วันอังคารที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2557

แทร็ก 7/10 (2)




พระอาจารย์

7/10 (550229B)

(แทร็กชุดต่อเนื่อง)

29 กุมภาพันธ์ 2555

(ช่วง 2)


(หมายเหตุ :  ต่อจาก แทร็ก 7/10 ช่วง 1


พระอาจารย์ –  ทำไมมันไม่เหลือแค่จิตดวงเดียว ... นี่ เรื่องมันถึงมาก มันถึงหนัก เป็นภาระ 

ทั้งที่ว่าขันธ์ห้าก็เป็นภาระในระดับที่ว่าพอตัวแล้ว ยังมีภาระที่เป็นขันธ์นับล้านเลยน่ะ ที่มันสร้างขึ้นด้วยอุปาทาน ...มันถึงรู้สึกว่าหนัก แบก เครียด เป็นภาระยิ่ง เป็นทุกข์ยิ่ง

แต่เมื่อใดที่เหลือแค่จิตหนึ่ง จิตดวงเดียว จิตผู้รู้  นั่นแหละจิตหนึ่ง จิตดวงเดียวน่ะ ... เรื่องมันจะค่อยๆ หดลงๆ ภาระน้อยลง  มันเหลือภาระเดียวคือขันธ์ห้า ย่นย่อลงเหลือแค่กาย เอาแค่นี้ก่อน 

แล้วไม่ต้องกลัวในขันธ์ห้า อีกสี่ขันธ์มันก็อยู่ในกายนี่แหละ มันไม่โผล่มาจากฟากฟ้าป่าหิมพานต์หรอก มันก็โผล่มาในกายนี่แหละ ...ถ้ารู้กายเห็นกายไม่ต้องกลัวหรอก

เห็นมั้ย เรื่องมันน้อยลงมั้ย ... เมื่อมันน้อยลงแล้ว มันจะเห็นขันธ์ห้าเดี๋ยวนี้ขณะนี้ได้ชัดเจนมั้ย มันจะเห็นขันธ์ห้าเดี๋ยวนี้ขณะนี้ได้ตรงมั้ย ...แต่ที่มันเห็นไม่ตรง เห็นไม่ชัด เพราะมันมีขันธ์อีกล้านขันธ์น่ะ ที่มันสร้างขึ้นเป็นมายาของจิต  

นั่นเขาเรียกอุปาทานหมดแหละ ...แล้วจริงจังด้วยนะ จริง ไอ้นั่นก็เป็นเรื่อง ไอ้นี่ก็ยังไม่ได้ ไอ้นั่นก็ต้องทำ ไอ้นั่นก็ต้องไป ไอ้นี่นะก็เดี๋ยวต้องจัดการอย่างนี้ 

เนี่ย มันจะเห็นขันธ์ตรงนี้ชัดมั้ยนี่ ...มันยังแยกไม่ออกเลยอันไหนเป็นขันธ์จริง อันไหนเป็นขันธ์หลอก  แต่มันเห็นว่าทั้งหมดนี่จริงหมด ไอ้นี่ไม่จริง มันเลยไม่อยู่

มันต้องฝ่าฟันอย่างนี้ ทบทวนกลับมาที่กายใจปัจจุบันอย่างนี้ แล้วก็ละทิ้งขันธ์ในอดีต ขันธ์ในอนาคต แล้วก็ขันธ์คนอื่นด้วย...ที่มันสร้างขึ้นในความคิดน่ะ 

ให้มันเหลือขันธ์เดียว ให้มันเหลือแค่ขันธ์แค่ห้า คือขันธ์ปัจจุบัน ...มีรึมันจะไม่ชัด มีรึมันจะไม่ตรง มีรึมันจะไม่เห็นไตรลักษณ์ในขันธ์ห้า  มีหรือมันจะไม่เข้าใจ มีหรือมันจะไม่แจ้งในขันธ์ห้า ...ไม่มีหรอกถ้าทำอย่างนี้

แต่ถ้าไม่ทำอย่างนี้ก็ไม่แจ้ง มันไปแจ้งในอุปาทานขันธ์ แจ้งยังไง...คือทำตามมันไง คิดว่าจะทำอะไรก็ทำ แล้วก็ได้ผลของการกระทำตามความคิด ตามคำพูด  

มันก็ได้ผลแค่ในโลกๆ ผลมันก็อยู่ในโลกนี้ แล้วเป็นผลที่สืบเนื่องต่อไปให้เกิดมาใหม่ในโลกหน้า เป็นอดีตเป็นอนาคตต่อไป มีเวลาเป็นเครื่องรองรับ

แต่ผลของการที่รู้เห็นขันธ์ห้าตามความเป็นจริง รู้เห็นจนแจ้งในขันธ์ห้าตามความเป็นจริง ผลคือไม่มีอะไร ไม่มีอะไรเหลือ ไม่มีอะไรคงอยู่ เป็นสุญโญ เป็นสุญญตา เป็นของว่าง เป็นของที่ไม่มี 

ดูเหมือนมี...แต่ไม่มี ดูเหมือนเป็น...แต่ไม่เป็น ดูเหมือนตั้งอยู่...แต่ไม่มีน้ำหนัก

นี่ผลของการแจ้งขันธ์ห้านะ ไม่ได้แจ้งในอุปาทานขันธ์นะ ...ถ้าแจ้งในอุปาทานขันธ์ก็เป็นบุญเป็นบาป เป็นสุขเป็นทุกข์ อยู่ใต้อำนาจของบุญ-บาป สุข-ทุกข์

แต่อยู่ตรงนี้มันไม่มีอะไร ...ถ้ามันแจ้งขันธ์ห้าแล้วมันจะเห็นความไม่มีอะไร  ที่มันเคยคิดว่ามี ที่มันเคยเชื่อว่ามี ...ไม่มีน่ะ  มันเห็นความจริงแล้วมันจะเห็นว่าไม่มี เห็นขันธ์ห้าเป็นของว่างเปล่า 

เมื่อใดที่มันเห็นขันธ์ห้าเป็นของว่างเปล่า มันจะเห็นความว่างเปล่าทั้งสามโลกธาตุ  เพราะขันธ์ห้านี่ก็มาจากสามโลกธาตุ เป็นอันเดียวกัน  

ดินน้ำไฟลมมาจากไหน ความคิดความปรุงความแต่ง อารมณ์ในความคิด อารมณ์ในความปรุงแต่ง สัญญาความจำ มาจากไหน...มาจากในสามโลกธาตุนี้ทั้งสิ้น

พระพุทธเจ้าถึงบอกให้แจ้งในขันธ์ห้านี้แหละแจ้งหมดทุกสรรพสิ่ง 


เรียนมาน่ะก็ดี แต่พอเริ่มปฏิบัติแล้วต้องทิ้งหมด แม้แต่ความคิดยังทิ้งน่ะ ความจำได้หมายรู้ทิ้งหมด ไม่เอามาข้องเลยในปัจจุบันขันธ์ ที่จะให้เกิดความยืดเยื้อไปในอดีตหรืออนาคต

