พระอาจารย์
7/8 (550213B)
13 กุมภาพันธ์ 2555
(ช่วง 1)
(หมายเหตุ : แทร็กนี้ค่อนข้างยาว แบ่งโพสต์เป็น 2 ช่วงค่ะ)
พระอาจารย์ – เวลาไปเดินตลาด ไปซื้อส้ม ทีนี้จะเลือกส้ม โยมก็เลือกโดยดูที่เปลือก ใช่มั้ย เราถามโยมว่าโยมกินเปลือกรึเปล่า (โยม
– ไม่กิน) ...เออ แต่เวลาเลือกแล้วโยมจะเลือกเปลือก ดูไอ้ที่สวยๆ ที่ดูดีๆ แล้วคะเนว่าข้างในจะเป็นอย่างนี้
แต่สำหรับที่มันจะดูด้วยความละเอียดถี่ถ้วนแล้วนี่ ...ใจ สติสมาธิปัญญา มันจะไม่ได้ดูที่เปลือก ไม่ดูแค่เปลือก มันจะดูเนื้อส้ม
คือดูโดยธรรม...ดูธรรมที่แท้จริง
เหมือนโยมกินส้ม โยมไม่กินเปลือก ...เมื่อโยมภาวนา
โยมไม่ได้เอาเปลือก แต่โยมจะเอาธรรมน่ะ โยมจะให้เห็นธรรม ไม่ใช่ให้เห็นแค่เปลือก
เพราะนั้นอะไรเป็นเปลือก มันก็เป็นของที่ต้องปอกทิ้งหมด เช่นว่ากาย...กายเรา เป็นหญิง แก่ด้วย มีอายุด้วย สวยมั่งไม่สวยมั่งด้วย ... นี่เป็นเปลือกที่หุ้มกายไว้ประมาณยี่สิบกว่าชั้นแล้ว
บอกให้ นี่ยังไม่ใช่กาย ยังไม่เห็นกายเลยนะเนี่ย ...ยังไม่เรียกว่าเห็นกายเลย
ก็ปอก...คือสติสมาธิปัญญานี่
มันจะหยั่งลงไป จนถึงเนื้อกาย ...ไม่ใช่เนื้อภายนอก เนื้อกายคือเนื้อธรรมของกาย...กายที่เป็นเนื้อธรรม
กว่าที่มันจะเห็นเนื้อธรรมของกายที่แท้จริง มันจะต้องปอกเปลือกออกก่อน ใช่มั้ย ...แก่ก็ไม่มี ชายก็ไม่มี หญิงก็ไม่ใช่
สวยก็ไม่มี ไม่สวยก็ไม่มี ...ไอ้พวกนี้เปลือกนะ เป็นความเห็นนะ เป็นความคิดนะ
เป็นแค่ความเชื่อนะ ...ที่มันหุ้มไว้
แต่เวลาเราเห็น หรือรับรู้เรื่องใครคนใดคนหนึ่ง...ปุ๊บนี่
พวกนี้มันจะพุ้บเลย ว่ากายคนนี้ๆ และมีสมมุติชื่ออีกต่างหากด้วย
เพราะนั้นการที่สติสมาธิปัญญา...ที่มาเป็นผู้รู้ผู้ดูที่สงบ ตั้งมั่น เป็นกลาง
และไม่ขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวด้วยความคิดความปรุงใดๆ ก็ตาม มันจะเห็นเข้าไปในเนื้อธรรมที่แท้จริงของกายชัดเจนขึ้น ...มันจะหยั่งเข้าไปเห็นกาย...ที่เป็นกายจริงๆ
แค่นั่งนี่ แล้วรู้ว่านั่ง ...แค่ว่า “รู้ว่านั่ง”
นี่ก็ถือว่ามีเปลือกหุ้มแล้ว ... ดูดีๆ ดูที่ความรู้สึกว่านั่ง ที่ไม่มีภาษา
ที่ไม่มีคำพูด ที่ไม่มีความหมาย ...พยายามหยั่งลงไปที่กายอย่างนั้น เห็นอย่างนั้น
ถ้าเห็นอย่างงั้นน่ะ ลักษณะที่รู้กายเห็นกายอย่างนี้เสมอ ต่อเนื่อง อย่างนี้ท่านเรียกว่า กายานุสติปัฏฐาน เป็นการเห็นกายพร้อมทั้งเจริญปัญญาไปในตัว ...มันเห็นพร้อมกับลอกความเห็นผิดออก
ความเห็นผิดที่มาปกคลุมกาย
เมื่อใดที่เห็นธรรมในกาย เห็นกายเป็นธรรมที่ปรากฏจริงๆ ...เมื่อนั้นแหละ ความหมายมั่นในกายจะน้อยลง ความเห็นผิดในกายจะน้อยลง
