วันศุกร์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2559

แทร็ก 7/23 (3)


พระอาจารย์
7/23 (550330B)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
30 มีนาคม 2555
(ช่วง 3)


(หมายเหตุ  :  ต่อจากแทร็ก 7/23  ช่วง 2

โยม –  ต้องกล้าได้กล้าเสีย

พระอาจารย์ –  ก็ต้องเสีย ในสิ่งที่มันคุ้นเคยน่ะ

โยม –  อ๋อ เสียในสิ่งที่เคยพอใจ

พระอาจารย์ –  แล้วก็มาลงทุนในลักษณะที่...ไม่รู้ว่าจะได้ผลเมื่อไหร่

โยม –  กล้ามั้ย

พระอาจารย์ –  เออ กล้ามั้ยล่ะ

โยม –  กล้าที่จะทำในสิ่งที่แบบว่าเราไม่คุ้นเคยแล้วก็ไม่ได้เสพอารมณ์ที่เราชอบ

พระอาจารย์ –  ทางนี่...คือมันมีเส้นทางนึงที่พวกเราเดินในเส้นทางนี้ ทุกคนน่ะเดินในเส้นทางนี้มาเป็นล้านๆๆๆ ครั้ง จนมันหลับตาเดินได้ จนมันคุ้นเคย

เพราะมันคุ้นเคย ...คุ้นเคยหมายความว่าหลับตากูก็เดินได้ จำได้ทุกย่างก้าวเลย ตรงไหนจะเจอจะได้อะไร มันไม่ต้องลืมตาไม่ต้องกลัวว่าจะตกถนนนี้เลย

เพราะมันเดินมาเป็นอเนกชาติ ทำไมมันจะจำไม่ได้ ใช่มั้ย ...ทำมาหากิน เดินไปเดินมา ไม่มีสติสตัง ไม่รู้เนื้อรู้ตัว ไม่รู้กายรู้ใจ มันก็ทำได้ด้วยความที่เหมือนเป็นอัตโนมัติ ดูเหมือนมันทำได้หมดเลย ไม่เห็นมีปัญหา


โยม –  ตื่นมาในห้องปุ๊บเราจะลุกไปทำนั้นทำนี้เลย

พระอาจารย์   ทั้งหมดโดยสัญชาติญาณ ทำนู่นทำนี่โดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว...แต่ทำได้หมดเลยนะ ...เนี่ย เพราะอนุสัย เคยชิน 

เพราะเคยชินในอาการนี้ จิตอย่างนี้ กิเลสอย่างนี้ นับภพนับชาติไม่ถ้วนเลย ...มันเป็นทาง นี่ก็คือทางนึงเหมือนกัน เรียกว่าเป็นขาประจำ พวกขาประจำเป็นอย่างนี้

แต่มรรคนี่เป็นทางที่ไม่คุ้นเคย ไม่เคยเดิน ...เพราะนั้น พอเดินไปสักก้าวนึง...สงสัยวุ้ย  มันมืดน่ะ มองไม่เห็นน่ะ เขาบอกว่าไปนิพพาน กูยังไม่เห็นเลย มันอยู่ไหน 

ก็บอกว่าเดินเข้าไปเหอะ ...ก็สงสัยอีก แล้วก็ว่า เออ ไม่เอาอ่ะ ...มันก็ลำบาก เพราะมันไม่คุ้นเคย ... ลำบาก เพราะมันไม่คุ้นเคย


โยม –  ตรงนี้เอง ที่ทำให้เป็นอุปสรรค

พระอาจารย์ –  เออ แล้วก็บอก...ไม่เอาแล้วทางนี้ ปล่อยสบายๆ ดีกว่า ไม่ต้องรู้ไม่ต้องดู ไม่เห็นต้องกำหนดอะไร ไม่ต้องมารู้กายรู้ใจตลอดเวลา ไม่รู้จะรู้ไปทำไม แล้วจะได้ผลมั้ย ...ก็มันไม่เคยเดินนี่ทางนี้ ใช่มั้ย

