พระอาจารย์
7/10 (550229B)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
29 กุมภาพันธ์ 2555
(ช่วง 1)
(หมายเหตุ : แทร็กยาวหน่อยค่ะ แบ่งเป็น 2 ช่วงการโพสต์บล็อกนะคะ)
พระอาจารย์ – การภาวนา คือการรักษากายใจไว้ ไม่ให้หายไปไหน
เพราะว่ากายใจเป็นของที่มีอยู่แล้ว
ไม่ต้องไปทำขึ้นมาใหม่ ...เพราะนั้นไอ้การภาวนาที่ทำขึ้นมาใหม่โดยลักษณะวิธีของการที่เรียกว่าสมถกัมมัฏฐาน
วิปัสสนากัมมัฏฐานนั่น ...เราไม่ได้ให้ไปทำอย่างนั้นหรอก
ไม่ต้องไปคิด
ไม่ต้องไปหาเหตุหาผลกับมัน ไม่ต้องไปสร้างความคิดขึ้นมาใหม่
ไม่ต้องไปสร้างความเห็นขึ้นมาใหม่ต่อกายนี้อย่างไร
ไม่ต้องไปสร้างความคิดความเห็นขึ้นมาใหม่ต่อกิเลสตัวนั้นตัวนี้ ว่าตัวนั้นถูกว่าตัวนี้ผิด
ตัวนั้นดีตัวนี้ร้าย ตัวนี้ควรเอาไว้ ตัวนี้ควรเอาออก แต่ประการใด
เห็นมั้ย
มันไม่ได้ว่าทำอะไรให้มันวุ่นวี่วุ่นวายเลย ... เพียงแต่กลับมารู้อยู่ที่กายใจนี้
มันปรากฏยังไงก็รู้อย่างเช่นนั้นแหละ ...มันแข็งก็รู้ว่ามันแข็ง
มันอ่อนก็รู้ว่ามันอ่อน มันตึงก็รู้ว่ามันตึง มันขยับก็รู้ว่ามันขยับ
มันไหวก็รู้ว่ามันไหว
จิตเป็นยังไงก็รู้ว่ามันเป็นยังงั้นน่ะ ...มีความคิดก็รู้ว่ามีความคิด มีอารมณ์ก็รู้ว่ามีอารมณ์ มีความพอใจก็รู้ว่าพอใจ
มีความไม่พอใจก็รู้ว่าไม่พอใจ มีความหงุดหงิดรำคาญก็รู้ว่ารำคาญ
มีความรักความชอบเกิดขึ้นก็รู้ว่ามีความรักความชอบเกิดขึ้น ก็แค่รู้มัน...ธรรมดานี่แหละ ไม่เห็นต้องทำอะไร
อย่าขี้เกียจ ...พอกลับมารู้แค่นี้
มันไม่มีผล มันไม่ได้ผลอะไรนี่ ขี้เกียจแล้ว จะไปหามรรคหาผลในความคิดแล้ว
จะไปหามรรคหาผลด้วยการกระทำอันอื่นแล้ว
คือทำอันอื่นแล้วมันได้ผลน่ะ ...ได้ผลเป็นความสุขบ้าง ได้ผลที่ดูเหมือนจับต้องได้บ้าง หรือมีอารมณ์อะไรปรากฏ
หรือมีความตื่นเต้นดีใจปีติสุขอะไรเกิดขึ้นมาบ้าง
แต่กลับมารู้ปกติธรรมดาของว่ามันยืนก็ยืน
เดินก็เดิน นั่งก็นั่ง ร้อนก็ร้อน อ่อนก็อ่อน แข็งก็แข็ง คิดก็คิด ...มันรู้สึกว่ามันไม่ได้อะไรเป็นผลเลย
มันเลยขี้เกียจทำ มันเลยไม่ขยัน มันเลยไม่มีความเพียร ที่จะทำให้เกิดความรู้เห็นนี้ต่อเนื่องไป...เป็นเส้นตรง
เป็นไม้บรรทัด
เพราะนั้นถ้าไม่รู้เห็นเป็นเส้นตรง