ความเข้าไปมีสักกายในกายจะน้อยลง
เราไม่ต้องไปหาวิธีว่าจะละสักกายยังไงหรอก
ไม่ต้องว่าไปพิจารณายังไงจะละสักกายหรอก ในลักษณะที่เจริญด้วยสติปัฏฐานนี่...แค่รู้
แค่เห็น เหมือนที่เราพูดเกริ่นมาตั้งแต่แรกว่าเป็นผู้ดูที่ดีน่ะ
ไม่ใช่ดูไปคิดไป
ดูไปหาไปนะ ...ไอ้อย่างนั้นก็ต้องไปสำนักอื่นก่อน เพราะมีครูบาอาจารย์หลายองค์ ใช่มั้ย
หลากหลายวิธีนะ ...เราก็ไม่ได้บอกว่าท่านถูกหรือท่านผิดนะ แต่ว่ามีหลายวิธี แล้วแต่นะ
แต่ว่าวิธีในลักษณะที่เราฝึกเราปฏิบัติมาในสายของมหาสติ เราอาศัยเพียงแค่สติสัมปชัญญะ แล้วมารู้กายเห็นกายตามความเป็นจริง ...รู้กายเห็นกายตามความเป็นจริง ไม่ใช่มารู้กายเห็นกายตามที่พิจารณาเอา
ไม่ใช่อย่างนั้น
เพราะนั้นในความหมายของสติปัฏฐาน...รู้กายเห็นกายคือว่าสักแต่ว่ากาย เห็นกายสักแต่ว่ากาย ไม่ได้เห็นนอกเหนือจากนี้ แล้วไม่ได้เห็นว่าเป็นอสุภะ ไม่ได้เห็นในแง่ของสุภะ
ไม่ได้เห็นในแง่ของธาตุ ไม่ได้เห็นในแง่ของปฏิกูล
แต่เห็นกายสักแต่ว่ากาย
คือเห็นกายตรงๆ ตรงลงไปเรื่อยๆ ตรงแบบไม่อ้อมค้อม ...แม้มันจะพยายามมาห่อหุ้มว่านี่เป็นหญิง นี่เป็นชาย นี่เป็นขา
ดูยังไงก็ไม่เป็นขา ...ดูขาจนไม่เห็นขาน่ะ เห็นขาจนไม่มีขาน่ะ เริ่มจากไม่มีขาก่อน ไม่มี “สมมุติ” ว่า
“ขา” ก่อน...ก็จะเป็นอะไรก็ไม่รู้ แล้วจากนั้นที่มันเห็นเป็นอะไรไม่รู้...เดี๋ยวจะเห็นไม่มีขาจริงๆ ...มันจะหยั่งลงไปถึงที่สุดของธรรมที่เรียกว่า...สมมุติเอาว่ากาย
นั่นแหละคือขั้นตอนของปัญญาที่ละเอียดถี่ถ้วนลงไป
ท่านเรียกว่า...เห็นกายในกาย
แค่เห็นกายอย่างเดียว นี่ก็รากเลือดแล้ว ...เพราะจะต้องเป็นผู้รู้ผู้ดูที่ตั้งอกตั้งใจจริงๆ นะ ไม่ใช่เป็นผู้รู้ผู้ดูที่ “เล่นๆ”
เป็นพาร์ทไทม์ แล้วงานฟูลไทม์น่ะก็คือ...เฮ้ๆๆ หมั่นคุย หมั่นสนุก หมั่นเที่ยว หมั่นดูหนัง
หมั่นเพลิน สนุก ไอ้นั่นน่ะทำกันเป็นฟูลไทม์เลย
เพราะนั้นการที่จะเห็นกาย
หยั่งลงไปในกาย จนถึงเห็นเนื้อกายจนถึงที่สุดของกายนี่ ไม่ใช่ทำเล่นๆ
ไม่ใช่ดูเล่นๆ นะ ...แต่ก็ไม่ใช่ดูแบบเครียด คือดูจริงจัง แต่ไม่เครียด ...ต่อเนื่อง จริงจัง ต่อเนื่อง ตั้งใจ
ไม่มีพระอริยะองค์ไหนหรอกที่สำเร็จเป็นพระอริยะด้วยความ...ฟลุ้ค
บังเอิญ โชคดีจัง...ไม่มี มีแต่แทบรากเลือด ดูแล้วดูอีกๆ หลงใหม่รู้ใหม่ๆ หลงอีกรู้ใหม่
ลืมอีกรู้อีก ...จนกายนี่ไม่มีลืมจากใจเลย
ไม่มีลืมกายเลยน่ะ ยกเว้นเวลาหลับ ...แต่ขนาดหลับนะ ฝันมันยังรู้อีกต่างหาก รู้สึกถึงความกลัวว่ากำลังวิ่งหนีผี
