตที่มันตั้งมั่นไม่หวั่นไหว
ไม่ส่ายแส่ไปมาในอดีตในอนาคต
แล้วก็มาเห็นกายใจ เห็นขันธ์ ๕
ในปัจจุบันตามความเป็นจริง ว่าเป็นไตรลักษณ์ ...เมื่อมันเห็นซ้ำซากๆ ลงไป
การละการถอนมันก็เกิดขึ้นเอง
แต่มันจะละมันจะถอนออกจากกาย ความเห็นผิดในกาย
ความเห็นผิดในขันธ์ ๕ นี่ไม่ได้เลย ถ้าไม่มาเห็นขันธ์ ๕ ตามความเป็นจริง...ในแง่ของไตรลักษณ์ ...ไม่อย่างนั้นความยึดมั่นถือมั่นมันก็ยังมีเท่าเก่า บางครั้งก็มากขึ้นกว่าเดิมด้วย
เพราะนั้นเบื้องต้นของการปฏิบัติน่ะ
ไม่ต้องไปคาดหวังผลอะไรหรอก ...รักษาปัจจุบันกายปัจจุบันจิตให้ได้ ด้วยวิธีไหนก็ได้
รักษาเข้าไปเหอะ ...ให้มันรู้ตัว ให้มันเห็นอยู่ ไม่ไปไม่มา ในอดีตในอนาคต
ในเรื่องราวต่างๆ แค่นั้นแหละ
ให้มันตั้งมั่นซะก่อน ให้มันตั้งมั่นมากๆ
ให้มันรู้อยู่เห็นอยู่ในปัจจุบัน ไม่ลืมปัจจุบัน ไม่ออกจากปัจจุบัน นั่นแหละ จิตมันจะมีกำลังขึ้นมา
แล้วมันจะมีการเห็นตามความเป็นจริงต่อไป
มันก็ไม่ได้เห็นที่อื่นไกลไปหรอก
มันก็เห็นตรงนี้ เห็นกายตรงนี้ เห็นขันธ์ ๕ ส่วนที่เป็นนาม คือความคิด อารมณ์
ความรู้สึก มันก็อยู่ตรงนี้ อยู่ในขันธ์ ๕ นี่แหละ ...มันเกิดขึ้นอย่างไร
ตั้งอยู่อย่างไร ดับไปอย่างไร
เกิดอีก...รู้อีกเห็นอีก ตั้งอยู่...รู้อีกเห็นอีก มากขึ้น..รู้..เห็น น้อยลง..รู้..แล้วก็เห็น ดับไปก็รู้แล้วก็เห็น ...ไม่ได้ทำอะไร มันกลับมาเห็นด้วยความตั้งมั่นไม่หวั่นไหว
ด้วยจิตที่เป็นกลาง
จิตเป็นกลางคือจิตเป็นหนึ่ง
ไม่เป็นสองสามสี่ห้า ไม่เลือก ไม่เฟ้น ไม่หา ไม่แก้ ไม่หนี ... นี่ ตั้งมั่น สมาธิที่มันตั้งมั่น
จิตมันจะตั้งมั่นเป็นหนึ่ง ไม่หวั่นไหว ไม่สั่นคลอน ไม่ส่ายแส่ไปมา
เกิดขึ้นมันก็รู้มันก็เห็น ตั้งอยู่มันก็รู้มันก็เห็น มากขึ้นมันก็รู้มันก็เห็น
น้อยลงมันก็รู้มันก็เห็น ดับไปแล้วมันก็รู้มันก็เห็น ...มันเห็นอยู่อย่างนี้
ถ้าทุกคนผู้ปฏิบัติมาใส่ใจในการฝึกฝนอบรมอยู่อย่างเนี้ย
ท่านเรียกว่าการเจริญมรรค เป็นการเดินของจิต
เป็นการควบคุมทางเดินของจิตให้มันอยู่ในกรอบของมรรค
เพราะนั้นตัวที่จะมาควบคุมทางเดินของจิตให้อยู่ในกรอบของมรรคนี่ มันก็ต้องอาศัยสติ
ศีล สมาธิ ปัญญา สามสี่ตัวนี่แหละเป็นตัวควบคุม ให้มันอยู่ในกรอบของมรรค
ไม่งั้นน่ะ ถ้าไม่มีสติ ศีล สมาธิ ปัญญา ควบคุมระวังรักษาไว้นี่ ...จิตมันจะเพ่นพ่านแตกกระจาย ไปตามอำนาจความไม่รู้ ไปตามอำนาจของความหลง