เป็นไม้บรรทัด เป็นต่อเนื่องไปนี่...หวังผลได้ยาก แม้แต่เริ่มดูไปรู้ไป แล้วแค่คิดว่า 'เอ๊ะ ไม่ได้อะไร' ...นี่ ต้องเห็นนะ ต้องเห็นว่ากำลังคิดอยู่นะ
ต้องทันแล้วนะว่ามีความทะยานไปในอนาคตแล้ว
ถ้ารู้ทันแล้วมันก็ดับ มันก็ละ ...รู้แล้วก็ละ ละความคิดนั้นซะ ละความหมายมั่นที่จะไปกับความคิดนั้นซะ
ละความหมายมั่นที่จะไปมีไปเป็นในความคิดนั้นซะ ... อย่ามัวเมา
ถ้ามันละอย่างนั้น
ทันอย่างนั้นบ่อยๆ ละอย่างนั้นบ่อยๆ มันอยู่ได้ มันอยู่ที่กายใจแค่นี้ได้
ไม่เดือดร้อน ... ที่มันเดือดร้อนเพราะมันคิดแล้วไม่รู้
มันเดือดร้อนเพราะมันทะยานออกไปด้วยอดีตอนาคตแล้วมันไม่ทัน
แล้วมันจะเป็นตัวกัดกร่อน
มันจะสร้างสภาวะรูปขันธ์นามขันธ์ที่เป็นอุปาทานนี่
อดีต-อนาคตที่เป็นตัวเราของเราข้างหน้าข้างหลังนี่
มันมากัดกร่อนความเป็นจริงที่เจริญอยู่ในองค์มรรค ทำให้เกิดความท้อถอย
ทำให้เกิดความอ่อนแรงอ่อนล้า ทำให้เกิดความขี้เกียจขี้คร้าน ไม่ขยันขันแข็ง
นี่เป็นตัวตัดรอน เป็นตัวทำให้ความพากความเพียรนั้นน่ะไม่ต่อเนื่อง และถ้าปล่อยโอกาสให้มันเผลอเพลินไปนะ
มันเหมือนเชื้อโรคร้ายที่มันลุกลามน่ะ...กัดกินกายใจนี่แหละ
จะเข้าองค์มรรคที จะอยู่ที่กายใจที
เหมือนกับเข้าคุกเข้าตะรางอย่างนั้น มันไม่ยอม ...จะอยู่ในความคิดอยู่นั่นน่ะ
สลัดไม่หลุด จะอยู่ในอารมณ์ที่พึงพอใจอยู่นั่นแหละ
ให้ถอน ให้ขึ้นมา กลับมาอยู่ที่กายที่ใจ มันเสียดาย
มันเสียดายกิเลส เสียดายอารมณ์
เสียดายความคิด เสียดายความน่าจะมี เสียดายความน่าจะเป็น ...ทั้งๆ
ที่ยังไม่มี ยังไม่เป็นอะไรนะ ...แต่มันเสียดายความน่าจะมี ความน่าจะเป็น ในบางอารมณ์ที่มันกำลังก่อร่างสร้างภพอยู่ แล้วภพนั้นยังไม่สำเร็จน่ะ...คือยังไม่ปรากฏขึ้นมาเป็นชาติน่ะ
นี่กำลังแสวงหาภพอยู่...แล้วมันมัน มันเพลิน มันสนุก พอรู้แล้วมันไม่ยอมถอน ไม่ยอมออกมา
นั่นน่ะ สุดท้ายก็ตกล่องปล่องชิ้น
ร่วมหอลงโรงกับมัน สุดท้ายก็โศกะ ปริเทวนา ...ชาติ ชรา พยาธิ มรณะ โศกะ ปริเทวะ ทุกข์
อุปายาส ...นั่นแหละเป็นมรรคผลที่มันอยากได้น่ะ
มันไม่หลาบ มันไม่จำหรอก จิตไม่รู้นี่
มันโง่ ...ก็บอกแล้ว มันโง่ จิตโง่ จิตไม่รู้นี่มันไม่รู้หรอก ก็ซ้ำซาก วนเวียน...ซ้ำซาก วนเวียน นี่
อเนกชาติ
