วันเสาร์ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2557

แทร็ก 7/8 (2)




พระอาจารย์

7/8 (550213B)

13 กุมภาพันธ์ 2555

(ช่วง 2)



(หมายเหตุ : ต่อจาก แทร็ก 7/8 ช่วง1
http://ngankhamsorn7.blogspot.com/2014/10/78-1.html)


พระอาจารย์ –  การภาวนาต้องจริง เป็นเรื่องของคนจริง เพราะธรรมเป็นเรื่องจริง ไม่ใช่เรื่องเล่น  

เพราะนั้นการที่จะเข้าไปถึงของจริง เห็นของจริงนี่ ...การปฏิบัติต้องจริง ศีลสมาธิปัญญาต้องจริง ต้องต่อเนื่อง ต้องไม่ใช่เป็นพาร์ทไทม์หรือว่ารักเผื่อเลือก  มันจะต้องเป็นหลัก...งานหลัก คือเรียกว่าสัมมาอาชีโว

สัมมาอาชีโวจะมั่นคงได้ก็อาศัยสัมมากัมมันโต กระทำชอบ และมีดำริชอบ ... ต้องดำริซ้ำลงไปว่านี่คือวิถีแห่งพุทธะ นี่คือวิถีแห่งบัณฑิต นี่คือวิถีแห่งความหลุดพ้น นี่คือวิถีแห่งความรู้แจ้ง ...นี่คือวิถีแห่งการไม่กลับมาเกิด ไม่กลับมาตาย ไม่กลับมาทุกข์ ไม่กลับมารัก ไม่กลับมาชัง ไม่กลับมาชอบอีก 

ต้องดำริอย่างนี้บ่อยๆ คือการงานพวกนี้จึงจะเห็นว่าเป็นหลัก...ที่เหมือนกับลมหายใจเข้าออก...ขาดไม่ได้
 
นั่นแหละ เริ่มเป็นบัวปริ่มน้ำแล้ว แค่ตั้งสัจอธิษฐานด้วยความรู้สึกที่เป็นสัมมาว่าเป็นงานการที่ทิ้งไม่ได้ ขาดไม่ได้ ...ต่อไปนี่ เมื่อทำแล้วดำริเช่นนี้บ่อยๆ แล้วมีการน้อมกลับมารู้ กลับมาเห็น  ดูกายเห็นจิต ดูจิตเห็นกาย ดูกายเห็นจิต อยู่เสมอ อยู่อย่างนี้ ...มันจะสะสมกำลังไปทีละเล็กทีละน้อย 

ไอ้ที่จะๆๆ จะพ้น เดี๋ยวก็พ้นเอง ...ไม่ใช่ 'จะๆ' มาหลายชาติแล้ว  ใกล้แล้วๆ จะเข้าใจแล้ว จะได้แล้ว...ตายซะก่อน  ...มันไม่เข้าใจสักที เป็นอะไรวะ ไปคาอะไร 

เราบอกให้มันคาอะไร...คาขี้เกียจ
พุทธัง ธัมมัง สังฆัง สรณัง คัจฉามิ ...ไม่เอาอ่ะ 
เอาหมอน ที่นอน สรณัง คัจฉามิ๊
เอาอาหารการกิน สถานที่ท่องเที่ยว ญาติสนิทมิตรสหาย
การพูด การคุย ฮัลโหลๆ สรณัง คัจฉามิ๊ ...เนี้ย มันเป็นที่พึ่งไปหมด

ก็ต้องกลับมาหาพุทธะ ธัมมะ สังฆะ ...พุทธัง ธัมมัง สังฆัง สรณัง คัจฉามิ นี่แหละจึงจะเป็นที่พึ่ง 

เพราะนั้นพุทธะไม่ได้อยู่ที่ไหน ...ใจผู้รู้นี่แหละ รู้อยู่ที่ไหน รู้อยู่เสมอ  นั่นแหละเราอยู่กับพระพุทธเจ้า เฝ้าอยู่ เสนอหน้ากับท่านอยู่ ใกล้แล้วๆ ...แม้ท่านยังไม่รับเข้าธรรมสภา แต่ว่าเฝ้าไว้ก่อน อยู่ตรงนั้นก่อน  อบรมกาย อบรมจิต เดี๋ยวพอได้ที่ได้ทางก็จะเขยิบเข้ามา...ในใจ ใกล้ชิดพระพุทธเจ้ามากขึ้นๆ

ทำไมพระพุทธเจ้าถึงบอกผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเราตถาคต ...ธรรมคือที่ไหน ธรรมคือธรรมะปัจจุบัน กับใจที่รู้ปัจจุบัน ... เมื่อใดที่อยู่กับรู้กับใจกับกาย เมื่อนั้นแหละจะเห็นพระพุทธเจ้า เข้าใจพระพุทธเจ้ามากขึ้น เข้าถึงพระพุทธเจ้ามากขึ้น ... เพราะนั้นพุทธะ ธัมมะ สังฆะ คืออยู่ที่ใจดวงนี้แหละ

แต่พวกเราพอเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า...สักแป๊บนึงก็...'ที่นอน สรณัง คัจฉามิๆ ...เดี๋ยวรอก่อนนะ เดี๋ยวพรุ่งนี้ค่อยต่อนะเจ้าคะ ข้าพระพุทธเจ้าขอทูลลา ขอทูลลาพระองค์ก่อน' (หัวเราะ) ...ลาไปลามาก็...ตายซะก่อน  หมดเวลา...เลเวลนึง

เพราะนั้นเมื่อเราเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า ก็อยู่ตรงนั้นแหละ ไม่ไปไม่มาที่อื่นแล้ว ... นั่นแหละถึงจะจริง ถึงจะเข้าถึงพุทธะจริง นั่นน่ะคือวิถีแห่งพุทธะ วิถีธรรม วิถีแห่งมรรค วิถีแห่งความหลุดพ้น วิถีแห่งความรู้แจ้ง ...ท่านเรียกว่าเอกายนมรรค 

ก็ไม่รู้จะตรงไหนแล้ว ตรงมรรคเป๊ะเช๊ะ ที่สุดแล้ว...รู้ตรงไหนพระพุทธเจ้าอยู่ตรงนั้นแล้ว

ไม่ใช่ว่าพระพุทธเจ้าท่านตายไปไหน ไอ้นั่นน่ะรูปขันธ์ท่านตาย ... พระพุทธเจ้าก็ยังมีให้เข้าเฝ้าอยู่ทุกวันน่ะ...พุทธะก็แปลว่าผู้รู้  ผู้รู้ก็คือว่าผู้ตื่น  ผู้ตื่นก็คือผู้เบิกบาน สะอาด สว่าง สงบ

พระพุทธเจ้ามีอยู่ที่นี้ ...จะไปหาที่ไหน จะไปเดือดเนื้อร้อนใจทำไมว่าพระพุทธเจ้าท่านตายไปแล้ว ไม่ได้เคารพท่าน ...พุทธะก็มีอยู่ตลอดเวลา  ...แต่ว่าเราเอาใจออกห่างเอง

เมื่อใจออกห่างปุ๊บ ... มาร ขันธมาร กิเลสมาร อภิปุญญาภิสังขารมาร เทวบุตรมาร พวกนี้ ปั๊บ เข้ามาจับเลย  เห็นมั้ย ออกจากที่พึ่งอันประเสริฐ ออกจากเกราะคุ้มกันป้องกันที่แข็งแกร่งปุ๊บนี่ พญามารมาเลย...เริ่มตั้งแต่ขันธมาร กิเลสมาร อภิปุญญาภิสังขารมาร โชคลาภวาสนามาคือเทวบุตรมาร 

มาแล้ว พอมาปุ๊บ พวกเรานี่ก็...'เฮ้ย เสี่ยวๆ คบมันเป็นเสี่ยวเลยนะ' ...ไปขึ้นเขาลงห้วย ไปเหนือมาใต้ ไปด้วยกัน เกิดด้วยกัน ตายด้วยกัน เป็นเนื้อเดียวกัน ...สมัครสมานสามัคคีกันจังกับมารนี่

ครูบาอาจารย์ก็บอก 'เฮ้ย มานี่ๆ เข้าใกล้เราหน่อย เข้าใกล้พุทธะหน่อย' ...มันก็กระมิดกระเมี้ยนเข้ามานะ แต่ลึกๆ น่ะอยากกระโดดออกจะตายชักอยู่แล้ว ... กระด้างกระเดื่องต่อพุทธะ พุทธธรรม พุทธจิต  พุทธวิถี 

เพราะนั้นวิถีแห่งพุทธะคือรู้อยู่เห็นอยู่ นี่แหละ ...ไม่ยาก ...แต่ก็ไม่ง่าย  เพราะว่ามันจะตายกับความขี้เกียจ ขี้เผลอ ขี้เพลิน ขี้หลง ขี้ลืม อ้างนั่นอ้างนี่ อ้างกาลอ้างเวลา อ้างสัตว์อ้างบุคคล อ้างโลกธรรมทั้งแปด 

มีข้ออ้างเมื่อไหร่ปุ๊บ ...มันก็ทูลลาพระพุทธเจ้าอยู่เสมอแหละ ไม่เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าเพราะติดข้ออ้าง เป็นซะอย่างงี้ เห็นพระพุทธเจ้าเป็นแพทย์ทางเลือก ...เอาไว้ก่อน

แต่บอกให้นะ พอเวลาใกล้ตายนะ ฮื่อ ร้องเรียกหา "พระพุทธเจ้าอยู่ไหน ช่วยลูกด้วย  พุทธะพุทโธ ช่วยลูกด้วย"  พระก็บอกว่าให้พุทโธๆ ไว้ "เฮ้ย โยม พุทโธๆ เข้าไว้ นึกถึงพระพุทธเจ้าเข้าไว้ๆ"  มันก็บอก "กูเจ็บจะตายห่าอยู่แล้ว ไม่เอาแล้ว" 

ถึงเวลานั้นน่ะ พุทโธมันยังปฏิเสธเลย  แล้วถึงว่าเขาบอกให้พุทโธๆ มันก็ยังเป็นพุทโธรูปภาพ ไม่ใช่พุทโธที่เป็นใจนะ  นึกถึงรูปพระเอาไว้ โอ้โห มันยังเป็นรูปพระอยู่เลย ...แต่ขนาดนั้นมันยังนึกไม่ได้เลย ไม่ต้องพูดถึงใจรู้ใจเห็นน่ะ

