วันอาทิตย์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

แทร็ก 7/9





พระอาจารย์

7/9 (550229A)

29 กุมภาพันธ์ 2555



พระอาจารย์ –  การภาวนา...ก็ไม่เห็นมันจะต้องทำอะไร  ก็เพียงกลับมารู้ กลับมาเห็น...กาย-ใจ แค่นั้นเอง ...ส่วนกายใจก็ไม่เห็นต้องไปทำอะไรกับกายใจ มันก็มีของมันไป ขันธ์ห้ามันก็มีไป แสดงอาการของมันไป

ภาวนาก็คือกลับมาดูขันธ์ห้า...มันทำงานยังไง  กายมันทำงานยังไง ใจมันทำงานยังไง นามทั้งสี่มันทำงานยังไง ... กลับมาเรียนรู้ดูมันไป ไม่ต้องไปเดือดเนื้อร้อนใจกับมัน ดูการทำงาน กระบวนการของขันธ์ห้าไป

อย่าไปเผลอเพลินออกไปนอกขันธ์ห้า  ถ้ามันเผลอเพลินออกไปนอกขันธ์ห้า มันก็ไม่เห็นขันธ์ห้า  ถ้ามันไม่เห็นขันธ์ห้า มันก็ไม่เข้าใจเรื่องขันธ์ห้า  ถ้ามันไม่เข้าใจเรื่องขันธ์ห้า มันก็ไม่วางขันธ์ห้า  ถ้ามันไม่วางเรื่องขันธ์ห้า มันก็ยึดเรื่องขันธ์ห้า...ว่าเป็นเรา  ก็แค่นั้น...ภาวนา

เพราะนั้นว่า การภาวนาทั้งหมดก็คือ...กลับมาเรียนรู้ดูกายใจ ที่มันดำเนินไปด้วยอาการปกติของมัน ... การมารวมของขันธ์ห้าก็เป็นไปตามปกติ

มีแต่จิตที่ไม่รู้ของแต่ละสัตว์บุคคลนั่นแหละ ที่ไม่เป็นปกติกับขันธ์ห้า  มันมักจะไปหมายมั่นในอดีตในอนาคตกับขันธ์ห้า แล้วก็ไปคาดหวังอะไรกับขันธ์ห้า แล้วก็ไปเอาดีเอาร้ายกับขันธ์ห้า แล้วก็ไปจับจองครอบครองกับขันธ์ห้า

ไอ้พวกนี้เป็นเรื่องของจิตไม่รู้ที่เข้าไปมีกับขันธ์ห้า แล้วก็ทำตามอำนาจของจิตไม่รู้ ด้วยความอยากและไม่อยาก  มันก็เลยไม่รู้จักขันธ์ห้าซักที ...กี่ชาติๆๆ เกิดตายๆ มา  มันไม่รู้จักขันธ์ห้ากันซักที ว่าขันธ์ห้ามันเป็นอะไร มันเป็นของใครกันแน่

เพราะนั้นการภาวนาก็คือกลับมาดูขันธ์ห้า โดยย่นย่อรวมลงแล้วคือกายใจปัจจุบัน นี่ แล้วก็สังเกต แล้วก็ถี่ถ้วนกับมันเสมอ ยืนเดินนั่งนอน คิดนึกปรุงแต่ง จำได้ มีอารมณ์ มีความรู้สึกอะไรก็ตาม  ต้องมีสติระลึก แล้วก็รู้เห็นดูมันไป ด้วยความเป็นปกติ เป็นกลางๆ

จนกว่าใจ จนกว่าจิตมันจะยอมรับ ด้วยความยอมรับ ... มันเห็น มันรู้มันเห็นโดยที่เป็นกลางๆ นี่  จิตมันจะเกิดอาการยอมรับขันธ์ห้าตามความเป็นจริงขึ้นมาเอง มันก็จะเริ่มยอมรับขึ้นทีละเล็ก ทีละน้อยว่า เออๆ ขันธ์ห้านี้ไม่ใช่ของเรานะ

เมื่ออยู่ตรงนั้นก็เห็นขันธ์ห้านี่ มันเป็นของที่ควบคุมไม่ได้  ขันธ์ห้ามันเป็นอาการหนึ่งที่ปรากฏขึ้น ตั้งอยู่ตามเหตุและปัจจัย แล้วก็ดับไป ซึ่งมันไม่ใช่ธุระกงการอะไรของใครคนใดคนหนึ่งเลย ...จิตมันจะยอมรับของมันเอง 

ผลจากการที่มันสังเกต เท่าทัน ในอาการของขันธ์ห้าที่ปรากฏในปัจจุบันนี่ ซ้ำซาก ต่อเนื่อง ...มันไม่ใช่ว่าต้องไปคิด ต้องไปค้น ต้องไปหา ต้องไปสร้าง ต้องไปทำลายอะไร หรือต้องไปทำอะไรขึ้นมาใหม่แต่ประการใด

เพียงแต่กลับมาอยู่ในที่อันควร...คือเป็นผู้รู้ผู้ดู นั่นแหละเป็นที่อันควร หรือว่าใจผู้รู้ผู้ดูในปัจจุบันนั่นแหละ อยู่ในที่นั้นแหละ ...และอาศัยตรงนั้นที่เป็นผู้รู้ผู้ดูน่ะ ออกมาดูขันธ์ห้า กายใจ

ไม่ว่ามันจะเกิดอะไร ไม่ว่ามันจะแสดงอาการอย่างไร ไม่ว่ามันจะดูดีดูร้าย ดูถูกดูผิด ดูดั่งใจ ดูไม่ดั่งใจยังไง  ก็อดทนดูมันไปเฉยๆ เฉยๆ ... รู้เฉยๆ ดูเฉยๆ เห็นเฉยๆ

แรกๆ น่ะจิตมันไม่ยอมรับอะไรหรอก  เพราะจิตมันโง่ จิตมันอยู่ด้วยความไม่รู้ จิตมันปรากฏขึ้นด้วยความไม่รู้  มันก็ดิ้นรน กระเสือกกระสน กระวนกระวาย ที่จะเข้าไปปรุงแต่งต่อเติม เพิ่มบ้าง ลดบ้าง หาใหม่บ้าง ดีใจเสียใจกับอาการของขันธ์บางขันธ์ที่ปรากฏบ้าง ...มันเป็นเรื่องธรรมดาของความไม่รู้นะ

แต่ว่าอาศัยที่ว่าเราอยู่ในที่อันควร คือเป็นผู้รู้ผู้ดู ...ต้องอดทน ต่อจิตที่มันจะแตกตัวออกไป จากความไม่รู้ที่มันจะเข้าไปยุ่งเกี่ยว ด้วยอาการต่างๆ นานา  คว้าบ้าง จับบ้าง ผลักบ้าง ดึงบ้าง แสวงหาบ้าง หวงแหนบ้าง ต่อต้านบ้าง อะไรก็ตามพวกนี้

แรกๆ ระหว่างที่เราฝึกการดู เป็นผู้รู้ผู้ดู  มันไม่ดูด้วยอาการสงบหรอก เพราะมันไม่ยอมรับ  จิตน่ะมันก็จะไม่ยอมรับ มันจะอย่างโน้น มันจะอย่างนี้ มันจะอ้างเงื่อนไข มันจะอ้างเหตุอ้างผล มันจะอ้างธรรม อ้างถูกอ้างผิด อ้างควรอ้างไม่ควร อ้างตามความเห็นอะไรไม่รู้ไร้สาระต่างๆ นานาของมันไป

ก็ต้องอาศัยความอดทนอดกลั้น...เรียกว่ามีขันติ ที่ว่าให้เป็นอยู่ในฐานะแค่เป็นผู้รู้ผู้ดูเฉยๆ  แล้วก็สำเหนียกในมัน สำเหนียกด้วยความโยนิโส แยบคาย ในอาการต่างๆ นานาของขันธ์  ในอารมณ์ ในความคิด ในอะไรก็ตาม ...ถือว่าเป็นการสอนจิต ให้จิตมันฉลาดในขันธ์

อย่าไปกระโดดโลดเต้นตามขันธ์  ...มันคิดอะไรก็ทำตามความคิด มันมีอารมณ์อะไรก็ทำไปตามอารมณ์ มันมีความอยากความไม่อยากอะไรเกิดขึ้นก็ทำไปตามความอยากความไม่อยากนั้น  

อย่างนี้เขาเรียกว่ากระโดดโลดเต้นไปตามขันธ์ ...แล้วจะถูกอาการ หรือว่าผลที่ได้จากการกระโดดโลดเต้นไปตามขันธ์นั้นน่ะ มันพาให้วน มันพาให้ไปติด มันพาให้ไปข้องมากขึ้น ...แล้วเมื่อใดที่มันเข้าไปวน เข้าไปติด เข้าไปข้องมากขึ้น มันจะปิดบังความเป็นจริงของขันธ์มากขึ้นอีกโดยปริยาย 