โยม –  อ๋อ มันก็เลยสงสัย เพราะมันไม่เคยเดิน

พระอาจารย์ –  เออ มันก็ไปนั่งนอนสบายๆ ปล่อยจิตลอยไปลอยมา คิดไปคิดมา ...แล้วมันเคยชินไง มันรู้สึกว่าแล้วมันจะได้ผลอะไร เดี๋ยวจะได้อะไรจากการนี้ คือมันรู้

โยม –  ฮ่ะ มันรู้ว่ากินอาหารอร่อย ก็จะได้พอใจ

พระอาจารย์ –  จะได้อะไรอย่างนี้ ไปตรงนั้นจะได้อะไร มันทำได้ผลตรงนี้เลย เนี่ย


โยม –  แต่เส้นมรรคนี่ยังไม่เคย ก็เลยสงสัย ไม่รู้จะดูแล้วได้อะไร

พระอาจารย์ –  นี่สงสัย ...แต่ว่าไอ้ความเคยชินนี่แหละ จะมาพาให้เกิดตายซ้ำซากๆ

โยม –  อื้อหือ

พระอาจารย์ –  เพราะว่าไอ้สิ่งที่มันได้ สิ่งที่มันมีนี่ คือสิ่งที่ปรากฏอยู่ในโลกทั้งสิ้น เข้าใจมั้ย

โยม –  เจ้าค่ะ

พระอาจารย์ –  แต่ไอ้คราวนี้ คนที่เดินในทางมรรคนี่ คนที่เดินไปจนถึงที่สุดน่ะน้อย ไปแล้วก็ไปลับๆ ไปแล้วไม่กลับ ไปแล้วก็ไม่กลับมายืนยันให้ชัดเจน เข้าใจมั้ย มันเลยขาดช่วง  

แล้วก็บางคนเดินไปยังไม่ถึงไหน หรือว่าเดินไปอีกทางนึง แล้วยังบอกว่าเนี่ยใช่อีกต่างหาก ...ในหกพันแปดพันล้านคน จะมีเข้าที่สุดขององค์มรรคกี่คน นับเป็นหน่วย...หลักหน่วยเอาเลย


โยม –  ถ้าเกิดเดินในมรรคแล้ว ได้สักครึ่งทางนี่ล่ะเจ้าคะ มันจะเป็นการยืนยันได้มั้ยว่าที่เดินไปนี่ เป็นการที่ถูกต้องแล้ว

พระอาจารย์ –  ข้างหน้ามันมีแสงสว่าง ปลายอุโมงค์นี่ มันมีความสว่าง ...รู้เองน่ะ มันชัดเจนในตัวของมันเอง มันไม่ต้องให้ใครมาการันตีหรอก หรือให้ใครมาบอกว่าถูกหรือผิดหรอก นั่นแหละ ของจริง

แต่ถ้าได้เข้าทางในระดับนึงแล้วนี่...ที่เราบอกว่า ถ้าเป็นนายช่างที่ต่อเรือพอจะขึ้นเรือแล้วอาศัยพายเรือได้ นั่นเริ่มเห็นแสงสว่างปลายอุโมงค์แล้ว ...ไม่ถอยแล้ว ไม่หันหลังกลับแล้ว 

ถ้าเห็นแสงสว่างตรงนั้น ไม่หันหลังกลับแล้ว เรียกว่าไม่หวนคืนในเส้นทางที่เคยเดินมาก่อนนับอสงไขยชาติไม่ถ้วน ...จะไม่มีทางหันหลังกลับ

แต่ในระหว่างที่กำลังต่อเรือ แล้วยังไม่เจอแสงสว่าง ...ผีเข้าผีออกนะๆ  ไอ้ช่วงนี้สำคัญ  สำคัญยังไง ...คือผีเข้าผีออกแล้วดันเสือกตาย