ไปตามอำนาจของความอยาก ไปตามอำนาจของความไม่อยาก
มันไม่จบ มันไม่สิ้น มันไม่หยุด
มันไม่อยู่ ในปัจจุบัน ...เพราะนั้นไปสังเกตตัวเองได้ทุกคนน่ะ
ว่าอยู่กับปัจจุบันได้นานแค่ไหน ได้เกินหนึ่งนาทีมั้ย ได้เป็นชั่วโมงมั้ย
ได้เป็นวันมั้ย ...นั่นแหละ ความตั้งมั่นอยู่ตรงนั้นน่ะ
ไปดู ไปฝึก
ให้มันอยู่กับปัจจุบันให้ได้นานที่สุด จิตมันจะมีกำลังขึ้นมาเอง ความสว่างของใจมันก็จะปรากฏให้เห็น
มันจะเกิดอาการเห็น ...มันเห็นไปทั่วของขันธ์ ๕ นั่นแหละ
เห็นกายกำลังทำอะไร
เห็นจิตกำลังจะทำอะไร เห็นอารมณ์มันกำลังจะมีอะไร เห็นกิเลสมันจะเกิดตอนไหน
ตอนนี้หรือตอนไหน มันก็เห็น...เห็นตั้งแต่ก่อนที่มันจะเกิด
คือจากมันเป็นปกติอยู่ แล้วเห็นมันกำลังจะเกิด
มันเริ่มผิดปกติ เห็นมันตอนที่เกิดแล้ว นี่ มันก็เห็น เห็นตอนที่มันดับไป
มันก็เห็น ...มันก็เห็นตามความเป็นจริงของขันธ์ ๕
แล้วสุดท้ายนี่ ในขันธ์ ๕ ทั้งหมดนี่ ...เมื่อมันตั้งมั่นไม่หวั่นไหว ไม่ค้นไม่หา ไม่แก้ไม่หนีกับอะไร
สิ่งใดสิ่งหนึ่งก็ตาม ...มันก็จะเห็นว่าทุกอาการเกิดขึ้นตั้งอยู่ของขันธ์ ๕ นี่
มีความดับไปเป็นธรรมดา ไม่เป็นอย่างอื่น
มีบทสรุปสุดท้ายของขันธ์ ๕ หรือว่าปัจจุบันขันธ์นี่ ...ที่สุดแล้วมีความดับ มีความหมด มีความสิ้นไปในตัวของมันเอง
ปราศจากตัวตนใดตัวตนหนึ่ง ที่หลงเหลือค้างคาอยู่ ...มีความหมด มีความสิ้น มีความสูญ
ในปัจจุบันขันธ์นั้นๆ
ด้วยความที่เพียรอยู่ในที่นี้
เพียรรู้ เพียรเห็น เพียรเท่าทัน ด้วยความถี่ถ้วน รอบคอบ ซ้ำแล้วซ้ำอีกๆ ...ใจมันจะเกิดความยอมรับตามความเป็นจริงขึ้นมา
คือมันเห็นความเป็นจริงน่ะ
ตอนมันเห็นความเป็นจริงมันยังไม่ยอมรับหรอก แรกๆ ก็ต้องอดทน ดูไป รู้ไป เห็นไป จนกว่าใจมันจะยอมรับ ...ค่อยๆ ยอมรับความเป็นจริงของขันธ์มากขึ้นไปตามลำดับ
แล้วมันก็จะยอมรับความเป็นจริงของขันธ์ไปจนถึงที่สุด ...คือหมด ไม่สงสัย
ไม่ลังเลในขันธ์ ๕ นี้ ว่ามันมี ว่ามันเที่ยง ว่ามันยังเป็น ว่ามันเป็นใคร
ว่ามันเป็นของใคร อีกต่อไป
อาศัยความพากเพียรดูซ้ำซากลงไป รู้เห็นซ้ำซากลงไป...มันอยู่ที่ความพากเพียรของสัตว์บุคคล ...ส่วนมากถ้าความเพียรน้อย มันก็เบื่อ มันก็ท้อ
มันก็ขี้เกียจ มันก็ไปหาอะไรทำ
มันก็ปล่อยให้จิตไปสร้างเรื่องสร้างราว ไปหาเหตุหาผล
หาสุขหาทุกข์มาเสวย มาเสพ ...ความเพียรย่อหย่อนก็จะเป็นอย่างนี้
ก็จะปล่อยให้จิตมันเพ่นพ่าน
แล้วก็ลากขันธ์ ๕ นี่ไปตามอำนาจของจิตปรุงแต่ง