ต้องเข้าใจคำว่า "อเนกชาติ" นะ ...ไม่ต้องถามเลยว่าจุดเริ่มต้นของการเกิดนี่อยู่ที่ไหน เกิด-ตายๆๆๆ เกิด-ตายนี่อเนกชาติ ซ้ำซากอยู่อย่างนี้ มันไม่เคยจดไม่เคยจำน่ะ
แล้วก็ทำไปด้วยความเคยชิน ...จนเป็นความเคยชิน เป็นอนุสัย เป็นสันดาน
อยู่ในขันธสันดาน เป็นมลทินอย่างยิ่ง
เมื่อใดที่มีการเริ่มต้นจะตั้งใจภาวนาขึ้นมานี่ ...แค่กลับมาระลึกรู้ว่ากายใจอยู่ตรงนี้ ขณะนี้ แค่เนี้ย มันเป็นการทวนกระแสโลก
ทวนกระแสอุปาทานขันธ์ ทวนกระแสความไม่รู้แล้ว ... เพราะนั้นมันจึงมีความรู้สึกลำบาก
มีความรู้สึกเป็นทุกข์ ไม่สบายหรอก
ภาวนาไม่ใช่เรื่องสบายหรอก มันเป็นเรื่องทวน...ทวนความอยาก ทวนความคิด ทวนความเห็น ทวนรูป ทวนเสียง
ที่กระทบสัมผัสมา ...ทวนกลับมาที่กายใจ ทวนกลับมารู้อยู่ที่กายใจ
ทวนกลับมารู้อยู่แค่กายใจ ไม่คิดไปตามรูป ไม่มีความเห็นไปตามเสียง ...นี่ มันต้องทวนทั้งนั้นแหละ
เพราะนั้นเวลาทวนนี่ มันทุกข์แน่ๆ แหละ ...เพราะมันไม่เป็นความเคยชินเดิมๆ ไม่ทำตามอำนาจความเคยชินเดิมๆ ที่มันจะโลดแล่นไป
โลดแล่นออกไป โลดแล่นไปมากับมัน
แต่เหมือนม้าพยศน่ะ ... การอบรมกายใจ
การอบรมภาวนานี่ มันเหมือนกับฝึกม้าพยศจนเชื่อง ...ทีนี้ก็อยู่ตัวอยู่หมัดแล้ว
ถ้ามันเชื่องนี่ ถ้ากายใจนี้เชื่องแล้วนี่
คือกายใจเขาเชื่องอยู่แล้วล่ะ
แต่ไอ้จิตที่มันจะพาให้กายใจโลดแล่นไปนี่...ให้มันเชื่อง มันช้า ...ถ้ามันเชื่องมันช้าลงแล้วนี่ มันอยู่ในกำมือแล้ว มันอยู่ในกำมือของสติสมาธิปัญญานี่
กลายเป็นของที่ไม่ลำบากลำบนจนเกินกำลังแล้ว
แรกๆ นี่มันจะรู้สึกเกินกำลังของเรา...ยากเหลือเกิน ... ยิ่งอยู่ในบ้านในเมือง มีครอบครัว ยิ่งต้องเจอคนเยอะๆ อะไรต่างๆ
นานานี่ มันจะเอามาเป็นข้ออ้างว่า "ยากเหลือเกินๆ" แล้วก็คิดอยู่นั่นว่า "ยากเหลือเกินๆ" แล้วก็หลงอยู่ในความคิดว่า "ยากเหลือเกินๆ"
จนสติก็ไม่รู้อยู่ไหน สมาธิก็ไม่รู้อยู่ไหน
กายใจก็ไม่รู้อยู่ มีแต่ว่า “ยากเหลือเกินๆ” ทั้งวัน ...มันจะไปคิดทำมั้ย ...
“ทำไม่ได้อ่ะๆ” คิดมันอยู่นั่นแหละ “รอก่อนๆ” ก็คิดอีกแล้วน่ะ ...เห็นมั้ยว่าความคิดน่ะ หลงไปในความคิดน่ะ มันเป็นตัวตัดรอนในองค์มรรคมั้ยล่ะ
โง่มั้ยนั่นน่ะ ...มันคิดว่ามันฉลาดรึไง
คิดว่าทำไม่ได้หรอก มันคิดว่าฉลาดแล้วที่คิดว่าทำไม่ได้หรอก ไว้รอก่อน ...