โยม –  โอ้โห แล้วก็

พระอาจารย์ –  มันก็ติดไปเป็นนิสัย ...ไม่ต้องกลัว

โยม –  ติดนิสัยต่อไปใช่ไหมคะ ก็จะมาเดินง่ายขึ้นในชาติใหม่ๆ ต่อไป

พระอาจารย์ –  มันก็ไม่ทิ้งงานในมรรค เพราะถือว่ามีตัวเลือกที่ดีกว่าแล้ว

โยม –  ก็มีเหตุปัจจัยทำให้เข้ามาในทางนี้ แล้วก็สามารถจะเดินในมรรคได้ต่อไป

พระอาจารย์ –  ถูกต้อง จนกว่าจะถึงจุดที่เรียกว่าต่อเรือเป็นชิ้นเป็นอัน จึงจะไม่หวนแล้ว

โยม –  จนเห็นแสงสว่างที่ปลายถ้ำแล้วใช่มั้ย

พระอาจารย์ –  จนใครหลอกไม่ได้น่ะ ไม่ว่าข้างนอกหลอกหรือข้างในหลอก ...ส่วนมากตรงของพวกเรานี่ ตัวเราน่ะหลอก จิตน่ะหลอก จิตคิด จิตปรุง จิตจำ จิตหา จิตให้ค่า พวกนี้หลอก หลอกปั่นหัว ทั้งวี่ทั้งวันน่ะ

อยู่เหนือมันได้แป๊บนึง เดี๋ยวมันก็พลิกกลับ เสร็จมันอีก ตามความคิดอีกแล้ว ตามอารมณ์อีกแล้ว ตามกิเลสอีกแล้วเดี๋ยวพอแข็งขืน พลิกมาอยู่เหนือมัน รู้ๆๆ เห็นๆๆ ได้แป๊บนึง...หาย  อยู่อย่างนี้ 

เนี่ย ท่านเรียกว่าสัมมาอาชีโว ...ต้องมีความพากเพียร อย่าท้อ อย่าขี้เกียจ  อย่าขี้เกียจที่จะรู้บ่อยๆ รู้แบบไม่เอาอะไร รู้แบบรู้กายตรงๆ รู้ในปัจจุบัน...กายปัจจุบันจริงๆ 

รู้แบบไม่เอาหวังผล หวังมรรคหวังผลในอดีตในอนาคต ไม่เอาอะไรเลย ไม่เอาถูกไม่เอาผิดเลย ...กล้าได้กล้าเสียมั้ยล่ะ


โยม –  กล้าได้กล้าเสีย ...แต่ว่ามันรู้สึกจะเบื่อค่ะ พอรู้ตรงๆ อยู่อย่างนี้ ก็มารู้ที่กายมันก็นั่งอยู่อย่างนี้เฉยๆ แล้วมันจะมารู้อะไร ก็เห็นนั่งอยู่อย่างนี้

พระอาจารย์ –  ก็เห็นความจริงน่ะสิ จะเห็นอะไรล่ะ เห็นความจริงของกาย ...เห็นมั้ย

โยม –  เห็นเจ้าค่ะ

พระอาจารย์ –  เห็นว่าอะไร

โยม –  กายนั่งอยู่

พระอาจารย์ –  ยังไม่จริง

โยม –  กายนั่ง

พระอาจารย์ –  กายนั่ง ก็ไม่จริง นี่ ดูลงไปอีก เห็นมั้ย กายคืออะไรล่ะ

โยม –  ธาตุสี่

พระอาจารย์ –  ธาตุสี่ก็ยังไม่จริง ...กายเป็นแค่สิ่งที่ปรากฏ

โยม –  สิ่งที่ถูกรู้

พระอาจารย์ –  มันเป็นยังไง

โยม –  ยังมีผู้นั่ง ยังมีตัวเจตนาเป็นผู้นั่ง

พระอาจารย์ –  ไม่มี

โยม –  เป็นวัตถุ ให้จิตไปรู้เท่านั้นเอง

พระอาจารย์ –  เป็นแค่กองนึง เป็นก้อนนึง เป็นความรู้สึกนึง

โยม –  เป็นแท่งอย่างนี้ทั้งหมดใช่ไหมคะ

พระอาจารย์ –  จะแจ้งทั้งหมดก็ได้ จะเป็นแค่หย่อมๆ ก็ได้ จะเป็นแค่ เย็น ร้อน อ่อน แข็ง ก็ได้ ...อย่าเบื่อ อย่าขี้เกียจที่จะรู้ 

