พระอาจารย์
7/10 (550229B)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
29 กุมภาพันธ์ 2555
(ช่วง 2)
(หมายเหตุ : ต่อจาก แทร็ก 7/10 ช่วง 1
พระอาจารย์ – ทำไมมันไม่เหลือแค่จิตดวงเดียว ... นี่ เรื่องมันถึงมาก มันถึงหนัก เป็นภาระ
ทั้งที่ว่าขันธ์ห้าก็เป็นภาระในระดับที่ว่าพอตัวแล้ว
ยังมีภาระที่เป็นขันธ์นับล้านเลยน่ะ ที่มันสร้างขึ้นด้วยอุปาทาน ...มันถึงรู้สึกว่าหนัก แบก เครียด เป็นภาระยิ่ง เป็นทุกข์ยิ่ง
แต่เมื่อใดที่เหลือแค่จิตหนึ่ง
จิตดวงเดียว จิตผู้รู้ นั่นแหละจิตหนึ่ง จิตดวงเดียวน่ะ ... เรื่องมันจะค่อยๆ หดลงๆ
ภาระน้อยลง มันเหลือภาระเดียวคือขันธ์ห้า ย่นย่อลงเหลือแค่กาย เอาแค่นี้ก่อน
แล้วไม่ต้องกลัวในขันธ์ห้า อีกสี่ขันธ์มันก็อยู่ในกายนี่แหละ
มันไม่โผล่มาจากฟากฟ้าป่าหิมพานต์หรอก มันก็โผล่มาในกายนี่แหละ ...ถ้ารู้กายเห็นกายไม่ต้องกลัวหรอก
เห็นมั้ย เรื่องมันน้อยลงมั้ย ... เมื่อมันน้อยลงแล้ว มันจะเห็นขันธ์ห้าเดี๋ยวนี้ขณะนี้ได้ชัดเจนมั้ย
มันจะเห็นขันธ์ห้าเดี๋ยวนี้ขณะนี้ได้ตรงมั้ย ...แต่ที่มันเห็นไม่ตรง เห็นไม่ชัด
เพราะมันมีขันธ์อีกล้านขันธ์น่ะ ที่มันสร้างขึ้นเป็นมายาของจิต
นั่นเขาเรียกอุปาทานหมดแหละ ...แล้วจริงจังด้วยนะ จริง ไอ้นั่นก็เป็นเรื่อง ไอ้นี่ก็ยังไม่ได้ ไอ้นั่นก็ต้องทำ ไอ้นั่นก็ต้องไป
ไอ้นี่นะก็เดี๋ยวต้องจัดการอย่างนี้
เนี่ย มันจะเห็นขันธ์ตรงนี้ชัดมั้ยนี่ ...มันยังแยกไม่ออกเลยอันไหนเป็นขันธ์จริง
อันไหนเป็นขันธ์หลอก แต่มันเห็นว่าทั้งหมดนี่จริงหมด ไอ้นี่ไม่จริง มันเลยไม่อยู่
มันต้องฝ่าฟันอย่างนี้
ทบทวนกลับมาที่กายใจปัจจุบันอย่างนี้ แล้วก็ละทิ้งขันธ์ในอดีต ขันธ์ในอนาคต แล้วก็ขันธ์คนอื่นด้วย...ที่มันสร้างขึ้นในความคิดน่ะ
ให้มันเหลือขันธ์เดียว ให้มันเหลือแค่ขันธ์แค่ห้า
คือขันธ์ปัจจุบัน ...มีรึมันจะไม่ชัด มีรึมันจะไม่ตรง
มีรึมันจะไม่เห็นไตรลักษณ์ในขันธ์ห้า มีหรือมันจะไม่เข้าใจ