วันคืนล่วงไป พระพุทธเจ้าบอกไว้...ทำอะไรกันอยู่
เอาคืนไม่ได้นะ มัวแต่เอาเวลาที่หมดไปกับ
“ทำไม่ได้หรอกๆ ยังไม่ใช่เวลาทำ ทำไม่ได้หรอก ยังไม่ใช่เวลาทำ” ... มันไม่ใช่คิดเปล่าๆ นะ เวลาหมดไป
ขันธ์มันหมดไปเสื่อมไป เอาคืนไม่ได้แล้ว อายุก็มากกันขึ้นมา ...พูดง่ายๆ
คือใกล้ความตายเข้ามาแล้ว เอาเวลาที่หมดไปกลับมาไม่ได้นะ
แล้วมันหมดไปกับอะไร...
“ทำไม่ได้อ่ะๆๆ” คิดอยู่นั่น อยู่ในความคิดอยู่นั่นน่ะ ...กายใจอยู่ไหน
ทำไมจะรู้ตรงนั้นไม่ได้รึไง
แล้วไอ้ที่คิดอยู่นั่นว่าทำไม่ได้หรือว่ายังไม่ใช่เวลาทำนี่ ...มันมีมรรคมีผลเกิดขึ้นมั้ยในนั้นน่ะ ในความคิดนั้นน่ะ ในผลจากความคิดนั้นน่ะ มีแต่ความเศร้าหมอง ขุ่นมัว กังวล วิตก เป็นทุกข์ ทุรนทุราย คับแค้น ...นั่นน่ะเต็มที่เลยมั้ย อยู่ปลายห่วงของปฏิจจสมุปบาท
แทนที่จะฝ่าฟันเดินทวนกระแสน้ำ
กระแสแห่งห่วงโซ่แห่งการเกิดขึ้นน่ะ ทวนกลับมาสู่กระแสแห่งความดับน่ะ ...ก็ไปจมปลัก
แช่ปลักอยู่ที่ปลายห่วง ห่วงโซ่สุดท้าย ข้อสุดท้ายของทุกข์
ในปัจจยาการแห่งการเกิด
ทุกข์เป็นที่สุดท้าย ...แล้วก็ไม่มีเรี่ยวไม่มีแรงที่จะเดินฝ่าฟัน
เดินทวนกลับมาถึงจุดเริ่มต้นของปัจจยาการแห่งการเกิดขึ้น
สติสมาธิปัญญา มันเหมือนพากเพียร
เป็นการเดินทวนกระแสแห่งปัจจยาการ ... แรกๆ
น่ะมันอยู่ปลายน้ำน่ะ น้ำมันแรง มันก็ต้องออกแรงมากหน่อย ทำให้มาก เจริญให้มาก
ก็เล่นไปอยู่ก้นอ่าว ใช่มั้ย ... จะเดินขึ้นมาถึงต้นน้ำปิงน่ะ
ไปดูน้ำเจ้าพระยากับน้ำปิงที่บ้านเรานี่ ดูกระแสน้ำน่ะ มันต่างกัน ใช่มั้ย
เพราะนั้นจากจุดแรกก้นอ่าว มันมักจะไปไม่รอด
ไปไม่ได้ ไปไม่ไหว ก็เพราะว่าหมดกำลัง ไม่เอาจริง ไม่มีเรี่ยวแรง ท้อถอยอยู่นั่นน่ะ
จมอยู่กับความท้อความถอย จมอยู่กับก้อนทุกข์กองทุกข์อยู่อย่างนั้น
จมอยู่กับความอยาก ความมีความเป็นอยู่อย่างนั้น ...ไม่ยอมผุดโผล่ขึ้นมา ว่ายทวนกลับมา
ด้วยอำนาจของสติสมาธิปัญญา
แต่ว่าท่านผู้มีปัญญา
มีความพากความเพียร...ได้นิดเอานิด ได้หน่อยเอาหน่อย คือไม่ละเว้น ไม่ทอดธุระ
รู้ตรงไหน...กายใจต้องมี ต้องอยู่ ...ได้นิดได้หน่อยก็เอา มันจะหลุดมันจะรอดออกไป