เพราะทางนี้ไม่เคยเดิน ทางนี้ไม่สวยงาม ...ข้างหน้ามันดูเหมือนรกชัฏ แต่นี่คือปากทาง กาย-ใจ เริ่มต้นนี่คือปากทางขององค์มรรค ...ถ้าไม่วนเวียนอยู่ที่ปากทางขององค์มรรคนี่ ไม่มีทางเข้าองค์มรรคได้

ถ้าลืมกายลืมใจเมื่อใดก็แปลว่า..จำไว้เลยว่าออกนอกมรรค มัวแต่ไปหาอะไรอยู่ ...เพราะนั้นน่ะ เมื่อใดที่อยู่ที่กายใจ รู้แค่กายรู้กับใจ รู้อยู่ตรงนี้เท่านั้นน่ะ จะไม่มีเรื่องอะไรตรงนี้เลย จะไม่ไปเอาเรื่องกับอะไรเลย


โยม –  พระอาจารย์บอกว่าให้รู้กายใจ แต่ว่าพระอาจารย์ว่าไม่ให้ทิ้งกาย ให้กายเป็นหลัก ใจไม่จำเป็นต้อง...

พระอาจารย์ –  นั่นแหละ มันก็อยู่ตรงที่เดียวกันแหละ ...กายมันรู้เองไม่ได้หรอก 

แต่คราวนี้ว่าไอ้กายที่ถูกรู้น่ะ มันยังถูกรู้ในลักษณะไหน ...จิตมันยังเข้าไปรู้กับมันมั้ย จิตมันยังเข้าไปให้ค่าในแง่ไหนมั้ย ...แยกออก ถี่ถ้วนลงไปในกาย...ที่เป็นกายจริงๆ ที่ไม่มีปากมีเสียง กายที่เป็นกายวิเวก 

ความเป็นกายวิเวกของมันน่ะ หยั่งลงไปให้เห็นตรงนั้น เดี๋ยวจะหายเบื่อเลยแหละ ...เมื่อใดที่เจอกายแท้ หรือว่ากายวิเวกจริงๆ นั่นแหละจะหายเบื่อ จะสดใส จะตื่น จะเบิกบาน จะมีพลัง

แต่คราวนี้ว่ากายยังเศร้าหมอง กายยังขุ่นมัว ด้วยจิตที่เข้าไปบดบัง ด้วยความเห็นที่เรายังแยกไม่ออก นั่นแหละ ท้อแท้ เซ็ง ไม่เห็นอะไรเลย ไม่เข้าใจอะไรเลย 

อย่าท้อแท้ อย่าเซ็ง หยั่งลงไปๆ ...เจอแน่ เจอเพชรเจอทองในหีบสมบัติแน่


โยม –  ท่านพูดอุปมาแบบงานชิ้นเอกเลยนะคะ งานต่อเรือ งานชิ้นเอกที่ควรทำ  คำพูดท่านนี่มันไพเราะมากเลยน่ะค่ะ รู้สึกเข้าไปถึงใจแล้วแบบ โอ๋ จริงด้วยนะ งานอันประเสริฐนี้นะคะ ที่มีสาระน่ะค่ะ นอกนั้นมันทำแล้วก็ตายใช่มั้ยคะ แล้วเกิดมาทำใหม่อีก ด้วยความเคยชินนี้มันจะ...