มีหรือมันจะไม่แจ้งในขันธ์ห้า ...ไม่มีหรอกถ้าทำอย่างนี้
แต่ถ้าไม่ทำอย่างนี้ก็ไม่แจ้ง
มันไปแจ้งในอุปาทานขันธ์ แจ้งยังไง...คือทำตามมันไง คิดว่าจะทำอะไรก็ทำ
แล้วก็ได้ผลของการกระทำตามความคิด ตามคำพูด
มันก็ได้ผลแค่ในโลกๆ ผลมันก็อยู่ในโลกนี้
แล้วเป็นผลที่สืบเนื่องต่อไปให้เกิดมาใหม่ในโลกหน้า เป็นอดีตเป็นอนาคตต่อไป
มีเวลาเป็นเครื่องรองรับ
แต่ผลของการที่รู้เห็นขันธ์ห้าตามความเป็นจริง
รู้เห็นจนแจ้งในขันธ์ห้าตามความเป็นจริง ผลคือไม่มีอะไร ไม่มีอะไรเหลือ
ไม่มีอะไรคงอยู่ เป็นสุญโญ เป็นสุญญตา เป็นของว่าง เป็นของที่ไม่มี
ดูเหมือนมี...แต่ไม่มี ดูเหมือนเป็น...แต่ไม่เป็น ดูเหมือนตั้งอยู่...แต่ไม่มีน้ำหนัก
นี่ผลของการแจ้งขันธ์ห้านะ
ไม่ได้แจ้งในอุปาทานขันธ์นะ ...ถ้าแจ้งในอุปาทานขันธ์ก็เป็นบุญเป็นบาป เป็นสุขเป็นทุกข์
อยู่ใต้อำนาจของบุญ-บาป สุข-ทุกข์
แต่อยู่ตรงนี้มันไม่มีอะไร ...ถ้ามันแจ้งขันธ์ห้าแล้วมันจะเห็นความไม่มีอะไร ที่มันเคยคิดว่ามี
ที่มันเคยเชื่อว่ามี ...ไม่มีน่ะ มันเห็นความจริงแล้วมันจะเห็นว่าไม่มี
เห็นขันธ์ห้าเป็นของว่างเปล่า
เมื่อใดที่มันเห็นขันธ์ห้าเป็นของว่างเปล่า
มันจะเห็นความว่างเปล่าทั้งสามโลกธาตุ เพราะขันธ์ห้านี่ก็มาจากสามโลกธาตุ
เป็นอันเดียวกัน
ดินน้ำไฟลมมาจากไหน
ความคิดความปรุงความแต่ง อารมณ์ในความคิด อารมณ์ในความปรุงแต่ง สัญญาความจำ
มาจากไหน...มาจากในสามโลกธาตุนี้ทั้งสิ้น
พระพุทธเจ้าถึงบอกให้แจ้งในขันธ์ห้านี้แหละแจ้งหมดทุกสรรพสิ่ง
เรียนมาน่ะก็ดี แต่พอเริ่มปฏิบัติแล้วต้องทิ้งหมด แม้แต่ความคิดยังทิ้งน่ะ
ความจำได้หมายรู้ทิ้งหมด ไม่เอามาข้องเลยในปัจจุบันขันธ์
ที่จะให้เกิดความยืดเยื้อไปในอดีตหรืออนาคต
ความรู้ต่างๆ
มันจะพาให้ยืดเยื้อออกไปในอดีตและอนาคต ...ความรู้ต่างๆ ที่เราเล่าเรียนมา ได้จำมา
ได้ฟังมา ...มันจะเกิดความต่อเนื่องไปไม่จบสิ้น ...ความรู้ต่างๆ ที่เราผูกไว้ เราสร้างไว้