กว่าจะกลับเนื้อกลับตัวกลับใจมาอยู่ในที่ที่ควรอยู่น่ะ...รากเลือดเลย  หาทางกลับเข้าบ้านไม่ถูกน่ะ ไม่รู้จะอยู่ตรงไหนดี ... เวลาทุกข์เกิดมากๆ น่ะ ดูเอาเหอะ มันดิ้นพล่านเหมือนหนูติดจั่นน่ะ เคยเห็นมั้ย

เวลาอยู่ในสภาวะอะไรที่มันคับแค้นแน่นใจ ทนไม่ได้  หรือว่าดูเหมือนทุกข์มันรุมเร้าหักโหมลงมานี่ เหมือนหนูติดจั่นน่ะ ...มันไม่รู้จะอยู่ตรงไหนดีน่ะ

นั่นน่ะเป็นผลที่ว่า ไม่กลับมาอยู่ที่กายใจในปัจจุบัน  ไม่รู้จักว่าที่ที่ควรอยู่คือที่ไหน หาผู้รู้ไม่เจอ หาที่ที่ตั้งของผู้รู้ไม่เจอ ... เพราะว่าปล่อยปละละเลย เผลอเพลินไปตามอาการของขันธ์ 

ต้องคอยตรวจสอบ ถี่ถ้วนในตัวเองอยู่เสมอ ว่าเดี๋ยวนี้มีการรู้การเห็นอยู่มั้ย มีสติอยู่มั้ย มีกายมีใจอยู่มั้ย ไม่ใช่อยู่แบบลอยๆ เลื่อนๆ ...เพราะนั้นภาวนาต้องมีเป็นตัวกำกับกายใจอยู่ตลอด ต้องอาศัยการภาวนาน่ะเป็นตัวกำกับ...ให้มันมีกายมีใจอยู่เสมอ

เมื่อใดที่มีการภาวนา คือมีสติ มีสมาธิ มีปัญญา  มันก็จะมีการระลึกรู้อยู่ลงที่กายใจในปัจจุบัน  เมื่อใดที่มันมีสติระลึกรู้ลงในกายใจปัจจุบัน มันก็อยู่กับกายใจปัจจุบัน มันก็เห็นกายใจปัจจุบันนั่นแหละ 

มันต้องอาศัยตัวภาวนาเป็นตัวกำกับกายใจ มันถึงจะปรากฏภาวะที่เรียกว่ากาย ภาวะที่เรียกสมมุติเอาว่าใจ เป็นที่ตั้ง เป็นที่อยู่ ...ถ้าไม่มีภาวนากำกับไว้ ไม่มีสติกำกับ ไม่มีสมาธิกำกับไว้นี่ มันไม่มีกายไม่มีใจเลยในวันนึง 

กายไปไหนก็ไม่รู้ ใจไปไหนก็ไม่รู้ ...มีแต่เรื่อง มีแต่ความคิด มีแต่อารมณ์ อะไรก็ไม่รู้  มีแต่ความทุรนทุราย กระวนกระวาย  มีแต่ความเผลอเพลิน ไม่มีกาย ไม่มีใจ ...หากายก็ไม่เจอ หาใจก็ไม่เจอ 

มีแต่เรื่องมีแต่ราว มีแต่ภาระ มีแต่ความวุ่นวาย มีแต่ความสับสนอลหม่าน มีแต่ความกังวล มีแต่ความเลื่อนลอย มีแต่ความเพ้อเจ้อ มีแต่การคาดเดา มีแต่ความคับแค้นไม่รู้จักพอ มีแต่ความไม่พอ ...มันไม่มีอยู่สองอย่างคือไม่มีกายกับไม่มีใจ

เพราะนั้นสติสมาธิ การภาวนานี่ มีไว้เพื่อให้เห็นว่ากายนี้มีอยู่ ใจนี้มีอยู่...เป็นที่ตั้ง เป็นฐาน  เพื่อจะทำการศึกษาและสำเหนียกในขันธ์ห้า ...เพราะที่ตรงนี้เป็นที่ที่เหมาะ ที่ควร ที่มันจะรู้เห็นความเป็นจริงได้...ที่มันจะรู้จะเห็นความเป็นจริงของขันธ์ห้าได้

ที่อื่นไม่มีน่ะ ในห้องเรียนไม่มีน่ะ ในตำราก็ไม่มีน่ะที่จะรู้ขันธ์ห้าได้  ในความคิด ความจำ ก็ไม่มีน่ะที่จะรู้ขันธ์ห้าได้ตามความเป็นจริง  ในความคิด ในความเห็น ในคำพูดของคนอื่น ก็ไม่มีน่ะที่จะเข้าใจหรือว่ารู้เห็นขันธ์ห้าได้ตามความเป็นจริง 

มันมีอยู่ที่เดียวเท่านั้นน่ะ ที่มันจะรู้ขันธ์ห้าได้ตามความเป็นจริง คือที่กายกับที่ใจนี้...เดี๋ยวนี้ ...ถ้าออกนอกนี้ไป...ออกนอกกายใจตรงนี้ไปนี่ ไม่มีทางที่จะรู้ขันธ์ห้าตามความเป็นจริง ไม่มีทางที่จะเข้าใจขันธ์ห้าตามความเป็นจริง ไม่มีทางที่จะปล่อยวางขันธ์ห้าเมื่อเข้าใจแล้วตามความเป็นจริง

สติสมาธิปัญญาที่แท้จริง ต้องเกิดที่กายใจ...เดี๋ยวนี้ ขณะนี้ ตลอดเวลา ...ละกิเลสความเผลอความเพลินไปเสีย ละกิเลสความลุ่มหลงมัวเมาลงไปเสีย ละความคิดความจำความปรุงความแต่งลงไปเสีย ละกิเลสความโลภความโกรธความหลงลงไปเสีย 

ไม่เอา ไม่เผลอเพลินไปกับมัน ไม่ไปหามรรคหาผลหานิพพานไปกับมัน  ...ถ้าจะหามรรคหาผลหานิพพาน ต้องอยู่ตรงนี้ อยู่ที่กายนี้ใจนี้

กายมันจะมีอยู่ได้ ใจมันจะมีอยู่ได้ในที่นี้ ต้องมีสติ ระลึกที่กาย ระลึกที่ใจ ...ใจคือรู้ กายคือก้อนธาตุ เย็นร้อนอ่อนแข็ง มันกระทบอะไรมันก็มีความรู้สึกอันนั้น 

เดิน...กระทบดิน มันแข็งเจอแข็ง มันก็มีความรู้สึกเป็นแข็ง เดินไปลมพัด...กระทบลมเย็น มันก็รู้สึกว่าเย็น เดินไปกระทบแดด...มันร้อนก็รู้สึกว่าร้อน นั่นน่ะ ตัวนั้นน่ะ...กาย

มีลมหายใจเคลื่อนเข้าเคลื่อนออก มีความรู้สึกว่าลมร้อนลมเย็นเข้าออก สม่ำเสมอ นั่นน่ะกาย ...ไม่ต้องไปคิด ไม่ต้องไปหา  มันมีให้เห็นอยู่ตรงนี้ ก็อยู่ตรงนี้ ดูมันรู้มัน  และไอ้ตัวที่ดูมันรู้มันนั่นน่ะใจ มันก็มีคู่กันอย่างนี้ กาย...ใจ อย่าให้มันหนีออกไปจากนี้ กายนี้...ใจนี้

มันจะหนีไปไหน ...หนึ่ง ความคิด  สอง ความจำ  สาม อารมณ์  สี่ ตาหูจมูกลิ้นกายภายนอก  นี่มันช่องทางไหลออกไป ที่มันจะลืมกายลืมใจนี่ ...เผลอเพลินไปเรื่องในอดีต เรื่องในอนาคต เดี๋ยวมันก็ลอยขึ้นมา เดี๋ยวก็จึ๊บ...กระโดด เกาะมันไปแล้ว 

พอกระโดดเกาะตามมันไป เข้าใจคำว่ามันเกาะเกี่ยวมั้ย  มันเกิดภาวะเกาะเกี่ยวอารมณ์ จับอดีตเป็นอารมณ์ จับสัญญา จับอนาคตเป็นอารมณ์  มันก็กระโดดเกาะไปกับอารมณ์ ไปมีอารมณ์กับมัน แล้วก็ไหลเลื่อนลอยออกไป

เมื่อมันไหลเลื่อนลอยออกไป กายใจก็เริ่มลางเลือนหายไป ดูเหมือนไม่มีเลย ไม่มีกายไม่มีใจอยู่ตรงนี้เลย ...ไม่มีกายไม่มีใจอยู่ตรงนี้ได้อย่างไร ทั้งที่เราถามว่าความจริงกายมีอยู่มั้ย ใจยังมีอยู่มั้ย ...มีนะ แต่มันหายไปได้อย่างไรล่ะ

มัวแต่ไปหาอะไร ...หาเหตุหาผลกับความคิด หาความรู้จากความคิด หามรรคหาผลจากความคิด มัวแต่สร้างความเห็นใหม่ๆ  เพื่อให้เข้าใจว่าความเห็นอะไรที่ถูก ความเห็นอะไรที่จะเรียกว่าเป็นปัญญา จะต้องเห็นอย่างไร ...ทั้งหมดน่ะอยู่ในอาการลุ่มหลงมัวเมาหมด