พระอาจารย์ –  เป็นงานที่ไม่จบ ...งานในโลกนี่ไม่จบ แต่งานภายในนี่จบ ...งานในโลกนี่ อย่างวันนี้กวาดบ้าน เฮ้อ เสร็จแล้ว  อ้าว พรุ่งนี้กวาดใหม่อีก ...อะไรวะ ก็ว่าเสร็จแล้ว

โยม –  ใช่แล้ว โยมเบื่อที่สุดเลยตรงนี้

พระอาจารย์ –  ถูแล้วก็ว่าเรียบร้อยสบายใจ เอ้า อีกวันมาอีกแล้วต้องถูอีกน่ะ ...งานนี้ไม่เคยจบเลย


(ต่อแทร็ก 7/23  ช่วง 4)



แทร็ก 7/23 (2)


พระอาจารย์
7/23 (550330B)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
30 มีนาคม 2555
(ช่วง 2)


(หมายเหตุ  :  ต่อจากแทร็ก 7/23  ช่วง 1

พระอาจารย์ –  เออ มัวแต่กำหนดพุทโธ มัวแต่กำหนดลมหายใจแล้วก็เอาความสงบอยู่นั่น แล้วจะเอาความสงบตั้งมั่นเป็นกำลัง ...มันเป็นกำลังตรงไหน ฮะ แล้วมันมีประโยชน์ตรงไหน  มันมีปัญญาตรงไหน

โยม –  มันจะรู้สึกแค่กำหนด

พระอาจารย์ –  ก็แค่นั้นน่ะ 

เห็นมั้ยว่าภาวนาถ้ามันไม่เข้าใจหลักน่ะ มันก็เวียนว่ายอยู่ในมหาสมุทร...เดี๋ยวได้บ้าง เดี๋ยวก็ไม่ได้บ้าง เดี๋ยวก็ได้บ้าง เดี๋ยวไม่ได้บ้าง ...คือมันไม่เข้าใจ ไม่เข้าใจ...ไม่เข้าที่ใจ ไม่อยู่ที่ใจ ไม่ทำใจให้สว่าง

ใจสว่างอยู่แล้ว ...ทำยังไงที่ทำใจให้สว่าง ...คือจับไอ้จิตระเกะระกะ ไอ้จิตวุ่นวี่วุ่นวาย ไอ้จิตหาเรื่องไร้สาระ หาธรรมที่ไม่มี...จับต้องไม่ได้ในอดีต-อนาคต ...จับมันมารวมในที่เดียวกัน เรียกว่าสัมมาสมาธิ

รวมที่ไหน...ที่หนึ่ง  หนึ่งไหน...หนึ่งในปัจจุบันกายใจ ...ก็แค่นี้ ไม่เห็นมันจะยากเลย ไม่เห็นมีอุบายเลย


โยม –  ไม่ต้องมีอุบาย ไม่ต้องมีเทคนิคอะไร

พระอาจารย์ –  ไม่มี

โยม –  มีเครื่องอยู่มั้ยคะ

พระอาจารย์ –  เครื่องอยู่คือกายกับใจ

โยม –  หลงไปก็รีบมากายก่อน

พระอาจารย์ –  ก็แค่นั้น ... กายนี่ ใจนี่ คือรูปแบบการภาวนาที่แท้จริง เป็นรูปแบบการภาวนาที่มีมาทุกคน ไม่มีใครเหนือกว่าใคร  ยกเว้นคนที่มีอกุศลกรรมปิดบังเป็นออทิสติก จะไม่สามารถระลึกรู้กายใจได้ 

นี่กรรมนะ ปิดบังนะ อกุศลกรรม บ้าใบ้เสียจริต ...เขาให้มีชีวิตอยู่ด้วยการมีสติ ก็ทำลายสติตัวเองซะ กินเหล้ามั่ง ทำให้คนอื่นเขาเสียจริตบ้าใบ้ หรือไปทำให้คนอื่นเขาสมองเสีย พิการอะไรพวกนี้

เพราะนั้นตัวกายใจนี่คือรูปแบบการปฏิบัติที่แท้จริง เป็นรูปแบบที่ไม่ต้องสร้างขึ้นมาใหม่ ...มันมีอยู่แล้วรูปแบบน่ะ...เป็นรูปแบบที่มีมาจำเพาะกายจำเพาะจิตนี้เลย

แล้วไม่ต้องหาวิธีว่า...เอ๊ เราจะปฏิบัติด้วยรูปแบบไหนดี ...เพราะนั้นว่า พอเริ่มว่า...เอ๊ เราจะทำอะไรดี จะปฏิบัติอะไรดี ...ให้รู้ไว้เลยว่า หลงคิดอีกแล้ว ... ไม่เอา 