มันจะก่อให้เกิดความเห็นนานัปการ ที่มันจะทำให้ไม่เกิดคำว่าหยุด
รู้จริงนิ่งเหมือนเป็นใบ้ นั่นน่ะรู้จริง ... รู้จริงนิ่งเป็นใบ้ คือแค่รู้ตรงนี้
รู้เฉยๆ ทุกอย่างเงียบหมด ไม่มีแม้แต่กระทั่งความเห็น ไม่มีแม้แต่กระทั่งความหมาย
ไม่มีแม้กระทั่งสมมุติภาษา ไม่มีแม้กระทั่งสมมุติและบัญญัติ ...นั่นน่ะท่านถึงว่ารู้จริงนิ่งเป็นใบ้
รู้ไม่จริงน่ะเสียงดัง มีแต่ความคิด ความเห็น
ความปรุง ความแต่ง แตกรากแขนงออกมานี่ยาวเหยียดเลย ละเอียดลออเลย ไม่จบไม่สิ้นน่ะ
ก่อเกิดก็ไม่จบไม่สิ้นเช่นเดียวกัน
ในการใช้ชีวิตน่ะ สติสำคัญที่สุด ...ระลึกบ่อยๆ ระลึกลงมาที่กายบ่อยๆ ให้รู้ว่ายืนเป็นยืน นั่งเป็นนั่ง เดินเป็นเดิน
ขยับเป็นขยับ ให้มันตรง…เป็นการชะลอ
ชะลออำนาจความหลง
ชะลออำนาจตัณหาอุปาทานที่มันแผ่พังพานขยายกระจายออกไปโดยความไม่รู้ตัว
อย่างน้อยมีสติระลึกกำลังทำอะไรตรงนี้
กาย...กลับมาอยู่กับกายปัจจุบัน เห็นกายปัจจุบัน นี่เป็นการชะลอ ให้มันหด
ไม่ให้มันมีอำนาจแล้วก็สะสมกำลังของตัณหาอุปาทาน ความทะยานอยาก
ความเผลอเพลินออกไปไกล
อย่างน้อยต้องอยู่ด้วยสติ
มีสติกำกับไว้ ระลึกไว้เสมอ จนเมื่อชัดเจนในสติ องค์สติดีแล้ว
ก็มาทำความแยบคายในกายใจ จำแนกกายออกจากใจ จำแนกกายออกจากรู้ ...จำแนกธรรมออกคนละส่วนกัน กายเป็นธรรมอันนึง ใจเป็นธรรมอันนึง
นั่นแหละ
มันถึงจะเรียกว่าเป็นปัญญาที่ละเอียดลึกซึ้งขึ้นมา ...แล้วอาศัยใจที่มันตั้งมั่นแล้ว
ให้มันเห็นกาย เห็นนามตามความเป็นจริง ด้วยอาการที่เรียกว่าปกติเฉยๆ อีกทีนึง
แต่ในลักษณะที่ว่ายังมีกิจธุรการงานจะต้องทำ
ภาระอะไรก็ตาม ...เอาสติเป็นตัวรักษา ระลึกรู้บ่อยๆ ไว้ เนืองๆ ไม่ให้มัน...เหมือนรถที่ขึ้นบนทางด่วนน่ะ
เหยียบร้อยกิโลโดยไม่เหยียบเบรกน่ะ
เพราะนั้นตัวสติเหมือนเบรก ให้มันชะลอไว้
เดี๋ยวรถมันจะคว่ำน่ะ ไม่คว่ำก็ตกทาง ...เพราะว่าในขณะที่มันขึ้นบนไฮเวย์น่ะ
มันมีแต่เป้าหมายที่มันมุ่งไปข้างหน้า