รู้สึกว่ากำลังจะโดนเสือกัด มันก็รู้สึกว่ากำลังรู้ตัวว่ากำลังกลัว ...มันยังมีสติเข้าไปตามรู้ในฝันเลย
นี่ มันดูแบบเอาเป็นเอาตาย เห็นมั้ย
มันต้องดูขนาดนั้น สติมันจะต้องต่อเนื่องขนาดนั้น กว่าจะชำแรก จำแนก
หยั่งลงไปในเนื้อธรรมที่แท้จริงของกาย
เพราะถ้าไม่หยั่งลงไป เสมอ ซ้ำซากลงไป
ภาวิตา พหุลีกตา ลงไปนี่ ...เหมือนกอสวะนี่ มันจะมาปกคลุมแนบแน่น ปิดบัง
ด้วยความเผลอเพลิน ลุ่มหลง มัวเมา ด้วยความเคยชิน
รู้จักมั้ย กิเลสมันเกิดจากความเคยชินน่ะ ... เอ้า โยมตื่นนอนขึ้นมา ล้างหน้าล้างตาเสร็จแต่งหน้าเลย ไม่รู้อะไรสักอย่าง ...มันทำด้วยความเคยชินนะ แล้วพอไม่ทำนี่แล้วมันรู้สึกว่าขาดอะไรบางอย่าง ...รู้สึกว่าขาดอะไรอีกด้วยนะ
แต่ถ้าเป็นผู้รู้ผู้ดูที่ดีจริงๆ น่ะ
เราจะบอกว่า...ไม่ขาดอะไรเลย ไอ้ทั้งหมดที่ทำนี่เกิน เกินจริงหมดเลย
เห็นมั้ย มันทำด้วยความเคยชินหมดเลย ...แล้วจะละความเคยชินนี้ ยากยิ่งกว่าเข็นครกขึ้นภูเขาอีก ...มันไม่ยอม อ้างโน่นอ้างนี่ อ้างคนนั้นอ้างคนนี้ อ้างลูกอ้างผัว อ้างที่ทำงาน
อ้างคนในถนน อ้างคนที่นั่งรถผ่านไปผ่านมา ...มันอ้างได้หมดนะ บอกให้เลย
เพื่ออะไร...เพื่อกูจะได้แต่งหน้า...แค่นั้นแหละ แล้วถ้าขาด...แหม เหมือนกินข้าวแล้วไม่ได้กินน้ำตามน่ะ
เหมือนขาดอะไรไปในชีวิตเลยนะ ... นี่ มันต้องให้ขาดบ่อยๆ เอาให้มันขาดไปเลย มันถึงจะพอดี ...เพราะเราอยู่กับความเกินทั้งนั้น
เพราะนั้นบอกแล้วไงว่า แค่รู้กาย
ดูกาย อยู่กับกาย นี่ ถ้าเห็นกายตลอด จะเห็นเลย มันจะสูญเสียอะไรเยอะแยะเลย มันจะสูญเสียความรู้สึก มันจะสูญเสียความเคยชินในการกระทำอย่างนั้น
ความคิดอย่างนี้ ความห่วงหาอาวรณ์อย่างโน้นอย่างนี้ มันจะสูญเสียไปในขณะที่ดูกายนี่ บอกให้
เราก็ต้องถามว่าใครหน้าด้านกว่ากัน ...การดูกายนี่ จะหน้าด้านหน้าทนดู
หรือว่าจะไม่หน้าด้านพอที่จะต้องตามความคิดห่วงหาอาวรณ์ออกไป เพื่อให้ทิ้งกายทิ้งใจแล้วออกไปทำสิ่งนั้นๆ
เพราะนั้นระหว่างที่ตั้งอกตั้งใจจริงนี่
มันจะรู้สึกสูญเสียหมดทุกอย่าง นั่นแหละ เห็นมั้ย แค่รู้กายเห็นกายในขณะปัจจุบันนี่ มันละ...โดยที่เราไม่ได้ตั้งใจจะละเลยน่ะ บอกให้
มันถูกไฟท์บังคับด้วยภาคปฏิบัติ...ให้ต้องละ ... ถ้าไม่ละความคิดคำนึงในอดีตอนาคต
เรื่องราวของสัตว์บุคคล ทั้งตัวเราตัวเขาในอดีตในอนาคต มันไม่มีทางรู้อยู่เห็นอยู่กับกายอันเดียวได้
ก็อยากละกิเลสกันไม่ใช่เหรอ ก็อยากออกจากความมัวเมาลุ่มหลงไม่ใช่เหรอ ...ก็ต้องทำอย่างนี้ ไม่มีวิธีอื่นแล้ว ไม่มีเร็วกว่านี้แล้ว
ไม่มีอุบายวิธีที่ดีกว่านี้อีกแล้ว