รู้จักคำว่าไม่เอามั้ย...สลัดทิ้งซะ กลับมาตรงนี้เลยๆ มาอยู่ในรูปแบบการปฏิบัติที่แท้จริง คือกาย ยืนเดินนั่งนอน ...แล้วก็หยั่งลงไว้ หยั่งน่ะ  เข้าใจคำว่าหยั่งมั้ย เหมือนทิ้งลูกดิ่งน่ะ เหมือนลูกดิ่ง


โยม –  ไม่ใช่เพ่งนะคะ

พระอาจารย์ –  ไม่ใช่เพ่ง ...หยั่ง  ถ้าเพ่งน่ะมันหาที่ ...นี่หยั่ง ...อย่างเวลาโยนก้อนหินไปในอากาศ แล้วก้อนหินมันจะไปกระทบอะไรนี่ เราเลือกไม่ได้ใช่มั้ย

โยม –  ไม่ได้เจ้าค่ะ

พระอาจารย์ –  เออ ตามบุญตามกรรม ใช่มั้ย ...เหมือนกับโยนไปโดยไม่คาดหมายว่ามันจะโดนอะไรใช่มั้ย ...นั่นแหละ หยั่ง ....หยั่งลงไปที่กาย มันเจออะไร

โยม –  อ๋อ ไม่ต้องไปเจาะจง

พระอาจารย์ –  เออ มันรู้สึกตรงไหน ...ตรงไหนมันชัดก็รู้ตรงนั้น ...คือไม่ได้ว่าจะเอาแค่ลม หรือต้องอยู่กับลม

โยม –  ไม่เลือก

พระอาจารย์ –  เออ นั่นแหละเรียกว่าหยั่งด้วยความเป็นกลาง

โยม –  อะไรก็ได้

พระอาจารย์ –  เออ ที่มันเป็นกายปัจจุบันน่ะ ...ถ้าไหวชัดก็หยั่งลงไปที่ไหว  ถ้าแน่นๆ ข้างล่าง ก็หยั่งลงไปที่ข้างล่าง

โยม –  ถ้าตอนนี้ชาที่ขาก็หยั่งลงไป

พระอาจารย์ –  ก็หยั่งลงไว้

โยม –  ถ้าหยั่งแล้วต้องอยู่กับเขาตรงนั้น หรือเคลื่อนไหวไปมา

พระอาจารย์ –  ก็แล้วแต่ ...มันจะมีอะไรเคลื่อนย้ายไปมาก็เคลื่อนย้ายไปมา  มีความรู้สึกตรงไหนปรากฏขึ้นในกาย ก็ดูไป หยั่งลงไป  สลับไปสลับมา มันไปเอง  เราไม่ต้องไปกำหนดว่ามันจะมีอะไรมันไหว


โยม –  มาที่ความรู้สึกนึกคิดด้วย

พระอาจารย์ –  อย่าไปสนใจจิต อย่าให้ความสนใจกับจิต

โยม –  เอาที่กายเป็นหลัก

พระอาจารย์ –  ที่กายเป็นหลัก นอกนั้นทิ้งให้หมด

โยม –  อ๋อ ไม่ใช่กลับมาดูจิต ว่ารู้สึกกึ๊กกั๊กแล้ว ไม่ใช่

พระอาจารย์ –  ไม่ต้องไปดู


โยม –  ถ้ามันเบื่อล่ะคะ

พระอาจารย์ –  เบื่อก็คืออาการนึงของจิต ก็รู้ว่าเบื่อ ก็จบ

โยม –  แต่ว่าส่วนใหญ่ที่เราจะต้องรู้คือดูกายเป็นหลัก

พระอาจารย์ –  ต้องเอากายเป็นหลัก ...ไอ้นอกนั้นน่ะ เข้าใจคำว่า..รู้จักคำว่าเหลือบแลด้วยหางตามั้ย ดูมันแค่หางตา แล้วก็...เออ ช่างหัวมัน เข้าใจมั้ย 