คือพูดง่ายๆ มันมีแต่เหยียบคันเร่ง
มันไม่เคยเหยียบเบรกหรอก นี่คือตัณหาอุปาทาน คือไม่สนใจที่จะหยุดอะไรกับอะไรเลย ...มันจะไปท่าเดียวน่ะ
เพราะนั้นพอสติปึ๊บนี่
มันก็ขัดอกขัดใจพ่อตาแม่ยายมันหน่อย พอกลับมารู้ตัวมันก็รู้สึกขัดอกขัดใจ แหม
กูกำลังแล่น โลดแล่นไปเลย มาหยุดชะงัก เหมือนหยุดชะงัก...บ่อยๆ จนเคยชิน
เหมือนเป็นนิสัย
นี่เรียกว่าเป็นการกำราบเบื้องต้นนะ ...แล้วความละเอียดแยบคายด้วยความโยนิโสในกายใจค่อยตามมาทีหลัง...ในการที่จะเห็นขันธ์ห้าเป็นไตรลักษณ์
เห็นกายใจตามความเป็นจริง
จนถึงขั้นละขั้นวาง ขั้นหลุด ขั้นพ้น ขั้นปล่อย
ขั้นคืนสู่ธรรมชาติ คืนทุกสิ่งทุกอย่างสู่ธรรมชาติเดิท ...นั่นน่ะคือขั้นที่ปล่อยวางภาระ
เพราะนั้นเมื่อมีโอกาส มีเหตุปัจจัยอันควร
ในเวลานี้ขณะนี้ เพียรเพ่งลงที่กายใจที่เดียว เรื่องที่แล้ว...จบ ไม่ต้องคิด
จะทำอะไรต่อข้างหน้า...วันข้างหน้า...ไม่สน
รู้ตรงนี้ถือว่าเป็นที่ที่ควรแล้ว ที่ควรจะอยู่ที่ตรงนี้...ก็อยู่ตรงนี้จริงๆ ไม่ใช่อยู่ตรงนี้แค่กาย...ใจไปไหนไม่รู้
กิเลสความอยากความหมายมั่นในสิ่งที่มันคว้าไว้
หรือแม้แต่มรรคผลนิพพานน่ะ ...พอเริ่มปฏิบัติมันก็วิ่งไปถึงนิพพานไปนู่น
จิตมันปรุงไปก่อนแล้ว...ไม่เอาอ่ะ จำกัดสิทธิ
จำกัดสิทธิของจิตที่มันโลดแล่นไปในอดีต-อนาคต ไม่มีเวล่ำเวลา
ไม่มีที่หยุดที่ยั้งของมันได้ ...นี่ ต้องจำกัดสิทธิให้มันอยู่ตรงนี้คือกาย
สิทธิที่มันเคยได้ด้วยความเผลอเพลิน
ถือว่าจบไปแล้ว...คุณไม่ได้สิทธิ์นั้นแล้ว นี่คืออำนาจของที่ที่เป็นมงคล
ต้องจำกัดสิทธิ์ไว้ ให้อยู่ที่กายใจเท่านั้น
ดูเหมือนบังคับก็ต้องบังคับ
ดูเหมือนห้ามก็ต้องห้าม ห้ามความคิด ไม่คิดต่อ ... ห้ามต่อ ห้ามเติม ห้ามเพิ่ม ห้ามลด แต่ไม่ห้ามอย่างเดียว...คือไม่ห้ามรู้
รู้เข้าไป อยู่ตรงนี้
ให้รู้มันรวมลงอยู่ที่นี้ ...มันรวมที่นี้ไม่ได้ด้วยตัวของมันเอง
ให้รวมอยู่ที่กายนี้ก่อน อยู่กับกายนี้ก่อน เดี๋ยวรู้มันจะรวมอยู่ของมันเอง