ความรู้ต่างๆ มันจะพาให้ยืดเยื้อออกไปในอดีตและอนาคต ...ความรู้ต่างๆ ที่เราเล่าเรียนมา ได้จำมา ได้ฟังมา ...มันจะเกิดความต่อเนื่องไปไม่จบสิ้น ...ความรู้ต่างๆ ที่เราผูกไว้ เราสร้างไว้ มันจะก่อให้เกิดความเห็นนานัปการ ที่มันจะทำให้ไม่เกิดคำว่าหยุด

รู้จริงนิ่งเหมือนเป็นใบ้ นั่นน่ะรู้จริง ... รู้จริงนิ่งเป็นใบ้ คือแค่รู้ตรงนี้ รู้เฉยๆ ทุกอย่างเงียบหมด ไม่มีแม้แต่กระทั่งความเห็น ไม่มีแม้แต่กระทั่งความหมาย ไม่มีแม้กระทั่งสมมุติภาษา ไม่มีแม้กระทั่งสมมุติและบัญญัติ ...นั่นน่ะท่านถึงว่ารู้จริงนิ่งเป็นใบ้

รู้ไม่จริงน่ะเสียงดัง มีแต่ความคิด ความเห็น ความปรุง ความแต่ง แตกรากแขนงออกมานี่ยาวเหยียดเลย ละเอียดลออเลย ไม่จบไม่สิ้นน่ะ ก่อเกิดก็ไม่จบไม่สิ้นเช่นเดียวกัน

ในการใช้ชีวิตน่ะ สติสำคัญที่สุด ...ระลึกบ่อยๆ ระลึกลงมาที่กายบ่อยๆ ให้รู้ว่ายืนเป็นยืน นั่งเป็นนั่ง เดินเป็นเดิน ขยับเป็นขยับ ให้มันตรงเป็นการชะลอ ชะลออำนาจความหลง ชะลออำนาจตัณหาอุปาทานที่มันแผ่พังพานขยายกระจายออกไปโดยความไม่รู้ตัว

อย่างน้อยมีสติระลึกกำลังทำอะไรตรงนี้ กาย...กลับมาอยู่กับกายปัจจุบัน เห็นกายปัจจุบัน นี่เป็นการชะลอ ให้มันหด ไม่ให้มันมีอำนาจแล้วก็สะสมกำลังของตัณหาอุปาทาน ความทะยานอยาก ความเผลอเพลินออกไปไกล

อย่างน้อยต้องอยู่ด้วยสติ มีสติกำกับไว้ ระลึกไว้เสมอ  จนเมื่อชัดเจนในสติ องค์สติดีแล้ว ก็มาทำความแยบคายในกายใจ จำแนกกายออกจากใจ จำแนกกายออกจากรู้ ...จำแนกธรรมออกคนละส่วนกัน กายเป็นธรรมอันนึง ใจเป็นธรรมอันนึง

นั่นแหละ มันถึงจะเรียกว่าเป็นปัญญาที่ละเอียดลึกซึ้งขึ้นมา ...แล้วอาศัยใจที่มันตั้งมั่นแล้ว ให้มันเห็นกาย เห็นนามตามความเป็นจริง ด้วยอาการที่เรียกว่าปกติเฉยๆ อีกทีนึง

แต่ในลักษณะที่ว่ายังมีกิจธุรการงานจะต้องทำ ภาระอะไรก็ตาม ...เอาสติเป็นตัวรักษา ระลึกรู้บ่อยๆ ไว้ เนืองๆ ไม่ให้มัน...เหมือนรถที่ขึ้นบนทางด่วนน่ะ เหยียบร้อยกิโลโดยไม่เหยียบเบรกน่ะ 

เพราะนั้นตัวสติเหมือนเบรก ให้มันชะลอไว้ เดี๋ยวรถมันจะคว่ำน่ะ ไม่คว่ำก็ตกทาง ...เพราะว่าในขณะที่มันขึ้นบนไฮเวย์น่ะ มันมีแต่เป้าหมายที่มันมุ่งไปข้างหน้า 

คือพูดง่ายๆ มันมีแต่เหยียบคันเร่ง มันไม่เคยเหยียบเบรกหรอก  นี่คือตัณหาอุปาทาน คือไม่สนใจที่จะหยุดอะไรกับอะไรเลย ...มันจะไปท่าเดียวน่ะ

เพราะนั้นพอสติปึ๊บนี่ มันก็ขัดอกขัดใจพ่อตาแม่ยายมันหน่อย  พอกลับมารู้ตัวมันก็รู้สึกขัดอกขัดใจ แหม กูกำลังแล่น โลดแล่นไปเลย มาหยุดชะงัก เหมือนหยุดชะงัก...บ่อยๆ จนเคยชิน เหมือนเป็นนิสัย

นี่เรียกว่าเป็นการกำราบเบื้องต้นนะ ...แล้วความละเอียดแยบคายด้วยความโยนิโสในกายใจค่อยตามมาทีหลัง...ในการที่จะเห็นขันธ์ห้าเป็นไตรลักษณ์ เห็นกายใจตามความเป็นจริง 

จนถึงขั้นละขั้นวาง ขั้นหลุด ขั้นพ้น ขั้นปล่อย ขั้นคืนสู่ธรรมชาติ คืนทุกสิ่งทุกอย่างสู่ธรรมชาติเดิท ...นั่นน่ะคือขั้นที่ปล่อยวางภาระ

เพราะนั้นเมื่อมีโอกาส มีเหตุปัจจัยอันควร ในเวลานี้ขณะนี้ เพียรเพ่งลงที่กายใจที่เดียว เรื่องที่แล้ว...จบ ไม่ต้องคิด จะทำอะไรต่อข้างหน้า...วันข้างหน้า...ไม่สน  

รู้ตรงนี้ถือว่าเป็นที่ที่ควรแล้ว ที่ควรจะอยู่ที่ตรงนี้...ก็อยู่ตรงนี้จริงๆ  ไม่ใช่อยู่ตรงนี้แค่กาย...ใจไปไหนไม่รู้

กิเลสความอยากความหมายมั่นในสิ่งที่มันคว้าไว้ หรือแม้แต่มรรคผลนิพพานน่ะ ...พอเริ่มปฏิบัติมันก็วิ่งไปถึงนิพพานไปนู่น จิตมันปรุงไปก่อนแล้ว...ไม่เอาอ่ะ จำกัดสิทธิ 

จำกัดสิทธิของจิตที่มันโลดแล่นไปในอดีต-อนาคต ไม่มีเวล่ำเวลา ไม่มีที่หยุดที่ยั้งของมันได้ ...นี่ ต้องจำกัดสิทธิให้มันอยู่ตรงนี้คือกาย

สิทธิที่มันเคยได้ด้วยความเผลอเพลิน ถือว่าจบไปแล้ว...คุณไม่ได้สิทธิ์นั้นแล้ว  นี่คืออำนาจของที่ที่เป็นมงคล ต้องจำกัดสิทธิ์ไว้ ให้อยู่ที่กายใจเท่านั้น  