เพราะนั้นทำไมถึงต้องทำตั้งแต่เดี๋ยวนี้ ...เพื่อลบความเคยชินที่เป็นพันธมิตรกับมาร  มารมันขี่คอน่ะ... ยืนเดินนั่งนอนนี่  ไปๆ มาๆ ทั้งชีวิตนี่ ตั้งแต่ตื่นนอนมานี่ เดินมานี่...มารขี่คอมาตลอด แล้วก็บอก 'เฮ้ย มึงไปนี่ มึงไปนั่น มึงทำอย่างนี้นะ มึงพูดอย่างนี้นะ' ...มารทั้งนั้นน่ะ ไม่รู้จักเลยรึไง

แต่เมื่อใดที่มีการรู้ตัวๆ รู้ว่าทำอะไรอยู่ เห็นว่ากำลังมีอะไรเกิดขึ้น ...ขณะนั้นสลัดมารลงแล้ว เป็นตัวของตัวเองแล้ว ...ช่วงหนึ่ง ขณะหนึ่ง ก็ยังเป็นมงคลอันประเสริฐ เป็นวิถีอันประเสริฐแล้ว

และถ้าขยันพากเพียรบ่อยๆ น่ะ เอาจนเหนือมารทั้งห้า ขันธมาร กิเลสมาร อภิปุญญาภิสังขารมาร เทวบุตรมาร มัจจุมาร นี่ มารน่ะไม่ได้ผุดได้เกิดหรอก บอกให้

จากนั้นก็เดินองอาจผ่าเผย ด้วยความเป็นพุทธะพุทโธ ผู้รู้ผู้เห็นอยู่ตลอดเวลา ...ทำอะไรด้วยอาการรู้อาการเห็นอยู่ตลอดเวลา  นั่งก็เป็นผู้ที่รู้ว่านั่ง เดินก็เป็นผู้ที่รู้อยู่ว่าเดิน คิดก็เป็นผู้ที่รู้อยู่ว่าคิด พูดก็เป็นผู้ที่รู้อยู่ว่าพูด ... อย่างนี้ มารไม่ได้ช่องหรอก บอกให้ ...นี่จึงจะพ้นจากบ่วงมาร จึงจะเล็ดลอดออกจากบ่วงมารนี้ได้

ฟังธรรมก็เยอะกันแล้ว แต่ทำน่ะมันน้อย  เข้าใจน่ะเข้าใจ แต่ขี้เกียจน่ะเยอะ ...เพราะนั้นว่า ฟังเท่าไหร่ เข้าใจมากเท่าไหร่ ก็แค่นั้นนะ ... เมื่อใดที่ยังไม่น้อมนำไปพากเพียรปฏิบัติ ต่อให้เข้าใจขนาดไหน ก็แค่นั้นนะ 

มันสำคัญที่ลงมือทำ ...ไม่ใช่แค่ลงมือ ตีนด้วย ตัวด้วย ใจด้วย เนี่ย มันต้องลงมือให้พร้อมเลยทั้งกายใจ ...เมื่อได้ลงมือจริง ทำจริง ด้วยความพากเพียรต่อเนื่องแล้วนี่  ไม่ต้องถามหาผล เก็บเกี่ยวไปเองได้เลย ...ไม่ต้องอ้อนวอนร้องขอผลเลย 

ลงมือทำไป ทำด้วยวิถีที่ดูโง่ๆ นี่แหละ ... รู้ไปเห็นไป ไม่ต้องแก้ไม่ต้องหนี  อดทนไป รู้กายลงไป ยืนเดินนั่งนอน  ถามตัวเองบ่อยๆ ว่าทำอะไรอยู่  แล้วก็กลับมาดูว่ามันกำลังทำอะไร มันกำลังอยู่ในท่าไหน  จิตกำลังทำอะไร จิตมันอยู่ในอาการไหน

แต่จิตน่ะดูแป๊บๆ พอแล้ว ...อย่าดูมาก ดูพอให้รู้ว่ามีอาการไหนแค่นั้น แล้วก็กลับมาสังเกตลงที่กายมากๆ  เพราะจิตเป็นเรื่องละเอียด ถ้าไม่มีสมาธิที่ตั้งมั่นดีพอแล้วนี่ จะหลงง่าย จะหลงไปกับจิตได้ง่ายกว่า 

แม้กระทั่งเวทนาสุข-ทุกข์ด้วยนะ หรือไม่มันก็จะหลงหายไปกับอาการเวทนาที่เรียกว่า อทุกขมสุขม...คือเฉยๆ  นี่ มันจะเพลินไป  ตอนที่ไม่มีอารมณ์น่ะ ตอนที่ไม่มีอะไร ไม่มีความรู้สึกอะไรน่ะ ... มันจะหาย 

เพราะนั้นจะไปตั้งอยู่กับเวทนาตรงๆ ก็ยังไม่ได้  ก็ให้รู้พอเป็นเลาๆ คร่าวๆ ว่ามันเกิดขึ้นอย่างนี้นะ มันกำลังสุขอยู่นะ  มันกำลังหงุดหงิดรำคาญไม่พอใจอยู่นะ แค่นี้พอแล้ว  แล้วกลับมาตั้งมั่นกับกายมากๆ รู้กายมากๆ ...นี่เป็นรูทีนเลย เป็นหลักเลย

แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธเวทนา จิต ธรรม ที่มันจะเกิดเป็นระยะๆ ...ก็ช่างมัน ก็ดูไปรู้ไป  แต่อย่าไปจดจ้องหรือว่าเอาเป็นฐาน ...เพราะว่าตรงนั้นน่ะคือบ่วงมาร หรือว่าเป็นช่องของกิเลสมาร จะเข้าได้ง่าย  คือจะเกิดความเผลอเพลินได้ง่าย และจะเกิดความไม่ชัดเจนได้ง่าย แล้วเกิดความกลมกลืนโดยไม่รู้ตัวได้ง่าย

แต่พอกลับมาที่กายนั่งปุ๊บนี่...รู้เลย ก้อนนี้นั่ง ก้อนนี้ตึง แล้วก็มีใครรู้อยู่ข้างใน ... นั่นน่ะมันจะชัดลงในกายใจปัจจุบันได้...บ่อยๆ 

เพราะนั้นเวลาเรารู้กายรู้ใจ รู้ว่านั่ง รู้ว่าเดินนี่ ... ภายนอกมันไม่มีใครรู้หรอก ไม่มีใครสนใจหรอก มันไม่ได้ไปขัดแย้งโต้แย้งหรือว่าไปทะเลาะเบาะแว้งกับใคร หรือว่าไปแสดงอากัปกิริยาอาการให้คนเขาดีใจเสียใจหรือรังเกียจเดียดฉันท์อะไรได้หรอก

แม้แต่การภาวนารู้อย่างนี้ในตัวของเราเองนี่  คนอื่นใครๆ เขาก็ยังไม่รู้เลยว่าเราภาวนา  เขาก็ไม่ได้รู้สึกแบ่งแยกเรา ว่า 'เอ้ย ไปทำที่วัดสิ มาทำงานจะมาทำอย่างนี้ได้ยังไง ที่นี่ที่ทำงานนะ ไม่ใช่ที่ภาวนา' ...นี่มันจะว่ากันอย่างนั้น ถ้าไปทำในรูปแบบนั่งสมาธิ เดินจงกรมเท่านั้น

แต่ถ้าอยู่อย่างนี้ ไม่มีใครจับได้หรอก ตำรวจไม่จับ ไม่มีใครรู้ได้หรอก ...มีแต่เรารู้เอง ว่ากำลังรู้อยู่มั้ย กำลังรู้สึกที่กายมั้ย กำลังเห็นอาการทางกายมั้ย ... นี่ สอบทวนอยู่เสมอ อย่าขี้เกียจ

อย่าขี้เกียจ อย่าปล่อยปละละเลย อย่าปล่อยให้เวลาล่วงไปกับอะไรก็ไม่รู้ที่ไร้สาระ ...เดี๋ยวก็ตายแล้ว จะไปเอาอะไรกับมันมากมาย เดี๋ยวก็ไม่เหลืออะไร อยากได้อยากเป็นอะไร ใครจะเป็นอะไร หรือเขาจะไปเผาศพฝังศพเรายังไง ...ไม่สนใจแล้ว 

ไม่ต้องไปกังวล ไม่ต้องไปล่วงหน้ากับอะไรแล้ว  ลูกเต้าหลานเหลน โตแล้วก็ไปเกิดไปตายเอาเอง เรื่องของมันแล้ว  ทิ้งมันไปเถอะ วางมันซะบ้าง ... เอาตัวเองให้รอดๆ  รู้กายรึยัง เห็นกายรึยัง เข้าใจรึยังว่ามันคืออะไร  อยู่กับมันมาตั้งแต่เกิด ยังไม่รู้เลยว่ากายคืออะไรนี่ โง่ ...ไม่สมควรเกิดมานะนั่นน่ะ

อยู่กับมันมาตั้งแต่เกิด แต่ยังไม่รู้จักเลยว่ากายคืออะไร  ใช้กับมันมานี่ แทบเป็นแทบตายกับมันมา ยังไม่รู้เลย เฮ้ย  ยังบอกว่า กายเราๆ น่ะ  ยังมาบอกว่ากายเรา เราเป็นผู้หญิงๆ เรากำลังแก่ๆ  เชื่ออยู่อย่างนั้นน่ะ

เอาจนให้มันรู้ว่ากายจริงๆ คืออะไร มันเป็นใคร หรือมันไม่ได้เป็นใคร  มันเป็นของใคร หรือมันไม่ได้เป็นของใคร  หรือว่ามันไม่มีความหมายใดๆ ทั้งสิ้นในกาย... นั่น อยู่แบบบัณฑิต อยู่แบบผู้รู้น่ะ  ไม่ใช่อยู่แบบผู้โง่เขลาเบาปัญญา อยู่แบบผู้ลุ่มหลงมัวเมา ...มันอยู่ทำไม เสียชาติเกิด เกะๆ กะๆ เก้ๆ กังๆ รกโลก