แต่เมื่อรู้แล้วกลับมาอีก รู้แล้วกลับมาอีก...เนืองๆ เป็นนิจ บ่อยๆ ถี่ๆ
มันก็ขยับเขยื้อน เคลื่อนๆ ขึ้นมาๆ
จนถึงต้นน้ำ เหนือน้ำ น้ำมันก็...กระแสน้ำที่มันเคยถั่งโถมมามหาศาลมากมายด้วยกระแสที่มันทับถมลงมา
มันก็อ่อนลงเองน่ะ ...นั่นน่ะม้ามันเริ่มเชื่องแล้ว ไม่พยศแล้ว
เพราะนั้นพอว่ายขึ้นไปในขั้นกลางขั้นปลายแล้วนี่
มันเร็วขึ้นแล้ว มันจะมีความรู้สึกว่ามันกลับเข้าสู่ใจได้เร็ว ...แล้วจุดมุ่งหมายที่ใจนี่มันชัดเจน
มีค่ามีผลมากกว่า
แต่ถ้าเมื่อใดที่อยู่ใกล้ๆ
ก้นอ่าวหรือปลายอ่าว สุดท้ายมันจะกินแต่ปลาน้ำเค็มน่ะ เป็นมรรคเป็นผลของมัน แต่ว่าต้นน้ำนี้มองไม่เห็นอยู่ไหน 'ฮู้ย ไม่รู้' ...มีรึเปล่าก็ยังไม่รู้เลย นั่น
แต่ทำไมถึงบอกว่าพระโสดาบัน
พระอริยะเบื้องต้นขึ้นไปท่านเห็นเลยว่า นี่ ต้นน้ำอยู่ที่นี่แน่ๆ ถ้าถึงตรงนั้นแล้วสบาย ปิดตาน้ำได้ น้ำไม่เกิด น้ำนี่แห้งหมดโลกเลย ...ท่านถึงไม่ลังเลสงสัย แล้วก็มีพลังที่จะก้าวเดินไป ไม่กลับหลัง ไม่หันหลังกลับ
อาจจะลื่น อาจจะไถลลงมาบ้าง
ด้วยอำนาจของกระแสน้ำที่มาเป็นระลอกๆ ...แต่ท่านก็หันหน้า ไม่หันหลัง ทวนต่อไป เพราะท่านเห็นแล้วว่ามันมีตาน้ำอยู่ตรงนี้แน่ ... เพราะเห็น...ตั้งแต่เดินมานี่ เห็นเลยว่าน้ำมันเรียวลง น้อยลงๆๆๆๆ น้อยลงไปเรื่อยๆ
จากไอ้ที่มันเคยใหญ่โตมโหฬารระหว่างฟากถึงฟากกันนี่หลายสิบกิโลเมตร
มันก็แคบลงๆ ...มันเห็นเลยนี่ กระแสน้ำก็น้อย เอื่อยลง เบาลง ... แล้วก็เห็นเลยว่ามันใกล้ที่จะถึงต้นตอต้นสายปลายเหตุ
ต้นเหตุของทุกสรรพสิ่งที่เกิดขึ้น ตั้งขึ้น มันเริ่มที่ไหน
แต่ถ้าไม่มีความขยันบากบั่นพากเพียรน่ะ
ก็ลอยตามน้ำลงไป ลอยคออยู่ในทะเลทุกข์ ...นี่ยังดีพวกเรายังอยู่ปากอ่าว ก้นอ่าวนะ อีกเท่าไหร่ล่ะลอยอยู่ในทะเลทุกข์ ไม่ได้สนใจเลยว่ากูจะหาต้นน้ำ
ต้นเหตุของทะเลก้อนนี้กองนี้ มหาสมุทรแห่งนี้ได้ตรงไหนเลย
แต่ถ้าเริ่มต้นที่จะเดินขึ้นมาจากปากอ่าว
แล้วก็เดินขึ้นมาต้นน้ำลำธารแล้วนี่ ก็เรียกว่ามีบุญวาสนาพอสมควรแล้ว ...จากนั้นไปก็ขยันบากบั่นพากเพียรไป กายใครกายมัน ใจใครใจมัน ช่วยกันไม่ได้เลย
ใช่มั้ย
ต่อให้พระพุทธเจ้ามานั่งอยู่ตรงนี้