ดูเหมือนบังคับก็ต้องบังคับ ดูเหมือนห้ามก็ต้องห้าม ห้ามความคิด ไม่คิดต่อ ... ห้ามต่อ ห้ามเติม ห้ามเพิ่ม ห้ามลด  แต่ไม่ห้ามอย่างเดียว...คือไม่ห้ามรู้

รู้เข้าไป อยู่ตรงนี้ ให้รู้มันรวมลงอยู่ที่นี้ ...มันรวมที่นี้ไม่ได้ด้วยตัวของมันเอง ให้รวมอยู่ที่กายนี้ก่อน อยู่กับกายนี้ก่อน เดี๋ยวรู้มันจะรวมอยู่ของมันเอง  

เมื่อมันรวมรู้ในตัวของมันเองได้แล้วก็ง่าย ไม่ต้องอาศัยกายเป็นเครื่องระลึก มันก็รวมรู้ได้เอง ตั้งมั่นขึ้นมาอยู่ตรงนั้น ...แล้วเมื่ออยู่ที่ตรงนั้นแล้วมันจะเห็นเอง มันจะเกิดความเห็นตามมา 

มันไม่ได้เห็นด้วยความคิด มันไม่ได้เห็นตามมาด้วยความจำ ... แต่มันเห็นด้วยใจรู้ มันจะเห็นขันธ์ไปๆ มาๆ มันจะเห็นขันธ์เข้าๆ ออกๆ มันจะเห็นกิเลสไปๆ มาๆ มันจะเห็นกิเลสเกิดๆ ดับๆ ...มันเห็นของมันเอง

แต่ต้องอาศัยใจที่มันตั้งมั่น อยู่ในที่ที่มันควร แล้วไม่ส่ายแส่ไปมา ... เป็นหนึ่งอยู่ที่ใจอยู่ที่จิต จิตกับใจรวมกันเป็นหนึ่ง ไม่เป็นสองสามสี่ห้าสิบร้อย ไม่มีประมาณ นั่นไม่ใช่ ...ไอ้อย่างนั้นน่ะไม่มีทางหรอกที่จะเห็นความเป็นจริง มั่ว มีแต่ความคิดความเห็นน่ะมั่ว

ให้มันเหลือจิตหนึ่งคือจิตตั้งมั่น จิตเดียว คือจิตตั้งมั่น แล้วก็รู้อยู่กับจิตตั้งมั่นนั่นแหละ มันจึงจะเห็นด้วยญาณทัสสนะ แจ่มชัด แจ่มใสอยู่ภายใน ... ตื่น มันจะตื่น เห็นขึ้น แจ้งขึ้นอยู่ข้างในนั่นแหละ โดยไม่ไปเดือดร้อนกับขันธ์เท่าไหร่

พอมันเริ่มไปเดือดร้อนกับขันธ์ หรือเริ่มอะไร ...ให้รู้ไว้เลย ตั้งมั่นให้มั่น ตั้งให้มั่นๆ ... อย่าคิด อย่าหา อย่าแก้ อย่าหนี  เพราะจิตมันจะเริ่มไม่ตั้งมั่นแล้ว 

เมื่อใดที่มันเกิดความเห็นใดความเห็นหนึ่ง หรือว่าเกิดอาการที่เข้าไปยึด เข้าไปถือมั่นเมื่อไหร่  จิตมันจะเริ่มไม่ตั้งมั่น คือมันจะส่าย ...ก็ต้องให้ตั้งมั่น ให้มั่นๆ  มันจะส่ายมากขึ้นๆ เพราะคิดเพราะปรุง

ไปดูเอา ฝึกเอา ...  ฝึกเอาเอง เรื่องพวกนี้ ...ม้าใครม้ามัน  ม้าใครพยศก็ต้องมีวิธีของตัวเอง ต้องเรียนรู้ว่าจะแก้พยศด้วยวิธีการใด  สอนกันไม่ได้ ไม่เหมือนกัน  ปฏิบัติก็ไม่เหมือนกัน ...แต่ว่ามันมีร่องเดียวกันอยู่แค่นี้แหละ

แต่ว่าการจะเข้าใจมันหรืออบรมจิตอย่างไรมันจะอยู่มือ อยู่ในกำมือของสติสมาธิปัญญาได้ คือไม่หวั่นไหวไปตามอาการ ...แล้วแต่อุบาย ด่ามันมั่ง ชมมันบ้างก็มี บางคนก็... “มึงอยากไปตายรึไง มึงคิดไม่อยากหยุด มึงจะไปหานรกเกิดรึไง รู้อยู่นี้ทำไมไม่รู้ คิดไปทำไม”  นี่ บางทีก็ต้องมี

แล้วแต่นะ เราไม่ได้บอกว่าต้องทำอย่างนี้ บางทีนิสัยบางคนก็ต้องด่า “คิดอีกแล้ว ไอ้ห่าเอ้ย มึงคิดทำไมนักหนา มึงคิดแล้วมึงจะได้มรรคผลรึไง ไม่เอาโว้ย”  แต่บางคนก็นุ่มนวล แค่รู้เบาๆ ...แล้วแต่สันดาน อุปนิสัย วาสนาเคยทำมาอย่างไร  แต่ว่ามันต้องมีวิธีการของตัวเอง

เพื่ออะไร  เพื่อให้มันหยุดอยู่ในปัจจุบัน ...เอาแค่นี้พอดี อย่าให้มันเกินจากเดี๋ยวนี้ออกไป  เพราะบางทีถ้าปล่อยเพลิน ปล่อยให้มันคลายออกแล้ว ความลอย ความไหล โดยความเนียนๆ น่ะ มันจะเนียนๆ น่ะ จูงกายจูงใจหายไป 

“อ้าว หายไปไหนแล้ววะ”  หายไปตอนไหนก็ไม่รู้เลยนะอย่างนี้  มันเนียนน่ะ ไหล โมหะน่ะมันแทรกซึม มันพาให้กายใจที่รู้อยู่ตั้งมั่นอยู่กับกายใจในปัจจุบันหายไป

ก็ไม่มีความสุข ก็ไม่มีความทุกข์ แล้วมันหายไปได้ตอนไหน ... เขาเรียกว่าเลื่อนลอย ไหล เหมือนน้ำนองเอ่อไปอย่างนี้ ไม่รู้เนื้อรู้ตัว  

มันไม่ใช่น้ำป่า ซัดมาบ้านพังอย่างนี้  ไอ้อย่างนั้นน่ะชัด ใช่มั้ย เจออะไรกระทบปุ๊บนี่ แล้วมันหายไปกับอารมณ์นั้นก็ชัด ...แต่ไอ้นี่มันเป็นน้ำนอง “อะไรวะ บ้านกูจมหายไปตอนไหนยังไม่รู้เลย” มันเป็นอย่างนี้