ห้าหกพันล้านในโลกนี้ก็รกเต็มที่แล้ว เราก็ยังจะอยู่ในสารบบแห่งการรกกับเขาด้วยเหรอ  ...อุตส่าห์มาเกิดในเมืองไทย แล้วมาเจอพุทธศาสนาอีกในเมืองไทย แน่ะ แล้วดันมีพระอรหันต์อยู่ในเมืองไทยอีกต่างหาก ... เออ ยังปล่อยให้โง่ๆ เป็นงงๆ งึมๆ เกะๆ กะๆ เก้ๆ กังๆ เหมือนกับหกพันล้านที่ไม่มีโอกาสอย่างนี้เหรอ

เพราะนั้นในหกสิบล้านในประเทศไทยนี่ ถือว่าเป็นหนึ่งในร้อยล้านพันล้านนะ  ในโลกนี่หกพันล้านนะ ที่ไม่มีได้ยินได้ฟังเลย...ว่ากายคืออะไร ใจคืออะไร ศีลคืออะไร สติคืออะไร สมาธิคืออะไร ปัญญาที่แท้จริงคืออะไร

พวกเรานี่ได้ยินจนหูจะทะลุแล้ว ยังปล่อยให้ 'เฮ่อๆๆ เฮ้อ'...ซะยังงั้น ... 'รอชาติหน้าก่อนค่อยทำ' เออ ชาติหน้าไม่เจอแล้วทำยังไง หือ ไม่เจอกันแล้วนะ ทำยังไง ...ไปเจอใครล่ะ แล้วเชื่อได้มั้ยล่ะ แล้วมันเป็นธรรมที่แท้จริง หรือธรรมจอมปลอมรึเปล่าล่ะ อย่างพวกเราตัดสินอะไรได้ล่ะ

โอกาสมีแล้วน่ะ ...ไม่ใช่โชค ไม่ใช่เคราะห์ ไม่ใช่ดวง  ปุพเพกตปุญญตา สมควรแห่งการเกิดมาแล้ว  ขนาดว่าในเมืองไทยนี่กว่าหกสิบล้าน ก็มีกระจ่อมนึงที่ได้ยินได้ฟังธรรมเช่นนี้นะ  พระก็มีเป็นแสนน่ะเอ้า ที่สอนกัน  กัมมัฏฐานก็สี่สิบห้องน่ะ ไปไล่ทุกห้องดูเอา หลากหลายวิถีการปฏิบัติ

ก็ลองมากันทั้งนั้นน่ะ แล้วก็รู้อยู่แล้วมันเป็นยังไง ยังว่า...'งงว่ะ ไม่ไหวแล้ว ตายแน่เลย ทำไม่ได้หรอก' แล้วเนี่ย อย่างที่เราสอนนี่ เรียกว่าเป็นธรรมที่แทบจะว่า 'นี่ส้มนะ นี่ปอกให้เลยนะ นี่ฉีกเป็นกลีบเลยนะ เอาสาแหรกออกให้ด้วยนะ...เอ้า อ้าปาก' (โยมหัวเราะกัน) ...ไม่รู้จะยังไงแล้วอ่ะ เข้าใจมั้ย

งั้นก็ไปพุทโธไป๊ ไปดูกายเอาจนเป็นกระดูกไป  นั่นก็ธรรม ... เราไม่ได้บอกว่าผิดหรือถูก ...แต่มันยาก เข้าถึงได้ยาก  แล้วก็ต้องใช้กำลังอย่างมาก ต้องอาศัยการสั่งสมมากมาย และอาศัยความเพียรที่ยิ่งยวดด้วย ...เป็นธรรมจำเพาะจริงๆ

ก็เคยทำกันมาแล้วนี่  พุทโธกันมาไม่รู้เท่าไหร่ หลายกระบุงแล้ว  ไม่เห็นสงบซักที ใช่มั้ย  หรือสงบแล้วก็ไม่เห็นเข้าใจอะไรสักอย่าง มีแต่กิเลสมากขึ้น ... แบบออกจากวัดนี่ก็ยิ้มไป  แต่พอกลับถึงบ้าน...'หงุดหงิดโว้ย'  เห็นอะไรก็หงุดหงิด ...'อย่ามาใกล้กูนะ พึ่งออกมาจากวัด' (โยมหัวเราะกัน) 

เข้าใจรึเปล่า นี่มันภาวนาภาษาอะไรของมันวะ ...อุตส่าห์พุทโธ้พุทโธมา รักษาอย่างดีเลย  กลับมาถึงบ้าน ...'หงุดหงิด อย่ามาใกล้นะ เพิ่งออกมาจากวัดนะ' เป็นอย่างนี้

เพราะนั้นธรรมนี่ มีอยู่ใกล้ชิดติดเนื้อติดตัวอยู่แล้ว  สำคัญว่าอย่าขี้เกียจ  แล้วก็อย่าไปหลงว่ายังมีวิธีอะไรที่ดีกว่านี้อีก...ไม่มีแล้ว ... คือบอกแล้วว่าธรรมแบบที่เราสอนนี่ คือ ...'อ้าปากนะคะๆ (หัวเราะกัน) อันนี้น้ำหวาน ให้กิน ไม่ขมหรอกนะคะ' 

มันยังเป็นแบบ ...'ไม่เอ๊า หนูไม่กิน หนูไม่เอ๊า  หนูคิดว่าจะไปหาอะไรทำอีก  แบบต้องทำอย่างนี้อีกรึเปล่าคะ ต้องทำอย่างนั้นอีกรึเปล่า' ...อู้ย มันจะเอาอะไรของมัน ฮึ มันจะเอาถึงขนาดไหน ...มันเป็นซะอย่างงั้นน่ะ กิเลส อย่าไปฟังมัน 

คือตั้งใจลงไป ...เอาอะไรก็เอาให้จริง ทำให้จริง ปฏิบัติให้จริง  รู้ให้จริง รู้ให้ชัด รู้ให้ตรง  แล้วก็มันจะรู้แจ้งขึ้นมาเอง ขอให้มันจริงลงไปสักอย่างเถอะ ... ในที่นี้เราแนะนำให้จริงในกาย แค่นั้นเอง 

แล้วอาศัยกายเป็นหลัก ง่ายที่สุดแล้ว ...ไม่ต้องไปบนบานศาลกล่าว ร้องขอ อ้อนวอนว่า 'กายจงปรากฏ' (หัวเราะกัน) มันก็มีอยู่แล้ว มันต้องหามั้ยเนี่ย...กายน่ะ  

บางทีเข้าป่าหาแทบตาย นั่งหลับตาเพื่อจะหาพุทโธ เพื่อจะหาความสงบ ... เราถามว่ากายนี่ต้องหามั้ยนี่ ตรงไหนก็มีอยู่แล้ว  ไม่ต้องอ้อนวอนร้องขอใดๆ ไม่ต้องบนบานศาลกล่าว ไม่ต้องติดสินบาดคาดสินบน ...อยู่ที่ไหนก็ได้ ตอนไหนก็ได้  ถ้าลืมตาขึ้นมาตื่นขึ้นมาปั๊บนี่...กายปรากฏแล้ว

แล้วกายนี่เป็นรังของกิเลสทั้งหมด  ขันธ์ทั้งห้าก็อยู่ในกายนี้แหละ ...ถ้ารู้กายเห็นกายแล้วไม่ต้องกลัวว่าจะไม่เห็นนามทั้งสี่ จะไม่เห็นกิเลสทั้งสามที่เป็นรากเหง้า จะไม่เห็นอาสวะ...มันอยู่ในเนี้ยแหละ อยู่ในก้อน...ปริมณฑลหนังหุ้มอยู่เป็นที่สุดรอบนี่เอง 

ถ้าใจมันไม่รู้ออกไปนอกหนังหุ้มเป็นที่สุดรอบนี้  มีรึมันจะไม่แจ้งในขันธ์ห้า ...ไม่ต้องกลัว

อย่าไปกลัวว่ามันหยาบเกินไป ...บางคนก็บอกว่ามันง่ายไปอาจารย์ ขออะไรยากๆ ได้มั้ย ... อยากได้ยาก เดี๋ยวจัดให้ ... พอให้จริงๆ แล้วจะรู้ว่าไม่ใช่ทำได้ง่ายๆ  

ครูบาอาจารย์ท่านทำมาแล้ว ไม่ใช่ท่านไม่เคยทำนะ ...ไอ้ของยากท่านทำ ท่านเข้าใจ ท่านผ่านแล้ว แต่ท่านไม่เอามาพูด และไม่มาแนะนำให้ทำตามด้วย ...ไม่งั้นน่ะ การภาวนาจะเหมือนยาขมทันทีเลย

เพราะนั้นน่ะ สิ่งที่สอน หรือที่ครูบาอาจารย์ให้เจริญปัญญา...มันเหมาะแล้ว พอดีแล้ว  ใช้การได้ด้วย ได้ผลด้วย รับรองได้ด้วย บอกให้  ไม่ต้องไปทำอะไรเกินกว่านี้แล้ว ...ส่วนคนที่เขาอยากเกิน ก็ให้เขาเกินไป  ครูบาอาจารย์ที่สอนในส่วนที่เกินก็มี นั่นก็ต้องให้ครูบาอาจารย์ท่านควบคุมอบรม ผลักดันกันไป

แต่เราก็ไม่ต้องไปว่าอันนี้ใช่ หรือว่าอันนี้ถูก หรือว่าอันนี้ผิด ...ไม่ต้องเอาถูกเอาผิดอะไร รู้กายอย่างเดียว ...พอเริ่มจะหาว่าอันนี้ผิดมั้ยๆ ให้รู้เลยว่าหลงคิดอีกแล้วๆ...ไม่เอา  ถ้าขึ้นชื่อว่าหลงคิดแล้วจะไปเอาทำไม รู้กายซะๆ เออ

แต่มันห้ามไม่ได้นะ เดี๋ยวก็หลงอีกแล้ว คิดอีกแล้ว...แต่ไม่เอา  รู้ใหม่ กลับมารู้กายใหม่ อยู่อย่างเงี้ย  โง่ได้โง่ไปๆ ดูซิ มันกลัวโง่น่ะ ...ก็รู้อยู่แค่นี้ เอาดิ ... มันจะโง่เพราะคิดว่าเราโง่ แค่นั้นเอง  ถ้าไม่คิดว่าโง่ มันไม่โง่หรอก บอกให้