อย่าไปจดจ่อกับมัน อย่าไปจดจ่อกับจิต อย่าไปจดจ่ออยู่กับอารมณ์ อย่าไปจดจ่ออยู่กับสภาวธรรม ...ถ้าจะจดจ่อให้จดจ่อที่กายเป็นหลัก...ไม่งั้นจะหลง

โยม –  แต่กลับมาที่กายไม่เป็นไร ห้ามจดจ่อที่จิต

พระอาจารย์ –  ใช่ เดี๋ยวจะหลงจิต แล้วก็จะเข้าไปในเขาวงกต


โยม –  บางท่านก็บอกว่าแล้วให้ย้อนกลับมาดูจิตผู้รู้อีกทีนึง มาดูจิตผู้รู้อะไรอย่างนี้ งงเหมือนกัน

พระอาจารย์ –  ก็งงอ่ะดิ ยังไงก็งง ถ้าทำอย่างนั้นน่ะงงแน่ๆ ...เพราะจิตมันสั่งการหมดเลย ระหว่างที่ทำอย่างนั้นนี่ จิตมันสั่งการ หลงเข้าไปในจิตตลอดแล้ว

โยม –  อ๋อ หลงสงสัย หลงคิด หลงปรุง แล้วก็ทำตาม

พระอาจารย์ –  แล้วก็หลงหารู้อีกต่างหาก ...จิตมันบอกทั้งนั้นน่ะ ระหว่างที่อยู่ในภวังค์นั้น เราบอกว่าอยู่ในเขาวงกตตลอดแล้ว ถ้าจะออกก็อย่างที่บอกว่า...เหมือนหมาสลัดน้ำน่ะ

โยม –  ต้องสลัดทั้งตัวเลย

พระอาจารย์ –  ก็ไม่ต้องขนาดนั้นหรอก (หัวเราะ) เราเปรียบเทียบ ...เหมือนกับสลัดทิ้งไปซะ ทิ้งการกระทำตรงนั้นซะ

โยม –  แล้วก็กลับมาที่กาย

พระอาจารย์ –  แล้วก็กลับมาตรงนี้เลย เอาแบบปัจจุบันทันด่วน เหมือนเอาทิงเจอร์ราดแผลเลยน่ะ ...คือเอาสดๆ ตรงนี้ คือเอาความรู้สดๆ ตรงนี้ เข้าใจมั้ย เอารู้สดๆ ตรงนี้

โยม –  รู้สดๆ ...นั่ง

พระอาจารย์ –  ก็นั่งไง แล้วก็รู้ว่านั่ง ...เนี่ย รู้จริงแล้ว รู้ตรงนี้แล้ว ...รู้อยู่ตรงนี้แล้ว


โยม –  แสดงว่าในชีวิตประจำวัน ในการดำเนินไปนี่ เรารู้อิริยาบถใหญ่กับอิริยาบถย่อยเป็นหลักเลย

พระอาจารย์ –  แค่นั้นพอแล้ว

โยม –  แล้วนานๆ อาจจะแวบไปดูใจทีนึง

พระอาจารย์ –  ไม่ต้องไปดู มันมีให้เห็นเอง

โยม –  ไม่ต้องดูเลยหรือคะ โลภะเกิดแล้วอะไรอย่างนี้

พระอาจารย์ –  ไม่ต้องดู มันรู้เองแหละ มันเห็นเองแหละไม่ต้องไปจดจ่อหา หรือไปคอย ไปดัก ไม่ต้องใส่ใจใยดีมัน


โยม –  แล้วต้องเดินจงกรมมั้ยคะ

พระอาจารย์ –  แล้วเวลาเดินนี่มันไม่เรียกว่าเดินจงกรมรึไง (โยมหัวเราะ) ...ทำไมจะต้องไปบอกว่าไอ้นี่จงกรม ไอ้นี่ไม่จงกรม