เพราะในขณะที่มันอยู่ในอาการนั้นน่ะ ให้จำไว้เลยว่ามันมีกายมีใจมั้ย  ถ้ามันยังมีกายมีใจอยู่...ไม่ว่ากัน  แต่ถ้าไม่มีกายไม่มีใจ แปลว่าหลง หลงในความคิด หลงในความเห็น หลงไปในอดีต หลงไปในอนาคต หลงไปกับความปรุงแต่งของจิตสังขาร

เมื่อระลึกได้ปุ๊บนี่ ที่ปรากฏเลย สิ่งแรกที่ปรากฏเมื่อระลึกได้...คือใจรู้ แล้วก็กายปัจจุบัน ... ให้กลับมายันอยู่ตรงนี้  ยืนยัน นั่งยัน นอนยัน หลังพิงฝาอยู่ที่กายใจนี้ ...อย่าให้อะไรมาฉุดลาก ให้มันคลาดเคลื่อนออกไป

เพราะนั้นคำว่าสมาธิความตั้งมั่น คือมันตั้งมั่นอยู่ที่กายใจนี้  หมายความว่าต่อให้มีพญาช้างสารน่ะ เอาโซ่มาลากออกไป มันก็ไม่ไป ...ต่อให้มีทุกข์มีโศก มีเรื่องราวใหญ่โตมโหฬารขนาดไหน จะมาดึงให้เราออกไปจากกายใจ...ที่เรานั่งยันยืนยันหลังพิงฝาอยู่ที่กายใจนี่ มันก็ไม่ไป  เนี่ย เรียกว่าสมาธิตั้งมั่นอยู่ที่กายใจ

แต่ถ้าไม่ฝึก ไม่กลับมารู้กายเห็นกาย รู้ใจเห็นใจ อยู่เสมอ กำลังมันไม่มีหรอก ... ไม่ต้องว่าให้ช้างมาลาก หรือให้เรื่องราวอะไรมาลากหรอก  แค่เอามือโบกพัด...ก็ปลิวแล้ว ออกจากกายออกจากใจไป หูย เขาพัดมาแค่นี้นะ ปลิวออกไปนี่ห้าร้อยกิโลเมตรจากกายใจ ...อะไรมันจะง่ายดายปานนั้น

และอาศัยกำลังของสติสมาธิแค่นี้หรือ...จะมาข้ามภพข้ามชาติ ละภพละชาติ ละการเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ...ไปนึกเอา  กำลังแค่เนี้ย...จะพอมั้ย 

เพราะนั้นคำว่าสติสมาธิปัญญา ฝึกบ่อยๆ รู้บ่อยๆ เห็นบ่อยๆ ในที่อันเดียวตรงนี้ ...มันก็จะสะสมพลัง ให้ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวไปตามโลกธรรมทั้งแปด

กิเลสน้อยใหญ่ของสัตว์บุคคลที่ล้อมรอบกายใจเราอยู่นี้ เราจะต้องเจอแน่ๆ ...นี่ไม่นับกิเลสของตัวเองนะ  มันยังมีกิเลสคนรอบข้างอีกแปดพันกว่าล้านคน แล้วก็วัตถุธาตุที่มันแปรปรวนเปลี่ยนแปลงทั้งโลก ... มันจะไหวมั้ยนี่ สมาธิเท่ามด ปัญญาเท่าปลวก 

มันจะต้องหนักแน่น ไม่หวั่นไหว...นี่เหมือนแผ่นดิน  ไม่ไปไม่มากับอะไรเลย อยู่ที่กายที่เดียว เป็นตายอยู่...ยืนยัน นั่งยัน นอนยัน เดินยัน...อยู่ที่กายใจๆๆ อยู่ตลอดเวลา

แล้วมันจะเห็นเองว่าทุกสิ่ง ...ไม่ว่าจะนอกเหนือจากกายใจนี้ หรือแม้แต่ตัวกายตัวที่อยู่ในกายนี้ทั้งหมด คือขันธ์ห้านี่  มันเป็นแค่สักแต่ว่าอาการหนึ่ง เกิดๆ ดับๆ เท่านั้นแหละ 

แต่ด้วยจิตที่ไม่ตั้งมั่น ด้วยใจที่ไม่ตั้งมั่นอยู่กับกายใจปัจจุบัน  มันยังไม่ทันจะดับเลย...กูจะไปดับมันแล้ว มันยังไม่ทันจะเกิดเลย...กูก็วิ่งไปสร้างให้มันเกิดขึ้นมาซะแล้ว  แล้วมันจะเข้าใจไตรลักษณ์ได้ยังไง มันจะเข้าใจความเป็นจริงว่าโลกนี้คือไตรลักษณ์ ขันธ์นี้คือไตรลักษณ์ ได้ยังไง

หรือว่าอะไรมันตั้งอยู่ ...แต่ความอดทนเท่ามดเท่าปลวก รอไม่ไหว รอไม่ได้  ไม่แก้ก็หนี ไม่หนีก็หาอะไรมาทับถม เปลี่ยนมันใหม่ ...เหมือนกับไปเร่งให้มันเกิดไตรลักษณ์ มันไม่ไตรลักษณ์ให้ซะทีนึง มันไม่ดับ ก็เลยทำให้มันดับซะเลย...ตามความอยาก เห็นมั้ย

มันดับไปยังไง มันดับเพราะอะไร ...มันดับเพราะทำให้มันดับตามความอยาก  เช่นไอ้คนนี้เหรอพูดไม่หยุด เดี๋ยวด่ามันซะหน่อย เตือนมันซะหน่อย มันจะได้หยุดพูด ...เนี่ย เออ ไตรลักษณ์เกิดแล้ว แน่ะ มันหยุด มันดับ

แต่มันดับเพราะอะไร ...อยาก เพราะมีความอยากพูด แล้วก็วจีสังขารสร้างขึ้นเพื่อให้มันดับ แล้วมันก็ดับ ...แต่มันดับไปตามผลที่เพราะว่ามีการกระทำและจงใจด้วยอำนาจของตัณหาและอุปาทาน

คือถ้ารู้อยู่เฉยๆ ที่กายใจนี่  เดี๋ยวจะตาย จะทนไม่ไหว  มันอึดอัด มันคับ มันแน่น  จิตมันดิ้น มันหาเหตุหาผล มันหาถูกหาผิด มันว่ามันไม่ควร มันว่าเราดี มันว่าเขาไม่ดี  มันจะสร้างเหตุสร้างผล สร้างคุณงามความดีของตัวเอง สร้างความชั่วของคนอื่น  มันจะปรุงอะไรไม่รู้เยอะแยะ จนให้มันต้องทำอะไรสักอย่างนึง

แต่ถ้าอดทนรู้อยู่ที่กายใจด้วยความตั้งมั่น  แล้วก็เท่าทันอาการของจิตคิด จิตปรุง จิตแต่ง จิตหาเหตุ จิตหาผล หาเงื่อนไข หาถูกหาผิด ...รู้อยู่เท่าที่มันปรากฏทางอายตนะ ไม่ว่าจะรูปหรือเสียง 

สุดท้ายนั่นน่ะ ถ้าอยู่อย่างนั้นน่ะ มันจะเห็นความเป็นจริงว่าไตรลักษณ์เกิดขึ้นยังไง เกิดตั้งอยู่ยังไง ดับเองอย่างไร ...ไม่ได้ดับไปด้วยอำนาจของตัณหาและอุปาทานแต่ประการใด ไม่ได้ดับไปด้วยอำนาจของภวตัณหาหรือวิภวตัณหาแต่อย่างใด

เมื่อมันไม่ได้ดับไปด้วยอำนาจของตัณหา ไม่ได้ดับไปด้วยอำนาจของวิภวตัณหา  มันจะทำให้ความเป็นตัวเรา ความเป็นเจ้าของขันธ์เรา ความเป็นเราผู้มีอำนาจซึ่งมีมานะ มันน้อยลง

แต่เมื่อใดที่ทำให้มันดับไปได้ ไม่ว่าจะเป็นภายนอกหรือไม่ว่าจะเป็นภายใน...ด้วยอำนาจของความอยากหรือความไม่อยากแล้วนี่  มันจะทำให้ตัวเรานี่แข็งแกร่ง กล้า หมายมั่นในตัวเองมากขึ้น มีทิฏฐิมานะมากขึ้น  ความเป็นเราก็ใหญ่โตมโหฬารขึ้น พองเหมือนกับอึ่งอ่าง อึ่งๆๆๆ ตัวแค่เนี้ย แต่เสียงเท่าบ้านเท่าโอ่งอย่างนี้

เนี่ย เมื่อใดที่ทำไปตามอำนาจของตัณหาอุปาทาน ทำไปตามอำนาจของความอยาก-ความไม่อยากนี่   ผลออกมานี่ มันจะสะสมมานะ สะสมความหนาแน่นในความเป็นเราของเรา หวงแหน มีศักดิ์มีศรีขึ้นมา มีความเป็นตัวตนของเรามากขึ้นๆๆ 