เป็นความคิดบ้าง เป็นอารมณ์บ้าง เป็นความอยากบ้าง เป็นไม่อยากบ้าง ...นี่เป็นอาการของจิตมันปรุงแต่ง เรียกว่าจิตปรุงแต่งกิเลส
เมื่อจิตมันไปปรุงแต่งกิเลสด้วยความไม่รู้เนื้อรู้ตัว
ไม่เท่าทัน สุดท้ายกิเลสมันเกิดขึ้นมา แล้วก็ทำตามอำนาจกิเลส ...ได้ผลมาอย่างไร
จากนั้นไปปุ๊บ กิเลสมันจะมาปรุงจิตใหม่
คือผลจากการที่ทำตามกิเลสแล้วเนี่ย
ผลมันนั่นแหละ มันจะส่งกลับมาปรุงให้จิตนี่มีการต่อเนื่องออกไปอีก อย่างนั้นน่ะ ...มันจะเกิดภาวะหมุนวน
ไปตามกระแสความปรุงแต่ง
และกระแสความปรุงแต่งของจิตนี่ มันจะไปรวม
หล่อหลอมรวมตัวกันกับกระแสความปรุงแต่งในโลก...กิเลสภายนอก กลายมาเป็นกิเลสภายนอกมาสนับสนุนกิเลสภายใน
กิเลสภายนอกคือกิเลสของคน สัตว์ วัตถุ
ข้าวของ พวกนี้ ที่มันห้อมล้อมกายใจขันธ์ ๕ อยู่นี่ มันก็เป็นกิเลสภายนอก
มันก็มาสนับสนุนกับกิเลสภายใน...เกิดเป็นภาวะที่เร้าจิต ให้เกิดความทะยานอยาก ...หมาย ออกไป
จิตนี่ลำพังมันก็อยู่ไม่ได้ ...ก็เหมือนเดิมน่ะ มันก็ปรุงแต่งต่อเนื่องออกไปอีก
จิตก็ปรุงแต่งกิเลสภายในขึ้นมาอีก ...วนเวียนซ้ำซากอย่างนี้
ด้วยความไม่รู้เนื้อไม่รู้ตัว ทำไป คิดไป พูดไป
ตามอำนาจบงการของกิเลสความไม่รู้ทั้งสิ้น หาสาระแก่นสารไม่ได้
แต่ถ้ามีความพากเพียรรักษากายจิตปัจจุบันไว้
ให้อยู่ในที่เดียว คือที่นี้ ...ที่เดียวคือที่นี้ ที่นี้คือที่ไหน ที่นี้คือปัจจุบัน ...ที่นี้คือเดี๋ยวนี้ อยู่ตรงนี้
เพราะนั้นว่า พุทโธก็ตาม ลมหายใจอะไรก็ตาม มันเป็นอุบายที่จะดึง รักษาจิตให้อยู่ในปัจจุบัน เพื่อให้จิตมันเป็นสมาธิตั้งมั่นอยู่ในปัจจุบัน ไม่ให้มันโลดแล่นไปในอดีตในอนาคต ไปหาความสุขความทุกข์ในเรื่องราวของสัตว์บุคคลต่างๆ นานา
แต่ถ้าไม่ทำ
นั่งคิดนั่งนึกนั่งฝันว่าเมื่อไหร่จะได้ เมื่อไหร่จะถึง เมื่อไหร่จะสงบ
เมื่อไหร่จะเป็น เมื่อไหร่จะเข้าใจ เมื่อไหร่จะละกิเลสได้ ...นี่ มันไม่มีประโยชน์หรอก
มันก็อยู่กับกระแสของความคิดอยู่วันยังค่ำแหละ
ต้องมาเจริญองค์มรรค
หน้าที่การงานในองค์มรรค คือประกอบด้วยสติ สมาธิ ปัญญา ...ปัญญาเบื้องต้นมันก็คอยสอดส่องว่านี่มันทำไปตามความอยากไหม
มันหลงอยู่ในความคิดไหม
เห็นมั้ยว่ามันหลงอยู่ในความคิด ก็ต้องละออกจากความคิด มันหลงเข้าไปในอดีตในอนาคต ปัญญาก็ต้องเห็นว่ามันหลงเข้าไปหา ไปสร้าง ไปปรุง ไปแต่งตอนนี้อีกแล้ว