แล้วมันเป็นวิธีที่...รู้ตรงไหนก็ได้ เวลาไหนก็ได้
ตอนไหนก็ได้ อยู่ในที่ไหนก็ได้ ...กินก็ยังได้ ขี้เยี่ยวก็ยังได้ นั่งรถ ลงเรือ ขึ้นเครื่องบิน ลงเครื่องบิน ตกเครื่องบินก็ยังได้ ...เพราะกายมันมีอยู่ตลอด ใช่ไหม
ไอ้ที่ไม่มีคือสติ ไอ้ที่ไม่มีคือสมาธิ ....อันนี้ต้องเติม เพราะไอ้นี่แหละขาด แล้วไม่รู้จักหามาเติม ...แต่ไอ้ที่เกินนี่
รู้สึกว่าขาดอยู่เรื่อยอ่ะ คือขาดกิเลสสะสมน่ะ ...ไม่รู้มันจะสะสมไปทำไม
'ไอ้นั่นก็ยังไม่พอ ไอ้นี่ก็ยังไม่ถึง
ไอ้โน่นก็ยังไม่ได้' ...เราบอกให้เลย สติก็ยังไม่พอ สมาธิก็ยังไม่ได้ ศีลก็ยังไม่เต็ม ...ทำไมไม่เติม เฮอะ
ไปเติมความคิดความปรุงอยู่นั่นน่ะ ไปเติมอดีต ทำอดีตให้สมบูรณ์ ทำอนาคตให้ดียิ่ง ทำเรื่องราวที่ยังไม่เกิดให้เตรียมพร้อมไว้ก่อนๆ ... นี่ มันเตรียมจนข้ามชาติแล้ว
คิดกันจนข้ามชาติแล้ว ยังไม่รู้จักเลิกคิดอีกเหรอ
เตรียมพร้อมอยู่นั่นน่ะ ... 'อีกห้าปีข้างหน้าจะตายยังไง จะตายโรงพยาบาลไหน มีฮวงซุ้ยรึยัง' ...มันจะคิดไปทำไม มันหมดเวลาไปกับสิ่งไร้สาระสิ้นดี
ไอ้ที่บอกว่าขาดทำไมไม่เติม ... สติก็ขาด สมาธิก็ไม่ตั้งมั่น
ศีลก็ยังไม่เพียงพอความปกติตั้งมั่นของกาย ...นี่ต่างหากที่ต้องเติมลงไป
แล้วมันไม่ใช่ว่าของแพงนะ มันหาเองได้
ทำเองได้ ...ไม่ใช่มาขอจากเรา เราไม่มีให้ เรามีก็กินเองใช้เอง หมดไปแล้ว ...ไม่ใช้แล้ว ไม่ให้ใครแล้ว ของใครของมัน นี่
เพราะนั้นพระพุทธเจ้าถึงสอนว่า อัตตาหิ
อัตโน นาโถ น่ะ ของใครของมัน ... อย่าไปเอาของคนอื่น อย่าไปพึ่งคนอื่น
(ทักโยมที่ขยับเปลี่ยนท่านั่ง... โยมหัวเราะกัน) ผู้ร้ายออกแล้วเห็นมั้ย
ขยับนี่ ดูซิใครมันจะแน่กว่ากัน
คนเทศน์ยังไม่ขยับเลย เอาดิ
ขันธ์นี่
เป็นทุกขสัจโดยตัวของมันอยู่แล้ว หนีไม่พ้นหรอก ... มันก็แค่ปรับเปลี่ยนไปแค่นั้นเอง
แต่ยังไงก็หนีไม่พ้น เราจะต้องอยู่กับมันจนวันตาย แล้วมันจะแสดงอาการอย่างนี้จนวันตาย ...ถ้าเรายังแก้ ถ้าเรายังหนี
ถ้าเรายังไม่เข้าใจมัน เราก็จะอยู่ด้วยการแก้กับการหนี
ต้องเรียนรู้ด้วยปัญญาเท่านั้น
เห็นตามความเป็นจริง ... หยั่งลงไปในกายเรื่อยๆ จนถึงทะลุกายไปเลย จนไม่มีกาย
จนเห็นกายไม่มีตัวตน จนเห็นที่สุดของตัวตนของกาย...คืออนัตตา นั่นแหละ
จึงพอจะลืมตาอ้าปากได้
เคยเห็นบัวมั้ย เคยเห็นบัวกำลังจะขึ้นพ้นน้ำมั้ย มันกำลังจะพ้นอยู่แล้ว...ก็จมน่ะ แบบ ใกล้ๆ ปริ่มๆ แล้ว...ปริ่มๆ แล้ว... เอ้า จม ... คือกูจะหันหน้าลงดินอย่างเดียว มันโผล่ไม่พ้นน้ำสักที แค่..เกือบๆ แล้ว...เกือบๆ แล้ว พอหันมาหาคน...'ไม่ไหวแล้วๆ ไม่เอาแล้ว ต้องอย่างนั้นมั้ง ทำอันนั้นดีกว่า'