และเมื่อมีความเป็นตัวเป็นตนของเรามากขึ้นเท่าไหร่ อะไรแตะนิด อะไรต้องหน่อย อะไรผิดหูผิดตา อะไรนิดอะไรหน่อย มันจะเกิดเป็นปฏิฆะจนถึงขั้นโทสะ ไม่ยอมรับอะไรได้ง่ายๆ

เพราะนั้นเมื่อไม่ยอมรับอะไรได้ง่ายๆ นี่ มันจะอยู่ในโลกนี้แบบยากลำบาก  เพราะโลกมันไม่ง่ายๆ หรอก เพราะโลกเป็นเรื่องไม่ง่ายๆ หรอก  เพราะโลกมันเป็นเรื่องของความแปรปรวน เพราะโลกเป็นความบกพร่อง เพราะโลกเป็นความไม่เต็ม เพราะโลกเป็นภาวะที่เรียกว่านอกเหตุเหนือผล

บทจะมาก็มา บทจะไปก็ไป  มันไม่ต้องคาดไม่ต้องเดาอะไรน่ะ หาความถูกความจริงอะไรกับมันไม่ได้หรอก  

เดินไปดีๆ ไม้ตกใส่หัวกลางถนนก็ได้ เนี่ย 'ทำไมต้องตกใส่กูวะ ทำไมไม่ตกใส่คนอื่น' ...เห็นมั้ย จะหาเหตุหาผลอะไรกับมันได้ในโลกนี้


(ต่อแทร็ก 7/10)




วันเสาร์ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2557

แทร็ก 7/8 (2)




พระอาจารย์

7/8 (550213B)

13 กุมภาพันธ์ 2555

(ช่วง 2)



(หมายเหตุ : ต่อจาก แทร็ก 7/8 ช่วง1
http://ngankhamsorn7.blogspot.com/2014/10/78-1.html)


พระอาจารย์ –  การภาวนาต้องจริง เป็นเรื่องของคนจริง เพราะธรรมเป็นเรื่องจริง ไม่ใช่เรื่องเล่น  

เพราะนั้นการที่จะเข้าไปถึงของจริง เห็นของจริงนี่ ...การปฏิบัติต้องจริง ศีลสมาธิปัญญาต้องจริง ต้องต่อเนื่อง ต้องไม่ใช่เป็นพาร์ทไทม์หรือว่ารักเผื่อเลือก  มันจะต้องเป็นหลัก...งานหลัก คือเรียกว่าสัมมาอาชีโว

สัมมาอาชีโวจะมั่นคงได้ก็อาศัยสัมมากัมมันโต กระทำชอบ และมีดำริชอบ ... ต้องดำริซ้ำลงไปว่านี่คือวิถีแห่งพุทธะ นี่คือวิถีแห่งบัณฑิต นี่คือวิถีแห่งความหลุดพ้น นี่คือวิถีแห่งความรู้แจ้ง ...นี่คือวิถีแห่งการไม่กลับมาเกิด ไม่กลับมาตาย ไม่กลับมาทุกข์ ไม่กลับมารัก ไม่กลับมาชัง ไม่กลับมาชอบอีก 

ต้องดำริอย่างนี้บ่อยๆ คือการงานพวกนี้จึงจะเห็นว่าเป็นหลัก...ที่เหมือนกับลมหายใจเข้าออก...ขาดไม่ได้
 
นั่นแหละ เริ่มเป็นบัวปริ่มน้ำแล้ว แค่ตั้งสัจอธิษฐานด้วยความรู้สึกที่เป็นสัมมาว่าเป็นงานการที่ทิ้งไม่ได้ ขาดไม่ได้ ...ต่อไปนี่ เมื่อทำแล้วดำริเช่นนี้บ่อยๆ แล้วมีการน้อมกลับมารู้ กลับมาเห็น  ดูกายเห็นจิต ดูจิตเห็นกาย ดูกายเห็นจิต อยู่เสมอ อยู่อย่างนี้ ...มันจะสะสมกำลังไปทีละเล็กทีละน้อย 

ไอ้ที่จะๆๆ จะพ้น เดี๋ยวก็พ้นเอง ...ไม่ใช่ 'จะๆ' มาหลายชาติแล้ว  ใกล้แล้วๆ จะเข้าใจแล้ว จะได้แล้ว...ตายซะก่อน  ...มันไม่เข้าใจสักที เป็นอะไรวะ ไปคาอะไร 

เราบอกให้มันคาอะไร...คาขี้เกียจ
พุทธัง ธัมมัง สังฆัง สรณัง คัจฉามิ ...ไม่เอาอ่ะ 
เอาหมอน ที่นอน สรณัง คัจฉามิ๊
เอาอาหารการกิน สถานที่ท่องเที่ยว ญาติสนิทมิตรสหาย
การพูด การคุย ฮัลโหลๆ สรณัง คัจฉามิ๊ ...เนี้ย มันเป็นที่พึ่งไปหมด

ก็ต้องกลับมาหาพุทธะ ธัมมะ สังฆะ ...พุทธัง ธัมมัง สังฆัง สรณัง คัจฉามิ นี่แหละจึงจะเป็นที่พึ่ง 

เพราะนั้นพุทธะไม่ได้อยู่ที่ไหน ...ใจผู้รู้นี่แหละ รู้อยู่ที่ไหน รู้อยู่เสมอ  นั่นแหละเราอยู่กับพระพุทธเจ้า เฝ้าอยู่ เสนอหน้ากับท่านอยู่ ใกล้แล้วๆ ...แม้ท่านยังไม่รับเข้าธรรมสภา แต่ว่าเฝ้าไว้ก่อน อยู่ตรงนั้นก่อน  อบรมกาย อบรมจิต เดี๋ยวพอได้ที่ได้ทางก็จะเขยิบเข้ามา...ในใจ ใกล้ชิดพระพุทธเจ้ามากขึ้นๆ

ทำไมพระพุทธเจ้าถึงบอกผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเราตถาคต ...ธรรมคือที่ไหน ธรรมคือธรรมะปัจจุบัน กับใจที่รู้ปัจจุบัน ... เมื่อใดที่อยู่กับรู้กับใจกับกาย เมื่อนั้นแหละจะเห็นพระพุทธเจ้า เข้าใจพระพุทธเจ้ามากขึ้น เข้าถึงพระพุทธเจ้ามากขึ้น ... เพราะนั้นพุทธะ ธัมมะ สังฆะ คืออยู่ที่ใจดวงนี้แหละ

แต่พวกเราพอเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า...สักแป๊บนึงก็...'ที่นอน สรณัง คัจฉามิๆ ...เดี๋ยวรอก่อนนะ เดี๋ยวพรุ่งนี้ค่อยต่อนะเจ้าคะ ข้าพระพุทธเจ้าขอทูลลา ขอทูลลาพระองค์ก่อน' (หัวเราะ) ...ลาไปลามาก็...ตายซะก่อน  หมดเวลา...เลเวลนึง

เพราะนั้นเมื่อเราเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า ก็อยู่ตรงนั้นแหละ ไม่ไปไม่มาที่อื่นแล้ว ... นั่นแหละถึงจะจริง ถึงจะเข้าถึงพุทธะจริง นั่นน่ะคือวิถีแห่งพุทธะ วิถีธรรม วิถีแห่งมรรค วิถีแห่งความหลุดพ้น วิถีแห่งความรู้แจ้ง ...ท่านเรียกว่าเอกายนมรรค 

ก็ไม่รู้จะตรงไหนแล้ว ตรงมรรคเป๊ะเช๊ะ ที่สุดแล้ว...รู้ตรงไหนพระพุทธเจ้าอยู่ตรงนั้นแล้ว

ไม่ใช่ว่าพระพุทธเจ้าท่านตายไปไหน ไอ้นั่นน่ะรูปขันธ์ท่านตาย ... พระพุทธเจ้าก็ยังมีให้เข้าเฝ้าอยู่ทุกวันน่ะ...พุทธะก็แปลว่าผู้รู้  ผู้รู้ก็คือว่าผู้ตื่น  ผู้ตื่นก็คือผู้เบิกบาน สะอาด สว่าง สงบ

พระพุทธเจ้ามีอยู่ที่นี้ ...จะไปหาที่ไหน จะไปเดือดเนื้อร้อนใจทำไมว่าพระพุทธเจ้าท่านตายไปแล้ว ไม่ได้เคารพท่าน ...พุทธะก็มีอยู่ตลอดเวลา  ...แต่ว่าเราเอาใจออกห่างเอง

เมื่อใจออกห่างปุ๊บ ... มาร ขันธมาร กิเลสมาร อภิปุญญาภิสังขารมาร เทวบุตรมาร พวกนี้ ปั๊บ เข้ามาจับเลย  เห็นมั้ย ออกจากที่พึ่งอันประเสริฐ ออกจากเกราะคุ้มกันป้องกันที่แข็งแกร่งปุ๊บนี่ พญามารมาเลย...เริ่มตั้งแต่ขันธมาร กิเลสมาร อภิปุญญาภิสังขารมาร โชคลาภวาสนามาคือเทวบุตรมาร 