มันโง่เพราะความคิด ไม่ได้โง่เพราะความจริง  เมื่อคิดเมื่อไหร่ก็โง่ คิดว่า 'เออ โง่อีกแล้วเว้ยเฮ้ย ถ้ารู้แค่นี้โง่' ... เนี่ย คิดทั้งนั้นน่ะ มันโง่เพราะคิด ไม่ได้โง่เพราะรู้จริงนี่  แล้วไปเชื่อความคิด ก็โง่เท่านั้นน่ะ  ก็กลายเป็นไอ้โง่ไปเลย ใช่มั้ย  มีตัวเราโง่ไปเลย มีตัวเราในความคิดที่โง่พร้อมเสร็จเลย

แล้วก็ยังทำไปตามความคิดที่โง่อีกเหรอ คือไปหาวิธีการอีกแล้ว ...'ทำยังงั้นดีมั้ย อย่างโง้นดีมั้ย วิธีการอย่างนั้นดีมั้ย หรือจะต้องโกนหัวบวชชีดีมั้ย หรือจะต้องถือศีลกี่ข้อ หรือจะต้องเพิ่มตรงนั้นมั้ย' ... อะไรอย่างเงี้ย ทั้งหมดนี่เป็นแค่ความคิด

จะเล่านิทานให้ฟัง ...มีคนอยู่กลุ่มนึงคุยกัน แล้วบอกว่า "สมมุติว่ามีเงิน ได้เงินมรดกมานี่ทีเดียวเลยร้อยล้าน ...จะทำยังไง"  

แต่ละคนมันก็บอกว่าเดี๋ยวจะไปซื้อบ้าน เดี๋ยวจะไปซื้อที่ เดี๋ยวจะไปเที่ยวรอบโลก เดี๋ยวจะไปลงทุนด้วยไอ้ร้อยล้านนี่ เดี๋ยวจะไปฝากแบงค์ เดี๋ยวจะไปทำอะไรให้มันงอกเงยออกมา เดี๋ยวก็จะเอาไปใช้ให้มันมีความสุขที่สุด ...แต่ละคนก็พูดว่าร้อยล้านจะเอาไปทำอะไร

มีคนนึงบอกว่า "กูจะเอามันไปเผา" ...พอบอกกูจะเอาไปเผา คนอื่นทั้งหมดมันก็ตกใจ บอก "เอ้ย จะไปเผาได้ยังไง ตั้งร้อยล้านนะไปเผาได้ยังงั้ย"  ไอ้นี่มันก็บอกว่า "ทำไมจะเผาไม่ได้ล่ะ...ก็มันเป็นแค่ความคิด  ที่มึงคิดว่าจะเอาไปสร้างนั่นสร้างนี่ คิดว่าเป็นนั่นเป็นนี่ ...มันก็เป็นแค่ความคิด"

เห็นมั้ย ความจริงจังของคนนะ ... พอบอกว่าเอาไปเผานี่ มันจริงจังนะว่ามันจะสูญเสียอะไร  แล้วห้ามด้วยนะว่าทำไม่ได้ๆ ... ก็บอกว่า มันเป็นแค่ความคิด ทำไมจะเผาไม่ได้ ...เพราะทั้งหมดยังไม่มีอะไรจริงเลย

แต่ไอ้ที่นั่งคุยนั่งพูดอยู่นี่ จริงนะ ...ทำไมไม่อยู่กับความจริงล่ะ ปัญญาบอกว่าเห็นตามความเป็นจริง ไม่ได้เห็นตามความไม่จริงนะ ...ยังไปหาความไม่จริงอยู่ทำไม ยังไปตามความไม่จริงอยู่ทำไม ยังไปตามหาวิธีการในอดีตอนาคตอีกทำไม

ของจริงมีอยู่กลับไม่อยู่ ของจริงมีให้ดูกลับไม่ดู ... อยากจะดูแต่ของไม่จริง อยากจะดูแต่ของในตำรา อยากจะดูแต่ความเห็นของคนอื่น อยากจะดูแต่ธรรมของคนอื่น อยากจะรู้แต่ธรรมของคนอื่น... 'เธอเป็นยังไง เมื่อกี้เธอนั่งน่ะ ดีรึเปล่า ชั้นน่ะไม่ค่อยดีเลย' (หัวเราะกัน) 

ทำไม มันเป็นโรคอะไรกัน ธรรมตัวเองไม่รู้ ชอบไปรู้ธรรมคนอื่น (หัวเราะ) เป็นเชื้อไวรัสเหรอ ...แล้วก็ถามกันต่อๆ กันไป แอบกระซิบกระซาบเลยนะ เหมือนขายของโจรเลย ...มันเป็นโรคอะไร  ของดี ของจริงไม่ดู ชอบไปดูของคนอื่น

จิตไม่รู้นี่มันชอบ เข้าใจมั้ย แล้วมันเคยชิน  นี่คือความเคยชิน ...เราไม่ได้ว่ามันผิดหรอก  เพราะพวกเราเคยใช้อาการลักษณะเช่นนี้มาข้ามภพข้ามชาติ นับไม่ถ้วนแล้ว ...ไม่ใช่ว่าไม่ชอบหรือชอบมันนะ แต่ว่ามันเคยชิน 

เพราะนั้นสติคือระลึกและเท่าทันความเคยชินที่ไม่ดีอย่างนี้ต่างหาก ...ต้องฝึก ต้องอบรม ต้องขัดเกลา ต้องทวนกลับ ต้องฝืน อย่างนี้  นี่...มันจะตายมั้ย (โยมหัวเราะกัน) 

ใจน่ะไม่ตาย ขันธ์น่ะมันมีสิทธิ์ตายอยู่ ...'คือใจไม่ตายน่ะค่ะ แต่หนูจะตายแล้วค่ะ' ... มันเป็นอย่างเงี้ยแหละ เห็นมั้ยว่า ความเชื่อความเห็น ความผูกความแน่นในความถือมั่น...ว่ากายนี้เป็นเรา จิตนี้เป็นเรานี่ มันหยั่งเข้าไปลึกซึ้งมาก

อยู่กับรู้ อยู่ที่รู้ไว้ ...ลาจากโลกภายนอก แล้วก็เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าภายใน พระอริยสงฆ์ท่านก็อยู่ภายในนั่นแหละ ...ทุกคนมีของดีอยู่แล้ว อย่าทิ้งของดี...คือใจ 

ใจเป็นของดีอยู่แล้ว อย่าไปหาของไม่ดีมาใส่ใจ และอะไรที่ห่อหุ้มใจไว้ก็เอาออกไป  ให้เหลือแต่รู้อย่างเดียว กับกายอันเดียว กับขันธ์ตามปกติของขันธ์นั่นแหละพอแล้ว นอกนี้ เกินหมด ...จำไว้ ทิ้งมันไปซะบ้าง 

ภาวนาอยู่กับเนื้อกับตัวไว้ แค่นั้นเอง ไม่ต้องทำอะไรหรอก นอกจากว่าลืมมั้ย รู้มั้ย  ถามตัวเอง 'รู้อยู่รึเปล่า เห็นกายมั้ย รู้มั้ย กายกำลังทำอะไรอยู่'  ถามตัวเองบ่อยๆ อย่าให้ลืม ไม่มีอะไรก็ถามตัวเองว่า 'รู้อยู่มั้ย มีรู้อยู่มั้ย' แค่นั้นน่ะเป็นการเรียกสติ

แล้วก็ตั้งมั่นขึ้นมา เสมอ ไม่ต้องทำงานอื่น ... งานภายนอกก็ไม่ต้องให้ความสำคัญเกินไป บางทีเราให้ความสำคัญกับงานภายนอกจนลืมงานภายใน ...ทำไมสายกัมมัฏฐานสายหลวงตาจึงไม่ให้พระทำงาน เพราะมันมักจะหลงในงาน

ส่วนญาติโยมก็จะหลง หลงไปว่าทำแล้วจะช่วยเหลือเกื้อกูล มันก็ลืมภายใน ... คือบุญก็ทำไป ราก็ไม่ได้ว่า  แต่ยังไงก็ให้รู้อยู่ว่างานภายในอันนี้เป็นงานหลัก ถือเป็นงานหลัก เป็นคอร์ส ไม่ใช่แอสแสสเซอรี่ ...ไอ้ที่พวกโยมทำให้เราหรือว่าทำประโยชน์กับเรา ให้เราสุขสบายนี่ เป็นแอสแสสเซอรี่ ไม่ใช่หลัก

ครูบาอาจารย์ท่านไม่ได้ถืออันนั้นเป็นสำคัญ ...สำคัญว่าพวกเราน่ะทำอยู่มั้ย รู้อยู่มั้ย  อันนี้คือปฏิบัติบูชา  และไม่ใช่บูชาแค่ครูบาอาจารย์ บูชาคุณพระพุทธเจ้าเลยแหละ ...ถึงเรียกว่าการปฏิบัติเป็นการบูชาอันสูงสุด 

อามิสบูชานั่นเป็นบูชาเล็กน้อย มันเป็นแค่บุญแล้วก็สุขสบายๆ แค่นั้นเอง ...แต่ว่าอานิสงส์สูงสุดคือปฏิบัติบูชาคุณ เป็นบูชาสูงสุดแล้ว ...อานิสงส์คือไม่กลับมาเกิด

นี้ต่างหากที่พระพุทธเจ้าต้องการให้ทุกคนทำ ... แล้วก็นอกนั้นเป็นงานรอง เอางานหลักให้จบก่อน ...พองานหลักจบแล้ว จะทำอะไรก็ได้  ไม่ทำอะไรเลยก็ได้  จะสงเคราะห์ จะช่วยเหลือ จะเกื้อกูลจะไม่เกื้อกูลใครก็ได้ ตามสะดวกสบายใจ

แต่ตอนนี้งานนี้ต้องให้เสร็จ งานภายในต้องให้เสร็จ  ...สติสมาธิปัญญาต้องไพบูลย์ ต้องเต็มเปี่ยม ต้องให้ล้นจนอิ่มเอิบอาบในขันธ์ห้าทั้งหมด ...ถึงแจ้ง ถึงชัด 