ท่านเปรียบบัวสี่เหล่า
ทุกคนน่ะคือบัวสี่เหล่า ... ไม่ต้องถามว่าหนูเหล่าไหน (โยมหัวเราะกัน) มันทุกเหล่าน่ะรวมกัน
คือมันแล้วแต่ขณะน่ะ ...บางครั้งสมาธิปัญญามันคร่ำเคร่งเอาจริงเอาจังตั้งมั่น ก็เหมือนกับบัวมันก็ตั้ง
กำลังตั้งชูขึ้น เตรียมจะเป็นบัวพ้นน้ำแล้ว
แต่ด้วยความพากความเพียรอ่อนน้อยถอยลง
หรือว่ามีข้ออ้างข้อจำกัด หรือว่าขี้เกียจปุ๊บนี่ ...ไอ้ตัวที่ดามก้านบัวให้แข็งแรง
มันจะยวบๆๆ แล้วก็...'ทุกคนแสดงความคำนับ'...ก้มหน้าลงดินๆๆ ....จม
แล้วถ้าจมบ่อยๆ นะ ...เราจะบอกให้ ผลของมันคือขี้เกียจ นี่ เอาคืนยากแล้วนะ ... พอลงให้เต่าปลากินแล้วนี่
มันเหลือแต่เหง้าน่ะ ... แล้วกว่ามันจะผุดโผล่ขึ้นมานี่ ต้องแทรกดินขึ้นมาอีกน่ะ ...ซึ่งอะไรที่ปิดบังทับถมนี่ มันเหมือนดินที่ทับเหง้าบัวอยู่
เพราะนั้นไม่ต้องถามว่าเหล่าไหนน่ะ ...มีทุกเหล่า แล้วแต่บางช่วงบางเวลา ... เพราะนั้น อาศัยสติสมาธิปัญญา ดามไว้ให้แข็งแรง แล้วก็ให้มันตั้งหน้าชูคอไว้
นั่นแหละคือให้มีความตั้งใจ ตั้งรู้อยู่ปัจจุบัน ...สักวันหนึ่งต้องพ้นน้ำแน่ๆ เชื่อสิ ไม่เชื่อลองดู ...มันไม่ลองๆ น่ะ เราบอกไม่เชื่อลองดู ...มันไม่ยอมลองเลยน่ะ (โยมหัวเราะกัน)
ศาสนาพุทธไม่ใช่เป็นศาสนาที่อ้อนวอนร้องขอ
ไม่ใช่ลักษณะของการติดสินบาดคาดสินบน ไปไหว้พระธาตุ ทำบุญหยอดตู้...'ขอให้ไปถึงนิพพาน
ขอให้ปัจจัยนี้ส่งถึงนิพพาน'...แต่กูไม่ทำอะไรเลยนะ สติก็ไม่ทำนะ สมาธิก็ไม่ทำ
ขอเอา ...จ่ายเงิน ติดสินบนๆๆ (หัวเราะกัน) จ่ายลูกเดียว ทำเยอะเดี๋ยวจะเร็ว
เดี๋ยวก็เร็วเองน่ะ ... เนี่ย ติดสินบน คือเอามักง่ายน่ะ
ช่วยไม่ได้หรอก ...บุญก็ช่วยไม่ได้
บาปก็ช่วยไม่ได้ ...อยู่ที่ความพากความเพียรในองค์มรรคเท่านั้น คือสติสมาธิปัญญาเท่านั้นแหละเป็นตัวหลัก ไม่มีตัวรอง ไม่มีวิธีช่วย ไม่มีตัวช่วย อย่ามาเรียกหาตัวช่วย ...เคยตัว
บางวัดเขาก็ขายนิพพาน
บางวัดเขาก็ขายบุญน่ะ ใช่มั้ย ทำบุญเท่านี้ๆ แล้วก็เออ
ได้ไปนิพพานเร็วขึ้นกี่ชาติๆ ...มันจะหลอกกันไปถึงไหน ฮึ ... แล้วเราจะโง่ไปถึงไหนล่ะ ให้เขาหลอกอ่ะ
คนโง่กับคนฉลาดกว่า...ก็คือคนโง่กว่ากับคนโง่น้อยกว่า เมื่อใดที่มีคนโง่ คนที่มีโง่มากกว่ามันก็จะหลอกได้ ...ก็ถ้าเราไม่โง่ไปกับเขาล่ะ ไอ้คนโง่พวกนี้มันจะหากินกับใคร
ฉลาดขึ้นซะบ้าง ...ทำด้วยตัวเองน่ะ
ไม่ต้องพึ่งใครน่ะ สองแขน สองขา หนึ่งหัว หนึ่งตัว นี่ท่านเรียกว่าศีลห้า มันมีอยู่แล้วศีลห้านี่ ...อาศัยศีลห้านี่คือเป็นปกติของกาย รู้กายเห็นกายนี่...ศีลบริบูรณ์แล้ว ปกติดีอยู่แล้ว