มาแล้ว พอมาปุ๊บ พวกเรานี่ก็...'เฮ้ย เสี่ยวๆ คบมันเป็นเสี่ยวเลยนะ' ...ไปขึ้นเขาลงห้วย ไปเหนือมาใต้ ไปด้วยกัน เกิดด้วยกัน ตายด้วยกัน เป็นเนื้อเดียวกัน ...สมัครสมานสามัคคีกันจังกับมารนี่

ครูบาอาจารย์ก็บอก 'เฮ้ย มานี่ๆ เข้าใกล้เราหน่อย เข้าใกล้พุทธะหน่อย' ...มันก็กระมิดกระเมี้ยนเข้ามานะ แต่ลึกๆ น่ะอยากกระโดดออกจะตายชักอยู่แล้ว ... กระด้างกระเดื่องต่อพุทธะ พุทธธรรม พุทธจิต  พุทธวิถี 

เพราะนั้นวิถีแห่งพุทธะคือรู้อยู่เห็นอยู่ นี่แหละ ...ไม่ยาก ...แต่ก็ไม่ง่าย  เพราะว่ามันจะตายกับความขี้เกียจ ขี้เผลอ ขี้เพลิน ขี้หลง ขี้ลืม อ้างนั่นอ้างนี่ อ้างกาลอ้างเวลา อ้างสัตว์อ้างบุคคล อ้างโลกธรรมทั้งแปด 

มีข้ออ้างเมื่อไหร่ปุ๊บ ...มันก็ทูลลาพระพุทธเจ้าอยู่เสมอแหละ ไม่เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าเพราะติดข้ออ้าง เป็นซะอย่างงี้ เห็นพระพุทธเจ้าเป็นแพทย์ทางเลือก ...เอาไว้ก่อน

แต่บอกให้นะ พอเวลาใกล้ตายนะ ฮื่อ ร้องเรียกหา "พระพุทธเจ้าอยู่ไหน ช่วยลูกด้วย  พุทธะพุทโธ ช่วยลูกด้วย"  พระก็บอกว่าให้พุทโธๆ ไว้ "เฮ้ย โยม พุทโธๆ เข้าไว้ นึกถึงพระพุทธเจ้าเข้าไว้ๆ"  มันก็บอก "กูเจ็บจะตายห่าอยู่แล้ว ไม่เอาแล้ว" 

ถึงเวลานั้นน่ะ พุทโธมันยังปฏิเสธเลย  แล้วถึงว่าเขาบอกให้พุทโธๆ มันก็ยังเป็นพุทโธรูปภาพ ไม่ใช่พุทโธที่เป็นใจนะ  นึกถึงรูปพระเอาไว้ โอ้โห มันยังเป็นรูปพระอยู่เลย ...แต่ขนาดนั้นมันยังนึกไม่ได้เลย ไม่ต้องพูดถึงใจรู้ใจเห็นน่ะ

เพราะนั้นทำไมถึงต้องทำตั้งแต่เดี๋ยวนี้ ...เพื่อลบความเคยชินที่เป็นพันธมิตรกับมาร  มารมันขี่คอน่ะ... ยืนเดินนั่งนอนนี่  ไปๆ มาๆ ทั้งชีวิตนี่ ตั้งแต่ตื่นนอนมานี่ เดินมานี่...มารขี่คอมาตลอด แล้วก็บอก 'เฮ้ย มึงไปนี่ มึงไปนั่น มึงทำอย่างนี้นะ มึงพูดอย่างนี้นะ' ...มารทั้งนั้นน่ะ ไม่รู้จักเลยรึไง

แต่เมื่อใดที่มีการรู้ตัวๆ รู้ว่าทำอะไรอยู่ เห็นว่ากำลังมีอะไรเกิดขึ้น ...ขณะนั้นสลัดมารลงแล้ว เป็นตัวของตัวเองแล้ว ...ช่วงหนึ่ง ขณะหนึ่ง ก็ยังเป็นมงคลอันประเสริฐ เป็นวิถีอันประเสริฐแล้ว

และถ้าขยันพากเพียรบ่อยๆ น่ะ เอาจนเหนือมารทั้งห้า ขันธมาร กิเลสมาร อภิปุญญาภิสังขารมาร เทวบุตรมาร มัจจุมาร นี่ มารน่ะไม่ได้ผุดได้เกิดหรอก บอกให้

จากนั้นก็เดินองอาจผ่าเผย ด้วยความเป็นพุทธะพุทโธ ผู้รู้ผู้เห็นอยู่ตลอดเวลา ...ทำอะไรด้วยอาการรู้อาการเห็นอยู่ตลอดเวลา  นั่งก็เป็นผู้ที่รู้ว่านั่ง เดินก็เป็นผู้ที่รู้อยู่ว่าเดิน คิดก็เป็นผู้ที่รู้อยู่ว่าคิด พูดก็เป็นผู้ที่รู้อยู่ว่าพูด ... อย่างนี้ มารไม่ได้ช่องหรอก บอกให้ ...นี่จึงจะพ้นจากบ่วงมาร จึงจะเล็ดลอดออกจากบ่วงมารนี้ได้

ฟังธรรมก็เยอะกันแล้ว แต่ทำน่ะมันน้อย  เข้าใจน่ะเข้าใจ แต่ขี้เกียจน่ะเยอะ ...เพราะนั้นว่า ฟังเท่าไหร่ เข้าใจมากเท่าไหร่ ก็แค่นั้นนะ ... เมื่อใดที่ยังไม่น้อมนำไปพากเพียรปฏิบัติ ต่อให้เข้าใจขนาดไหน ก็แค่นั้นนะ 

มันสำคัญที่ลงมือทำ ...ไม่ใช่แค่ลงมือ ตีนด้วย ตัวด้วย ใจด้วย เนี่ย มันต้องลงมือให้พร้อมเลยทั้งกายใจ ...เมื่อได้ลงมือจริง ทำจริง ด้วยความพากเพียรต่อเนื่องแล้วนี่  ไม่ต้องถามหาผล เก็บเกี่ยวไปเองได้เลย ...ไม่ต้องอ้อนวอนร้องขอผลเลย 

ลงมือทำไป ทำด้วยวิถีที่ดูโง่ๆ นี่แหละ ... รู้ไปเห็นไป ไม่ต้องแก้ไม่ต้องหนี  อดทนไป รู้กายลงไป ยืนเดินนั่งนอน  ถามตัวเองบ่อยๆ ว่าทำอะไรอยู่  แล้วก็กลับมาดูว่ามันกำลังทำอะไร มันกำลังอยู่ในท่าไหน  จิตกำลังทำอะไร จิตมันอยู่ในอาการไหน

แต่จิตน่ะดูแป๊บๆ พอแล้ว ...อย่าดูมาก ดูพอให้รู้ว่ามีอาการไหนแค่นั้น แล้วก็กลับมาสังเกตลงที่กายมากๆ  เพราะจิตเป็นเรื่องละเอียด ถ้าไม่มีสมาธิที่ตั้งมั่นดีพอแล้วนี่ จะหลงง่าย จะหลงไปกับจิตได้ง่ายกว่า 

แม้กระทั่งเวทนาสุข-ทุกข์ด้วยนะ หรือไม่มันก็จะหลงหายไปกับอาการเวทนาที่เรียกว่า อทุกขมสุขม...คือเฉยๆ  นี่ มันจะเพลินไป  ตอนที่ไม่มีอารมณ์น่ะ ตอนที่ไม่มีอะไร ไม่มีความรู้สึกอะไรน่ะ ... มันจะหาย 

เพราะนั้นจะไปตั้งอยู่กับเวทนาตรงๆ ก็ยังไม่ได้  ก็ให้รู้พอเป็นเลาๆ คร่าวๆ ว่ามันเกิดขึ้นอย่างนี้นะ มันกำลังสุขอยู่นะ  มันกำลังหงุดหงิดรำคาญไม่พอใจอยู่นะ แค่นี้พอแล้ว  แล้วกลับมาตั้งมั่นกับกายมากๆ รู้กายมากๆ ...นี่เป็นรูทีนเลย เป็นหลักเลย

แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธเวทนา จิต ธรรม ที่มันจะเกิดเป็นระยะๆ ...ก็ช่างมัน ก็ดูไปรู้ไป  แต่อย่าไปจดจ้องหรือว่าเอาเป็นฐาน ...เพราะว่าตรงนั้นน่ะคือบ่วงมาร หรือว่าเป็นช่องของกิเลสมาร จะเข้าได้ง่าย  คือจะเกิดความเผลอเพลินได้ง่าย และจะเกิดความไม่ชัดเจนได้ง่าย แล้วเกิดความกลมกลืนโดยไม่รู้ตัวได้ง่าย

แต่พอกลับมาที่กายนั่งปุ๊บนี่...รู้เลย ก้อนนี้นั่ง ก้อนนี้ตึง แล้วก็มีใครรู้อยู่ข้างใน ... นั่นน่ะมันจะชัดลงในกายใจปัจจุบันได้...บ่อยๆ 