เทศน์อยู่ตรงนี้ เอาบารมียกให้เลย...ก็ไปไม่ได้ ยกกายใจของตัวคนนี้
ไปนิพพาน...ก็ไปไม่ได้
ต้องอาศัยความบากบั่นเป็นปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก...รู้เอง เห็นเอง ละเอง วางเอง...รู้เอง เห็นเอง ละเอง วางเอง ...ละเอง วางเอง ปล่อยเอง...ตลอดทางน่ะของการเดินกลับสู่ ณ ที่เกิดแรก
พระอริยะทั้งหลายทั้งปวง
ท่านบอกว่าเห็นใจนี่เหมือนเห็นแก้วน่ะ รู้สึกอย่างนี้มั้ยล่ะ...ยัง ยังเพราะอะไร ...เพราะยังไม่เห็นคุณค่าของใจถึงขนาดนั้น
แต่มันยังรู้สึกว่า ตาเห็นรูปมีความสุข
ได้กินเอร็ดอร่อย มันยังมีค่ากว่าใจ เห็นมั้ย ได้พูดได้คุย
ได้เล่นได้หัวได้ไปเที่ยวท่องเที่ยว ได้เห็นอันนั้น ยังรู้สึกว่าสนุก มีความสุข
น่าเพลิดเพลินมากกว่าใจ เห็นมั้ย
ทั้งๆ ที่พระอริยะทั้งหลายบอก
เห็นใจนี่เหมือนเห็นดวงแก้วอันประเสริฐเลย มีค่าขนาดนั้น นี่ ทำไมท่านถึงเห็นค่าของใจขนาดนั้น
แต่ทำไมเราก็รู้อยู่ว่า ผู้รู้อยู่ตรงนี้ ใจคือรู้อยู่นี้ ...แต่เราเห็นค่ามันเท่ากับกรวดเท่ากับทราย ยังเห็นอย่างอื่นสำคัญกว่า ...จิตมันยังมุ่งออกไป
ใจไว้ทีหลัง คือยังมีเรื่องที่สำคัญมากกว่าใจ ...เพราะนั้นความบากบั่นพากเพียรที่จะเข้าสู่ใจมันก็จึงน้อย
แต่ถ้าอาศัยว่ามีศรัทธา วิริยะ สติ
สมาธิ ปัญญา นี่ ... เข้าใจคำว่าอินทรีย์พละมั้ย พละ ๕ อินทรีย์ ๕ โพชฌงค์ ๗ สัมมัปปทาน ๔ อิทธิบาท ๔ สติปัฏฐาน ๔
มรรคมีองค์แปด ... อันนี้เป็นกำลังที่จะผลักดัน
บากบั่น กลับมาสู่กาย กลับมาที่สุดคือใจ เป็นแรงดัน ...ดันเข้าไม่ใช่ดันออก
เพราะนั้นเมื่อมันใกล้ถึงใจ
หรือว่าอยู่กับใจมากๆ นานๆ ต่อเนื่อง ไม่ขาดระยะ ไม่ขาดสายนี่ ... จะเห็นอานิสงส์ของใจ ว่าไม่มีประมาณจริงๆ
มีคุณค่าเหนือยิ่งสิ่งใดในสามโลกธาตุจริง
พระพุทธเจ้าพูดไว้ ว่าไว้ บอกไว้
สืบทอดกันมา...จริง ไม่ผิดเพี้ยนเลย … ตอนที่พวกเราฟังพระพุทธเจ้าพูดนี่ยังเฉยๆ
นะ ไม่ซาบซึ้งตรึงใจ อาศัยความคิดความเห็นเป็นเหตุเป็นผล พอว่าท่านน่าจะจริงนะ
แต่มันยังไม่เห็นจริง
แต่เมื่ออาศัยอิทธิบาท ๔ สัมมัปปทาน ๔
อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ มรรคมีองค์แปด เป็นตัวเกื้อกูลสนับสนุน มันไม่ออกน่ะ มีแต่เข้า...เข้ามาที่ใจ เข้ามาที่กาย