ก็รักษาความเป็นปกติของกาย ...มันเกิดอะไร
รู้อย่างนั้น มันเป็นยังไง ดูอย่างงั้น มันเดินก็รู้ว่าเดิน มันแข็งก็รู้ว่าแข็ง
มันนิ่มก็รู้ว่านิ่ม มันหนาวก็รู้ว่าหนาว มันอ่อนก็รู้ว่ามันอ่อน ...ปกติเขายังไง
นั่นแหละคือศีล
แล้วก็รู้ด้วยใจที่เป็นกลางๆ ...อย่าไปบ่นมัน อย่าไปด่ามัน อย่าไปติมัน อย่าไปชมมัน อย่าไปหาเหตุหาผลกับมัน
เพราะมันไม่ตอบหรอก ...ภาษาเหนือเขาว่า อย่าไปปาก ...มันยังไม่ปาก ก็อย่าไปปากกับมัน
มันเป็นแค่ก้อน มันเป็นแค่กอง...ที่ตั้งอยู่ ในความตั้งอยู่นั้นน่ะมันมีความแปรปรวน ก็แค่นั้นน่ะ ...ไม่ต้องไปสงสัยว่ามันคืออะไรหรอก และก็รู้ไปตามที่เขาแสดงอาการไป
กระทบแดดก็ร้อน...รู้ว่าร้อน ร้อนมากก็รู้ว่าร้อนมาก ร้อนน้อยก็รู้ว่าร้อนน้อย พอเริ่มคิดรู้ว่าคิด
อย่าไปคิดต่อ กลับมารู้ร้อนรู้หนาวต่อ อยากก็รู้ว่าอยากเกิดขึ้น
ไม่อยากร้อนก็รู้ว่าไม่อยากร้อนเกิดขึ้น ...อะไรที่เกิดขึ้นระหว่างที่กายดำเนินไปอย่างไร...รู้ เห็น แต่ไม่ตาม ไม่เอา
กลับมารู้ กลับมาดู
กลับมายอมรับกายที่ปรากฏตามความเป็นจริง...ด้วยความอดทนและพากเพียร อย่าหนี อย่าแก้ด้วยความคิด อย่าแก้ด้วยความเห็น อย่าแก้ด้วยวิธีการ ...ปิดตำราทุกเล่มที่เคยอ่านมา
ปิดซีดีทั้งหมด ไม่ฟังแล้ว ...ดูกายอย่างเดียว
ทำได้มั้ย
ถ้าจะฟังครูบาอาจารย์ ก็คือฟังพอเป็นกำลังใจ อย่าไปพินิจพิเคราะห์เนื้อธรรมจนสงสัยลังเล งง ...'กูจะทำอะไรดีวะเนี่ย ดูกาย หรือดูจิตดีวะ
หรือดูอะไรดี หรือจะนั่งสมาธิ หรือจะพุทโธดีรึเปล่า หรือจะพิจารณากายใหม่อีก'
งงมั้ย...งง เรายังงงเลย
งงจนเราไม่เอาอะไรเลยน่ะ เราก็ถูกหลอกมาทั้งนั้นแหละ ตัวเราเองก็ถูกหลอก
ด้วยวิธีการน่ะ ไอ้นั่นดีกว่ามั้ง หรือไอ้นี่ดี ... ขนาดสติปัฏฐานสี่ กูยังไม่รู้เลยจะเอาอะไรดีวะนี่
มีตั้งสี่อัน
เอากายกับใจน่ะ...สองอย่าง ง่ายๆ
แล้วให้ตั้งใจ ...เอาเหลือแค่กาย-ใจ เอารู้แค่กาย-ใจ ง่ายๆ รวมๆ กายคือ ไอ้นี่ ปัญจสาขานี่
แขนสอง ขาสอง หัวหนึ่งตัวหนึ่ง นี่คือกาย แล้วความรู้สึกในกายเป็นยังไง รู้ไป ...ไอ้ใจก็คือรู้ว่ากายมันเป็นยังไง แค่นั้นน่ะ เหลือแค่กาย-ใจ
เมื่อตั้งใจว่าจะรู้แค่กายใจนี่ ... ให้รู้จักเป็นคนรักเดียวใจเดียว อย่าหลายใจ ชอบเป็นคนหลายใจ ชอบมีกิ๊ก
เดี๋ยวไปทำอย่างนั้นหน่อย เดี๋ยวก็..ไปดูอันนี้ก็ได้มั้ง
เดี๋ยวก็ไปหยิบไอ้นั่นมาพิจารณาหน่อย เผื่อจะมาช่วยสนับสนุนให้เกิดปัญญา ...เนี่ย
แอบมีกิ๊ก
กิ๊กก็ไม่เอา ...รักเดียวใจเดียว