เรียนรู้เอา ... ปัญญามันก็สอบทาน สังเกต ถี่ถ้วน รอบคอบในตัวกายใจเดี๋ยวนี้ อาการไปอาการมาของมัน หายไปอย่างไร ...อย่าเบื่อ อย่าท้อ อย่าตำหนิ อย่ากล่าวโทษมัน อย่ากล่าวโทษตัวเอง ...ให้ด่าตัวเอง (หัวเราะ)  คือด่าว่าคิดอีกแล้ว จะคิดหาวิมานอะไร 

แต่อย่าไปกล่าวตำหนิติโทษว่าทำไมถึงเป็นอย่างนี้อีกแล้วๆ  มันจะเกิดความอ่อนแอท้อถอย ...มันจะอ่อนแอท้อถอยในโชคชะตา มันคิดเอาเองของมันอย่างนั้น

เตือนมันสอนมันๆ ...คิดมากก็เกิด-ตายมาก คิดมากก็มาเกิดมาตายมาก  ไม่คิดมาก ไม่ปรุงแต่งมากก็เกิด-ตายน้อย  สอนมันไว้  หลงมากก็เกิดมาก เพลินไปมากก็เกิดมากไม่จบไม่สิ้น ไม่หลงไม่เพลินนั่นแหละ อยู่ในที่อันเดียวตรงนี้ให้ชัด

เอาจนมันชัดอยู่ในเดี๋ยวนี้ ให้เดี๋ยวนี้มันชัด ให้ขณะนี้มันชัด ชัดอยู่แค่ขณะนี้...ขณะอื่นไม่สน ขณะที่ยังไม่เกิด...ไม่สน ขณะที่ดับไปแล้ว...ไม่สน 

ให้มันเหลือแค่ชัดอยู่ในขณะนี้ เดี๋ยวนี้ ตอนนี้ นั่นแหละ ทุกอย่างมันจะใส กระจ่างขึ้นตรงนี้เองแหละ ...ความกระจ่างมันก็อยู่แค่ตรงนี้เองแหละ ความแจ้งคือว่ากระจ่างแจ้ง ก็แจ้งอยู่ตรงนี้

ไอ้ที่มันไม่แจ้งเพราะมันไปแจ้งในที่อื่น ...ไอ้ที่ที่ไม่ควรไปแจ้งก็ทำไปให้มันแจ้งทำไม  อดีต-อนาคตน่ะ มันไม่จริงหรอก หาความจริงไม่ได้หรอก หาความไม่แน่นอนไม่ได้  มันแปรปรวน มันเปลี่ยนแปลง มันไม่แน่ 

มันมีเหตุปัจจัยล้านแปดประการที่จะทำให้มันไม่แน่นอนได้ อย่าไปหาความจริงมันเลย ... แต่เนี้ย ถ้ามันรวมลงปัจจุบัน มันจะชัดเจนเลยว่าความจริงมีเหลือแค่นี้ ...มันแจ้งเอง

ภาวนามันสั้น...สั้นแค่นี้เอง ไม่ใช่พูดเล่นนะ สั้นแค่นี้เองนะ ...ไอ้ที่มันไม่สั้นเพราะมันไม่แค่นี้เองไง มันจะเอานั้นเอาโน้นๆๆๆ มันไม่จบ ...ถึงบอกว่าสั้นแค่นี้เองนะ

แต่แค่นี้เอง เนี่ย โอ้โห นับภพนับชาติไม่ถ้วนกว่าจะรวมลงในแค่นี้เองน่ะ  แล้วมาเห็นแค่นี้เอง...ว่าเป็นธรรมที่เกิดขึ้นแล้วดับไป ไม่มีตัวไม่มีตน ...ก็แค่เนี้ย 

พากเพียรมาหลายอสงไขยน่ะ ที่จะมารู้อยู่แค่นี้เอง มาปฏิบัติอยู่แค่นี้เอง มาเห็นแจ้งในแค่นี้เอง ...ปัจจุปปันนัญจะ โย ธัมมัง, ตัตถะ ตัตถะ วิปัสสะติ...แค่นี้เอง ไม่ได้อื่นเลย  

แต่ถูกหลอกล่อปั่นหัวด้วยอำนาจตัณหาอุปาทาน...จนห่างจากแค่นี้ไปไกลลิบโลกลิบลับไปเลย ... กว่าจะถอน กว่าจะถอย กว่าจะมาอยู่ กว่าจะหยุด กว่าจะมาอยู่กับแค่นี้เองนี่...รากเลือด

เอ้า เอาแล้ว ไป ฝึกต่อ ...ดูกันไป กายใครกายมัน ใจใครใจมัน รู้ใครรู้มัน ... เรื่องคนอื่นไม่ต้องไปรู้เขา รู้แต่เรื่องของตัวเอง กายกำลังยืนก็ให้รู้ว่ากำลังยืนอยู่ ...นั่นรู้เรื่องตัวเอง 

กลับมาดูตัวเอง คิดดีคิดร้ายคิดชั่วคิดไม่ชั่ว ไม่ต้องอายตัวเอง ดูมันไป ขยับนิดเขยื้อนหน่อย แม้แต่ความรู้สึกนิดๆ หน่อยๆ สังเกตให้ถี่ถ้วน ให้ทัน ...อย่าไปอาย อย่าไปละเลยในการที่ว่า “เออ นิดๆ หน่อยๆ ไม่ต้องไปดูมันหรอก ปล่อยมันไป”

อย่าปล่อยให้ผ่าน สติสมาธิปัญญา...ที่มันจะถี่ถ้วนลงไปว่า...อ๋อ แค่เกิดอะไรขยับขึ้นนิดนึง หรือว่ามีอารมณ์นิดนึง ถี่ถ้วนลงไป...ให้เห็นทัน ...ไม่ได้ทำอะไรหรอก ไม่ได้ไปวิเคราะห์วิจารณ์หรอก ...ให้เห็นทันมัน ชัดๆ ตรงนั้น  

เมื่อเห็นชัดตรงนั้นแล้วมันเห็นความดับไป พั่บ หายไป โดยที่ไม่มีตัวตนหลงเหลืออยู่เลย ...มันจะเรียนรู้ความเป็นอนัตตาไปในตัวของมันเอง


............................