เมื่อมันรวมรู้ในตัวของมันเองได้แล้วก็ง่าย
ไม่ต้องอาศัยกายเป็นเครื่องระลึก มันก็รวมรู้ได้เอง ตั้งมั่นขึ้นมาอยู่ตรงนั้น ...แล้วเมื่ออยู่ที่ตรงนั้นแล้วมันจะเห็นเอง
มันจะเกิดความเห็นตามมา
มันไม่ได้เห็นด้วยความคิด มันไม่ได้เห็นตามมาด้วยความจำ ... แต่มันเห็นด้วยใจรู้ มันจะเห็นขันธ์ไปๆ มาๆ
มันจะเห็นขันธ์เข้าๆ ออกๆ มันจะเห็นกิเลสไปๆ มาๆ มันจะเห็นกิเลสเกิดๆ ดับๆ ...มันเห็นของมันเอง
แต่ต้องอาศัยใจที่มันตั้งมั่น อยู่ในที่ที่มันควร แล้วไม่ส่ายแส่ไปมา ... เป็นหนึ่งอยู่ที่ใจอยู่ที่จิต จิตกับใจรวมกันเป็นหนึ่ง
ไม่เป็นสองสามสี่ห้าสิบร้อย ไม่มีประมาณ นั่นไม่ใช่ ...ไอ้อย่างนั้นน่ะไม่มีทางหรอกที่จะเห็นความเป็นจริง
มั่ว มีแต่ความคิดความเห็นน่ะมั่ว
ให้มันเหลือจิตหนึ่งคือจิตตั้งมั่น
จิตเดียว คือจิตตั้งมั่น แล้วก็รู้อยู่กับจิตตั้งมั่นนั่นแหละ
มันจึงจะเห็นด้วยญาณทัสสนะ แจ่มชัด แจ่มใสอยู่ภายใน ... ตื่น มันจะตื่น เห็นขึ้น แจ้งขึ้นอยู่ข้างในนั่นแหละ
โดยไม่ไปเดือดร้อนกับขันธ์เท่าไหร่
พอมันเริ่มไปเดือดร้อนกับขันธ์ หรือเริ่มอะไร ...ให้รู้ไว้เลย ตั้งมั่นให้มั่น ตั้งให้มั่นๆ ... อย่าคิด อย่าหา อย่าแก้ อย่าหนี เพราะจิตมันจะเริ่มไม่ตั้งมั่นแล้ว
เมื่อใดที่มันเกิดความเห็นใดความเห็นหนึ่ง หรือว่าเกิดอาการที่เข้าไปยึด
เข้าไปถือมั่นเมื่อไหร่ จิตมันจะเริ่มไม่ตั้งมั่น คือมันจะส่าย ...ก็ต้องให้ตั้งมั่น
ให้มั่นๆ มันจะส่ายมากขึ้นๆ
เพราะคิดเพราะปรุง
ไปดูเอา ฝึกเอา ... ฝึกเอาเอง เรื่องพวกนี้ ...ม้าใครม้ามัน ม้าใครพยศก็ต้องมีวิธีของตัวเอง
ต้องเรียนรู้ว่าจะแก้พยศด้วยวิธีการใด สอนกันไม่ได้ ไม่เหมือนกัน ปฏิบัติก็ไม่เหมือนกัน ...แต่ว่ามันมีร่องเดียวกันอยู่แค่นี้แหละ
แต่ว่าการจะเข้าใจมันหรืออบรมจิตอย่างไรมันจะอยู่มือ
อยู่ในกำมือของสติสมาธิปัญญาได้ คือไม่หวั่นไหวไปตามอาการ ...แล้วแต่อุบาย ด่ามันมั่ง ชมมันบ้างก็มี บางคนก็...