เพราะนั้นเวลาเรารู้กายรู้ใจ รู้ว่านั่ง รู้ว่าเดินนี่ ... ภายนอกมันไม่มีใครรู้หรอก ไม่มีใครสนใจหรอก มันไม่ได้ไปขัดแย้งโต้แย้งหรือว่าไปทะเลาะเบาะแว้งกับใคร หรือว่าไปแสดงอากัปกิริยาอาการให้คนเขาดีใจเสียใจหรือรังเกียจเดียดฉันท์อะไรได้หรอก

แม้แต่การภาวนารู้อย่างนี้ในตัวของเราเองนี่  คนอื่นใครๆ เขาก็ยังไม่รู้เลยว่าเราภาวนา  เขาก็ไม่ได้รู้สึกแบ่งแยกเรา ว่า 'เอ้ย ไปทำที่วัดสิ มาทำงานจะมาทำอย่างนี้ได้ยังไง ที่นี่ที่ทำงานนะ ไม่ใช่ที่ภาวนา' ...นี่มันจะว่ากันอย่างนั้น ถ้าไปทำในรูปแบบนั่งสมาธิ เดินจงกรมเท่านั้น

แต่ถ้าอยู่อย่างนี้ ไม่มีใครจับได้หรอก ตำรวจไม่จับ ไม่มีใครรู้ได้หรอก ...มีแต่เรารู้เอง ว่ากำลังรู้อยู่มั้ย กำลังรู้สึกที่กายมั้ย กำลังเห็นอาการทางกายมั้ย ... นี่ สอบทวนอยู่เสมอ อย่าขี้เกียจ

อย่าขี้เกียจ อย่าปล่อยปละละเลย อย่าปล่อยให้เวลาล่วงไปกับอะไรก็ไม่รู้ที่ไร้สาระ ...เดี๋ยวก็ตายแล้ว จะไปเอาอะไรกับมันมากมาย เดี๋ยวก็ไม่เหลืออะไร อยากได้อยากเป็นอะไร ใครจะเป็นอะไร หรือเขาจะไปเผาศพฝังศพเรายังไง ...ไม่สนใจแล้ว 

ไม่ต้องไปกังวล ไม่ต้องไปล่วงหน้ากับอะไรแล้ว  ลูกเต้าหลานเหลน โตแล้วก็ไปเกิดไปตายเอาเอง เรื่องของมันแล้ว  ทิ้งมันไปเถอะ วางมันซะบ้าง ... เอาตัวเองให้รอดๆ  รู้กายรึยัง เห็นกายรึยัง เข้าใจรึยังว่ามันคืออะไร  อยู่กับมันมาตั้งแต่เกิด ยังไม่รู้เลยว่ากายคืออะไรนี่ โง่ ...ไม่สมควรเกิดมานะนั่นน่ะ

อยู่กับมันมาตั้งแต่เกิด แต่ยังไม่รู้จักเลยว่ากายคืออะไร  ใช้กับมันมานี่ แทบเป็นแทบตายกับมันมา ยังไม่รู้เลย เฮ้ย  ยังบอกว่า กายเราๆ น่ะ  ยังมาบอกว่ากายเรา เราเป็นผู้หญิงๆ เรากำลังแก่ๆ  เชื่ออยู่อย่างนั้นน่ะ

เอาจนให้มันรู้ว่ากายจริงๆ คืออะไร มันเป็นใคร หรือมันไม่ได้เป็นใคร  มันเป็นของใคร หรือมันไม่ได้เป็นของใคร  หรือว่ามันไม่มีความหมายใดๆ ทั้งสิ้นในกาย... นั่น อยู่แบบบัณฑิต อยู่แบบผู้รู้น่ะ  ไม่ใช่อยู่แบบผู้โง่เขลาเบาปัญญา อยู่แบบผู้ลุ่มหลงมัวเมา ...มันอยู่ทำไม เสียชาติเกิด เกะๆ กะๆ เก้ๆ กังๆ รกโลก

ห้าหกพันล้านในโลกนี้ก็รกเต็มที่แล้ว เราก็ยังจะอยู่ในสารบบแห่งการรกกับเขาด้วยเหรอ  ...อุตส่าห์มาเกิดในเมืองไทย แล้วมาเจอพุทธศาสนาอีกในเมืองไทย แน่ะ แล้วดันมีพระอรหันต์อยู่ในเมืองไทยอีกต่างหาก ... เออ ยังปล่อยให้โง่ๆ เป็นงงๆ งึมๆ เกะๆ กะๆ เก้ๆ กังๆ เหมือนกับหกพันล้านที่ไม่มีโอกาสอย่างนี้เหรอ

เพราะนั้นในหกสิบล้านในประเทศไทยนี่ ถือว่าเป็นหนึ่งในร้อยล้านพันล้านนะ  ในโลกนี่หกพันล้านนะ ที่ไม่มีได้ยินได้ฟังเลย...ว่ากายคืออะไร ใจคืออะไร ศีลคืออะไร สติคืออะไร สมาธิคืออะไร ปัญญาที่แท้จริงคืออะไร

พวกเรานี่ได้ยินจนหูจะทะลุแล้ว ยังปล่อยให้ 'เฮ่อๆๆ เฮ้อ'...ซะยังงั้น ... 'รอชาติหน้าก่อนค่อยทำ' เออ ชาติหน้าไม่เจอแล้วทำยังไง หือ ไม่เจอกันแล้วนะ ทำยังไง ...ไปเจอใครล่ะ แล้วเชื่อได้มั้ยล่ะ แล้วมันเป็นธรรมที่แท้จริง หรือธรรมจอมปลอมรึเปล่าล่ะ อย่างพวกเราตัดสินอะไรได้ล่ะ

โอกาสมีแล้วน่ะ ...ไม่ใช่โชค ไม่ใช่เคราะห์ ไม่ใช่ดวง  ปุพเพกตปุญญตา สมควรแห่งการเกิดมาแล้ว  ขนาดว่าในเมืองไทยนี่กว่าหกสิบล้าน ก็มีกระจ่อมนึงที่ได้ยินได้ฟังธรรมเช่นนี้นะ  พระก็มีเป็นแสนน่ะเอ้า ที่สอนกัน  กัมมัฏฐานก็สี่สิบห้องน่ะ ไปไล่ทุกห้องดูเอา หลากหลายวิถีการปฏิบัติ

ก็ลองมากันทั้งนั้นน่ะ แล้วก็รู้อยู่แล้วมันเป็นยังไง ยังว่า...'งงว่ะ ไม่ไหวแล้ว ตายแน่เลย ทำไม่ได้หรอก' แล้วเนี่ย อย่างที่เราสอนนี่ เรียกว่าเป็นธรรมที่แทบจะว่า 'นี่ส้มนะ นี่ปอกให้เลยนะ นี่ฉีกเป็นกลีบเลยนะ เอาสาแหรกออกให้ด้วยนะ...เอ้า อ้าปาก' (โยมหัวเราะกัน) ...ไม่รู้จะยังไงแล้วอ่ะ เข้าใจมั้ย

งั้นก็ไปพุทโธไป๊ ไปดูกายเอาจนเป็นกระดูกไป  นั่นก็ธรรม ... เราไม่ได้บอกว่าผิดหรือถูก ...แต่มันยาก เข้าถึงได้ยาก  แล้วก็ต้องใช้กำลังอย่างมาก ต้องอาศัยการสั่งสมมากมาย และอาศัยความเพียรที่ยิ่งยวดด้วย ...เป็นธรรมจำเพาะจริงๆ

ก็เคยทำกันมาแล้วนี่  พุทโธกันมาไม่รู้เท่าไหร่ หลายกระบุงแล้ว  ไม่เห็นสงบซักที ใช่มั้ย  หรือสงบแล้วก็ไม่เห็นเข้าใจอะไรสักอย่าง มีแต่กิเลสมากขึ้น ... แบบออกจากวัดนี่ก็ยิ้มไป  แต่พอกลับถึงบ้าน...'หงุดหงิดโว้ย'  เห็นอะไรก็หงุดหงิด ...'อย่ามาใกล้กูนะ พึ่งออกมาจากวัด' (โยมหัวเราะกัน) 

เข้าใจรึเปล่า นี่มันภาวนาภาษาอะไรของมันวะ ...อุตส่าห์พุทโธ้พุทโธมา รักษาอย่างดีเลย  กลับมาถึงบ้าน ...'หงุดหงิด อย่ามาใกล้นะ เพิ่งออกมาจากวัดนะ' เป็นอย่างนี้

เพราะนั้นธรรมนี่ มีอยู่ใกล้ชิดติดเนื้อติดตัวอยู่แล้ว  สำคัญว่าอย่าขี้เกียจ  แล้วก็อย่าไปหลงว่ายังมีวิธีอะไรที่ดีกว่านี้อีก...ไม่มีแล้ว ... คือบอกแล้วว่าธรรมแบบที่เราสอนนี่ คือ ...'อ้าปากนะคะๆ (หัวเราะกัน) อันนี้น้ำหวาน ให้กิน ไม่ขมหรอกนะคะ' 