วันจันทร์ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2557

แทร็ก 7/10 (1)




พระอาจารย์

7/10 (550229B)

(แทร็กชุดต่อเนื่อง)

29 กุมภาพันธ์ 2555

(ช่วง 1)


(หมายเหตุ :  แทร็กยาวหน่อยค่ะ แบ่งเป็น 2 ช่วงการโพสต์บล็อกนะคะ)

พระอาจารย์ –  การภาวนา คือการรักษากายใจไว้ ไม่ให้หายไปไหน  

เพราะว่ากายใจเป็นของที่มีอยู่แล้ว ไม่ต้องไปทำขึ้นมาใหม่ ...เพราะนั้นไอ้การภาวนาที่ทำขึ้นมาใหม่โดยลักษณะวิธีของการที่เรียกว่าสมถกัมมัฏฐาน วิปัสสนากัมมัฏฐานนั่น ...เราไม่ได้ให้ไปทำอย่างนั้นหรอก

ไม่ต้องไปคิด ไม่ต้องไปหาเหตุหาผลกับมัน ไม่ต้องไปสร้างความคิดขึ้นมาใหม่ ไม่ต้องไปสร้างความเห็นขึ้นมาใหม่ต่อกายนี้อย่างไร ไม่ต้องไปสร้างความคิดความเห็นขึ้นมาใหม่ต่อกิเลสตัวนั้นตัวนี้ ว่าตัวนั้นถูกว่าตัวนี้ผิด ตัวนั้นดีตัวนี้ร้าย ตัวนี้ควรเอาไว้ ตัวนี้ควรเอาออก แต่ประการใด

เห็นมั้ย มันไม่ได้ว่าทำอะไรให้มันวุ่นวี่วุ่นวายเลย ... เพียงแต่กลับมารู้อยู่ที่กายใจนี้ มันปรากฏยังไงก็รู้อย่างเช่นนั้นแหละ  ...มันแข็งก็รู้ว่ามันแข็ง มันอ่อนก็รู้ว่ามันอ่อน มันตึงก็รู้ว่ามันตึง มันขยับก็รู้ว่ามันขยับ มันไหวก็รู้ว่ามันไหว

จิตเป็นยังไงก็รู้ว่ามันเป็นยังงั้นน่ะ ...มีความคิดก็รู้ว่ามีความคิด มีอารมณ์ก็รู้ว่ามีอารมณ์ มีความพอใจก็รู้ว่าพอใจ มีความไม่พอใจก็รู้ว่าไม่พอใจ มีความหงุดหงิดรำคาญก็รู้ว่ารำคาญ มีความรักความชอบเกิดขึ้นก็รู้ว่ามีความรักความชอบเกิดขึ้น  ก็แค่รู้มัน...ธรรมดานี่แหละ ไม่เห็นต้องทำอะไร

อย่าขี้เกียจ ...พอกลับมารู้แค่นี้ มันไม่มีผล มันไม่ได้ผลอะไรนี่ ขี้เกียจแล้ว  จะไปหามรรคหาผลในความคิดแล้ว จะไปหามรรคหาผลด้วยการกระทำอันอื่นแล้ว 

คือทำอันอื่นแล้วมันได้ผลน่ะ ...ได้ผลเป็นความสุขบ้าง ได้ผลที่ดูเหมือนจับต้องได้บ้าง หรือมีอารมณ์อะไรปรากฏ หรือมีความตื่นเต้นดีใจปีติสุขอะไรเกิดขึ้นมาบ้าง

แต่กลับมารู้ปกติธรรมดาของว่ามันยืนก็ยืน เดินก็เดิน นั่งก็นั่ง ร้อนก็ร้อน อ่อนก็อ่อน แข็งก็แข็ง คิดก็คิด ...มันรู้สึกว่ามันไม่ได้อะไรเป็นผลเลย มันเลยขี้เกียจทำ มันเลยไม่ขยัน มันเลยไม่มีความเพียร ที่จะทำให้เกิดความรู้เห็นนี้ต่อเนื่องไป...เป็นเส้นตรง เป็นไม้บรรทัด

เพราะนั้นถ้าไม่รู้เห็นเป็นเส้นตรง เป็นไม้บรรทัด เป็นต่อเนื่องไปนี่...หวังผลได้ยาก  แม้แต่เริ่มดูไปรู้ไป แล้วแค่คิดว่า 'เอ๊ะ ไม่ได้อะไร'  ...นี่ ต้องเห็นนะ ต้องเห็นว่ากำลังคิดอยู่นะ ต้องทันแล้วนะว่ามีความทะยานไปในอนาคตแล้ว 

ถ้ารู้ทันแล้วมันก็ดับ มันก็ละ ...รู้แล้วก็ละ ละความคิดนั้นซะ ละความหมายมั่นที่จะไปกับความคิดนั้นซะ ละความหมายมั่นที่จะไปมีไปเป็นในความคิดนั้นซะ ...อย่ามัวเมา

ถ้ามันละอย่างนั้น ทันอย่างนั้นบ่อยๆ ละอย่างนั้นบ่อยๆ มันอยู่ได้  มันอยู่ที่กายใจแค่นี้ได้ ไม่เดือดร้อน ... ที่มันเดือดร้อนเพราะมันคิดแล้วไม่รู้ มันเดือดร้อนเพราะมันทะยานออกไปด้วยอดีตอนาคตแล้วมันไม่ทัน แล้วมันจะเป็นตัวกัดกร่อน

มันจะสร้างสภาวะรูปขันธ์นามขันธ์ที่เป็นอุปาทานนี่ อดีต-อนาคตที่เป็นตัวเราของเราข้างหน้าข้างหลังนี่ มันมากัดกร่อนความเป็นจริงที่เจริญอยู่ในองค์มรรค  ทำให้เกิดความท้อถอย ทำให้เกิดความอ่อนแรงอ่อนล้า ทำให้เกิดความขี้เกียจขี้คร้าน ไม่ขยันขันแข็ง

นี่เป็นตัวตัดรอน เป็นตัวทำให้ความพากความเพียรนั้นน่ะไม่ต่อเนื่อง  และถ้าปล่อยโอกาสให้มันเผลอเพลินไปนะ มันเหมือนเชื้อโรคร้ายที่มันลุกลามน่ะ...กัดกินกายใจนี่แหละ 

จะเข้าองค์มรรคที จะอยู่ที่กายใจที เหมือนกับเข้าคุกเข้าตะรางอย่างนั้น  มันไม่ยอม ...จะอยู่ในความคิดอยู่นั่นน่ะ สลัดไม่หลุด จะอยู่ในอารมณ์ที่พึงพอใจอยู่นั่นแหละ ให้ถอน ให้ขึ้นมา กลับมาอยู่ที่กายที่ใจ มันเสียดาย

มันเสียดายกิเลส เสียดายอารมณ์ เสียดายความคิด เสียดายความน่าจะมี เสียดายความน่าจะเป็น ...ทั้งๆ ที่ยังไม่มี ยังไม่เป็นอะไรนะ ...แต่มันเสียดายความน่าจะมี ความน่าจะเป็น ในบางอารมณ์ที่มันกำลังก่อร่างสร้างภพอยู่ แล้วภพนั้นยังไม่สำเร็จน่ะ...คือยังไม่ปรากฏขึ้นมาเป็นชาติน่ะ 

นี่กำลังแสวงหาภพอยู่...แล้วมันมัน มันเพลิน มันสนุก  พอรู้แล้วมันไม่ยอมถอน ไม่ยอมออกมา นั่นน่ะ สุดท้ายก็ตกล่องปล่องชิ้น ร่วมหอลงโรงกับมัน  สุดท้ายก็โศกะ ปริเทวนา ...ชาติ ชรา พยาธิ มรณะ โศกะ ปริเทวะ ทุกข์ อุปายาส ...นั่นแหละเป็นมรรคผลที่มันอยากได้น่ะ