“มึงอยากไปตายรึไง มึงคิดไม่อยากหยุด มึงจะไปหานรกเกิดรึไง รู้อยู่นี้ทำไมไม่รู้
คิดไปทำไม” นี่ บางทีก็ต้องมี
แล้วแต่นะ
เราไม่ได้บอกว่าต้องทำอย่างนี้ บางทีนิสัยบางคนก็ต้องด่า “คิดอีกแล้ว ไอ้ห่าเอ้ย
มึงคิดทำไมนักหนา มึงคิดแล้วมึงจะได้มรรคผลรึไง ไม่เอาโว้ย” แต่บางคนก็นุ่มนวล แค่รู้เบาๆ ...แล้วแต่สันดาน
อุปนิสัย วาสนาเคยทำมาอย่างไร แต่ว่ามันต้องมีวิธีการของตัวเอง
เพื่ออะไร เพื่อให้มันหยุดอยู่ในปัจจุบัน ...เอาแค่นี้พอดี อย่าให้มันเกินจากเดี๋ยวนี้ออกไป เพราะบางทีถ้าปล่อยเพลิน ปล่อยให้มันคลายออกแล้ว ความลอย ความไหล โดยความเนียนๆ
น่ะ มันจะเนียนๆ น่ะ จูงกายจูงใจหายไป
“อ้าว หายไปไหนแล้ววะ” หายไปตอนไหนก็ไม่รู้เลยนะอย่างนี้ มันเนียนน่ะ ไหล โมหะน่ะมันแทรกซึม
มันพาให้กายใจที่รู้อยู่ตั้งมั่นอยู่กับกายใจในปัจจุบันหายไป
ก็ไม่มีความสุข ก็ไม่มีความทุกข์ แล้วมันหายไปได้ตอนไหน ... เขาเรียกว่าเลื่อนลอย ไหล เหมือนน้ำนองเอ่อไปอย่างนี้ ไม่รู้เนื้อรู้ตัว
มันไม่ใช่น้ำป่า ซัดมาบ้านพังอย่างนี้ ไอ้อย่างนั้นน่ะชัด ใช่มั้ย เจออะไรกระทบปุ๊บนี่ แล้วมันหายไปกับอารมณ์นั้นก็ชัด ...แต่ไอ้นี่มันเป็นน้ำนอง “อะไรวะ บ้านกูจมหายไปตอนไหนยังไม่รู้เลย” มันเป็นอย่างนี้
เรียนรู้เอา ... ปัญญามันก็สอบทาน สังเกต
ถี่ถ้วน รอบคอบในตัวกายใจเดี๋ยวนี้ อาการไปอาการมาของมัน หายไปอย่างไร ...อย่าเบื่อ
อย่าท้อ อย่าตำหนิ
อย่ากล่าวโทษมัน อย่ากล่าวโทษตัวเอง ...ให้ด่าตัวเอง (หัวเราะ) คือด่าว่าคิดอีกแล้ว จะคิดหาวิมานอะไร
แต่อย่าไปกล่าวตำหนิติโทษว่าทำไมถึงเป็นอย่างนี้อีกแล้วๆ มันจะเกิดความอ่อนแอท้อถอย ...มันจะอ่อนแอท้อถอยในโชคชะตา มันคิดเอาเองของมันอย่างนั้น
เตือนมันสอนมันๆ ...คิดมากก็เกิด-ตายมาก
คิดมากก็มาเกิดมาตายมาก ไม่คิดมาก ไม่ปรุงแต่งมากก็เกิด-ตายน้อย สอนมันไว้ หลงมากก็เกิดมาก
เพลินไปมากก็เกิดมากไม่จบไม่สิ้น ไม่หลงไม่เพลินนั่นแหละ
อยู่ในที่อันเดียวตรงนี้ให้ชัด
เอาจนมันชัดอยู่ในเดี๋ยวนี้
ให้เดี๋ยวนี้มันชัด ให้ขณะนี้มันชัด ชัดอยู่แค่ขณะนี้...ขณะอื่นไม่สน
ขณะที่ยังไม่เกิด...ไม่สน ขณะที่ดับไปแล้ว...ไม่สน
ให้มันเหลือแค่ชัดอยู่ในขณะนี้