มันยังเป็นแบบ ...'ไม่เอ๊า หนูไม่กิน หนูไม่เอ๊า  หนูคิดว่าจะไปหาอะไรทำอีก  แบบต้องทำอย่างนี้อีกรึเปล่าคะ ต้องทำอย่างนั้นอีกรึเปล่า' ...อู้ย มันจะเอาอะไรของมัน ฮึ มันจะเอาถึงขนาดไหน ...มันเป็นซะอย่างงั้นน่ะ กิเลส อย่าไปฟังมัน 

คือตั้งใจลงไป ...เอาอะไรก็เอาให้จริง ทำให้จริง ปฏิบัติให้จริง  รู้ให้จริง รู้ให้ชัด รู้ให้ตรง  แล้วก็มันจะรู้แจ้งขึ้นมาเอง ขอให้มันจริงลงไปสักอย่างเถอะ ... ในที่นี้เราแนะนำให้จริงในกาย แค่นั้นเอง 

แล้วอาศัยกายเป็นหลัก ง่ายที่สุดแล้ว ...ไม่ต้องไปบนบานศาลกล่าว ร้องขอ อ้อนวอนว่า 'กายจงปรากฏ' (หัวเราะกัน) มันก็มีอยู่แล้ว มันต้องหามั้ยเนี่ย...กายน่ะ  

บางทีเข้าป่าหาแทบตาย นั่งหลับตาเพื่อจะหาพุทโธ เพื่อจะหาความสงบ ... เราถามว่ากายนี่ต้องหามั้ยนี่ ตรงไหนก็มีอยู่แล้ว  ไม่ต้องอ้อนวอนร้องขอใดๆ ไม่ต้องบนบานศาลกล่าว ไม่ต้องติดสินบาดคาดสินบน ...อยู่ที่ไหนก็ได้ ตอนไหนก็ได้  ถ้าลืมตาขึ้นมาตื่นขึ้นมาปั๊บนี่...กายปรากฏแล้ว

แล้วกายนี่เป็นรังของกิเลสทั้งหมด  ขันธ์ทั้งห้าก็อยู่ในกายนี้แหละ ...ถ้ารู้กายเห็นกายแล้วไม่ต้องกลัวว่าจะไม่เห็นนามทั้งสี่ จะไม่เห็นกิเลสทั้งสามที่เป็นรากเหง้า จะไม่เห็นอาสวะ...มันอยู่ในเนี้ยแหละ อยู่ในก้อน...ปริมณฑลหนังหุ้มอยู่เป็นที่สุดรอบนี่เอง 

ถ้าใจมันไม่รู้ออกไปนอกหนังหุ้มเป็นที่สุดรอบนี้  มีรึมันจะไม่แจ้งในขันธ์ห้า ...ไม่ต้องกลัว

อย่าไปกลัวว่ามันหยาบเกินไป ...บางคนก็บอกว่ามันง่ายไปอาจารย์ ขออะไรยากๆ ได้มั้ย ... อยากได้ยาก เดี๋ยวจัดให้ ... พอให้จริงๆ แล้วจะรู้ว่าไม่ใช่ทำได้ง่ายๆ  

ครูบาอาจารย์ท่านทำมาแล้ว ไม่ใช่ท่านไม่เคยทำนะ ...ไอ้ของยากท่านทำ ท่านเข้าใจ ท่านผ่านแล้ว แต่ท่านไม่เอามาพูด และไม่มาแนะนำให้ทำตามด้วย ...ไม่งั้นน่ะ การภาวนาจะเหมือนยาขมทันทีเลย

เพราะนั้นน่ะ สิ่งที่สอน หรือที่ครูบาอาจารย์ให้เจริญปัญญา...มันเหมาะแล้ว พอดีแล้ว  ใช้การได้ด้วย ได้ผลด้วย รับรองได้ด้วย บอกให้  ไม่ต้องไปทำอะไรเกินกว่านี้แล้ว ...ส่วนคนที่เขาอยากเกิน ก็ให้เขาเกินไป  ครูบาอาจารย์ที่สอนในส่วนที่เกินก็มี นั่นก็ต้องให้ครูบาอาจารย์ท่านควบคุมอบรม ผลักดันกันไป

แต่เราก็ไม่ต้องไปว่าอันนี้ใช่ หรือว่าอันนี้ถูก หรือว่าอันนี้ผิด ...ไม่ต้องเอาถูกเอาผิดอะไร รู้กายอย่างเดียว ...พอเริ่มจะหาว่าอันนี้ผิดมั้ยๆ ให้รู้เลยว่าหลงคิดอีกแล้วๆ...ไม่เอา  ถ้าขึ้นชื่อว่าหลงคิดแล้วจะไปเอาทำไม รู้กายซะๆ เออ

แต่มันห้ามไม่ได้นะ เดี๋ยวก็หลงอีกแล้ว คิดอีกแล้ว...แต่ไม่เอา  รู้ใหม่ กลับมารู้กายใหม่ อยู่อย่างเงี้ย  โง่ได้โง่ไปๆ ดูซิ มันกลัวโง่น่ะ ...ก็รู้อยู่แค่นี้ เอาดิ ... มันจะโง่เพราะคิดว่าเราโง่ แค่นั้นเอง  ถ้าไม่คิดว่าโง่ มันไม่โง่หรอก บอกให้

มันโง่เพราะความคิด ไม่ได้โง่เพราะความจริง  เมื่อคิดเมื่อไหร่ก็โง่ คิดว่า 'เออ โง่อีกแล้วเว้ยเฮ้ย ถ้ารู้แค่นี้โง่' ... เนี่ย คิดทั้งนั้นน่ะ มันโง่เพราะคิด ไม่ได้โง่เพราะรู้จริงนี่  แล้วไปเชื่อความคิด ก็โง่เท่านั้นน่ะ  ก็กลายเป็นไอ้โง่ไปเลย ใช่มั้ย  มีตัวเราโง่ไปเลย มีตัวเราในความคิดที่โง่พร้อมเสร็จเลย

แล้วก็ยังทำไปตามความคิดที่โง่อีกเหรอ คือไปหาวิธีการอีกแล้ว ...'ทำยังงั้นดีมั้ย อย่างโง้นดีมั้ย วิธีการอย่างนั้นดีมั้ย หรือจะต้องโกนหัวบวชชีดีมั้ย หรือจะต้องถือศีลกี่ข้อ หรือจะต้องเพิ่มตรงนั้นมั้ย' ... อะไรอย่างเงี้ย ทั้งหมดนี่เป็นแค่ความคิด

จะเล่านิทานให้ฟัง ...มีคนอยู่กลุ่มนึงคุยกัน แล้วบอกว่า "สมมุติว่ามีเงิน ได้เงินมรดกมานี่ทีเดียวเลยร้อยล้าน ...จะทำยังไง"  

แต่ละคนมันก็บอกว่าเดี๋ยวจะไปซื้อบ้าน เดี๋ยวจะไปซื้อที่ เดี๋ยวจะไปเที่ยวรอบโลก เดี๋ยวจะไปลงทุนด้วยไอ้ร้อยล้านนี่ เดี๋ยวจะไปฝากแบงค์ เดี๋ยวจะไปทำอะไรให้มันงอกเงยออกมา เดี๋ยวก็จะเอาไปใช้ให้มันมีความสุขที่สุด ...แต่ละคนก็พูดว่าร้อยล้านจะเอาไปทำอะไร

มีคนนึงบอกว่า "กูจะเอามันไปเผา" ...พอบอกกูจะเอาไปเผา คนอื่นทั้งหมดมันก็ตกใจ บอก "เอ้ย จะไปเผาได้ยังไง ตั้งร้อยล้านนะไปเผาได้ยังงั้ย"  ไอ้นี่มันก็บอกว่า "ทำไมจะเผาไม่ได้ล่ะ...ก็มันเป็นแค่ความคิด  ที่มึงคิดว่าจะเอาไปสร้างนั่นสร้างนี่ คิดว่าเป็นนั่นเป็นนี่ ...มันก็เป็นแค่ความคิด"

เห็นมั้ย ความจริงจังของคนนะ ... พอบอกว่าเอาไปเผานี่ มันจริงจังนะว่ามันจะสูญเสียอะไร  แล้วห้ามด้วยนะว่าทำไม่ได้ๆ ... ก็บอกว่า มันเป็นแค่ความคิด ทำไมจะเผาไม่ได้ ...เพราะทั้งหมดยังไม่มีอะไรจริงเลย

แต่ไอ้ที่นั่งคุยนั่งพูดอยู่นี่ จริงนะ ...ทำไมไม่อยู่กับความจริงล่ะ ปัญญาบอกว่าเห็นตามความเป็นจริง ไม่ได้เห็นตามความไม่จริงนะ ...ยังไปหาความไม่จริงอยู่ทำไม ยังไปตามความไม่จริงอยู่ทำไม ยังไปตามหาวิธีการในอดีตอนาคตอีกทำไม