มันไม่หลาบ มันไม่จำหรอก จิตไม่รู้นี่ มันโง่ ...ก็บอกแล้ว มันโง่ จิตโง่  จิตไม่รู้นี่มันไม่รู้หรอก ก็ซ้ำซาก วนเวียน...ซ้ำซาก วนเวียน นี่ อเนกชาติ  

ต้องเข้าใจคำว่า "อเนกชาติ" นะ  ...ไม่ต้องถามเลยว่าจุดเริ่มต้นของการเกิดนี่อยู่ที่ไหน เกิด-ตายๆๆๆ  เกิด-ตายนี่อเนกชาติ ซ้ำซากอยู่อย่างนี้  มันไม่เคยจดไม่เคยจำน่ะ แล้วก็ทำไปด้วยความเคยชิน ...จนเป็นความเคยชิน เป็นอนุสัย เป็นสันดาน อยู่ในขันธสันดาน เป็นมลทินอย่างยิ่ง

เมื่อใดที่มีการเริ่มต้นจะตั้งใจภาวนาขึ้นมานี่ ...แค่กลับมาระลึกรู้ว่ากายใจอยู่ตรงนี้ ขณะนี้ แค่เนี้ย มันเป็นการทวนกระแสโลก ทวนกระแสอุปาทานขันธ์ ทวนกระแสความไม่รู้แล้ว ... เพราะนั้นมันจึงมีความรู้สึกลำบาก มีความรู้สึกเป็นทุกข์ ไม่สบายหรอก

ภาวนาไม่ใช่เรื่องสบายหรอก  มันเป็นเรื่องทวน...ทวนความอยาก ทวนความคิด ทวนความเห็น ทวนรูป ทวนเสียง ที่กระทบสัมผัสมา ...ทวนกลับมาที่กายใจ ทวนกลับมารู้อยู่ที่กายใจ ทวนกลับมารู้อยู่แค่กายใจ  ไม่คิดไปตามรูป ไม่มีความเห็นไปตามเสียง ...นี่ มันต้องทวนทั้งนั้นแหละ

เพราะนั้นเวลาทวนนี่ มันทุกข์แน่ๆ แหละ ...เพราะมันไม่เป็นความเคยชินเดิมๆ ไม่ทำตามอำนาจความเคยชินเดิมๆ ที่มันจะโลดแล่นไป โลดแล่นออกไป โลดแล่นไปมากับมัน

แต่เหมือนม้าพยศน่ะ ... การอบรมกายใจ การอบรมภาวนานี่ มันเหมือนกับฝึกม้าพยศจนเชื่อง ...ทีนี้ก็อยู่ตัวอยู่หมัดแล้ว ถ้ามันเชื่องนี่ ถ้ากายใจนี้เชื่องแล้วนี่ 

คือกายใจเขาเชื่องอยู่แล้วล่ะ แต่ไอ้จิตที่มันจะพาให้กายใจโลดแล่นไปนี่...ให้มันเชื่อง มันช้า ...ถ้ามันเชื่องมันช้าลงแล้วนี่ มันอยู่ในกำมือแล้ว มันอยู่ในกำมือของสติสมาธิปัญญานี่ กลายเป็นของที่ไม่ลำบากลำบนจนเกินกำลังแล้ว

แรกๆ นี่มันจะรู้สึกเกินกำลังของเรา...ยากเหลือเกิน ... ยิ่งอยู่ในบ้านในเมือง มีครอบครัว ยิ่งต้องเจอคนเยอะๆ อะไรต่างๆ นานานี่  มันจะเอามาเป็นข้ออ้างว่า "ยากเหลือเกินๆ" แล้วก็คิดอยู่นั่นว่า "ยากเหลือเกินๆ" แล้วก็หลงอยู่ในความคิดว่า "ยากเหลือเกินๆ"

จนสติก็ไม่รู้อยู่ไหน สมาธิก็ไม่รู้อยู่ไหน กายใจก็ไม่รู้อยู่  มีแต่ว่า “ยากเหลือเกินๆ” ทั้งวัน ...มันจะไปคิดทำมั้ย ... “ทำไม่ได้อ่ะๆ”  คิดมันอยู่นั่นแหละ  “รอก่อนๆ”  ก็คิดอีกแล้วน่ะ ...เห็นมั้ยว่าความคิดน่ะ หลงไปในความคิดน่ะ มันเป็นตัวตัดรอนในองค์มรรคมั้ยล่ะ

โง่มั้ยนั่นน่ะ ...มันคิดว่ามันฉลาดรึไง คิดว่าทำไม่ได้หรอก มันคิดว่าฉลาดแล้วที่คิดว่าทำไม่ได้หรอก ไว้รอก่อน ... วันคืนล่วงไป พระพุทธเจ้าบอกไว้...ทำอะไรกันอยู่ 

เอาคืนไม่ได้นะ มัวแต่เอาเวลาที่หมดไปกับ “ทำไม่ได้หรอกๆ ยังไม่ใช่เวลาทำ ทำไม่ได้หรอก ยังไม่ใช่เวลาทำ” ... มันไม่ใช่คิดเปล่าๆ นะ เวลาหมดไป ขันธ์มันหมดไปเสื่อมไป เอาคืนไม่ได้แล้ว อายุก็มากกันขึ้นมา ...พูดง่ายๆ คือใกล้ความตายเข้ามาแล้ว เอาเวลาที่หมดไปกลับมาไม่ได้นะ 

แล้วมันหมดไปกับอะไร... “ทำไม่ได้อ่ะๆๆ” คิดอยู่นั่น อยู่ในความคิดอยู่นั่นน่ะ ...กายใจอยู่ไหน ทำไมจะรู้ตรงนั้นไม่ได้รึไง

แล้วไอ้ที่คิดอยู่นั่นว่าทำไม่ได้หรือว่ายังไม่ใช่เวลาทำนี่ ...มันมีมรรคมีผลเกิดขึ้นมั้ยในนั้นน่ะ  ในความคิดนั้นน่ะ ในผลจากความคิดนั้นน่ะ  มีแต่ความเศร้าหมอง ขุ่นมัว กังวล วิตก เป็นทุกข์ ทุรนทุราย คับแค้น ...นั่นน่ะเต็มที่เลยมั้ย อยู่ปลายห่วงของปฏิจจสมุปบาท

แทนที่จะฝ่าฟันเดินทวนกระแสน้ำ กระแสแห่งห่วงโซ่แห่งการเกิดขึ้นน่ะ ทวนกลับมาสู่กระแสแห่งความดับน่ะ ...ก็ไปจมปลัก แช่ปลักอยู่ที่ปลายห่วง ห่วงโซ่สุดท้าย ข้อสุดท้ายของทุกข์ 

ในปัจจยาการแห่งการเกิด ทุกข์เป็นที่สุดท้าย ...แล้วก็ไม่มีเรี่ยวไม่มีแรงที่จะเดินฝ่าฟัน เดินทวนกลับมาถึงจุดเริ่มต้นของปัจจยาการแห่งการเกิดขึ้น