เดี๋ยวนี้ ตอนนี้ นั่นแหละ ทุกอย่างมันจะใส กระจ่างขึ้นตรงนี้เองแหละ ...ความกระจ่างมันก็อยู่แค่ตรงนี้เองแหละ ความแจ้งคือว่ากระจ่างแจ้ง ก็แจ้งอยู่ตรงนี้
ไอ้ที่มันไม่แจ้งเพราะมันไปแจ้งในที่อื่น ...ไอ้ที่ที่ไม่ควรไปแจ้งก็ทำไปให้มันแจ้งทำไม อดีต-อนาคตน่ะ มันไม่จริงหรอก
หาความจริงไม่ได้หรอก หาความไม่แน่นอนไม่ได้ มันแปรปรวน มันเปลี่ยนแปลง มันไม่แน่
มันมีเหตุปัจจัยล้านแปดประการที่จะทำให้มันไม่แน่นอนได้ อย่าไปหาความจริงมันเลย ... แต่เนี้ย
ถ้ามันรวมลงปัจจุบัน มันจะชัดเจนเลยว่าความจริงมีเหลือแค่นี้ ...มันแจ้งเอง
ภาวนามันสั้น...สั้นแค่นี้เอง
ไม่ใช่พูดเล่นนะ สั้นแค่นี้เองนะ ...ไอ้ที่มันไม่สั้นเพราะมันไม่แค่นี้เองไง
มันจะเอานั้นเอาโน้นๆๆๆ มันไม่จบ ...ถึงบอกว่าสั้นแค่นี้เองนะ
แต่แค่นี้เอง เนี่ย โอ้โห
นับภพนับชาติไม่ถ้วนกว่าจะรวมลงในแค่นี้เองน่ะ แล้วมาเห็นแค่นี้เอง...ว่าเป็นธรรมที่เกิดขึ้นแล้วดับไป
ไม่มีตัวไม่มีตน ...ก็แค่เนี้ย
พากเพียรมาหลายอสงไขยน่ะ ที่จะมารู้อยู่แค่นี้เอง
มาปฏิบัติอยู่แค่นี้เอง มาเห็นแจ้งในแค่นี้เอง ...ปัจจุปปันนัญจะ
โย ธัมมัง, ตัตถะ
ตัตถะ วิปัสสะติ...แค่นี้เอง
ไม่ได้อื่นเลย
แต่ถูกหลอกล่อปั่นหัวด้วยอำนาจตัณหาอุปาทาน...จนห่างจากแค่นี้ไปไกลลิบโลกลิบลับไปเลย ... กว่าจะถอน กว่าจะถอย กว่าจะมาอยู่
กว่าจะหยุด กว่าจะมาอยู่กับแค่นี้เองนี่...รากเลือด
เอ้า
เอาแล้ว ไป ฝึกต่อ ...ดูกันไป กายใครกายมัน ใจใครใจมัน รู้ใครรู้มัน ... เรื่องคนอื่นไม่ต้องไปรู้เขา รู้แต่เรื่องของตัวเอง
กายกำลังยืนก็ให้รู้ว่ากำลังยืนอยู่ ...นั่นรู้เรื่องตัวเอง
กลับมาดูตัวเอง
คิดดีคิดร้ายคิดชั่วคิดไม่ชั่ว ไม่ต้องอายตัวเอง ดูมันไป ขยับนิดเขยื้อนหน่อย
แม้แต่ความรู้สึกนิดๆ หน่อยๆ สังเกตให้ถี่ถ้วน ให้ทัน ...อย่าไปอาย
อย่าไปละเลยในการที่ว่า “เออ นิดๆ หน่อยๆ ไม่ต้องไปดูมันหรอก ปล่อยมันไป”
อย่าปล่อยให้ผ่าน
สติสมาธิปัญญา...ที่มันจะถี่ถ้วนลงไปว่า...อ๋อ แค่เกิดอะไรขยับขึ้นนิดนึง
หรือว่ามีอารมณ์นิดนึง ถี่ถ้วนลงไป...ให้เห็นทัน ...ไม่ได้ทำอะไรหรอก
ไม่ได้ไปวิเคราะห์วิจารณ์หรอก ...ให้เห็นทันมัน ชัดๆ ตรงนั้น
เมื่อเห็นชัดตรงนั้นแล้วมันเห็นความดับไป พั่บ หายไป
โดยที่ไม่มีตัวตนหลงเหลืออยู่เลย ...มันจะเรียนรู้ความเป็นอนัตตาไปในตัวของมันเอง
............................