รู้กายรู้ใจ แค่นี้ อย่างอื่น...ไม่เอา ...ตั้งมั่นลงไปให้เป็นสมาธิ คือตั้งมั่นอยู่ในที่อันเดียว คือของสองสิ่งนี่ นี่คือตั้งมั่น ก็คือกายกับใจ เอาแค่นี้
อย่ามากเรื่อง อย่าหลายใจ อย่าหลายวิธีการ อย่าเผื่อ...จับปลาสองมือ เผื่อเหลือเผื่อขาด หวังพึ่งหวังพิง...ไม่เอา ... ต้องให้เด็ดขาดลงไป
โง่เป็นโง่กัน ไม่ไปนิพพานกูก็ไม่ไปแล้ว กูจะรู้แค่นี้ เอาดิ
ไอ้ที่มันจะไปนิพพาน ไม่ไปนิพพานน่ะ มันไปในความคิดนะ มันเป็นแค่ความคิดนะ ยังไม่ไปจริง ... ตัวก็นั่งนอนยืนเดิน
เย็นร้อนอ่อนแข็งอยู่นี่ มันยังไม่ได้ไปไหนเลยน่ะ จะไปสวรรค์วิมานในอากาศได้อย่างไร
โกหก เนี่ย เห็นจิตโกหกมั้ย ...แล้วก็ยังยินยอมพร้อมใจให้เขาโกหกอยู่อย่างนั้น มันเป็นโรคอะไร โรคโง่ โรคมัวเมา โรคมึน โรคไม่รู้จริง นั่น ...แล้วยังไปสนับสนุนให้โรคนี้มันกำเริบอีกเหรอ
อยู่กายใจแค่นี้ มันตายรึไง รึมันไม่จริง
ห๊า ใครบอกว่ากายใจนี้มันไม่จริง ไม่มีจริง ...นั่งอยู่นี่มันจริงมั้ยล่ะ เย็นร้อนอ่อนแข็งตรงนี้ กระทบสัมผัส จริงมั้ยล่ะ มันจริงที่สุดแล้ว ...จะไปหาความจริงที่ไหนอีก ไม่มีอะไรจริงกว่านี้ในปัจจุบันแล้ว
ให้มันเหลือความจริงแค่สองอย่าง
จำกัดอยู่แค่นี้ก่อน นี่เรียกว่าสมาธิ ... เมื่อรู้กายเห็นกาย ทันกาย
รู้ทันกายปัจจุบัน พอดีกัน...รู้กับกาย ขยับก็รู้ เคลื่อนก็รู้ มันพอดีกัน
ไม่ขาดหายไปจากกัน
ลักษณะที่รู้เห็นกาย ทันกายอยู่ตลอดเวลานี่
ตรงนี้จะก่อให้เกิดสมาธิตั้งมั่นอยู่กับของสองสิ่ง
จิตใจมันจะตั้งมั่นเป็นกลางอยู่ภายใน ...รู้ก็จะชัดขึ้นๆๆ ด้วยตัวของมันเอง
แต่ถ้าหลายใจปุ๊บ มันก็จะ...'เดี๋ยวจะนั่น เดี๋ยวก็อย่างนั้น เดี๋ยวก็จะอย่างนี้' ...จับปลาหลายมือน่ะ
เหมือนน้ำรดหัวตอน่ะ มันกระเด็นน่ะ เห็นมั้ย ไม่เป็นชิ้นเป็นอันอะไร ...แต่มันมีแต่ความโลภ ไอ้นั่นก็อยากได้ ไอ้นี่ก็เดี๋ยวก็ไม่ได้มั้ง เขาทำกันได้อย่างนี้ๆ
เนี่ย ฟังคนที่เขาส่งการบ้าน เขาดูตรงนั้น เขาเห็นอย่างนี้
ตานี่ลุก...อยากเห็น อยากเป็นอย่างนั้น 'เดี๋ยวจะทำตามเขาบ้าง'
คนหลายใจ (โยมหัวเราะ) ...ผิดศีล
เข้าใจคำว่าผิดศีลมั้ย มันทะลุ ทะลุจากศีลคือปกติกายในปัจจุบัน ไปอยู่ไหนก็ไม่รู้ ...ละเมิดศีลน่ะ ศีลมันด่างพร้อยแล้ว ศีลด่างพร้อยสมาธิก็ไม่ตั้งมั่น
สมาธิไม่ตั้งมั่นไม่ต้องถามถึงปัญญาเลยนะ เพราะเห็นอะไรก็มึนๆๆๆ งง รู้ด้วยความงงแบบ 'มันอะไรกันวะ'
ก็แค่รู้เฉยๆ แล้วเห็นว่ามันก็คือสิ่งหนึ่งที่ถูกรู้ ...เอาเป็นแค่สิ่งหนึ่งที่ถูกรู้ ถือกายเป็นแค่สิ่งที่ถูกรู้ ไม่ต้องเรียกชื่ออะไร
แขนก็ไม่เอา ขาก็ไม่เอา ยกตัวอย่าง...หนาว จริงๆ ไม่ต้องพูดว่าหนาวด้วย