สติสมาธิปัญญา มันเหมือนพากเพียร เป็นการเดินทวนกระแสแห่งปัจจยาการ ... แรกๆ น่ะมันอยู่ปลายน้ำน่ะ น้ำมันแรง มันก็ต้องออกแรงมากหน่อย ทำให้มาก เจริญให้มาก 

ก็เล่นไปอยู่ก้นอ่าว ใช่มั้ย ... จะเดินขึ้นมาถึงต้นน้ำปิงน่ะ ไปดูน้ำเจ้าพระยากับน้ำปิงที่บ้านเรานี่ ดูกระแสน้ำน่ะ มันต่างกัน ใช่มั้ย

เพราะนั้นจากจุดแรกก้นอ่าว มันมักจะไปไม่รอด ไปไม่ได้ ไปไม่ไหว  ก็เพราะว่าหมดกำลัง ไม่เอาจริง ไม่มีเรี่ยวแรง ท้อถอยอยู่นั่นน่ะ 

จมอยู่กับความท้อความถอย จมอยู่กับก้อนทุกข์กองทุกข์อยู่อย่างนั้น จมอยู่กับความอยาก ความมีความเป็นอยู่อย่างนั้น ...ไม่ยอมผุดโผล่ขึ้นมา ว่ายทวนกลับมา ด้วยอำนาจของสติสมาธิปัญญา

แต่ว่าท่านผู้มีปัญญา มีความพากความเพียร...ได้นิดเอานิด ได้หน่อยเอาหน่อย คือไม่ละเว้น ไม่ทอดธุระ รู้ตรงไหน...กายใจต้องมี ต้องอยู่ ...ได้นิดได้หน่อยก็เอา มันจะหลุดมันจะรอดออกไป แต่เมื่อรู้แล้วกลับมาอีก รู้แล้วกลับมาอีก...เนืองๆ เป็นนิจ บ่อยๆ ถี่ๆ

มันก็ขยับเขยื้อน เคลื่อนๆ ขึ้นมาๆ จนถึงต้นน้ำ เหนือน้ำ  น้ำมันก็...กระแสน้ำที่มันเคยถั่งโถมมามหาศาลมากมายด้วยกระแสที่มันทับถมลงมา มันก็อ่อนลงเองน่ะ ...นั่นน่ะม้ามันเริ่มเชื่องแล้ว ไม่พยศแล้ว

เพราะนั้นพอว่ายขึ้นไปในขั้นกลางขั้นปลายแล้วนี่ มันเร็วขึ้นแล้ว มันจะมีความรู้สึกว่ามันกลับเข้าสู่ใจได้เร็ว ...แล้วจุดมุ่งหมายที่ใจนี่มันชัดเจน มีค่ามีผลมากกว่า

แต่ถ้าเมื่อใดที่อยู่ใกล้ๆ ก้นอ่าวหรือปลายอ่าว  สุดท้ายมันจะกินแต่ปลาน้ำเค็มน่ะ เป็นมรรคเป็นผลของมัน  แต่ว่าต้นน้ำนี้มองไม่เห็นอยู่ไหน 'ฮู้ย ไม่รู้' ...มีรึเปล่าก็ยังไม่รู้เลย นั่น

แต่ทำไมถึงบอกว่าพระโสดาบัน พระอริยะเบื้องต้นขึ้นไปท่านเห็นเลยว่า นี่ ต้นน้ำอยู่ที่นี่แน่ๆ  ถ้าถึงตรงนั้นแล้วสบาย ปิดตาน้ำได้ น้ำไม่เกิด น้ำนี่แห้งหมดโลกเลย ...ท่านถึงไม่ลังเลสงสัย แล้วก็มีพลังที่จะก้าวเดินไป ไม่กลับหลัง ไม่หันหลังกลับ

อาจจะลื่น อาจจะไถลลงมาบ้าง ด้วยอำนาจของกระแสน้ำที่มาเป็นระลอกๆ ...แต่ท่านก็หันหน้า ไม่หันหลัง ทวนต่อไป  เพราะท่านเห็นแล้วว่ามันมีตาน้ำอยู่ตรงนี้แน่ ... เพราะเห็น...ตั้งแต่เดินมานี่ เห็นเลยว่าน้ำมันเรียวลง น้อยลงๆๆๆๆ น้อยลงไปเรื่อยๆ

จากไอ้ที่มันเคยใหญ่โตมโหฬารระหว่างฟากถึงฟากกันนี่หลายสิบกิโลเมตร มันก็แคบลงๆ ...มันเห็นเลยนี่ กระแสน้ำก็น้อย เอื่อยลง เบาลง ... แล้วก็เห็นเลยว่ามันใกล้ที่จะถึงต้นตอต้นสายปลายเหตุ ต้นเหตุของทุกสรรพสิ่งที่เกิดขึ้น ตั้งขึ้น มันเริ่มที่ไหน

แต่ถ้าไม่มีความขยันบากบั่นพากเพียรน่ะ ก็ลอยตามน้ำลงไป ลอยคออยู่ในทะเลทุกข์ ...นี่ยังดีพวกเรายังอยู่ปากอ่าว ก้นอ่าวนะ  อีกเท่าไหร่ล่ะลอยอยู่ในทะเลทุกข์ ไม่ได้สนใจเลยว่ากูจะหาต้นน้ำ ต้นเหตุของทะเลก้อนนี้กองนี้ มหาสมุทรแห่งนี้ได้ตรงไหนเลย

แต่ถ้าเริ่มต้นที่จะเดินขึ้นมาจากปากอ่าว แล้วก็เดินขึ้นมาต้นน้ำลำธารแล้วนี่  ก็เรียกว่ามีบุญวาสนาพอสมควรแล้ว ...จากนั้นไปก็ขยันบากบั่นพากเพียรไป  กายใครกายมัน ใจใครใจมัน  ช่วยกันไม่ได้เลย ใช่มั้ย

ต่อให้พระพุทธเจ้ามานั่งอยู่ตรงนี้ เทศน์อยู่ตรงนี้ เอาบารมียกให้เลย...ก็ไปไม่ได้  ยกกายใจของตัวคนนี้ ไปนิพพาน...ก็ไปไม่ได้

ต้องอาศัยความบากบั่นเป็นปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก...รู้เอง เห็นเอง ละเอง วางเอง...รู้เอง เห็นเอง ละเอง วางเอง ...ละเอง วางเอง ปล่อยเอง...ตลอดทางน่ะของการเดินกลับสู่ ณ ที่เกิดแรก

พระอริยะทั้งหลายทั้งปวง ท่านบอกว่าเห็นใจนี่เหมือนเห็นแก้วน่ะ  รู้สึกอย่างนี้มั้ยล่ะ...ยัง  ยังเพราะอะไร ...เพราะยังไม่เห็นคุณค่าของใจถึงขนาดนั้น 