ก็ต้องมีสติระลึกรู้ตัวกลับมา อยู่กับกาย อยู่กับความเป็นจริงในปัจจุบัน ...โดยอาศัยกายเป็นหลักยืนพื้น ดูตรงไหน ดูตอนไหน ดูยังไง
กายก็มีอยู่ในปัจจุบันทั้งนั้นแหละ
กายตรงไหนก็เป็นปัจจุบันทั้งนั้นแหละ
กายก้อนนี้ ที่มันจับต้องได้ เย็นร้อนอ่อนแข็งเนี่ย ...ก็ต้องระลึกน้อมกลับมาที่กายปัจจุบัน
ใจรู้ใจเห็นที่เห็นกายกำลังปรากฏอยู่ในปัจจุบันนี้...เสมอ
จิตมันถึงจะตั้งมั่นเป็นสัมมาสมาธิขึ้นมา ...ไม่งั้นจิตมันจะอ่อนกำลัง อ่อนแอ อ่อนไหว
ทั้งอ่อนแอทั้งอ่อนไหว ...เมื่ออ่อนแออ่อนไหว มันเห็นอะไรไม่ชัดเจนหรอกความเป็นจริงน่ะ
เหมือนคนขี้โรค มันจะไปทำงานหาเงินได้ยังไง
แต่ถ้าตั้งมั่นไม่หวั่นไหวนี่
จิตมันแข็งแรง แข็งแรงก็เหมือนคนมีกำลัง ทำงานหาเงินเลี้ยงชีพได้ ...แต่ถ้าอ่อนแออ่อนไหวอ่อนปวกเปียกนี่ อะไรกระทบ อะไรสัมผัส มันก็ล้ม มันก็ไหล
มันก็หลง มันก็เผลอ มันก็เพลิน ซ้ำซากอยู่อย่างนั้น
มันอยู่ในภาวะหลงเพลินซ้ำซากอยู่อย่างนั้น ... กิเลสความหลง...เยอะ
กิเลสความไม่รู้เนื้อรู้ตัวนี่...เยอะ โมหะ รากเหง้าของกิเลสคือโมหะ
โมหะนี่เป็นรากเหง้าของราคะ โทสะ ปฏิฆะ โลภะ ...พวกนี้ โมหะนี่เป็นรากเหง้า
ไม่มีประโยชน์หรอกถ้าจะนั่งสมาธิวันละหนึ่งชั่วโมงสองชั่วโมง...โดยทั้งวันนี่หลงลืม ทั้งวันไม่มีสาระเลย
ไม่อยู่กับปัจจุบันเลย...ในขณะที่ยืนเดินนั่งนอน ใช้ชีวิตตามปกตินี่
แล้วจะไปนั่งสมาธิก่อนนอน หรือว่าทำความพากเพียรเดินจงกรม ... แล้วพอออกจากทางเดินจงกรม ออกจากที่นั่งสมาธิ ...ก็หลุดลอยออกไปในอดีตอนาคต
มันไม่มีทางเลยที่จิตจะตั้งมั่นพอที่จะมาเยียวยารักษาโรคภายในคือโรคกิเลส
โรคความไม่รู้น่ะ ...มันเป็นโรคที่กัดกร่อนเกาะกุมใจอยู่ มันเป็นเชื้อโรค
เหมือนเชื้อโรคร้ายอ่ะ
มันต้องยาดียาแรง ยาประเภททันใจน่ะ ทันใจ ทำใจ...ทันใจ ยาทันใจ
เขาถึงตั้งชื่อว่ายาทันใจ ...คือมันต้องทันที่ใจ ยาทำใจ ยาทันใจ ...ต้องกินยาทันใจ
ไอ้ยาประเภทถึงก็ช่างไม่ถึงก็ช่าง ไอ้ยาประเภทกินแบบไม่เขย่าขวด
มันไม่ออกฤทธิ์หรอก
ไปเขย่าตอนนั่งสมาธิเดินจงกรมแค่นี้ พอออกมาจากนั่งสมาธิเดินจงกรมแล้วก็ปล่อยให้มันทิ้งตกตะกอนยาไป
แล้วก็กินแต่น้ำเปล่า ...มันไม่มีประโยชน์ ไม่มีฤทธิ์ยาออกฤทธิ์หรอก
มันต้องเขย่าขวดตลอดทั้งวันน่ะ
ยามันถึงจะออกฤทธิ์เข้าถึงเนื้อเข้าถึงหนังเข้าถึงใจ ...นี่ จึงจะเป็นธรรมโอสถได้
(ต่อแทร็ก 7/12)


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น