ของจริงมีอยู่กลับไม่อยู่ ของจริงมีให้ดูกลับไม่ดู ... อยากจะดูแต่ของไม่จริง อยากจะดูแต่ของในตำรา อยากจะดูแต่ความเห็นของคนอื่น อยากจะดูแต่ธรรมของคนอื่น อยากจะรู้แต่ธรรมของคนอื่น... 'เธอเป็นยังไง เมื่อกี้เธอนั่งน่ะ ดีรึเปล่า ชั้นน่ะไม่ค่อยดีเลย' (หัวเราะกัน) 

ทำไม มันเป็นโรคอะไรกัน ธรรมตัวเองไม่รู้ ชอบไปรู้ธรรมคนอื่น (หัวเราะ) เป็นเชื้อไวรัสเหรอ ...แล้วก็ถามกันต่อๆ กันไป แอบกระซิบกระซาบเลยนะ เหมือนขายของโจรเลย ...มันเป็นโรคอะไร  ของดี ของจริงไม่ดู ชอบไปดูของคนอื่น

จิตไม่รู้นี่มันชอบ เข้าใจมั้ย แล้วมันเคยชิน  นี่คือความเคยชิน ...เราไม่ได้ว่ามันผิดหรอก  เพราะพวกเราเคยใช้อาการลักษณะเช่นนี้มาข้ามภพข้ามชาติ นับไม่ถ้วนแล้ว ...ไม่ใช่ว่าไม่ชอบหรือชอบมันนะ แต่ว่ามันเคยชิน 

เพราะนั้นสติคือระลึกและเท่าทันความเคยชินที่ไม่ดีอย่างนี้ต่างหาก ...ต้องฝึก ต้องอบรม ต้องขัดเกลา ต้องทวนกลับ ต้องฝืน อย่างนี้  นี่...มันจะตายมั้ย (โยมหัวเราะกัน) 

ใจน่ะไม่ตาย ขันธ์น่ะมันมีสิทธิ์ตายอยู่ ...'คือใจไม่ตายน่ะค่ะ แต่หนูจะตายแล้วค่ะ' ... มันเป็นอย่างเงี้ยแหละ เห็นมั้ยว่า ความเชื่อความเห็น ความผูกความแน่นในความถือมั่น...ว่ากายนี้เป็นเรา จิตนี้เป็นเรานี่ มันหยั่งเข้าไปลึกซึ้งมาก

อยู่กับรู้ อยู่ที่รู้ไว้ ...ลาจากโลกภายนอก แล้วก็เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าภายใน พระอริยสงฆ์ท่านก็อยู่ภายในนั่นแหละ ...ทุกคนมีของดีอยู่แล้ว อย่าทิ้งของดี...คือใจ 

ใจเป็นของดีอยู่แล้ว อย่าไปหาของไม่ดีมาใส่ใจ และอะไรที่ห่อหุ้มใจไว้ก็เอาออกไป  ให้เหลือแต่รู้อย่างเดียว กับกายอันเดียว กับขันธ์ตามปกติของขันธ์นั่นแหละพอแล้ว นอกนี้ เกินหมด ...จำไว้ ทิ้งมันไปซะบ้าง 

ภาวนาอยู่กับเนื้อกับตัวไว้ แค่นั้นเอง ไม่ต้องทำอะไรหรอก นอกจากว่าลืมมั้ย รู้มั้ย  ถามตัวเอง 'รู้อยู่รึเปล่า เห็นกายมั้ย รู้มั้ย กายกำลังทำอะไรอยู่'  ถามตัวเองบ่อยๆ อย่าให้ลืม ไม่มีอะไรก็ถามตัวเองว่า 'รู้อยู่มั้ย มีรู้อยู่มั้ย' แค่นั้นน่ะเป็นการเรียกสติ

แล้วก็ตั้งมั่นขึ้นมา เสมอ ไม่ต้องทำงานอื่น ... งานภายนอกก็ไม่ต้องให้ความสำคัญเกินไป บางทีเราให้ความสำคัญกับงานภายนอกจนลืมงานภายใน ...ทำไมสายกัมมัฏฐานสายหลวงตาจึงไม่ให้พระทำงาน เพราะมันมักจะหลงในงาน

ส่วนญาติโยมก็จะหลง หลงไปว่าทำแล้วจะช่วยเหลือเกื้อกูล มันก็ลืมภายใน ... คือบุญก็ทำไป ราก็ไม่ได้ว่า  แต่ยังไงก็ให้รู้อยู่ว่างานภายในอันนี้เป็นงานหลัก ถือเป็นงานหลัก เป็นคอร์ส ไม่ใช่แอสแสสเซอรี่ ...ไอ้ที่พวกโยมทำให้เราหรือว่าทำประโยชน์กับเรา ให้เราสุขสบายนี่ เป็นแอสแสสเซอรี่ ไม่ใช่หลัก

ครูบาอาจารย์ท่านไม่ได้ถืออันนั้นเป็นสำคัญ ...สำคัญว่าพวกเราน่ะทำอยู่มั้ย รู้อยู่มั้ย  อันนี้คือปฏิบัติบูชา  และไม่ใช่บูชาแค่ครูบาอาจารย์ บูชาคุณพระพุทธเจ้าเลยแหละ ...ถึงเรียกว่าการปฏิบัติเป็นการบูชาอันสูงสุด 

อามิสบูชานั่นเป็นบูชาเล็กน้อย มันเป็นแค่บุญแล้วก็สุขสบายๆ แค่นั้นเอง ...แต่ว่าอานิสงส์สูงสุดคือปฏิบัติบูชาคุณ เป็นบูชาสูงสุดแล้ว ...อานิสงส์คือไม่กลับมาเกิด

นี้ต่างหากที่พระพุทธเจ้าต้องการให้ทุกคนทำ ... แล้วก็นอกนั้นเป็นงานรอง เอางานหลักให้จบก่อน ...พองานหลักจบแล้ว จะทำอะไรก็ได้  ไม่ทำอะไรเลยก็ได้  จะสงเคราะห์ จะช่วยเหลือ จะเกื้อกูลจะไม่เกื้อกูลใครก็ได้ ตามสะดวกสบายใจ

แต่ตอนนี้งานนี้ต้องให้เสร็จ งานภายในต้องให้เสร็จ  ...สติสมาธิปัญญาต้องไพบูลย์ ต้องเต็มเปี่ยม ต้องให้ล้นจนอิ่มเอิบอาบในขันธ์ห้าทั้งหมด ...ถึงแจ้ง ถึงชัด 

ครูบาอาจารย์นี่เคี่ยวเข็ญ เสียเรี่ยวเสียแรง เสียน้ำลาย ...ไม่ได้เพื่อความสุขความสบายของตัวเอง  แต่เพื่อให้ทุกคนขยัน เพื่อให้ทุกคนเห็นตัวเองมากๆ เห็นความเป็นจริงของกายของจิต  จะได้ละ จะได้ปล่อย ...เมื่อใครเข้าใจแล้วมันก็ปล่อยเองน่ะ ไม่ได้บังคับ ไม่ได้สั่งให้ปล่อย  มันปล่อยเอง นั่น

แต่ว่ามันไม่ขยัน ... ครูบาอาจารย์ก็ต้องกระตุ้น พยายามกระตุ้นกันไป  พูดทุกวิถีทาง พูดหลายอุบาย อะไรทั้งหมดก็รวมลงเพื่อการนี้เท่านั้น ... ไม่ว่าอาจารย์องค์ไหนๆ ก็ตาม จะพูดธรรมแง่ไหนมุมไหนก็ตาม ทั้งหมด...ก็เพื่อให้กลับไปทำ เพื่อให้ตัวเจ้าของใจดวงนั้นน่ะมันรู้เองเห็นเอง  แล้วปล่อย แล้ววาง ไม่เอา ไม่เก็บ แค่นั้นน่ะ

เห็นการปล่อย เห็นการวาง เห็นการหลุด เห็นการพ้นของแต่ละคนแล้ว ครูบาอาจารย์ได้กำลัง...จะได้กำลังใจจากตรงนั้น  ...ไม่ได้กำลังจากที่ท่านอยู่กินดีหรอก  ท่านก็ตายเหมือนกัน ไม่ได้มีความสุขอะไรกับการมีชีวิตที่ดีหรือไม่ดี

แต่ว่าเมื่อใดที่เห็นคนที่ฟัง...แล้วทำ...แล้วได้ผล  นั่นน่ะ เป็นยากำลัง...เป็นกำลัง  แล้วก็มันก็สามารถที่จะไปต่อเติมเพิ่มเสริมให้กับคนอื่นๆ ในคนที่กำลังเริ่ม กำลังทำ ...เป็นการพยุงสัตว์โลก พยุงโลก ไม่ให้ถึงกาล ถึงแก่กาละ คือการแตกดับไปโดยปริยาย 

นี่คือการเกื้อกูลโลกเหมือนกัน ตั้งแต่เกื้อกูลสัตว์แล้วมันก็เกื้อกูลโลกไปในตัว ...นี่คือธรรมที่เข้าไปค้ำชูโลกอย่างนี้แหละ

เอ้า เอาแล้ว ไป... ฝึกกัน ขยันกัน ทำกันเข้าไป อย่าท้อถอย


................................