แต่มันยังรู้สึกว่า ตาเห็นรูปมีความสุข ได้กินเอร็ดอร่อย มันยังมีค่ากว่าใจ เห็นมั้ย  ได้พูดได้คุย ได้เล่นได้หัวได้ไปเที่ยวท่องเที่ยว ได้เห็นอันนั้น ยังรู้สึกว่าสนุก มีความสุข น่าเพลิดเพลินมากกว่าใจ เห็นมั้ย 

ทั้งๆ ที่พระอริยะทั้งหลายบอก เห็นใจนี่เหมือนเห็นดวงแก้วอันประเสริฐเลย มีค่าขนาดนั้น นี่ ทำไมท่านถึงเห็นค่าของใจขนาดนั้น 

แต่ทำไมเราก็รู้อยู่ว่า ผู้รู้อยู่ตรงนี้ ใจคือรู้อยู่นี้ ...แต่เราเห็นค่ามันเท่ากับกรวดเท่ากับทราย  ยังเห็นอย่างอื่นสำคัญกว่า ...จิตมันยังมุ่งออกไป ใจไว้ทีหลัง คือยังมีเรื่องที่สำคัญมากกว่าใจ ...เพราะนั้นความบากบั่นพากเพียรที่จะเข้าสู่ใจมันก็จึงน้อย

แต่ถ้าอาศัยว่ามีศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา นี่ ... เข้าใจคำว่าอินทรีย์พละมั้ย  พละ ๕ อินทรีย์ ๕ โพชฌงค์ ๗  สัมมัปปทาน ๔ อิทธิบาท ๔ สติปัฏฐาน ๔ มรรคมีองค์แปด ... อันนี้เป็นกำลังที่จะผลักดัน บากบั่น กลับมาสู่กาย กลับมาที่สุดคือใจ เป็นแรงดัน ...ดันเข้าไม่ใช่ดันออก

เพราะนั้นเมื่อมันใกล้ถึงใจ หรือว่าอยู่กับใจมากๆ นานๆ ต่อเนื่อง ไม่ขาดระยะ ไม่ขาดสายนี่ ... จะเห็นอานิสงส์ของใจ ว่าไม่มีประมาณจริงๆ มีคุณค่าเหนือยิ่งสิ่งใดในสามโลกธาตุจริง

พระพุทธเจ้าพูดไว้ ว่าไว้ บอกไว้ สืบทอดกันมา...จริง ไม่ผิดเพี้ยนเลย  … ตอนที่พวกเราฟังพระพุทธเจ้าพูดนี่ยังเฉยๆ นะ ไม่ซาบซึ้งตรึงใจ อาศัยความคิดความเห็นเป็นเหตุเป็นผล พอว่าท่านน่าจะจริงนะ แต่มันยังไม่เห็นจริง

แต่เมื่ออาศัยอิทธิบาท ๔ สัมมัปปทาน ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ มรรคมีองค์แปด เป็นตัวเกื้อกูลสนับสนุน  มันไม่ออกน่ะ  มีแต่เข้า...เข้ามาที่ใจ เข้ามาที่กาย เข้ามาที่นี้ ...นี่เป็นแรงสนับสนุนผลักดัน ซึ่งมาสู้กันกับสามตัวหลักคือ ราคะโทสะโมหะ ที่มันจะออกนอก

ใครแน่กว่ากัน ...ถ้ามันแน่ก็เกิดตายๆๆๆๆๆ  ถ้าทางนี้แน่กว่า เกิดตายน้อยลงๆๆ จนไม่เกิด จนไม่ตาย

แล้วขณะที่มันกลับเข้ามาตรงนี้ๆๆ มันจะเห็นอานิสงส์ของใจมากขึ้นๆๆ  เห็นความมหัศจรรย์ของใจที่รู้ที่เห็นแค่นี้ มันครอบโลกครอบจักรวาลอย่างไร มันครอบคลุมสามโลกธาตุอย่างไร มันอยู่เหนือสามโลกธาตุได้อย่างไร

เพราะนั้นยิ่งเข้ามาใกล้ ยิ่งไม่ทิ้งใจเลย ไม่ห่างออกจากใจแม้แต่อณูนึงของจิต ...เพราะนั้นยิ่งอยู่กับใจมากขึ้นนานขึ้นเท่าไหร่นะ แค่ขยับนิดนึง เคลื่อนนิดนึง ท่านรู้สึกเลยว่า...เป็นทุกข์  แค่อณูนึง เสี้ยวนึงของขณะจิตเรียกว่ามิลลิๆๆ ของเซ็คกั้น ขณะนั้นท่านยังรู้สึกได้เลยว่าเป็นทุกข์

ไอ้นี่ออกไปจนข้ามภพข้ามชาติ ข้ามไปล้านกิโลเมตรแล้ว มันยังหัวเราะสนุกสนานอยู่เลย ไม่เห็นทุกข์อยู่ตรงไหนเลย ไม่มีความรู้สึกว่าเป็นทุกข์ โลกนี้ไม่เห็นเป็นทุกข์เลย ...ทำไมมันผิดกันลิบลับกับท่านที่แค่เสี้ยวของอณูนึงรู้สึกว่าเป็นทุกข์แล้วต้องรีบละเลย

เหมือนกันทุกคนน่ะ ท่านก็เริ่มต้นเหมือนกับพวกเรานี่แหละ  แต่ท่านทวนกลับๆๆ เข้ามาเรื่อยๆ ด้วยความบากบั่น วิริยะ ตัวที่สนับสนุนคอยเป็นกำลังอยู่ก็คืออุปบารมี ๑๐ จนมันสนับสนุนจนเป็นปรมัตถบารมี ๑๐ รวมเป็นหนึ่งที่ใจดวงเดียวเท่านั้น

แล้วในระหว่างที่เดินทางเข้ามา เสบียงกรังก็คือ โพธิปักขิยธรรม ๓๗ เป็นเสบียง เป็นอุปกรณ์ เป็นธรรมที่เกื้อกูลในองค์มรรค ...ถ้าขาดโพธิปักขิยธรรมนี่ มันจะล้า มันจะอ่อนแรงไปตามลำดับเลย


เมื่อมันล้ามันอ่อนแรง ...ได้ช่องเมื่อไหร่ ราคะโทสะโมหะแทรก มันก็ไหลออก ก่อเกิด...จิตล้านดวงมาเลย ...ไม่เหลือแค่จิตดวงเดียวคือผู้รู้ 

มีแต่จิตหลายดวง นับไม่ถ้วน ...มีปัญหาทีเดียวหลายสิบเรื่องในขณะเดียวกันนี่ นั่นล่ะจิตกี่ดวง ไปเกิดเป็นคนนั้นไปเกิดเป็นคนนี้ ไปเกิดเป็นตัวเราคนนั้น ไปเกิดตัวเราข้างหน้าข้างหลังนี่เยอะแยะไปหมด ... นี่ จิตกี่ดวง

(ต่อแทร็ก 7/10 ช่วง 2)