ครูบาอาจารย์นี่เคี่ยวเข็ญ เสียเรี่ยวเสียแรง เสียน้ำลาย ...ไม่ได้เพื่อความสุขความสบายของตัวเอง  แต่เพื่อให้ทุกคนขยัน เพื่อให้ทุกคนเห็นตัวเองมากๆ เห็นความเป็นจริงของกายของจิต  จะได้ละ จะได้ปล่อย ...เมื่อใครเข้าใจแล้วมันก็ปล่อยเองน่ะ ไม่ได้บังคับ ไม่ได้สั่งให้ปล่อย  มันปล่อยเอง นั่น

แต่ว่ามันไม่ขยัน ... ครูบาอาจารย์ก็ต้องกระตุ้น พยายามกระตุ้นกันไป  พูดทุกวิถีทาง พูดหลายอุบาย อะไรทั้งหมดก็รวมลงเพื่อการนี้เท่านั้น ... ไม่ว่าอาจารย์องค์ไหนๆ ก็ตาม จะพูดธรรมแง่ไหนมุมไหนก็ตาม ทั้งหมด...ก็เพื่อให้กลับไปทำ เพื่อให้ตัวเจ้าของใจดวงนั้นน่ะมันรู้เองเห็นเอง  แล้วปล่อย แล้ววาง ไม่เอา ไม่เก็บ แค่นั้นน่ะ

เห็นการปล่อย เห็นการวาง เห็นการหลุด เห็นการพ้นของแต่ละคนแล้ว ครูบาอาจารย์ได้กำลัง...จะได้กำลังใจจากตรงนั้น  ...ไม่ได้กำลังจากที่ท่านอยู่กินดีหรอก  ท่านก็ตายเหมือนกัน ไม่ได้มีความสุขอะไรกับการมีชีวิตที่ดีหรือไม่ดี

แต่ว่าเมื่อใดที่เห็นคนที่ฟัง...แล้วทำ...แล้วได้ผล  นั่นน่ะ เป็นยากำลัง...เป็นกำลัง  แล้วก็มันก็สามารถที่จะไปต่อเติมเพิ่มเสริมให้กับคนอื่นๆ ในคนที่กำลังเริ่ม กำลังทำ ...เป็นการพยุงสัตว์โลก พยุงโลก ไม่ให้ถึงกาล ถึงแก่กาละ คือการแตกดับไปโดยปริยาย 

นี่คือการเกื้อกูลโลกเหมือนกัน ตั้งแต่เกื้อกูลสัตว์แล้วมันก็เกื้อกูลโลกไปในตัว ...นี่คือธรรมที่เข้าไปค้ำชูโลกอย่างนี้แหละ

เอ้า เอาแล้ว ไป... ฝึกกัน ขยันกัน ทำกันเข้าไป อย่าท้อถอย


................................



วันศุกร์ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2557

แทร็ก 7/8 (1)




พระอาจารย์

7/8 (550213B)

13 กุมภาพันธ์ 2555

(ช่วง 1)


(หมายเหตุ : แทร็กนี้ค่อนข้างยาว แบ่งโพสต์เป็น 2 ช่วงค่ะ)

พระอาจารย์ –  เวลาไปเดินตลาด ไปซื้อส้ม  ทีนี้จะเลือกส้ม โยมก็เลือกโดยดูที่เปลือก ใช่มั้ย  เราถามโยมว่าโยมกินเปลือกรึเปล่า (โยม – ไม่กิน) ...เออ แต่เวลาเลือกแล้วโยมจะเลือกเปลือก ดูไอ้ที่สวยๆ ที่ดูดีๆ แล้วคะเนว่าข้างในจะเป็นอย่างนี้

แต่สำหรับที่มันจะดูด้วยความละเอียดถี่ถ้วนแล้วนี่ ...ใจ สติสมาธิปัญญา มันจะไม่ได้ดูที่เปลือก ไม่ดูแค่เปลือก  มันจะดูเนื้อส้ม คือดูโดยธรรม...ดูธรรมที่แท้จริง 

เหมือนโยมกินส้ม โยมไม่กินเปลือก  ...เมื่อโยมภาวนา โยมไม่ได้เอาเปลือก แต่โยมจะเอาธรรมน่ะ โยมจะให้เห็นธรรม ไม่ใช่ให้เห็นแค่เปลือก

เพราะนั้นอะไรเป็นเปลือก มันก็เป็นของที่ต้องปอกทิ้งหมด  เช่นว่ากาย...กายเรา เป็นหญิง แก่ด้วย มีอายุด้วย สวยมั่งไม่สวยมั่งด้วย ... นี่เป็นเปลือกที่หุ้มกายไว้ประมาณยี่สิบกว่าชั้นแล้ว บอกให้ นี่ยังไม่ใช่กาย ยังไม่เห็นกายเลยนะเนี่ย ...ยังไม่เรียกว่าเห็นกายเลย

ก็ปอก...คือสติสมาธิปัญญานี่ มันจะหยั่งลงไป จนถึงเนื้อกาย ...ไม่ใช่เนื้อภายนอก  เนื้อกายคือเนื้อธรรมของกาย...กายที่เป็นเนื้อธรรม  

กว่าที่มันจะเห็นเนื้อธรรมของกายที่แท้จริง มันจะต้องปอกเปลือกออกก่อน ใช่มั้ย ...แก่ก็ไม่มี ชายก็ไม่มี หญิงก็ไม่ใช่ สวยก็ไม่มี ไม่สวยก็ไม่มี ...ไอ้พวกนี้เปลือกนะ เป็นความเห็นนะ เป็นความคิดนะ เป็นแค่ความเชื่อนะ ...ที่มันหุ้มไว้

แต่เวลาเราเห็น หรือรับรู้เรื่องใครคนใดคนหนึ่ง...ปุ๊บนี่ พวกนี้มันจะพุ้บเลย ว่ากายคนนี้ๆ และมีสมมุติชื่ออีกต่างหากด้วย 

เพราะนั้นการที่สติสมาธิปัญญา...ที่มาเป็นผู้รู้ผู้ดูที่สงบ ตั้งมั่น เป็นกลาง และไม่ขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวด้วยความคิดความปรุงใดๆ ก็ตาม  มันจะเห็นเข้าไปในเนื้อธรรมที่แท้จริงของกายชัดเจนขึ้น ...มันจะหยั่งเข้าไปเห็นกาย...ที่เป็นกายจริงๆ

แค่นั่งนี่ แล้วรู้ว่านั่ง ...แค่ว่า “รู้ว่านั่ง” นี่ก็ถือว่ามีเปลือกหุ้มแล้ว ... ดูดีๆ  ดูที่ความรู้สึกว่านั่ง ที่ไม่มีภาษา ที่ไม่มีคำพูด ที่ไม่มีความหมาย ...พยายามหยั่งลงไปที่กายอย่างนั้น เห็นอย่างนั้น 

ถ้าเห็นอย่างงั้นน่ะ ลักษณะที่รู้กายเห็นกายอย่างนี้เสมอ ต่อเนื่อง  อย่างนี้ท่านเรียกว่า กายานุสติปัฏฐาน เป็นการเห็นกายพร้อมทั้งเจริญปัญญาไปในตัว ...มันเห็นพร้อมกับลอกความเห็นผิดออก ความเห็นผิดที่มาปกคลุมกาย 

เมื่อใดที่เห็นธรรมในกาย เห็นกายเป็นธรรมที่ปรากฏจริงๆ ...เมื่อนั้นแหละ ความหมายมั่นในกายจะน้อยลง ความเห็นผิดในกายจะน้อยลง ความเข้าไปมีสักกายในกายจะน้อยลง

เราไม่ต้องไปหาวิธีว่าจะละสักกายยังไงหรอก ไม่ต้องว่าไปพิจารณายังไงจะละสักกายหรอก  ในลักษณะที่เจริญด้วยสติปัฏฐานนี่...แค่รู้ แค่เห็น  เหมือนที่เราพูดเกริ่นมาตั้งแต่แรกว่าเป็นผู้ดูที่ดีน่ะ 

ไม่ใช่ดูไปคิดไป ดูไปหาไปนะ ...ไอ้อย่างนั้นก็ต้องไปสำนักอื่นก่อน  เพราะมีครูบาอาจารย์หลายองค์ ใช่มั้ย หลากหลายวิธีนะ ...เราก็ไม่ได้บอกว่าท่านถูกหรือท่านผิดนะ แต่ว่ามีหลายวิธี แล้วแต่นะ

แต่ว่าวิธีในลักษณะที่เราฝึกเราปฏิบัติมาในสายของมหาสติ  เราอาศัยเพียงแค่สติสัมปชัญญะ แล้วมารู้กายเห็นกายตามความเป็นจริง ...รู้กายเห็นกายตามความเป็นจริง ไม่ใช่มารู้กายเห็นกายตามที่พิจารณาเอา ไม่ใช่อย่างนั้น

เพราะนั้นในความหมายของสติปัฏฐาน...รู้กายเห็นกายคือว่าสักแต่ว่ากาย  เห็นกายสักแต่ว่ากาย ไม่ได้เห็นนอกเหนือจากนี้  แล้วไม่ได้เห็นว่าเป็นอสุภะ ไม่ได้เห็นในแง่ของสุภะ ไม่ได้เห็นในแง่ของธาตุ ไม่ได้เห็นในแง่ของปฏิกูล

แต่เห็นกายสักแต่ว่ากาย คือเห็นกายตรงๆ  ตรงลงไปเรื่อยๆ ตรงแบบไม่อ้อมค้อม ...แม้มันจะพยายามมาห่อหุ้มว่านี่เป็นหญิง นี่เป็นชาย นี่เป็นขา  

ดูยังไงก็ไม่เป็นขา ...ดูขาจนไม่เห็นขาน่ะ เห็นขาจนไม่มีขาน่ะ เริ่มจากไม่มีขาก่อน ไม่มี “สมมุติ” ว่า “ขา” ก่อน...ก็จะเป็นอะไรก็ไม่รู้  แล้วจากนั้นที่มันเห็นเป็นอะไรไม่รู้...เดี๋ยวจะเห็นไม่มีขาจริงๆ ...มันจะหยั่งลงไปถึงที่สุดของธรรมที่เรียกว่า...สมมุติเอาว่ากาย