ก็รู้ว่ามันเป็นอาการแค่นี้ แล้วก็รู้อยู่กับมัน...มากบ้างน้อยบ้าง
แปรปรวนขึ้นลงไปตามอาการของหนาว ...ดูไป รู้ไป
รู้โง่ๆ เห็นโง่ๆ
ไม่เอาอะไรนอกจากกาย-ใจสองอย่างนี่ คือน้อมลงที่กายใจที่เดียว ..เพื่ออะไร เพื่อเป็น ปัจจัยให้เกิดสัมมาสติ แล้วก็เป็นปัจจัยให้เกิดสัมมาสมาธิ
และสุดท้ายที่เป็นสัมมาสติ สัมมาสมาธิ สัมมาญาณ จริงๆ มันจะรวมลงที่ใจดวงเดียว
เหลือแค่รู้กับเห็น แล้วจากนั้นมันก็จะเกิดภาวะที่เรียกว่ารู้รอบเห็นรอบ โดยทั่ว...ด้วยความเป็นกลาง
แต่ถ้าไม่ทำเริ่มต้นจากตรงนี้นะ ...มันจะเดินไปด้วยความลูบๆ คลำๆ ลังเลสงสัย ไม่เด็ดขาด ไม่เด็ดเดี่ยว มันไปแบบละล้าละลัง ...พวกนักภาวนาที่กำลังภาวนานี่ มันละล้าละลัง รักพี่เสียดายน้อง 'ไอ้นั่นก็ดี เคยเห็นเขาทำอย่างนั้นอย่างนี้' มันคอยแต่กังวลถึงวิถีแห่งการปฏิบัติของตัวเองอยู่นั่นน่ะ กลัว...กลัวไม่ถึงนิพพาน
ไปกลัวทำไม ...ไม่ไปหรอกนิพพาน กูจะอยู่ตรงนี้ เอาดิ นิพพานก็ไม่ไป ...อยู่กับกาย
อยู่กับรู้กายนี่ ให้อยู่กับธรรมอันเดียวนี่ ให้อยู่กับจิตอันเดียวนี่...คือรู้ อย่าไปอยู่กับจิตหลายดวง เอาจิตรู้ดวงเดียว คือผู้รู้ผู้เห็นนี่ อันเดียว
และผู้รู้ผู้เห็นถ้ามันยังสอดส่าย ส่ายแส่ ก็ให้มารู้เห็นอันเดียว...คือกาย นี่เขาเรียกว่าสมาธิ ฝึกสมาธิ คือฝึกสติอยู่ ซ้ำซากๆๆ เป็นรูทีน เป็นฟูลไทม์
เป็นปกติอย่างนี้ ...จึงเรียกว่าเป็นนักภาวนาที่แท้จริง
ไม่ใช่เป็นนักภาวนาแบบแพทย์ทางเลือกน่ะ...เผื่อไว้ ภาวนาเผื่อไว้แค่นั้น เนี่ย มาฟังท่าน...'เผื่อไว้
จะได้เอาไปใช้เวลาคับขัน เวลาคิดอะไรไม่ออกบอกอะไรไม่ถูก ขี้ไม่ออกเยี่ยวไม่ออก
กูค่อยเอาคำสอนของท่านมาทำ' นี่ เผื่อไว้ ...ไม่ได้อ่ะ
คนพูดนี่พูดจริงนะ
ไอ้คนทำมันทำไม่จริง ... คนพูดนี่พูดจริง ดูหน้านี่ จริงจังมากเลย ...ไม่ได้ทำเล่นๆ มานี่
เวลาพูดก็ไม่ได้พูดให้ไปทำเล่น พูดออกจริงจัง ...แต่ไอ้คนฟังมันไม่ค่อยจริง มันฟังไปงั้นๆ น่ะ
จะตั้งใจก็ตอนนี้ ...ก่อนจะมานี่ ขยัน แบบเตรียมตัวก่อนเข้าห้องเรียน นั่งรถมาพอจะเข้าประตูก็เตรียมพร้อมไว้ก่อนแล้ว ทำให้มันพึบพับๆ ขึ้นมา ...เดี๋ยวพอไปแล้ว
พอออกจากประตูไปนี่ ...'เหมือนกูออกจากคุกแล้ว เดี๋ยวผีจะอาละวาด
เดี๋ยวผีพเนจรจะร่อนเร่ไปในสามโลกธาตุแล้ว'
เนี่ย มันให้ได้อย่างนั้นสิ
มันถึงจะไปนิพพานได้ ...ใช่มั้ย (โยมหัวเราะกัน)
คงไปได้สักวันล่ะนะ ...เราไม่ถามเป็นวันหรอก (หัวเราะ)...เอาเป็นชาติเลย ...ชาติไหนดีล่ะเนี่ย
(ต่อแทร็ก 7/8 ช่วง 2)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น