เข้ามาที่นี้ ...นี่เป็นแรงสนับสนุนผลักดัน ซึ่งมาสู้กันกับสามตัวหลักคือ ราคะโทสะโมหะ
ที่มันจะออกนอก
ใครแน่กว่ากัน ...ถ้ามันแน่ก็เกิดตายๆๆๆๆๆ ถ้าทางนี้แน่กว่า
เกิดตายน้อยลงๆๆ จนไม่เกิด จนไม่ตาย
แล้วขณะที่มันกลับเข้ามาตรงนี้ๆๆ
มันจะเห็นอานิสงส์ของใจมากขึ้นๆๆ เห็นความมหัศจรรย์ของใจที่รู้ที่เห็นแค่นี้
มันครอบโลกครอบจักรวาลอย่างไร มันครอบคลุมสามโลกธาตุอย่างไร
มันอยู่เหนือสามโลกธาตุได้อย่างไร
เพราะนั้นยิ่งเข้ามาใกล้ ยิ่งไม่ทิ้งใจเลย
ไม่ห่างออกจากใจแม้แต่อณูนึงของจิต ...เพราะนั้นยิ่งอยู่กับใจมากขึ้นนานขึ้นเท่าไหร่นะ
แค่ขยับนิดนึง เคลื่อนนิดนึง ท่านรู้สึกเลยว่า...เป็นทุกข์ แค่อณูนึง เสี้ยวนึงของขณะจิตเรียกว่ามิลลิๆๆ
ของเซ็คกั้น ขณะนั้นท่านยังรู้สึกได้เลยว่าเป็นทุกข์
ไอ้นี่ออกไปจนข้ามภพข้ามชาติ
ข้ามไปล้านกิโลเมตรแล้ว มันยังหัวเราะสนุกสนานอยู่เลย ไม่เห็นทุกข์อยู่ตรงไหนเลย
ไม่มีความรู้สึกว่าเป็นทุกข์ โลกนี้ไม่เห็นเป็นทุกข์เลย ...ทำไมมันผิดกันลิบลับกับท่านที่แค่เสี้ยวของอณูนึงรู้สึกว่าเป็นทุกข์แล้วต้องรีบละเลย
เหมือนกันทุกคนน่ะ
ท่านก็เริ่มต้นเหมือนกับพวกเรานี่แหละ แต่ท่านทวนกลับๆๆ เข้ามาเรื่อยๆ
ด้วยความบากบั่น วิริยะ ตัวที่สนับสนุนคอยเป็นกำลังอยู่ก็คืออุปบารมี ๑๐
จนมันสนับสนุนจนเป็นปรมัตถบารมี ๑๐ รวมเป็นหนึ่งที่ใจดวงเดียวเท่านั้น
แล้วในระหว่างที่เดินทางเข้ามา
เสบียงกรังก็คือ โพธิปักขิยธรรม ๓๗ เป็นเสบียง เป็นอุปกรณ์
เป็นธรรมที่เกื้อกูลในองค์มรรค ...ถ้าขาดโพธิปักขิยธรรมนี่ มันจะล้า
มันจะอ่อนแรงไปตามลำดับเลย
เมื่อมันล้ามันอ่อนแรง ...ได้ช่องเมื่อไหร่ ราคะโทสะโมหะแทรก มันก็ไหลออก
ก่อเกิด...จิตล้านดวงมาเลย ...ไม่เหลือแค่จิตดวงเดียวคือผู้รู้
มีแต่จิตหลายดวง
นับไม่ถ้วน ...มีปัญหาทีเดียวหลายสิบเรื่องในขณะเดียวกันนี่ นั่นล่ะจิตกี่ดวง
ไปเกิดเป็นคนนั้นไปเกิดเป็นคนนี้ ไปเกิดเป็นตัวเราคนนั้น
ไปเกิดตัวเราข้างหน้าข้างหลังนี่เยอะแยะไปหมด ... นี่ จิตกี่ดวง
(ต่อแทร็ก 7/10 ช่วง 2)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น