นั่นแหละคือขั้นตอนของปัญญาที่ละเอียดถี่ถ้วนลงไป ท่านเรียกว่า...เห็นกายในกาย 

แค่เห็นกายอย่างเดียว นี่ก็รากเลือดแล้ว ...เพราะจะต้องเป็นผู้รู้ผู้ดูที่ตั้งอกตั้งใจจริงๆ นะ ไม่ใช่เป็นผู้รู้ผู้ดูที่ “เล่นๆ” เป็นพาร์ทไทม์  แล้วงานฟูลไทม์น่ะก็คือ...เฮ้ๆๆ หมั่นคุย หมั่นสนุก หมั่นเที่ยว หมั่นดูหนัง หมั่นเพลิน สนุก ไอ้นั่นน่ะทำกันเป็นฟูลไทม์เลย

เพราะนั้นการที่จะเห็นกาย หยั่งลงไปในกาย จนถึงเห็นเนื้อกายจนถึงที่สุดของกายนี่  ไม่ใช่ทำเล่นๆ ไม่ใช่ดูเล่นๆ นะ ...แต่ก็ไม่ใช่ดูแบบเครียด  คือดูจริงจัง แต่ไม่เครียด ...ต่อเนื่อง จริงจัง  ต่อเนื่อง ตั้งใจ

ไม่มีพระอริยะองค์ไหนหรอกที่สำเร็จเป็นพระอริยะด้วยความ...ฟลุ้ค บังเอิญ โชคดีจัง...ไม่มี  มีแต่แทบรากเลือด  ดูแล้วดูอีกๆ หลงใหม่รู้ใหม่ๆ หลงอีกรู้ใหม่ ลืมอีกรู้อีก ...จนกายนี่ไม่มีลืมจากใจเลย 

ไม่มีลืมกายเลยน่ะ ยกเว้นเวลาหลับ ...แต่ขนาดหลับนะ ฝันมันยังรู้อีกต่างหาก  รู้สึกถึงความกลัวว่ากำลังวิ่งหนีผี รู้สึกว่ากำลังจะโดนเสือกัด มันก็รู้สึกว่ากำลังรู้ตัวว่ากำลังกลัว ...มันยังมีสติเข้าไปตามรู้ในฝันเลย

นี่ มันดูแบบเอาเป็นเอาตาย เห็นมั้ย มันต้องดูขนาดนั้น สติมันจะต้องต่อเนื่องขนาดนั้น  กว่าจะชำแรก จำแนก หยั่งลงไปในเนื้อธรรมที่แท้จริงของกาย  

เพราะถ้าไม่หยั่งลงไป เสมอ ซ้ำซากลงไป ภาวิตา พหุลีกตา ลงไปนี่ ...เหมือนกอสวะนี่ มันจะมาปกคลุมแนบแน่น ปิดบัง ด้วยความเผลอเพลิน ลุ่มหลง มัวเมา ด้วยความเคยชิน

รู้จักมั้ย กิเลสมันเกิดจากความเคยชินน่ะ ... เอ้า โยมตื่นนอนขึ้นมา ล้างหน้าล้างตาเสร็จแต่งหน้าเลย ไม่รู้อะไรสักอย่าง ...มันทำด้วยความเคยชินนะ แล้วพอไม่ทำนี่แล้วมันรู้สึกว่าขาดอะไรบางอย่าง ...รู้สึกว่าขาดอะไรอีกด้วยนะ

แต่ถ้าเป็นผู้รู้ผู้ดูที่ดีจริงๆ น่ะ เราจะบอกว่า...ไม่ขาดอะไรเลย  ไอ้ทั้งหมดที่ทำนี่เกิน เกินจริงหมดเลย 

เห็นมั้ย มันทำด้วยความเคยชินหมดเลย ...แล้วจะละความเคยชินนี้ ยากยิ่งกว่าเข็นครกขึ้นภูเขาอีก ...มันไม่ยอม  อ้างโน่นอ้างนี่ อ้างคนนั้นอ้างคนนี้ อ้างลูกอ้างผัว อ้างที่ทำงาน อ้างคนในถนน อ้างคนที่นั่งรถผ่านไปผ่านมา ...มันอ้างได้หมดนะ บอกให้เลย

เพื่ออะไร...เพื่อกูจะได้แต่งหน้า...แค่นั้นแหละ  แล้วถ้าขาด...แหม เหมือนกินข้าวแล้วไม่ได้กินน้ำตามน่ะ เหมือนขาดอะไรไปในชีวิตเลยนะ ... นี่ มันต้องให้ขาดบ่อยๆ เอาให้มันขาดไปเลย มันถึงจะพอดี ...เพราะเราอยู่กับความเกินทั้งนั้น

เพราะนั้นบอกแล้วไงว่า แค่รู้กาย ดูกาย อยู่กับกาย นี่  ถ้าเห็นกายตลอด จะเห็นเลย มันจะสูญเสียอะไรเยอะแยะเลย  มันจะสูญเสียความรู้สึก มันจะสูญเสียความเคยชินในการกระทำอย่างนั้น ความคิดอย่างนี้ ความห่วงหาอาวรณ์อย่างโน้นอย่างนี้  มันจะสูญเสียไปในขณะที่ดูกายนี่ บอกให้

เราก็ต้องถามว่าใครหน้าด้านกว่ากัน ...การดูกายนี่ จะหน้าด้านหน้าทนดู หรือว่าจะไม่หน้าด้านพอที่จะต้องตามความคิดห่วงหาอาวรณ์ออกไป เพื่อให้ทิ้งกายทิ้งใจแล้วออกไปทำสิ่งนั้นๆ

เพราะนั้นระหว่างที่ตั้งอกตั้งใจจริงนี่ มันจะรู้สึกสูญเสียหมดทุกอย่าง  นั่นแหละ เห็นมั้ย แค่รู้กายเห็นกายในขณะปัจจุบันนี่  มันละ...โดยที่เราไม่ได้ตั้งใจจะละเลยน่ะ บอกให้  

มันถูกไฟท์บังคับด้วยภาคปฏิบัติ...ให้ต้องละ ... ถ้าไม่ละความคิดคำนึงในอดีตอนาคต เรื่องราวของสัตว์บุคคล ทั้งตัวเราตัวเขาในอดีตในอนาคต  มันไม่มีทางรู้อยู่เห็นอยู่กับกายอันเดียวได้

ก็อยากละกิเลสกันไม่ใช่เหรอ ก็อยากออกจากความมัวเมาลุ่มหลงไม่ใช่เหรอ ...ก็ต้องทำอย่างนี้ ไม่มีวิธีอื่นแล้ว ไม่มีเร็วกว่านี้แล้ว ไม่มีอุบายวิธีที่ดีกว่านี้อีกแล้ว 

แล้วมันเป็นวิธีที่...รู้ตรงไหนก็ได้ เวลาไหนก็ได้ ตอนไหนก็ได้ อยู่ในที่ไหนก็ได้ ...กินก็ยังได้ ขี้เยี่ยวก็ยังได้  นั่งรถ ลงเรือ ขึ้นเครื่องบิน ลงเครื่องบิน ตกเครื่องบินก็ยังได้ ...เพราะกายมันมีอยู่ตลอด ใช่ไหม

ไอ้ที่ไม่มีคือสติ ไอ้ที่ไม่มีคือสมาธิ ....อันนี้ต้องเติม เพราะไอ้นี่แหละขาด แล้วไม่รู้จักหามาเติม ...แต่ไอ้ที่เกินนี่ รู้สึกว่าขาดอยู่เรื่อยอ่ะ  คือขาดกิเลสสะสมน่ะ ...ไม่รู้มันจะสะสมไปทำไม

'ไอ้นั่นก็ยังไม่พอ ไอ้นี่ก็ยังไม่ถึง ไอ้โน่นก็ยังไม่ได้' ...เราบอกให้เลย สติก็ยังไม่พอ สมาธิก็ยังไม่ได้ ศีลก็ยังไม่เต็ม ...ทำไมไม่เติม เฮอะ  

ไปเติมความคิดความปรุงอยู่นั่นน่ะ  ไปเติมอดีต ทำอดีตให้สมบูรณ์  ทำอนาคตให้ดียิ่ง ทำเรื่องราวที่ยังไม่เกิดให้เตรียมพร้อมไว้ก่อนๆ ... นี่ มันเตรียมจนข้ามชาติแล้ว คิดกันจนข้ามชาติแล้ว  ยังไม่รู้จักเลิกคิดอีกเหรอ

เตรียมพร้อมอยู่นั่นน่ะ ... 'อีกห้าปีข้างหน้าจะตายยังไง จะตายโรงพยาบาลไหน มีฮวงซุ้ยรึยัง' ...มันจะคิดไปทำไม มันหมดเวลาไปกับสิ่งไร้สาระสิ้นดี 

ไอ้ที่บอกว่าขาดทำไมไม่เติม ... สติก็ขาด สมาธิก็ไม่ตั้งมั่น ศีลก็ยังไม่เพียงพอความปกติตั้งมั่นของกาย ...นี่ต่างหากที่ต้องเติมลงไป

แล้วมันไม่ใช่ว่าของแพงนะ มันหาเองได้ ทำเองได้ ...ไม่ใช่มาขอจากเรา เราไม่มีให้  เรามีก็กินเองใช้เอง หมดไปแล้ว ...ไม่ใช้แล้ว ไม่ให้ใครแล้ว ของใครของมัน นี่ 

เพราะนั้นพระพุทธเจ้าถึงสอนว่า อัตตาหิ อัตโน นาโถ น่ะ ของใครของมัน ... อย่าไปเอาของคนอื่น อย่าไปพึ่งคนอื่น

(ทักโยมที่ขยับเปลี่ยนท่านั่ง... โยมหัวเราะกัน)  ผู้ร้ายออกแล้วเห็นมั้ย ขยับนี่  ดูซิใครมันจะแน่กว่ากัน คนเทศน์ยังไม่ขยับเลย เอาดิ

ขันธ์นี่ เป็นทุกขสัจโดยตัวของมันอยู่แล้ว หนีไม่พ้นหรอก ... มันก็แค่ปรับเปลี่ยนไปแค่นั้นเอง แต่ยังไงก็หนีไม่พ้น เราจะต้องอยู่กับมันจนวันตาย  แล้วมันจะแสดงอาการอย่างนี้จนวันตาย ...ถ้าเรายังแก้ ถ้าเรายังหนี ถ้าเรายังไม่เข้าใจมัน  เราก็จะอยู่ด้วยการแก้กับการหนี 