โยม –  คือมันต้องมีรูปแบบไหมคะ

พระอาจารย์ –  ก็บอกว่านี่คือรูปแบบ เข้าใจรึยัง นี่ก็กำลังนั่งสมาธินี่ เข้าใจมั้ย กายมันก็นั่ง ก็ถือว่าเป็นนั่งสมาธิ ...ไม่มีคำว่าหยุดการภาวนาได้เลย นะ 

ถ้าอยู่ในรูปแบบกายใจนี่ ไม่มีคำว่าออกจากการภาวนาเลยนะ ไม่มีเวลาพักเลยนะ ...ทุกอย่างต้องเป็นการภาวนาตลอดเวลา เพราะนี่คือรูปแบบของการภาวนา

โยม –  อ๋อ, อ้อ

พระอาจารย์ –  จะมาบอกว่าถ้าไม่เดินจงกรมแล้วไม่เป็นรูปแบบ เราบอกไม่ใช่นะ


โยม –  ถ้าเกิดเราหลงไปนานๆ เราเบื่อ ไปหลงเพลินกับอารมณ์ กับนิสัยเดิมๆ สันดานเดิมๆ ไป

พระอาจารย์ –  ก็รู้ตัว

โยม –  มันหายไปครึ่งชั่วโมงแล้ว กลับมาก็ไม่เป็นไร

พระอาจารย์ –  ไม่เป็นไร หลงใหม่รู้ใหม่ๆ พยายามกลับมาบ่อยๆ


โยม –  ต้องปลีกตัวอยู่คนเดียวมั้ยคะ

พระอาจารย์ –  ไม่ต้องอ่ะ

โยม –  อ๋อ ธรรมชาติ ธรรมดา

พระอาจารย์ –  คือปลีกได้ก็ดี แต่ก็ไม่ต้องไปขวนขวายถึงขนาดนั้น

โยม –  ค่ะๆ เจอก็เจอ


โยม (อีกคน)  แล้วโยมยังติดพวกอาหารอร่อย ติดอยู่สบายๆ อย่างนี้ฮ่ะ จะต้องละเลิกเขาไหมคะ

พระอาจารย์ –  ชะลอมันหน่อย ...ทำไมถึงให้ชะลอ ...เพราะว่าในขณะที่เราเข้าไปเสพมัน...เราจะหลง เราจะลืม เราจะลืมตัว เราจะลืมรู้ เราจะไม่มีสติ 

เมื่อใดที่เข้าไปเสพกับสิ่งคุ้นเคยในความหลง พอใจ เช่น คุย...เวลาคุยนี่ไม่มีสติ สติเกิดได้ยากมาก รู้กายรู้ใจได้ยากมาก ใช่มั้ย

โยม –  ใช่เจ้าค่ะ

พระอาจารย์ –  แต่ก็ยังไม่ยอมเลิก ...ถ้าไม่เลิก ยังไงก็ไปทำสติตอนนั้นไม่ได้หรอก


โยม –  เรื่องคุยนี่ไม่ค่อยมีปัญหา แต่มีปัญหาเรื่องกิน เรื่องยังติดสุข พูดง่ายๆ ฮ่ะ ยังชอบ

พระอาจารย์ –  เวลากินให้ตั้งใจกิน

โยม –  ตั้งใจกิน แต่กินของอร่อยแล้วเราชอบ ไม่เป็นไร

พระอาจารย์ –  ไม่เป็นไร ให้ตั้งใจกิน ทุกคำ ทุกการเคี้ยว ทุกอิริยาบถใหญ่ ทุกอิริยาบถย่อย ให้ตั้งใจกิน

โยม –  เคี้ยวอยู่ รู้ว่าเคี้ยว รสชาตินี้

พระอาจารย์ –  พอใจรู้ว่าพอใจ ...รู้ บอกว่าอยู่ในวิถีแห่งรู้  วิถีแห่งรู้มันเป็นวิถีที่ทวนกระแส ทวนกระแสนิสัยเดิม ...สำคัญว่า จะลงทุนมั้ยล่ะ กล้าลงทุนมั้ยล่ะ จะเป็นนักลงทุนก็ต้องลงทุน


(ต่อแทร็ก 7/23  ช่วง 3)