ต้องเรียนรู้ด้วยปัญญาเท่านั้น เห็นตามความเป็นจริง ... หยั่งลงไปในกายเรื่อยๆ จนถึงทะลุกายไปเลย จนไม่มีกาย จนเห็นกายไม่มีตัวตน จนเห็นที่สุดของตัวตนของกาย...คืออนัตตา นั่นแหละ จึงพอจะลืมตาอ้าปากได้

เคยเห็นบัวมั้ย เคยเห็นบัวกำลังจะขึ้นพ้นน้ำมั้ย  มันกำลังจะพ้นอยู่แล้ว...ก็จมน่ะ  แบบ ใกล้ๆ ปริ่มๆ แล้ว...ปริ่มๆ แล้ว... เอ้า จม ... คือกูจะหันหน้าลงดินอย่างเดียว มันโผล่ไม่พ้นน้ำสักที  แค่..เกือบๆ แล้ว...เกือบๆ แล้ว  พอหันมาหาคน...'ไม่ไหวแล้วๆ ไม่เอาแล้ว ต้องอย่างนั้นมั้ง ทำอันนั้นดีกว่า'

ท่านเปรียบบัวสี่เหล่า ทุกคนน่ะคือบัวสี่เหล่า ... ไม่ต้องถามว่าหนูเหล่าไหน (โยมหัวเราะกัน)  มันทุกเหล่าน่ะรวมกัน 

คือมันแล้วแต่ขณะน่ะ ...บางครั้งสมาธิปัญญามันคร่ำเคร่งเอาจริงเอาจังตั้งมั่น  ก็เหมือนกับบัวมันก็ตั้ง กำลังตั้งชูขึ้น เตรียมจะเป็นบัวพ้นน้ำแล้ว 

แต่ด้วยความพากความเพียรอ่อนน้อยถอยลง หรือว่ามีข้ออ้างข้อจำกัด หรือว่าขี้เกียจปุ๊บนี่ ...ไอ้ตัวที่ดามก้านบัวให้แข็งแรง มันจะยวบๆๆ แล้วก็...'ทุกคนแสดงความคำนับ'...ก้มหน้าลงดินๆๆ ....จม

แล้วถ้าจมบ่อยๆ นะ ...เราจะบอกให้ ผลของมันคือขี้เกียจ นี่ เอาคืนยากแล้วนะ ... พอลงให้เต่าปลากินแล้วนี่ มันเหลือแต่เหง้าน่ะ ... แล้วกว่ามันจะผุดโผล่ขึ้นมานี่ ต้องแทรกดินขึ้นมาอีกน่ะ ...ซึ่งอะไรที่ปิดบังทับถมนี่ มันเหมือนดินที่ทับเหง้าบัวอยู่

เพราะนั้นไม่ต้องถามว่าเหล่าไหนน่ะ ...มีทุกเหล่า แล้วแต่บางช่วงบางเวลา ... เพราะนั้น อาศัยสติสมาธิปัญญา ดามไว้ให้แข็งแรง  แล้วก็ให้มันตั้งหน้าชูคอไว้ 

นั่นแหละคือให้มีความตั้งใจ ตั้งรู้อยู่ปัจจุบัน ...สักวันหนึ่งต้องพ้นน้ำแน่ๆ เชื่อสิ  ไม่เชื่อลองดู ...มันไม่ลองๆ น่ะ  เราบอกไม่เชื่อลองดู ...มันไม่ยอมลองเลยน่ะ (โยมหัวเราะกัน)

ศาสนาพุทธไม่ใช่เป็นศาสนาที่อ้อนวอนร้องขอ ไม่ใช่ลักษณะของการติดสินบาดคาดสินบน ไปไหว้พระธาตุ ทำบุญหยอดตู้...'ขอให้ไปถึงนิพพาน ขอให้ปัจจัยนี้ส่งถึงนิพพาน'...แต่กูไม่ทำอะไรเลยนะ สติก็ไม่ทำนะ สมาธิก็ไม่ทำ  

ขอเอา ...จ่ายเงิน ติดสินบนๆๆ (หัวเราะกัน) จ่ายลูกเดียว ทำเยอะเดี๋ยวจะเร็ว เดี๋ยวก็เร็วเองน่ะ ... เนี่ย ติดสินบน คือเอามักง่ายน่ะ

ช่วยไม่ได้หรอก ...บุญก็ช่วยไม่ได้ บาปก็ช่วยไม่ได้ ...อยู่ที่ความพากความเพียรในองค์มรรคเท่านั้น คือสติสมาธิปัญญาเท่านั้นแหละเป็นตัวหลัก  ไม่มีตัวรอง ไม่มีวิธีช่วย ไม่มีตัวช่วย  อย่ามาเรียกหาตัวช่วย ...เคยตัว

บางวัดเขาก็ขายนิพพาน บางวัดเขาก็ขายบุญน่ะ ใช่มั้ย  ทำบุญเท่านี้ๆ แล้วก็เออ ได้ไปนิพพานเร็วขึ้นกี่ชาติๆ ...มันจะหลอกกันไปถึงไหน ฮึ ... แล้วเราจะโง่ไปถึงไหนล่ะ ให้เขาหลอกอ่ะ 

คนโง่กับคนฉลาดกว่า...ก็คือคนโง่กว่ากับคนโง่น้อยกว่า  เมื่อใดที่มีคนโง่ คนที่มีโง่มากกว่ามันก็จะหลอกได้ ...ก็ถ้าเราไม่โง่ไปกับเขาล่ะ ไอ้คนโง่พวกนี้มันจะหากินกับใคร

ฉลาดขึ้นซะบ้าง ...ทำด้วยตัวเองน่ะ ไม่ต้องพึ่งใครน่ะ  สองแขน สองขา หนึ่งหัว หนึ่งตัว นี่ท่านเรียกว่าศีลห้า มันมีอยู่แล้วศีลห้านี่ ...อาศัยศีลห้านี่คือเป็นปกติของกาย  รู้กายเห็นกายนี่...ศีลบริบูรณ์แล้ว ปกติดีอยู่แล้ว 

ก็รักษาความเป็นปกติของกาย ...มันเกิดอะไร รู้อย่างนั้น  มันเป็นยังไง ดูอย่างงั้น  มันเดินก็รู้ว่าเดิน มันแข็งก็รู้ว่าแข็ง มันนิ่มก็รู้ว่านิ่ม มันหนาวก็รู้ว่าหนาว มันอ่อนก็รู้ว่ามันอ่อน ...ปกติเขายังไง นั่นแหละคือศีล

แล้วก็รู้ด้วยใจที่เป็นกลางๆ ...อย่าไปบ่นมัน อย่าไปด่ามัน อย่าไปติมัน อย่าไปชมมัน อย่าไปหาเหตุหาผลกับมัน เพราะมันไม่ตอบหรอก ...ภาษาเหนือเขาว่า อย่าไปปาก ...มันยังไม่ปาก ก็อย่าไปปากกับมัน

มันเป็นแค่ก้อน มันเป็นแค่กอง...ที่ตั้งอยู่  ในความตั้งอยู่นั้นน่ะมันมีความแปรปรวน ก็แค่นั้นน่ะ ...ไม่ต้องไปสงสัยว่ามันคืออะไรหรอก และก็รู้ไปตามที่เขาแสดงอาการไป

กระทบแดดก็ร้อน...รู้ว่าร้อน  ร้อนมากก็รู้ว่าร้อนมาก ร้อนน้อยก็รู้ว่าร้อนน้อย  พอเริ่มคิดรู้ว่าคิด อย่าไปคิดต่อ กลับมารู้ร้อนรู้หนาวต่อ  อยากก็รู้ว่าอยากเกิดขึ้น ไม่อยากร้อนก็รู้ว่าไม่อยากร้อนเกิดขึ้น ...อะไรที่เกิดขึ้นระหว่างที่กายดำเนินไปอย่างไร...รู้ เห็น  แต่ไม่ตาม ไม่เอา

กลับมารู้ กลับมาดู กลับมายอมรับกายที่ปรากฏตามความเป็นจริง...ด้วยความอดทนและพากเพียร  อย่าหนี  อย่าแก้ด้วยความคิด อย่าแก้ด้วยความเห็น อย่าแก้ด้วยวิธีการ ...ปิดตำราทุกเล่มที่เคยอ่านมา ปิดซีดีทั้งหมด ไม่ฟังแล้ว ...ดูกายอย่างเดียว ทำได้มั้ย 

ถ้าจะฟังครูบาอาจารย์ ก็คือฟังพอเป็นกำลังใจ อย่าไปพินิจพิเคราะห์เนื้อธรรมจนสงสัยลังเล งง ...'กูจะทำอะไรดีวะเนี่ย  ดูกาย หรือดูจิตดีวะ หรือดูอะไรดี หรือจะนั่งสมาธิ หรือจะพุทโธดีรึเปล่า หรือจะพิจารณากายใหม่อีก'

งงมั้ย...งง  เรายังงงเลย งงจนเราไม่เอาอะไรเลยน่ะ  เราก็ถูกหลอกมาทั้งนั้นแหละ ตัวเราเองก็ถูกหลอก ด้วยวิธีการน่ะ ไอ้นั่นดีกว่ามั้ง หรือไอ้นี่ดี ... ขนาดสติปัฏฐานสี่ กูยังไม่รู้เลยจะเอาอะไรดีวะนี่ มีตั้งสี่อัน

เอากายกับใจน่ะ...สองอย่าง ง่ายๆ แล้วให้ตั้งใจ ...เอาเหลือแค่กาย-ใจ เอารู้แค่กาย-ใจ ง่ายๆ  รวมๆ กายคือ ไอ้นี่ ปัญจสาขานี่ แขนสอง ขาสอง หัวหนึ่งตัวหนึ่ง นี่คือกาย  แล้วความรู้สึกในกายเป็นยังไง รู้ไป ...ไอ้ใจก็คือรู้ว่ากายมันเป็นยังไง แค่นั้นน่ะ เหลือแค่กาย-ใจ

เมื่อตั้งใจว่าจะรู้แค่กายใจนี่ ... ให้รู้จักเป็นคนรักเดียวใจเดียว อย่าหลายใจ ชอบเป็นคนหลายใจ ชอบมีกิ๊ก เดี๋ยวไปทำอย่างนั้นหน่อย เดี๋ยวก็..ไปดูอันนี้ก็ได้มั้ง เดี๋ยวก็ไปหยิบไอ้นั่นมาพิจารณาหน่อย เผื่อจะมาช่วยสนับสนุนให้เกิดปัญญา ...เนี่ย แอบมีกิ๊ก

กิ๊กก็ไม่เอา ...รักเดียวใจเดียว รู้กายรู้ใจ แค่นี้  อย่างอื่น...ไม่เอา  ...ตั้งมั่นลงไปให้เป็นสมาธิ  คือตั้งมั่นอยู่ในที่อันเดียว คือของสองสิ่งนี่  นี่คือตั้งมั่น  ก็คือกายกับใจ เอาแค่นี้  

อย่ามากเรื่อง อย่าหลายใจ อย่าหลายวิธีการ อย่าเผื่อ...จับปลาสองมือ เผื่อเหลือเผื่อขาด หวังพึ่งหวังพิง...ไม่เอา ... ต้องให้เด็ดขาดลงไป โง่เป็นโง่กัน ไม่ไปนิพพานกูก็ไม่ไปแล้ว  กูจะรู้แค่นี้ เอาดิ

ไอ้ที่มันจะไปนิพพาน ไม่ไปนิพพานน่ะ  มันไปในความคิดนะ มันเป็นแค่ความคิดนะ  ยังไม่ไปจริง ... ตัวก็นั่งนอนยืนเดิน เย็นร้อนอ่อนแข็งอยู่นี่  มันยังไม่ได้ไปไหนเลยน่ะ จะไปสวรรค์วิมานในอากาศได้อย่างไร 

โกหก เนี่ย เห็นจิตโกหกมั้ย ...แล้วก็ยังยินยอมพร้อมใจให้เขาโกหกอยู่อย่างนั้น  มันเป็นโรคอะไร  โรคโง่ โรคมัวเมา โรคมึน โรคไม่รู้จริง นั่น ...แล้วยังไปสนับสนุนให้โรคนี้มันกำเริบอีกเหรอ

อยู่กายใจแค่นี้ มันตายรึไง  รึมันไม่จริง ห๊า ใครบอกว่ากายใจนี้มันไม่จริง ไม่มีจริง ...นั่งอยู่นี่มันจริงมั้ยล่ะ เย็นร้อนอ่อนแข็งตรงนี้ กระทบสัมผัส จริงมั้ยล่ะ  มันจริงที่สุดแล้ว ...จะไปหาความจริงที่ไหนอีก ไม่มีอะไรจริงกว่านี้ในปัจจุบันแล้ว

ให้มันเหลือความจริงแค่สองอย่าง จำกัดอยู่แค่นี้ก่อน นี่เรียกว่าสมาธิ ... เมื่อรู้กายเห็นกาย ทันกาย รู้ทันกายปัจจุบัน พอดีกัน...รู้กับกาย ขยับก็รู้ เคลื่อนก็รู้ มันพอดีกัน ไม่ขาดหายไปจากกัน

ลักษณะที่รู้เห็นกาย ทันกายอยู่ตลอดเวลานี่ ตรงนี้จะก่อให้เกิดสมาธิตั้งมั่นอยู่กับของสองสิ่ง จิตใจมันจะตั้งมั่นเป็นกลางอยู่ภายใน ...รู้ก็จะชัดขึ้นๆๆ ด้วยตัวของมันเอง

แต่ถ้าหลายใจปุ๊บ มันก็จะ...'เดี๋ยวจะนั่น เดี๋ยวก็อย่างนั้น เดี๋ยวก็จะอย่างนี้' ...จับปลาหลายมือน่ะ  

เหมือนน้ำรดหัวตอน่ะ มันกระเด็นน่ะ เห็นมั้ย ไม่เป็นชิ้นเป็นอันอะไร ...แต่มันมีแต่ความโลภ ไอ้นั่นก็อยากได้ ไอ้นี่ก็เดี๋ยวก็ไม่ได้มั้ง เขาทำกันได้อย่างนี้ๆ เนี่ย ฟังคนที่เขาส่งการบ้าน เขาดูตรงนั้น เขาเห็นอย่างนี้ ตานี่ลุก...อยากเห็น อยากเป็นอย่างนั้น 'เดี๋ยวจะทำตามเขาบ้าง'

คนหลายใจ (โยมหัวเราะ) ...ผิดศีล เข้าใจคำว่าผิดศีลมั้ย  มันทะลุ ทะลุจากศีลคือปกติกายในปัจจุบัน  ไปอยู่ไหนก็ไม่รู้ ...ละเมิดศีลน่ะ ศีลมันด่างพร้อยแล้ว  ศีลด่างพร้อยสมาธิก็ไม่ตั้งมั่น สมาธิไม่ตั้งมั่นไม่ต้องถามถึงปัญญาเลยนะ  เพราะเห็นอะไรก็มึนๆๆๆ งง รู้ด้วยความงงแบบ 'มันอะไรกันวะ'

ก็แค่รู้เฉยๆ แล้วเห็นว่ามันก็คือสิ่งหนึ่งที่ถูกรู้ ...เอาเป็นแค่สิ่งหนึ่งที่ถูกรู้ ถือกายเป็นแค่สิ่งที่ถูกรู้  ไม่ต้องเรียกชื่ออะไร แขนก็ไม่เอา ขาก็ไม่เอา  ยกตัวอย่าง...หนาว จริงๆ ไม่ต้องพูดว่าหนาวด้วย ก็รู้ว่ามันเป็นอาการแค่นี้ แล้วก็รู้อยู่กับมัน...มากบ้างน้อยบ้าง แปรปรวนขึ้นลงไปตามอาการของหนาว ...ดูไป รู้ไป

รู้โง่ๆ เห็นโง่ๆ ไม่เอาอะไรนอกจากกาย-ใจสองอย่างนี่ คือน้อมลงที่กายใจที่เดียว ..เพื่ออะไร  เพื่อเป็น ปัจจัยให้เกิดสัมมาสติ แล้วก็เป็นปัจจัยให้เกิดสัมมาสมาธิ 

และสุดท้ายที่เป็นสัมมาสติ สัมมาสมาธิ สัมมาญาณ จริงๆ  มันจะรวมลงที่ใจดวงเดียว เหลือแค่รู้กับเห็น แล้วจากนั้นมันก็จะเกิดภาวะที่เรียกว่ารู้รอบเห็นรอบ โดยทั่ว...ด้วยความเป็นกลาง

แต่ถ้าไม่ทำเริ่มต้นจากตรงนี้นะ ...มันจะเดินไปด้วยความลูบๆ คลำๆ  ลังเลสงสัย ไม่เด็ดขาด ไม่เด็ดเดี่ยว  มันไปแบบละล้าละลัง ...พวกนักภาวนาที่กำลังภาวนานี่ มันละล้าละลัง รักพี่เสียดายน้อง 'ไอ้นั่นก็ดี เคยเห็นเขาทำอย่างนั้นอย่างนี้' มันคอยแต่กังวลถึงวิถีแห่งการปฏิบัติของตัวเองอยู่นั่นน่ะ กลัว...กลัวไม่ถึงนิพพาน

ไปกลัวทำไม ...ไม่ไปหรอกนิพพาน กูจะอยู่ตรงนี้ เอาดิ นิพพานก็ไม่ไป ...อยู่กับกาย อยู่กับรู้กายนี่ ให้อยู่กับธรรมอันเดียวนี่ ให้อยู่กับจิตอันเดียวนี่...คือรู้  อย่าไปอยู่กับจิตหลายดวง เอาจิตรู้ดวงเดียว คือผู้รู้ผู้เห็นนี่ อันเดียว 

และผู้รู้ผู้เห็นถ้ามันยังสอดส่าย ส่ายแส่ ก็ให้มารู้เห็นอันเดียว...คือกาย  นี่เขาเรียกว่าสมาธิ ฝึกสมาธิ  คือฝึกสติอยู่ ซ้ำซากๆๆ เป็นรูทีน เป็นฟูลไทม์ เป็นปกติอย่างนี้ ...จึงเรียกว่าเป็นนักภาวนาที่แท้จริง

ไม่ใช่เป็นนักภาวนาแบบแพทย์ทางเลือกน่ะ...เผื่อไว้ ภาวนาเผื่อไว้แค่นั้น  เนี่ย มาฟังท่าน...'เผื่อไว้ จะได้เอาไปใช้เวลาคับขัน เวลาคิดอะไรไม่ออกบอกอะไรไม่ถูก ขี้ไม่ออกเยี่ยวไม่ออก กูค่อยเอาคำสอนของท่านมาทำ' นี่ เผื่อไว้ ...ไม่ได้อ่ะ

คนพูดนี่พูดจริงนะ ไอ้คนทำมันทำไม่จริง ... คนพูดนี่พูดจริง ดูหน้านี่ จริงจังมากเลย ...ไม่ได้ทำเล่นๆ มานี่ เวลาพูดก็ไม่ได้พูดให้ไปทำเล่น พูดออกจริงจัง ...แต่ไอ้คนฟังมันไม่ค่อยจริง  มันฟังไปงั้นๆ น่ะ

จะตั้งใจก็ตอนนี้ ...ก่อนจะมานี่ ขยัน แบบเตรียมตัวก่อนเข้าห้องเรียน นั่งรถมาพอจะเข้าประตูก็เตรียมพร้อมไว้ก่อนแล้ว ทำให้มันพึบพับๆ ขึ้นมา ...เดี๋ยวพอไปแล้ว พอออกจากประตูไปนี่ ...'เหมือนกูออกจากคุกแล้ว เดี๋ยวผีจะอาละวาด เดี๋ยวผีพเนจรจะร่อนเร่ไปในสามโลกธาตุแล้ว' 

เนี่ย มันให้ได้อย่างนั้นสิ มันถึงจะไปนิพพานได้ ...ใช่มั้ย (โยมหัวเราะกัน) 

คงไปได้สักวันล่ะนะ ...เราไม่ถามเป็นวันหรอก (หัวเราะ)...เอาเป็นชาติเลย ...ชาติไหนดีล่ะเนี่ย 


(ต่อแทร็ก 7/8 ช่วง 2)